2 วันต่อมา...
"โฮกกกกกก!!"
เสียงคำรามดังลั่นไปทั่วผืนป่า แต่ที่น่าแปลกคือเป็นเสือขาวของกันต์และใบหม่อน ที่กำลังคำรามใส่ลูกสุนัขจิ้งจอกสีขาวตัวเล็กๆ ที่มายืนขวางหน้า ทั้งพวกมันยังมีอาการหวาดกลัวไม่น้อย ซึ่งเสือขาวทั้งสองตัวตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ก็พาเจ้านายของพวกมันฝ่าสัตว์กลายพันธุ์มาไม่น้อย โดยไม่มีทีท่าจะหวาดกลัวตัวไหนมาก่อน
กันต์กับใบหม่อนเองก็มองลูกสุนัขจิ้งจอกตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน เป็นเพราะกันต์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลของมันได้จึงค่อข้างระแวง ส่วนใบหม่อนกลับอยากจะได้เพื่อมันเอาไปเลี้ยง เมื่อเสือขาวของกันต์และใบหม่อนไม่กล้าวิ่งไปต่อ ทำให้เขาต้องเก็บมันเข้าคลังอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะหันไปถามลูกสุนัขจิ้งจอกสีขาวตรงหน้า
"ต้องการอะไรกันแน่ ทำไมถึงต้องมาขวางทางพวกเรา" กันต์ถามอย่างสุขุมทำเอาใบหม่อนเหวอไปนิดๆ ที่พี่เขยทำอะไรแบบนี้ แต่ก็เพียงแค่ไม่นานเมื่อจู่ๆ เจ้าลูกสุนัขจิ้งจอกสีขาวดันตอบกลับมา ทำเอาใบหม่อนถึงกับอึ้งไป
"เจ้าเป็นใคร ผู้กล้า ทวยเทพ หรือจอมมาร!?"
"!!!!?" กันต์ถึงกับเอียงหัวอย่างมึนงงกับคำถาม ก่อนจะตอบคำถามอย่างเรียบง่าย "มนุษย์ธรรมดา"
"เหลวไหล!! ออร่าแบบนั้นมนุษย์ธรรมดาไม่มีแน่"
"ออร่ารึ!?" กันต์ได้แต่สบถใจในพลางยิ่งจะงงหนักกว่าเดิมก่อนจะเริ่มพูดต่อ "ผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอจะสื่อ แต่ที่รู้ๆ ผมควรจะเป็นฝ่ายถามซะมากกว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งมีชีวิตแปลกๆ มากมายมาที่โลกของพวกผม"
"เจ้าเป็นมนุษย์ของที่โลกนี้อย่างนั้นรึ!?"
"ใช่"
สิ้นเสียงของกันต์ลูกสุนัขจิ้งจอกตรงหน้า ก็แปรเปลี่ยนกลายร่างเป็นหญิงสาว ในชุดสีขาวเหมือนหลุดมาจากนิยาย ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองมากขึ้น
"ถ้างั้นพวกเรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันดีหรือไม่!?"
"ตกลง"
จากนั้นหญิงสาวก็เริ่มจากการแนะนำตัวว่าเธอชื่อ ฮานะ อายุ 311 ปี เป็นเผ่าจิ้งจอกสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ และเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน โดยเริ่มจากโลกที่พวกเขาจากมามีชื่อว่า วาเรี่ยน เป็นช่วงเวลาของมหาสงครามระหว่าง เทพ มาร อสูร และเหล่าผู้กล้า ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติกาล
ศึกครั้งนั้นทุกฝ่ายต่างล้มตายกันนับไม่ถ้วน แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เมื่อปรากฏดาวหกแฉกขึ้นทั่วทั้งท้องฟ้า เสมือนกับมหาวงเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่นานนักศพมากมายในสนามรบก็ถูกคืนชีพ และลุกขึ้นต่อสู้ฆ่าฟันแม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง ถึงแม้พวกมันจะไม่ได้แข็งแกร่งมากมายนัก แต่ทุกฝ่ายต่างก็บาดเจ็บกันพอสมควร
ทำให้ทุกฝ่ายเริ่มเสียหายหนักขึ้นกว่าเดิม จากนั้นก็มีหมอกสีดำบดบังทัศนียภาพรอบๆ เมื่อหมอกนั่นจางหายไปพวกเราก็โผล่มาอยู่ที่นี่แล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือพลังของพวกเรา เหมือนจะถูกสลายหายไปเหลือเพียงแค่หนึ่งในสามเท่านั้น และตั้งแต่มาถึงที่โลกนี้ก็ยังไม่พบกับใครที่รู้จักเลยสักคน
