โครงกระดูกสีแดงในโรงละคร
บนเวทีมีโครงกระดูกอย่างน้อยสิบกว่าโครง พวกเขาสวมชุดกระโปรงยาวแล้วเริงระบำอย่างรวดเร็วต่อให้อันเจิงจะมีประสบการณ์ที่โชกโชน แต่ก็ไม่เคยเห็นการแสดงเช่นนี้มาก่อนทว่าถางไทเช้อกลับบอกว่าตัวเองเคยเห็นการแสดงเช่นนี้ และเงินก้อนแรกที่เขาได้หลังออกจากตระกูลถางไทก็มาจากที่นั่นเพราะสถานที่นั้นอยู่ในดินแดนห่างไกล เขาก็อาศัยแลกของมีค่าจากคนในพื้นที่ ของที่ใช้แลกก็เป็นเพียงเครื่องใช้หรือชาเท่านั้นเอง
ถางไทเช้อทำกิจการเช่นนี้มานานถึงสองปีแต่ต่อมา เพราะเวลานานเข้า คนในพื้นที่จึงไม่มีของมีค่าอะไรให้แลกเปลี่ยนอีก ฉะนั้นเขาจึงใช้เงินที่หามาได้ภายในสองปีนี้มาเปิดโรงประมูลอีกทั้งโครงกระดูกที่ได้มาจากพื้นที่ห่างไกลนั้นก็สามารถขายออกไปได้ในราคาหลายล้านตำลึงเลยทีเดียวเพียงไม่นานเขาจึงสามารถทำกิจการใหญ่โตเช่นนี้ได้
ฉะนั้นประสบการณ์ของถางไทเช้อก็มากจนคนทั่วไปไม่อาจเปรียบ ต่อมาเพราะกิจการของเขาในจักรวรรดิต้าซีรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเป็นที่สนใจของตระกูลใหญ่ในจักรวรรดิต้าซีเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ตระกูลถางไทมาครอบครองกิจการที่รุ่งเรืองนี้ถางไทเช้อจึงเลือกที่จะดูแลกิจการจากทางไกลมากกว่า เขาจากบ้านเกิดมารับตำแหน่งในกรมราชทัณฑ์แห่งแคว้นเยี่ยนเพียงตัวคนเดียวแล้วแทบไม่กลับจักรวรรดิต้าซีอีกเลย
ทว่าถางไทเช้อก็ต้องมีวิธีการควบคุมและดูแลกิจการของตัวเองจากทางไกลอยู่แล้วอีกทั้งยังเก็บวิธีนี้ไว้เป็นความลับ
“ที่นี่คือที่ไหนกันแน่?”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปแล้วก้มหน้ามองเสี่ยวช่านที่อยู่กลางอก ดูเหมือนตอนนี้เสี่ยวช่านจะเริ่มได้สติจากความตกใจแล้วมันเริ่มโผล่หัวออกมาจากอกเสื้อตู้โซ่วโซ่ว แล้วดูการแสดงของโครงกระดูกบนเวทีหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง มันก็เงยหน้าแล้วส่งเสียงร้องขึ้นไปบนนั้น
เหมียว!
ทันใดนั้นโครงกระดูกที่อยู่บนเวทีก็เหมือนระเบิดออก ใบหน้าของโครงกระดูกแต่ละโครงก็ดูดุร้ายขึ้นแล้วโครงกระดูกเหล่านั้นก็ลอยเข้ามาหาพวกเขาทั้งสามคนไม่ต่างจากวิญญาณ
“แทตย์อสูร”
ถางไทเช้อกวาดมีดในมือออกไปทำให้พลังจากมีดตัดขาดโครงกระดูกทั้งหมด แต่หลังจากนั้นเศษโครงกระดูกที่อยู่บนพื้นก็ประกอบขึ้นอีกครั้งอย่างช้า ๆ แล้วพุ่งมาที่พวกเขาทั้งสามคนอีกครั้งแต่ทุกครั้งที่โครงกระดูกเหล่านี้พุ่งเข้ามาก็จะถูกมีดของถางไทเช้อขวางเอาไว้พลังการโจมตีของโครงกระดูกไม่ได้แข็งแกร่งมาก ทว่ายุ่งยากตรงที่ไม่ว่าทำอย่างไรก็ทำลายมันไม่ได้โดยเฉพาะเสียงร้องที่น่ากลัวนั่น ราวกับเสียงนี้เข้ามาเสียดสีหูของพวกเขาทำให้จิตใจทุกคนวุ่นวายขึ้นมาทันที
ตู้โซ่วโซ่วใช้ง้าวจี้ของราชาแห่งท้องทะเลโจมตีโครงกระดูกพลางถามขึ้น“แทตย์อสูรคืออะไร?”
