ยามวิกาล เงาหลายร่างเคลื่อนตัวออกจากพระราชวังพวกเขามุ่งหน้าไปยังเรือนหลังเล็กที่อยู่แถบชานเมืองด้วยความเร็วดุจโผบิน
ภายใต้ม่านรัตติกาลเงาดำเหล่านั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนผู้คนมองไม่ชัด
พวกเขาเข้าล้อมเรือนหลังเล็กดาบในมือต้องสะท้อนแสงเย็นเยียบ
“มั่นใจว่าคือที่นี่หรือ”
“ที่นี่ล่ะ ไม่ผิดแน่”
“ดีมากอีกครู่เมื่อพวกเราเข้าไปแล้วจงใช้ยาสลบทำให้เสิ่นจื่อโยวสลบเสียก่อนค่อยสังหารนางจากนั้นค่อยนำร่างของนางกลับไปรายงานองค์ชาย เรื่องอื่นใดนอกจากนี้อย่าได้ทำเข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
หลังจากหนึ่งในนั้นรับคำเขาก็พึมพำขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ประโยคหนึ่ง“ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดองค์ชายจึงต้องสั่งให้พวกเราที่อยู่ในระดับปราณก่อเกิดมารับมือกับหญิงสาวที่อยู่ในระดับบำเพ็ญกายคนหนึ่ง”
คนเหล่านี้เป็นคนที่เซวียนหยวนช่างส่งมาลอบสังหารเสิ่นจื่อโยว
ความคิดของเซวียนหยวนช่างเรียบง่ายนักในเมื่อนักบำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณทองคำไม่สามารถต่อกรกับเสิ่นจื่อโยวได้เช่นนั้นเขาก็จะส่งนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดมาจัดการนางหากพวกเขายังจัดการไม่ได้เช่นนั้นก็ค่อยส่งนักบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ระดับจุลสมบูรณ์มาสังหารนาง
ในฐานะหนึ่งในตัวเลือกผู้สืบทอดราชบัลลังก์ที่ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญมากที่สุดสิ่งที่องค์ชายสามเซวียนหยวนช่างไม่ขาดแคลนก็คือคนที่มีความสามารถเหล่านี้
ตามความคิดของเขาต่อให้เสิ่นจื่อโยวมีเก้าชีวิตหากเขาบดขยี้ไปเรื่อย ๆ อีกฝ่ายย่อมมีวันตาย!
ยามที่พวกเขาได้รับภารกิจนี้ทุกคนต่างก็ชะงักไป
พวกเขาถูกส่งมาเพื่อจัดการกับเด็กสาวที่ยังไม่แม้แต่อยู่ในระดับสร้างรากฐาน?! นี่มันน่าขันเกินไปหรือไม่
นี่เรียกว่าอะไร นำมีดฆ่าวัวมาสังหารไก่!
แต่ในเป็นคำสั่งของเจ้านายถึงแม้พวกเขาจะไม่เข้าใจหรืองุนงงเพียงใดก็ต้องก้มหน้ารับคำ
ผู้ที่เป็นหัวหน้าปรายตามองผู้ที่กล่าว“ที่องค์ชายรับสั่งเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของพระองค์พวกเราไม่จำเป็นต้องขบคิดให้มากไป”
ผู้ที่กล่าวนิ่งงันไปไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาต่างก็รู้สึกว่าภารกิจในค่ำคืนนี้ต้องเป็นภารกิจที่ง่ายดายเหลือคณา
ในขณะที่พวกเขาอาศัยแสงราตรีอันมืดมิดแฝงตัวเข้าไปด้านในคลื่นพลังรุนแรงประหนึ่งขุนเขาถล่มทะเลพลิกตาลปัตรก็พุ่งเข้าจู่โจมพวกเขา!
พลั่ก!
พลั่ก!
พลั่ก!