กันต์กับใบหม่อนที่ได้รู้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็เล่าเรื่องที่โลกนี้ให้ฟังกลับไปโดยไม่ปิดบัง แม้กระทั่งเรื่องระบบเสริมความแข็งแกร่ง พวกเขาคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลไปเรื่อยๆ จนได้รู้ว่าข้อมูลเพิ่มขึ้นหลายอย่าง นอกจากนั้น พวกก็อบลิน ออร์ค ลิซาร์ดแมน และโอเกอร์ ก็มาที่เดียวจากวาเรี่ยน แต่พวกมันจัดเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอเลยไม่ค่อยมีใครสนใจ
แต่หลังจากมาที่โลกใบนี้กลับแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งฮานะเคยเจอพวกมันเมื่อไม่กี่วันก่อน และฆ่าพวกมันไปหลายสิบตัว ทว่าก็ทำเอาเสียพลังไปไม่น้อยเหมือนกัน ทำให้กันต์เริ่มเข้าใจได้ทันทีว่า เหมือนพวกที่ข้ามโลกมาจะถูกปรับบาลานซ์พลังให้ใกล้เคียงกัน ก่อนที่กันต์จะเอ่ยถามฮานะ
"แล้วจากนี้เธอจะทำยังไงต่อไป"
"ไม่รู้สิ ข้าไม่รู้จักพื้นที่ในโลกใบนี้นี่นา แถมรอบๆ มีทั้งอสูรชั้นต่ำจากวาเรี่ยน ทั้งยังอสูรแปลกๆ ที่ข้าไม่เคยเจออีกเพียบ" ฮานะตอบตามตรง
"จะไปอยู่ด้วยกันไหมล่ะ"
"ได้หรอ"
"อืม!! แต่ก่อนไปผมต้องไปหาผู้นำลิซาร์ดแมนก่อนนะ"
"ไม่มีปัญหา"
ไม่นานกันต์กับใบหม่อนก็ได้เพื่อนร่วมทางมาเพิ่มซะอย่างนั้น ทั้งยังมีความแข็งแกร่งพอตัวอีกด้วย ส่วนเหตุผลที่ต้องไปพบผู้นำลิซาร์ดแมน ก็เพื่อสอบถามพวกเผ่าพันธุ์อื่นๆ ว่ามีใครพอเป็นมิตรและเชื่อใจได้บ้าง เพราะในอดีตฮานะจัดว่าเป็นเผ่าจากชนชั้นสูง เลยไม่สนใจพวกอสูรชั้นต่ำจึงไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด
จนกระทั่งช่วงสายของวันที่สี่ กลุ่มของเขาก็เดินทางมาถึงรังของพวกลิซาร์ดแมน ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องแปลกใจก็คือ รังของพวกลิซาร์ดแมนมันเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก แถมพวกมันยังมีการวางกองกำลังป้องกันเหมือนมนุษย์อีกด้วย นอกเหนือไปจากนั้นแค่เวลา 4-5 เดือน ลิซาร์ดแมนมีเกราะใส่กันหมดทุกตัว
เหมือนกับว่าพวกมันวิวัฒนาการได้รวดเร็วกว่าพวกมนุษย์ซะอีก เมื่อกลุ่มของกันต์มาถึงด้านหน้าทางเข้าก็ถูกเหล่าลิซาร์ดแมนเข้ามาห้อมล้อม พร้อมกับส่งสัญญาณแจ้งเตือนดังไปทั่ว ไม่นานนักผู้นำลิซาร์ดแมนก็ออกมาด้านนอก พอผู้นำเหล่าลิซาร์ดแมนที่เห็นมนุษย์ตรงหน้าก็อุทานออกมาอย่างดีใจ
"อ้าวสหาย!! มาเยี่ยมเยือนข้าถึงที่นี่มีอะไรงั้นรึ"
ผิดกับกันต์และใบหม่อนที่ดูจะมึนงงไป เพราะผู้นำลิซาร์ดแมนนั้นมีร่างกายที่สูงใหญ่กว่าลิซาร์ดแมนปกติ แถมสีผิวจากสีเขียวก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงทั้งตัว ทั้งยังมีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลังทั้งสองข้าง ก่อนจะอุทานออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน
"ใครว่ะ!!"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าบลู๊คไง จำไม่ได้แล้วรึไงสหาย"
"จริงหรอ!?" กันต์ยังดูไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่
"อะไรกัน ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือนสหายอย่างเจ้าก็ลืมข้าไปแล้วหรือไง" บลูู๊คพูดพลางทำสีหน้าห่อเหี่ยว
"ไม่ได้ลืม แค่แปลกใจว่าทำไมถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้"
"ฮ่า ฮ่า หลังจบการต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 กับเจ้า พอข้ากลับมาที่เผ่า ก็วิวัฒนาการกลายเป็นดราโกนิวอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ"
"อ่อ!! วันนี้มีธุระอยากคุยกับนายหน่อยพอว่างไหม"
