ฝางเหยียนโหล๋ว หอศิลป์อันดับหนึ่งแห่งเมืองฉู่หวิน
หอสูงสามชั้นขนาดใหญ่ หันหน้าทางทิศตะวันออกประตูอยู่บนถนนสายหลักของเมืองฉู่หวิน ทางเข้าด้านหน้าประดับประดาด้วยดอกไม้กลิ่นหอม โคมไฟหลากสีสรรมากมาย มีหนุ่มสาวหน้าตาดีสวมใส่ชุดสีขาวด้วยกิริยามารยาทที่งดงามชวนมอง แต่งหน้ามิได้ฉูดฉาด พูดจาก็หวานระรื่นหู ทำหน้าที่ต้อนรับแขก นับว่าแตกต่างจากหอศิลป์แห่งอื่นๆ ด้านในมีเสียงดนตรีคลอเบาๆ มีกลิ่นสุราปนมากับกลิ่นพฤกษาที่ประดับประดาลอยมาเข้าจมูกจางๆ ช่างทำให้เป็บรรยากาศที่ชวนให้สบายใจเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่ง มองขึ้นไป้ามีม่านบางสีอ่อนประดับประดาไปทั่วเห็นประตูห้องจากมุมด้านล่างชั้นบนสุดมองเห็นได้เพียงราวบันใดและลูกกรงมองดูเป็ไม้แข็งแรงมีราคาทั้งยังแกะสลักลวดลายงดงามั้แ่ชั้นล่างถึงชั้นบนสุด
ร่างเพรียวบางด้วยความสูงเกินสตรีทั่วไปของเฉินิเยว่ ไม่เคยสักครั้งที่แต่งกายด้วยชุดบุรุษและแปลงโฉมด้วยวิชาที่ท่านแม่ถ่ายทอดให้จะทำให้ผิดหวังประกอบกับท่าทางดูงดงามแม้ใบหน้าที่ปลอมแปลงขึ้นมิได้จัดว่าหล่อ หากแต่สามารถทำให้สาวๆ ในฝางเหยียนโหล๋วหยุดชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันมามองตาม ร่างที่ค่อยๆ ก้าวย่างมองดูเรื่อยเฉื่อยคล้ายคุณชายเ้าสำราญน้อยๆ ที่หยุดหลังผ่านประตูเข้ามาเล็กน้อย เหลียวมองไปมาเล็กน้อยท่าทางคล้ายกำลังหาที่นั่ง โถงชั้นล่างโต๊ะที่มีอยู่ได้ถูกฝูงชนที่มาสังสรรค์เป็กลุ่มเล็กๆ จับจองจนไม่มีที่ว่างให้นางแทรกตัวลงไปร่่วมโต๊ะด้วย จนสายตาไปสะดุดเข้ากับโต๊ะหนึ่ง เป็เพียงโต๊ะที่อยู่มุมค่อนข้างอับที่มีคนนั่งหันหลังให้อยู่ก่อนแล้วสองคน นางจึงเคลื่อนกายไปหยุดด้านข้างห่างจากโต๊ะสามเชียะ เพื่อขอนั่งร่วมโต๊ะด้วย
“เอ่อ คุณชายทั้งสอง” นางเอ่ยเรียกเพื่อให้ทั้งสองคนที่นั่งอยู่หยุดและหันมาสนใจตนเองที่ยืนอยู่
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินเข็มที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับด้านที่นางยืนเงยหน้าขึ้นมามองนาง ช่างเป็ชายหนุ่มทีี่มีใบหน้าคมคายหล่อเหลา ดวงตาสีน้ำตาลเรียวคิ้วคมเข้ม ใส่ตุ้มหูสีมรกตที่หูด้านขวาเพียงด้านเดียว ผมดำขลับถูกรวบขึ้นสวมกว้านและปักปิ่นหยกขาวเนื้อดีไร้ลวดลาย ยกริมฝีปากข้างหนึ่งคล้ายยิ้มน้อยๆ เอียงคอมองตรงมาที่นางอย่างสำรวจ
“คุณชายท่านนี้ น้องชายพึ่งเคยมาเมืองฉู่หวิน ได้รับคำแนะนำจากเถ้าแก่ร้านน้ำชาให้ลองเข้ามาเยี่ยมชมหอศิลป์ฝางเหยียนโหล๋วแต่เมื่อผู้น้องมาถึงโต๊ะทุกตัวก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มาก่อน จนใจมิสามารถร่วมโต๊ะเ่าั้ได้ มิทราบว่าจะกรุณาให้น้องชายผู้นี้อาศัยนั่งโต๊ะของพวกท่านเพื่อชื่นชมบรรยากาศที่รื่นรมย์ภายในสถานที่แห่งนี้ด้วย ได้หรือไม่”
“ตัวข้ามิมีปัญหาอันใด หนุ่มน้อยหน้าตาหน้าเอ็นดูเช่นเ้านั่งร่วมดูข้าก็ยินดีแต่ว่านะ ข้าต้องถามเ้าภาพมื้อนี้ของข้าเสียก่อน ว่าไงคุณชายเซี่ย เ้าจะกรุณาให้เด็กน้อยคนนี้ร่วมโต๊ะกับเราได้หรือไม่”
ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงทุ้มมีพลังบ่งบอกว่าเป็ผู้มีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากเอ่ยตอบพลางเอี้ยวไปมองบุคคลอีกท่านหนึ่งที่นางยืนอยู่ด้านข้าง คนที่ถูกเอ่ยถึงยังคงจิบชาร้อนในมือเช่นเดิมมิได้สนใจใยดีสิ่งรอบกายเมื่ออีกฝ่ายโยนการตัดสินใจมาให้ตนจึงได้แต่พยักหน้าน้อยๆ มิได้เอ่ยอะไรออกมา
“ข้า้าเชิญแม่นางอิงหงมาดีดพิณในห้องข้า ยังไม่ไปตามมาอีก”
“คุณชาย แม่นางอิงหงจะต้อนรับแขกตามกำหนดการเท่านั้นเ้าค่ะ”
“บังอาจ พวกเ้ามิรู้จักข้าหรือไง”
้าชั้นสองมีเสียงผู้ชายะโเสียงดังโวยวายออกมา ฟังดูน่าจะดื่มสุราไปไม่น้อย ทั้งยังอวดบารมีที่บิดามารดามิเคยสั่งสอน(ได้) คนเช่นนี้มีเห็นได้อย่างทั่วไปจริงๆ นางและบุรุษที่เอ่ยตอบนางคราแรกต่างมองขึ้นไปตามเสียงที่วุ่นวาย มีเสียงถ้วยจานแตกกระจายคล้ายผู้ที่ไม่พอใจขว้างปาข้าวของ
“ข้าคือซื่อจื่อของจวนชินอ๋อง วันนี้ข้าอุตส่าห์มาเที่ยวชมที่ฝางเหยียนโหล๋วถือเป็วาสนาของพวกเ้าแล้ว เป็หอศิลป์มีชื่อแล้วอย่างไรไม่สร้างความประทับใจให้ข้า แถมยังขัดใจข้าอีกยัง้าเปิดหอศิลป์แห่งนี้ต่อไปอีกหรือไม่”
“ซื่อจื่อ ได้โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งนายหญิง ท่านอย่าได้โมโห เด็กๆ ยังไม่รีบเก็บกวาดแล้วยกสุรามาเปลี่ยนให้ซื่อจื่ออีก”
มีเพียงสตรีที่งดงามในชุดสีแดงสดที่มีเครื่องประดับงดงามตกแต่งบนกาย ใบหน้างสวยสะคราญหากปรายตาให้บุรุษสักคนต้องหลงใหลติดตามนางเป็แน่ เดินออกมาจากห้องนั้นด้วยความรีบเร่งก่อนที่จะรีบขึ้นไปบนชั้นสาม ทั้งสองคนจึงละสายตาลงมาจึงได้มีโอกาสสบสายตากัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มน้อยๆ พยักหน้าให้แก่กัน
“เชิญเ้าตามสบายมิต้องสั่งสุราอาหารมาเพิ่ม บนโต๊ะเป็อาหารและสุราขึ้นชื่อที่สุดของที่นี่แล้ว”
“จัดเตรียมจอกสุราสำหรับคุณชายท่านนี้อีกที่” ชายหนุ่มหันไปบอกกับสาวใช้ที่คอยบริการอยู่ไม่ห่าง
“ขอบคุณคุณชาย ข้าแซ่ชิง”
“คุณชายชิง ข้าแซ่เมิิ่ง ดูท่าเ้าจะอายุยังน้อย”
“เรียนคุณชายเมิ่ง ข้าอายุสิบหกแล้ว มิใช่เด็กน้อย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ใช่ๆ เ้าเป็เด็กหนุ่มแต่เ้าอายุน้อยกว่าข้า น้องชายชิง ต้องเรียกข้าว่าพี่เมิ่ง”
“ได้ พี่เมิ่งและคุณชายเซี่ย ขอบคุณท่านอีกครั้งที่ให้โอกาสข้าได้ชื่นชมบรรยากาศความงดงามในหอศิลป์แห่งนี้”
“เกรงใจไปทำไม มา มาดื่ม เ้าดื่มสุราเป็หรือไม่”
“ข้าน้อยมาเพื่อดื่มชาเลิศรสของฝางเหยียนโหล๋วขอรับ”
“ขอยอดชาที่ดีที่สุดหนึ่งกา”