พวกเขาไม่ทันรับพลังการจู่โจมร่างจึงกระแทกลงบนพื้นกระอักเลือดสดออกมา
นี่มันเรื่องอะไรกัน?! พวกเขาต่างเบิกตากว้างดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือจะเชื่อ
ร่างเพรียวบางอรชรร่างหนึ่งนวยนาดออกมาหยุดเบื้องหน้าพวกเขา
“ลอบจู่โจมสนุกหรือไม่”
น้ำเสียงไพเราะเอ่ยคำไม่ช้าไม่เร็วดังขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขามันยังเจือเสียงหัวเราะหลายส่วน
“รสชาติของการถูกผู้อื่นลอบโจมตีเป็นอย่างไร ‘ประหลาดใจ’มากใช่หรือไม่”
ผู้ที่เป็นผู้นำแหงนศีรษะขึ้นด้วยความยากลำบากสิ่งแรกที่ปรากฏตรงหน้าก็คือรองเท้าคู่เล็กคู่หนึ่ง ต่อมาจึงเป็นขาเล็กเรียวสุดท้ายภาพที่ปรากฏในสายตาก็คือใบหน้าท่ามกลางแสงจันทร์นวล งดงามประหนึ่งภาพฝัน
“เจ้า...เจ้าคือเสิ่นจื่อโยว?”
เขาย้อนถามโดยไม่รู้ตัวก่อนจะปฏิเสธคำกล่าวของตนอย่างรุนแรง
กล่าวกันว่าบุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่นมีรูปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวอัปลักษณ์อย่างไร้ที่เปรียบ แล้วจะเป็นสาวน้อยงามสะคราญที่ปรากฏเบื้องหน้าผู้นี้ได้อย่างไร
เพียงแต่ความจริงที่ปรากฏได้ตบหน้าเขาอย่างรุนแรง
“ถูกต้อง ข้าก็คือเสิ่นจื่อโยว”สาวน้อยกอดอก ยกมือแตะคางกล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบา“แม้แต่รูปโฉมที่แท้จริงของข้าพวกเจ้าก็ยังไม่ชัดเจนยังริอาจลอบเข้าจู่โจมข้าโดยพลการอีก พวกเจ้าทำงานสะเพร่าไปหน่อยกระมัง?”
ผู้ที่ลอบโจมตีต่างกระอักเลือดในลำคอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ผู้ใดจะรู้ว่ารูปโฉมที่แท้จริงของเจ้าจะเป็นเช่นนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้!
คนที่เป็นผู้นำคล้ายตระหนักได้ถึงบางสิ่งสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว
“พลังเมื่อครู่เป็นเจ้าที่ปลดปล่อยออกมาหรือ”
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วปริปากออกมาเพียงสองคำอย่างนึกสนุก “ลองเดา?”
ใบหน้าของผู้ที่เป็นผู้นำแข็งค้างโดยพลันสีหน้าประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาว น่าชมไม่น้อย
นิสัยของเจ้าเด็กนี่ชั่วร้ายเกินไปแล้ว!
เสิ่นจื่อโยวลูบริมฝีปาก ลอบพึมพำว่า“ลองเดา” สองคำนี้ที่โม่จื่อเซวียนมักพูดอยู่เป็นนิจที่แท้ก็ทำให้ตนได้ชื่นชมสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้อื่นได้นี่ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สร้างความสุขได้จริง ๆ
ผู้ที่เป็นหัวหน้าไม่เชื่อเขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังบำเพ็ญเพียรของเสิ่นจื่อโยวยังไม่สูงเท่าไรนัก
ไม่แน่ว่าพลังเมื่อครู่นี้อาจเป็นลูกไม้ของเจ้าเด็กนี่ที่นำออกมาเพื่อข่มขู่พวกเขา!
เขายกอาวุธขึ้นอีกครั้งเตรียมบุกเข้าหาเสิ่นจื่อโยว!
ทว่ากลับมีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งกว่าคราก่อนพุ่งเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างร้ายกาจ!
พลั่ก!