ถางไทเช้อปล่อยพลังดาบออกไปโจมตีโครงกระดูกหกเจ็ดโครงจนหักจากนั้นก็ตอบกลับ “หากข้าเดาไม่ผิด พวกเรากำลังอยู่ในความทรงจำของใครบางคน”
อันเจิงพูดขึ้น “ความจริงหากเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนก็ไม่มีอะไรน่ากลัวตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในความฝันของใครบางคน เมื่อคนคนนี้โกรธแค้นมากขึ้นในนี้ก็จะเป็นเหมือนในความฝันมากขึ้นด้วย แต่อย่างไรมันก็คือโลกมายาเท่านั้น จึงไม่อันตรายถึงแก่ชีวิตมากนักโดยส่วนใหญ่แล้วความฝันแบบนี้จะเกิดขึ้นหลังจากผู้บ่มเพาะพลังวัตรที่แข็งแกร่งตายพูดอีกอย่างก็คือ นี่เป็นโลกมายาจากความแค้นและความนึกคิดของเขานั่นเอง”
ถางไทเช้อมองไปยังอันเจิงด้วยแววตาราวกับนับถือแวบหนึ่ง “เจ้าทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่...เจ้ารู้แม้กระทั่งเรื่องนี้”
อันเจิงยักไหล่ “แต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดในโลกมายานี้ก็คือ...”
เขายังไม่ทันพูดจบโครงกระดูกเหล่านั้นก็ไม่พุ่งเข้ามาอีก แต่กลับระเบิดออกทีละโครงจนแหลกอยู่บนพื้น จากนั้นโครงกระดูกทั้งหมดก็รวมกันอีกครั้งเมื่อมองไปอีกทีโครงกระดูกทั้งหมดก็รวมกันแล้วกลายเป็นโครงกระดูกอสูรขนาดใหญ่หลายสิบเมตรอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคนแล้วนี่เป็นโครงกระดูกอสูรร้ายที่น่ากลัวจนไม่อาจเปรียบ มันก้มหน้ามองพวกเขาทั้งสามคนจากนั้นก็อ้าปากคำรามเสียงดังก่อนจะพ่นกลิ่นคาวออกมา
ตู้โซ่วโซ่วรู้สึกเหมือนตอนนี้เขากำลังจะถูกลมซัดปลิวออกไปจึงใช้ง้าวจี้แทงลงบนพื้น เพื่อเป็นหลักยึดไม่ให้ตัวเองปลิว
“นี่มันเรื่องอะไร?”ตู้โซ่วโซ่วตะโกนถาม
อันเจิงใช้มือจับไปที่ปลายคิ้ว“สิ่งที่น่ากลัวในโลกมายาก็คือ...เจ้าของความฝันนี้ยังไม่ตาย”
สีหน้าของตู้โซ่วโซ่วเปลี่ยนเป็นแย่ลง “เช่นนั้นก็เหมือนเราเข้าสู่ความฝันของใครคนหนึ่งรึ?”
อันเจิงขานรับ “ประมาณนั้นแต่หากเป็นแค่ความฝันก็ดีหน่อย เพราะความฝันจะไม่ถูกควบคุมแม้แต่เจ้าของความฝันก็ควบคุมมันไม่ได้ มันไม่เหมือนโลกมายาจนถึงตอนนี้ข้ายังไม่เคยได้ยินเรื่องการเข้าสู่โลกมายาที่มีคนสร้างขึ้นเหมือนกันพวกเราเป็นกลุ่มแรก และอาจเป็นกลุ่มสุดท้ายด้วยก็ได้”
“ความหมายของเจ้าคือ”
“หากพวกเราสามารถหาเจ้าของความฝันที่ยังไม่ตายได้ เราก็กำจัดเขาทิ้งซะ เขาจะได้ทำร้ายคนอื่นไม่ได้อีกแต่หากพวกเราถูกกำจัดทิ้งก่อน อีกหน่อยก็อาจมีคนเข้ามาในนี้ได้อีก นี่ก็คือโลกมายาของเขาซึ่งเขาสามารถควบคุมมันได้ตามใจชอบ ในนี้เขาก็คือเจ้าถิ่นที่สามารถมีทุกอย่างตามใจนึกคิดส่วนพวกเราทำเช่นนั้นไม่ได้ นอกจาก...”