ระยะเวลาครึ่งชั่วยามที่ผ่านมา มีเพียงสองคนที่คุยกันไปพลางชมการแสดงที่หมุนเวียนขึ้นมาบนเวที้าเป็ระยะๆ นางได้ลอบสังเกตชายอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยอีกฝ่ายยังคงก้มหน้าน้อยๆ มิได้ร่วมกันสนทนาสักครั้งดังว่าบนโต๊ะนี้มีเพียงสองคนเท่านั้น นางมองเห็นเพียงด้านข้างของอีกฝ่ายได้เพียงด้านข้าง เป็ชายหนุ่มรูปร่างน่าจะสูงกว่าคนแซ่เมิ่ง ผมมีสีดำแซมด้วยสีเงินเป็ช่อเล็กน้อยที่ประปรายลงมาคลอเคลียที่ไหล่คนผู้นี้มิสนใจที่จะรัดผมเกล้าผมให้เรียบร้อยแต่งกายด้วยชุดสีดำขลิบแดงลวดลายล้วนทำด้วยสีแดง บ้างครานางได้กลิ่นอำพันจางๆ และมีกลิ่นสมุนไพรบางชนิดที่ยามนี้นางยังนึกไม่ออก นอกจากนั้นนางสังเกตุรอบๆ มีแต่หนุ่มสาวหน้าตางดงาม รุ่นราวคราวเดียวกันทั้งหอมิได้มีคนที่มีอายุเกิดสามสิบปีเดินไปเดินมาให้นางเห็นเลยสักคนแม้กระทั่งสาวใช้ บ่าวรับใช้ทั่วไปก็ยังอยู่ในวัยแรกแย้ม (ประหลาดจริงดังที่เ้าของร้านขายนำ้ชาบอก)
“พี่เมิ่ง เห็นทีข้าต้องขอตัวกลับก่อน ยังมีธุระที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ขอตัวกลับไปพักก่อนขอรับ” / “เชิญ”
ขณะที่ทางลุกขึ้นนางบังเอิญได้เห็นคนด้านข้างขยับตัวเล็กน้อย “แง๊ว” มีเสียงลอดออกมาเบาๆ นางอดมิได้ที่ชะโงกเล็กน้อย แมว บนตักของชายหนุ่มแซ่เซียมีแมวสีเทาตัวโตน้ำหนักประมาณยี่สิบชั่ง อ้วนกลมน่ากอดมาก ตาสีฟ้าสดใสจ้องมองมาที่นาง
“สวยจัง”
นางอดมิได้ที่จะส่งเสียงออกไปเบาๆ อย่างลืมตัว ทำให้ชายหนุ่มที่ก้มหน้าอยู่จู่ๆก็เงยหน้าขึ้นสบตานางเป็ครั้งแรกนับั้แ่นั่งร่วมโต๊ะกันมา ดวงตาดำดูสงบนิ่ง มองดูคล้ายดวงตาของสัตว์นักล่าเวลาจ้องมองเหยื่อก่่่่อนที่จะตะครุบเหยื่อ นางกระพริบตามองตอบอีกฝ่ายก่อนจะถอยจากมา นางรู่้สึกไปเองหรือไม่ว่าสายตาอีกฝ่ายยังจ้องมองตามหลังออกมา
นางกลับมายังห้องฟักในโรงเตี้ยมขนาดเล็กที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน เปลี่ยนมาแต่งชุดสีดำแขนเสื้อกระชับมีปลอกหนังรัดด้วยเชือก รองเท้าสีดำยาวเกือบถึงเข่ามองดูเหมือนชาวยุทธ์ทั่วไปห่างไกลจากภาพลักษณ์คุณหนูผู้บอบบางยิ่งนัก หลังจากปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์อีกเล็กน้อยให้ดูแตกต่างไปกันความผิดพลาด จากนั้นนั่งทบทวนสิ่งที่จำได้จากการสังเกตุและสอบถามจากสาวใช้ที่มาส่งอาหาร ชาและสุรา แม้ว่าจะให้เงินตอบแทนแต่ละคนก็จะมิตอบนอกเหนือจากรายการแสดง ชื่อหนุ่มสาว อาหารและสุรา หากถามมากขึ้นนอกเหนือจากนั้นพวกนางมิตอบความแต่จะถอยห่างออกไป ทำให้มิได้ข้อมูลใดๆกลับมา นางเห็นเพียงภายนอกเท่านั้นส่วนด้านหลังและ้าก็มิได้สำรวจ แต่ด้วยเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงสิบวันที่นางจะต้องกลับไปรวมกับขบวนรถม้าเพื่อเข้าเมืองพร้อมท่านพ่อ ทำให้เพียงต้องลองเสี่ยงเข้าไปสำรวจดูสักรอบ นางลุกจากโต๊ะน้ำชาเดินเข้าไปที่เตียงนอน ห่อผ้าที่ถูกจัดเก็บเรียบร้อยถูกวางไว้ด้านข้างถูกยกขึ้นมาดู นางแยกสมุดบันทึกที่ดูเก่าคร่ำครึสองเล่มขึ้นมาไว้ในอกเสื้อ พิษในห่อถูกซ่อนไว้หลายจุดบนเสื้อผ้า กระบี่และมีดสั้นวางอยู่คู่กัน สิ่งของอื่นๆถูกวางไว้เหมือนไม่มีราคา ด้านหลังโรงเตี๊ยมมีคอกม้าสำหรับแขกเยว๋หว่านอยู่ที่นั่น ทุกอย่างปกติแต่คืนนี้นางรู้สึกคล้ายลมมิพัดอากาศดูจะร้อนกว่าปกติเล็กน้อย ถึงเวลาที่ต้องออกไปแล้ว