ครานี้ปราณก่อเกิดของพวกเขาต่างถูกทำลายจนหมดสิ้น
ผู้ที่ถูกทำลายปราณก่อเกิดจะสามารถมีชีวิตได้หรือไม่คำตอบนั้นย่อมแน่นอนว่าไม่ได้
ในช่วงสุดท้ายของชีวิตของคนเหล่านี้นัยน์ตาของพวกเขายังสะท้อนเป็นภาพผ่อนคลายอารมณ์ของเสิ่นจื่อโยว
องค์ชาย...ทรงคาดคะเนความสามารถที่แท้จริงของเสิ่นจื่อโยวผิดไปโดยสิ้นเชิง
จากนั้นพวกเขาจึงดำดิ่งสู่ความมืดตลอดกาล
หลังจากพวกลอบโจมตีทั้งหมดตายลงในอากาศก็เกิดคลื่นระลอกหนึ่งเบื้องหลังของเสิ่นจื่อโยวพลันปรากฏเป็นร่างหนึ่ง
เป็นร่างของบุรุษที่มีรูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม
เขาแนบกายเข้ากับแผ่นหลังของเสิ่นจื่อโยวเบาๆ โอบเอวของหญิงสาวเอาไว้แล้วกระซิบข้างหู“ความรู้สึกของการได้ปั้นตนเป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือเป็นอย่างไรบ้าง”
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วเล็กน้อยผงกศีรษะแล้วกล่าว “ไม่เลว”
“เช่นนั้น...เสี่ยวโยวเอ๋อร์ลองคิดดูสิว่าจะตอบแทนบุญคุณนี้ของผู้น้อยโม่อย่างไรหืม?”
โม่จื่อเซวียนแสร้งเชยปลายคางของเสิ่นจื่อโยวขึ้นและเขยิบเข้าประชิด
เขาเห็นขนตาของเสิ่นจื่อโยวทั้งยังเห็นนัยน์ตาที่ดำขลับดุจน้ำหมึกของนาง
ในนัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวไร้ซึ่งอารมณ์‘เขินอาย’ จากการเข้าประชิดของโม่จื่อเซวียน
นางดันมือของโม่จื่อเซวียนด้วยกิริยาไม่ช้าไม่เร็วกล่าวเสียงเนือย “คืนนี้เป็นท่านที่มาด้วยตนเอง ข้ามิได้ร้องขอ”
นัยในประโยคก็คือแม้จะไม่มีโม่จื่อเซวียนนางก็สามารถใช้ยันต์จัดการคนเหล่านี้ได้
โม่จื่อเซวียนแสร้งทำเป็นรำพัน“หัวใจของเสี่ยวโยวเอ๋อร์ช่างเย็นชาและไร้ความรู้สึกยิ่งนัก”
“เช่นนั้นท่านลองว่ามาว่าอยากให้ข้าตอบแทนท่านอย่างไร” เสิ่นจื่อโยวปรายตามองเขา
“เที่ยวเล่นกับข้าแถบชานเมืองสักวันเป็นอย่างไร” โม่จื่อเซวียนกล่าวคำตอบที่คิดไว้ในใจนานแล้ว
เสิ่นจื่อโยวประหลาดใจ“ง่ายถึงเพียงนี้?”
“ง่ายเช่นนี้แล...”
“ตกลง”
โม่จื่อเซวียนคลี่ยิ้มทันทีครานี้กระทั่งดวงตาของเขาก็ยังเจือด้วยรอยยิ้ม
อีกด้านหนึ่ง เซวียนหยวนช่างรออยู่นานก็ยังไม่พบผู้ใต้บัญชาพาศพของเสิ่นจื่อโยวกลับมาเสียทีเขาอดรนทนไม่ไหวจึงส่งกองกำลังฝีมือดีออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง
ผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งนัก กองกำลังนี้เป็นดุจหินที่จมลงสู่มหาสมุทรอันตรธานสูญหายไปเช่นกันโดยปราศจากข้อยกเว้น
กระทั่งท้องฟ้าเริ่มทอแสงรำไรในที่สุดเซวียนหยวนช่างก็ไม่อาจฝืนจึงผล็อยหลับไป
หลับครานี้มิได้ยาวนานนักเซวียนหยวนช่างสะดุ้งตื่นเพราะกลิ่นคาวรุนแรงของโลหิตที่ตลบอบอวล
เขาถูกรายล้อมด้วยซากศพหลายสิบร่าง!
“อ๊าก...”
เซวียนหยวนช่างกรีดร้องขณะที่ร่างกลิ้งหล่นจากเก้าอี้!
บนผนังที่ขาวดุจหิมะยังมีตัวอักษรเปื้อนเลือดขนาดใหญ่เขียนอยู่หลายตัว
มิใช่ว่าชอบ‘ซากศพ’ นักหรือ?ข้าขอมอบให้แก่เจ้า
ร่างกายส่วนร่างของเซวียนหยวนช่างกระตุกทันที เขา...ฉี่ราดออกมา