“นอกจากหนึ่งในพวกเราจะมีจิตที่แข็งแกร่งกว่าฝ่ายตรงข้าม”ถางไทเช้อพูดต่อ
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็พุ่งไปด้านหน้า มีดเปล่งพลังที่ส่องประกายอยู่กลางอากาศแล้วพุ่งตรงไปที่ร่างของโครงกระดูกอสูรอย่างแรง ทันใดนั้นร่างของโครงกระดูกอสูรก็ประกายแสงออกมาเป็นระลอก ราวกับต้านพลังจากมีดจากนั้นร่างมันก็ปล่อยเส้นเล็ก ๆ ที่แปลกประหลาดออกมา เส้นนี้ม้วนเป็นวงกลมพุ่งตรงไปที่ถางไทเช้อเส้นที่ม้วนกลมพวกนี้เข้ามามากจนไม่อาจหลบได้
มีดของถางไทเช้อฟันลงไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เส้นที่ม้วนตัวเป็นวงกลมขาดออกอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วมองหน้ากันแวบหนึ่ง ทั้งสองเห็นความหมายอะไรบางอย่างจากแววตาของอีกคนจากนั้นก็พุ่งเข้าไปพร้อมกัน
กระดิ่งแก้วลอยออกไปคลื่นพลังก็กระจายออกไปเป็นระลอก ๆ ทำให้เส้นวงกลมสีดำถอยไปด้านหลังไม่ต่างจากการถูกคลื่นทะเลซัดส่วนตู้โซ่วโซ่วก็กวาดง้าวจี้ในมือ ทันใดนั้นลำแสงสีทองก็ประกายออกไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เส้นวงกลมถูกตัดขาดไปไม่น้อยพวกเขาทั้งสองเดินข้างกันแล้วพุ่งเข้าไปช่วยถางไทเช้อ
“นี่คือเนื้อ”
ถางไทเช้อสู้ไปพลางก็พูดขึ้นด้วยความรังเกียจ“บนตัวโครงกระดูกอสูรกำลังมีเนื้องอกออกมา รอบตัวเราก็คือเส้นเนื้อนั่นเอง”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปจากนั้นก็สบถด้วยความโมโห “พวกเราคือพืชผักที่อยู่ท่ามกลางเนื้อรึ?!”
ถางไทเช้อสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างกดลงไปบนมีด ทำให้พลังวัตรที่มีรวมตัวกันบนใบมีด คลื่นพลังมหาศาลประกายออกมาจากมีดแล้วพุ่งไปที่ร่างของโครงกระดูกอสูรทันใดนั้น โครงกระดูกอสูรก็ร้องครวญครางแล้วกระโดดออกไปด้านข้างจากนั้นเส้นวงกลมสีดำที่ลอยเต็มอากาศก็ม้วนตัวกลับไปทันทีแล้วก่อตัวขึ้นรอบ ๆ โครงกระดูกจนกลายเป็นเนื้อและเส้นขนบนร่างของมัน
“มารดามันเถอะ เจ้าบ้านี่มีความแค้นมากจริงๆ”
ถางไทเช้อหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าจากนั้นเขาก็ใช้เลือดเขียนลงบนของชิ้นนั้น ไม่นานก็มีลำแสงสีทองเปล่งประกายออกมา
ตู้โซ่วโซ่วมองแวบหนึ่ง “สวรรค์ เจ้าก็ทำแบบนี้เป็นเหมือนกันรึ!”
นั่นคือยันต์แผ่นหนึ่ง
ถางไทเช้อพูดขึ้น“เป็นของที่ใช้เวลาขอมาหลายปี ไม่รู้ว่าจะใช้ได้ผลหรือไม่”
เขากระตุกมือและทิ้งยันต์ลงไป ทันใดนั้นตู้โซ่วโซ่วที่อยู่ด้านข้างก็ตะโกนขึ้น “ไม่รู้ว่าใช้ได้ผลหรือไม่แต่เจ้ายังกล้าใช้อีกรึ...”
