ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 79 : เริ่มงานคัดเลือกศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์ - ผู้ชราออกโรง

    ...


    หากนี่คือความผูกพันฉินเทียนก็คิดหมายว่ามันไม่ใช่ หากจะบอกว่านี่คือความนับถือก็ช่างห่างไกล จะบอกว่าเป็นความชอบพอก็ยิ่งแล้วไปกันใหญ่คุณชายลี่หลงเป็นบุรุษเพศและตัวมันก็เป็นบุรุษเพศเช่นกัน ตอนนี้ความรู้ในใจของฉินเทียนมันช่างเป็นความรู้สึกที่ขันขะยุบขะยิบที่หลากหลายและยากเกินอธิบายเสียจริงๆ


    แต่ถึงอย่างนั้นไม่รู้ทำไม ยามเห็นคุณชายลี่หลงมันจึงรู้สึกสบายใจนัก ฉินเทียนยกมือข้างหนึ่งขึ้น ใบหน้ามันประดับไปด้วยรอยยิ้มที่แสนเบาสบาย


    ตัวมันสังเกตเห็น คราบน้ำตาจางๆ ที่ดวงเนตรที่งดงามทั้งสองของคุณชายลี่หลง ในใจมันก็ขบคิด


    'ยุคสมัยเช่นนี้รสนิยมแบบของสหายลี่หลงย่อมเป็นธรรมที่จะต้องผิดหวังมากกว่าสมหวัง ตัวเขาคงกำลังเสียใจสินะ ทั้งๆ ที่เกิดมาเป็นบุรุษรูปงาม หากแต่ความชมชอบกับเป็นแบบนี้เสียได้ ข้าควรจะพูดปลอบประโลมตัวเขาดีไหมนะ อย่างน้อยๆ เขาก็เคยช่วยชีวิตข้าไว้นับเป็นสหายผู้มีน้ำใจคนหนึ่ง'


    ลี่อิ่งจดจ้องหนึ่งใบหน้าของบุรุษยิ้มแย้ม ที่ทำให้หัวใจนางนั้นบึ้งตึง


    มันช่างเป็นบุรุษชั่วช้าเสียเหลือเกิน มักมากเกินจะกล่าว ในใจนางตอนนี้ปรารถนาจะตบตีมันเสียเหลือเกิน


    นอกจากนั้น... นอก..จากนั้น นางยังอยากกล่าว เจ้ามีข้าในหัวใจบ้างหรือไม่


    .


    .


    .


    พลุ พลุ พลุ


    ตุตุ๊ด ตุตุ๊ด ตุต๊ด ตุตุ๊ด ตุตุ๊ด ตุต๊ด


    เสียงพลุอันตระการยังดังก้อง แสงสีแห่งมันก็อาบเปลี่ยนสะท้อนไปทั่วมุมเมือง ส้มบ้าง ฟ้าบ้าง เขียวบ้าง แดงบ้าง แสงสะท้อนย้อมกายผู้คนและหมู่เมือง ก็เหมือนกับอารมณ์ที่หลากหลายในใจของมนุษย์


    ฉินเทียนก้าวหนึ่งก้าว


    นางก็ก้าวหนึ่งก้าว


    ฉินเทียนก้าวสองก้าว


    ลี่อิ่งนางก็ก้าวสองก้าว


    ค่อยๆ ผ่านผู้คน ค่อยๆ ผ่านฝูงชน คนแล้ว คนเล่า


    และแค่เพียงครู่เดียวก็พบว่าทั้งสองใจตรงกัน


    รู้ตัวอีกทีก็เดินก้าวมาถึงตรงกลางมุมเมือง ท่ามกลางฝูงชนนับพันหมื่นรายล้อม ในค่ำคืนฉลองแห่งพลุไฟอันตระการ


    .


    .


    .