"ได้สิ พวกเราเข้าไปคุยกันด้านในดีกว่า" สิ้นเสียงบลู๊คมันก็ออกตัวเดินนำทางกลุ่มของกันต์เข้าไปด้านใน โดยที่เหล่าลิซาร์ดแมนต่างก็หลีกทางให้ด้วยความเคารพ เพราะพวกมันถือว่ากลุ่มมนุษย์เบื้องหน้าเป็นแขกพิเศษของท่านผู้นำเผ่า
ระหว่างทางที่เดินไปยังที่พักของบลู๊ค กันต์กับใบหม่อนก็ได้สังเกตเห็นว่าพวกมันมีอารยธรรมที่น่าตกใจ พวกลิซาร์ดแมนแบ่งแยกที่พักกันเป็นสัดส่วน นอกเหนือไปจากนั้นยังมีสถานที่ฝึกซ้อมการต่อสู้ มีกลุ่มที่ออกล่าเพื่อหาอาหาร มีกลุ่มที่สร้างอาวุธและชุดเกราะ จนอดคิดไม่ได้ว่าพวกมันเริ่มจะเหมือนมนุษย์ขึ้นไปทุกทีแล้ว
หากในภายภาคหน้าต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน นับว่าค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว เมื่อมาถึงที่พักของบลู๊คซึ่งเป็นที่พักที่ปลูกสร้างด้วยไม้เป็นบ้านหลังเดียวเท่านั้น เพราะที่พักส่วนมากจะคล้ายกับกระโจมซะมากกว่า นอกเหนือไปจากนั้นยังมีการตกแต่งคล้ายคลึงกับของมนุษย์มาก ทำเอาอึ้งไปไม่น้อยก่อนจะได้ยินเสียงเรียกสติ
"พวกเจ้าจะยืนค้างอีกนานไหม"
"อ๊ะ โทษทีๆ แค่แปลกใจนิดหน่อยที่นายสร้างบ้านแบบนี้"
"ห๊าาา!! หรือว่าข้าสร้างผิดแบบหรือเปล่า"
"ไม่หรอกบ้านแบบนี้ก็สวยดี ว่าแต่พวกเรามาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า นายรู้จักอสูรจำพวก ก็อบลิน ออร์ค กับโอเกอร์หรือเปล่า" กันต์เริ่มถามเข้าประเด็นทันที แต่ก็ต้องแปลกใจไปไม่น้อย เมื่อสายตาของบลู๊คฉายแววเคียดแค้นออกมาอย่างชัดเจน ก่อนที่มันจะพยายามสงบสติอารมณ์และเอ่ยขึ้น
"ก็อบลินเป็นเผ่าที่หื่นกระหายมักรุกล้ำเผ่าอื่นๆ เพื่อชุดสาวๆ ไปย่ำยี ส่วนออร์คเป็นเผ่าที่หิวกระหายและกินไม่เลือก ชอบรุกล้ำเผ่าอื่นๆ เพื่อเติมเต็มความอิ่มท้องของพวกมัน สองเผ่านี้ไม่ได้แข็งแกร่งสักเท่าไหร่ แต่อาศัยว่ามีกันเยอะชอบการรุมซะมากกว่า" บลู๊คสงบใจเพียงชั่วครู่ก่อนจะเริ่มพูดต่อ
"ที่น่ากลัวคือพวกโอเกอร์จัดเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งมากที่สุดในอสูรระดับล่าง เป็นพวกที่ถือดีว่าตัวเองแข็งแกร่งชื่นชอบการต่อสู้และการเข่นฆ่า เผ่าระดับล่างๆ ส่วนมากไม่กล้ายุ่งด้วยหรอกนะ ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงอยากรู้กันล่ะ" บลู๊คถามอย่างแปลกใจ
"พอดีพึ่งย้ายไปอยู่ที่ใหม่น่ะ ทางเหนือห่างออกไปมีก็อบลิน ตะวันออกมีออร์ค ส่วนตะวันตกก็มีโอเกอร์ เลยอยากรู้ว่ามีเผ่าไหนที่พอจะผูกมิตรได้บ้าง" กันต์ตอบอย่างชิวๆ ราวกับไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นข้าแนะนำได้เลยว่าไม่มี ก็อบลินกับออร์คล้วนแล้วแต่ป่าเถื่อนถล่มให้ราบไปเลย ส่วนโอเกอร์พวกมันชื่นชอบการต่อสู้ถึงเจ้าจะเอาชนะพวกมันได้ พวกมันก็จะส่งพรรคพวกเข้ามาท้าสู้อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะมีตัวตนที่สามารถเอาชนะเจ้าได้นั่นแหละ เป็นเผ่าที่บ้าพลังมากที่สุด"
"อืม!!"
"แต่ข้าอยากจะขอเตือนอะไรเอาไว้หน่อยนะ แม้ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งมากพอที่จะทำลายเผ่าก็อบลินและออร์คได้ แต่พวกโอเกอร์ไม่ใช่เผ่าที่เจ้าจะเดินเข้า-ออก เป็นว่าเล่นได้หรอกนะ ทางที่ดีอย่าได้ไปยุ่งกับพวกมันจะดีกว่า" บลู๊คเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
"เข้าใจล่ะ!! ขอบใจสำหรับคำแนะนำแล้วกัน ว่าแต่เผ่าของนายล่ะเป็นมิตรหรือศัตรูกับมนุษย์" กันต์เลือกที่จะหันไปถามบลู๊คต่อด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"ถ้าเป็นศัตรูแล้วเจ้าจะทำยังไงงั้นรึ!?" บลู๊คเองก็ตอบด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปเช่นกัน