หลังจากพูดจบ ยันต์ก็เปล่งแสงประกายสีทองแยงตาจากนั้นก็มีเสียงดังขึ้น ราวกับมันพุ่งลงกระแทกพื้นด้านล่างอย่างแรง
ทันใดนั้น คนสวมชุดเกราะสีทองก็ปรากฏขึ้นแล้วลอยอยู่กลางอากาศเขาสูงกว่าสิบเมตร
อันเจิงถอนหายใจแล้วพูดขึ้น“ของชิ้นนี้เจ้าไปขอมาจากไหน นี่เป็นยันต์ชุดเกราะสีทองเป็นยันต์ระดับสีทองของนักพรต”
เห็นได้ชัดว่าถางไทเช้อชะงักไปเพราะเขาคงนึกไม่ถึงว่าของชิ้นนี้จะมีค่ามากขนาดนี้ จึงมีท่าทีเสียดายไม่น้อย“หากรู้ว่าของชิ้นนี้มีค่ามากขนาดนั้น ข้าคงไม่เอาออกมาใช้แล้วล่ะ หากขายไปคงได้เงินไม่น้อย...ตอนออกจากตระกูลถางไทข้าเจอนักพรตคนหนึ่งเขาบอกว่าข้ามีความพิเศษมากจึงอยากรับไว้เป็นศิษย์ แต่ข้าไม่ยินยอมฉะนั้นเขาจึงตามตื๊อข้าไม่เลิก สุดท้ายจึงมอบของชิ้นนี้ไว้ให้ข้าบอกว่าหากเจออันตรายเมื่อไหร่ก็ให้ใช้มันซะ ข้าจะได้รู้เสียทีว่าเขาไม่ได้โอ้อวดข้าจึงบอกไปว่าเขาไม่มีบทบาทในชีวิตข้า ฉะนั้นข้าไม่มีทางไปเป็นศิษย์ของเขาแน่...”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “นี่มันอะไรกันแน่”
คนสวมชุดเกราะสีทองก้าวยาว ๆ ไปด้านหน้าทุกก้าวที่เหยียบลงไป พื้นดินก็สนั่นหวั่นไหว เมื่ออสูรเห็นคนสวมชุดเกราะสีทองก็ตกใจอย่างเห็นได้ชัดแล้วถอยไปด้านหลังแต่เหมือนด้านหลังไม่มีทางให้ถอยแล้ว มันจึงคำรามเสียงดัง คนสวมชุดเกราะสีทองยื่นมือออกไปจับที่เขาทั้งสองข้างของอสูรจากนั้นก็เริ่มบิดตัวแล้วเหวี่ยงอสูรออกไป อสูรขนาดใหญ่หลายสิบเมตรกระเด็นไปโดนไฟที่จุดอยู่รอบๆ จนล้มระเนระนาด
อสูรยังไม่ทันลุกขึ้นคนสวมชุดเกราะสีทองก็ก้าวยาว ๆ เข้าไปอีกครั้ง จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นสูงแล้วเหยียบไปที่หัวของอสูรอย่างแรงอสูรร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จากนั้นคนสวมชุดเกราะสีทองก็โค้งตัวลง ใช้มือซ้ายจับที่ปากท่อนบนของอสูรส่วนมือขวาก็จับไปที่ปากท่อนล่าง แล้วมือทั้งสองข้างก็ออกแรงฉีก...แควก! กลิ่นอายความยิ่งใหญ่แตกซ่าน
ปากท่อนล่างของอสูรถูกฉีกออกมาจากร่าง คนสวมชุดเกราะสีทองโยนปากท่อนล่างของอสูรทิ้งไปบนพื้นจากนั้นปล่อยหมัดขวาเข้าไปที่ลำตัวของมัน หมัดของคนสวมชุดเกราะสีทองค้างอยู่ในตัวของอสูรจากนั้นคนสวมชุดเกราะสีทองก็ใช้เท้าเหยียบไปที่หางของอสูร แล้วก็ออกแรงดึงมือข้างที่ค้างอยู่ในตัวอสูรออกมาด้านนอก
ร่างของอสูรถูกคนสวมชุดเกราะสีทองทำลายจากภายในเขาใช้เท้าถีบจนหนังของอสูรฉีกออก จากนั้นก็ยกตัวอสูรขึ้นมาดูในแววตาของคนสวมชุดเกราะสีทองเต็มไปด้วยความเสียดาย
เขาอ้าปากค้าง จากนั้นเปลวไฟก็พุ่งออกมาจากปากส่วนอสูรก็เริ่มดิ้นทุรนทุราย แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นมากแค่ไหนก็ตามมันก็ไม่อาจหลุดพ้นจากคนสวมชุดเกราะสีทองได้ สุดท้ายร่างอสูรขนาดหลายสิบเมตรก็ถูกเผาทั้งเป็นจากนั้นคนสวมชุดเกราะสีทองก็ใช้แววตาที่หยิ่งทะนงมองไปรอบ ๆ แวบหนึ่งในแววตามีความโดดเดี่ยวเพราะไร้คู่ต่อสู้ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้าอย่างกะทันหันพร้อมคำรามเสียงดังจากนั้นก็ปล่อยหมัดออกไปกลางอากาศ
โครม!
โรงละครพังทลาย
ฉากหลังของเวทีถูกทำลายเป็นรูใหญ่จากนั้นก็มีแรงดูดมหาศาลออกมาจากรูหลังเวทีอันเจิงและทุกคนที่นี่ไม่อาจต้านทานพลังดูดที่มหาศาลนี้ได้ แม้กระทั่งพื้นหินก็ยังปลิวออกไปเป็นแผ่นๆ ทุกอย่างถูกดูดเข้าไปทั้งหมด ภายในรูนั่นเหมือนมีขนาดใหญ่มหาศาลที่สามารถดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปได้ทั้งหมด
คนสวมชุดเกราะสีทองเดินไปด้านหน้าอย่างเงียบๆ แล้วหยุดฝีเท้าลงเมื่อเดินมาถึงด้านหน้ารูใหญ่จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่ขอบรู แล้วดึงเข้าหาตัวเอง!
มีเพียงความมืด!
คนสวมชุดเกราะสีทองกระชากผ้าม่านสีดำจนขาดลงราวกับผืนฟ้ากำลังจะหล่นลงมาก็ไม่ปาน เขาจับแล้วออกแรงดึงลงด้านล่างผ้าม่านผืนนี้ใหญ่มาก แต่กลับถูกเขาลากลงมาทั้งหมดเพราะไม่ว่าจะใหญ่มากแค่ไหนก็ตาม อย่างไรเสียมันก็ต้องมีที่สิ้นสุดอยู่ดีเพราะนี่ไม่ใช่ท้องฟ้าของจริง
ตู้โซ่วโซ่วใช้มือขยี้ตาตัวเอง“พี่ชายท่านนี้ร้ายกาจจริง ๆ...”
ถางไทเช้อถามขึ้น “เจ้าจะเอาหรือไม่? หากให้ราคาที่สูงพอข้าจะขายให้ทันทีหรือหากเพิ่มเงินอีกหน่อย ข้าจะบอกเจ้าเลยว่านักพรตท่านนั้นอยู่ที่ไหน ข้าทำการค้าอย่างตรงไปตรงมาไม่โกงเด็กและคนชรา”
ตู้โซ่วโซ่วถามกลับ“เจ้ามีอะไรที่ไม่ขายบ้างหรือไม่?”
“ข้าไม่ขายจิตใจ”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป จากนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้
คนสวมชุดเกราะสีทองลากผ้าม่านสีดำไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายนาที ด้านหลังก็ปรากฏเทือกเขาที่สูงตระหง่านดูแล้วเหมือนภาพวาดขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ เทือกเขาหรือผืนป่าก็ดูเหมือนภาพวาดที่ไม่สมจริงเลยสักนิด
หลังจากคนสวมชุดเกราะสีทองลากผ้าม่านสีดำเสร็จ คล้ายกับเขาใช้พลังของตัวเองจนถึงขีดสุดแล้วฉะนั้นร่างจึงสั่นไหวแล้วกลายเป็นกระดาษดังเดิม ถางไทเช้อยื่นมือไปรับจากนั้นก็เก็บไว้อย่างระมัดระวัง
“ให้พวกเรามาดูภาพวาด?”
ตู้โซ่วโซ่วเดินเข้าไปพร้อมพูด“ฝีมือการวาดนี้ดูเหมือนไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ”
เขายื่นมือออกไปจับภาพวาด ทันใดนั้นก็ราวกับถูกดึงเข้าไปด้านในแล้วก็มีเสียงร้องสะท้อนขึ้นมา
ไม่รู้ว่าตกลงไปลึกแค่ไหนอันเจิงไม่ทันได้คิดอะไรมากมาย เขากระโดดพุ่งตามเข้าไปทันที
ถางไทเช้อถอนหายใจ “วู่วามจริง ๆ...”
จากนั้นเขาก็กระโดดตามลงไปเช่นกัน