    พลุ พลุ พลุ


    ตุตุ๊ด ตุตุ๊ด ตุตุ๊ด เสียงพลุไฟชุดใหญ่ดังระรัว หนึ่งบุรุษพูดกล่าวไม่เป็นคำ ไม่รู้ทำไมจึงรู้สึกว่าการพูดกับสหายลี่หลงตรงหน้ามันช่างยากเย็นที่จะพูดกล่าวนัก คล้ายหนึ่งสตรีเมื่อเนิ่นนาน


    "อ่อ... สหาย...ลี่ เจ้า... สบายดีไห..ม"


    !!!เพี๊ยะ


    ฉินเทียนอื้ออึงอีกครั้งนี่มันเรื่องบ้าบออะไร เหตุใดสหายลี่หลงถึงลงไม้ลงมือกับมันแบบนี้ เรื่องนี้ใช่ถูกต้องรึ มันช่างอยากรู้เหตุผลนัก มันจึงกล่าวถาม


    "สหายลี่ทำไมเจ้าถึงได้ตบตีข้าละ"


    !!!เพี๊ยะ


    แก้มอีกข้างของฉินเทียนแดงเป็นรอยมือ มันอยากรู้เหลือเกิน เหตุผลอะไรที่มันถึงต้องมาโดนสหายลี่หลงตบตีเช่นนี้ หรือมันควรจะเอาคืนดี ต้องบอกก่อนเลยว่า ตัวมันในตอนนี้ไม่เหมือนในวันวานอีกแล้ว แค่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดง มิได้หมายความว่าพี่ใหญ่ฉินผู้นี้จะสู้เอ็งไม่ได้นะโว๊ยไอ้สหายลี่หลง


    หากแต่พอมันมองเข้าไปที่ใบหน้าของสหายลี่หลงแล้ว เห็นนัยน์ตาที่โศกเศร้า คราน้ำตาที่คลออยู่นัยน์ตาคู่งาม ไม่รู้ทำไมในใจของมันก็โศกเศร้า เช่นกัน


    และเพราะแบบนั้น มันก็ได้แต่คิดว่า นิคงเป็นบาปกรรมครั้งเก่าก่อน ติดค้างมาข้ามชาติภพ เพราะตอนนี้ตัวมันโดยตบไปสองครั้งแล้ว หากแต่มันกลับไม่คิดออกไม้ออกมือ ตบสู้สหายลี่หลงเลย


    ฉินเทียนได้แต่คิด สหายลี่หลงคงเป็นพวกเอาแต่ใจตั้งแต่เกิด ทนความผิดหวังไม่ได้ มันคงถูกหนุ่มบุรุษรูปงามทิ้งให้เสียใจจึงเป็นเช่นนี้สินะ


    และเพราะว่าตัวมันสหายลี่หลงผิดหวังมาก ตัวมันก็ต้องทุกข์ใจมากเช่นกัน


    ฉินเทียนคิดในใจ มันแอบเข้าข้างสหายลี่หลงอยู่หลายส่วน 'เอาเถอะ หากสหายลี่หลงทุกข์ใจ และการตบตีข้าทำให้สหายลี่สบายใจขึ้น ข้าฉินเทียนก็จะยอมให้มันตบตี ถือว่าแทนคุณที่เคยช่วยเหลือแล้วกัน'


    ไม่ช้ามือไม้ของสหายลี่หลงก็ง้างมือยกขึ้นอีกครั้ง


    ใบหน้าที่มีน้ำตาคลอหยดไหลเป็นก้อนหยดน้ำเล็กๆ ลงมาที่สองแก้มช้าๆ


    ไม่ช้าลี่อิ่งก็กล่าวถาม


    "เจ้าคือบุรุษชั่วช้า"


    หากแต่ฉินเทียนกลับสับสนไม่รู้จะพูดกล่าวอะไรดี เพราะอยู่ๆ สหายลี่หลงก็พูดกล่าวออกมาเช่นนี้ หากแต่มันเคยเรียนมา ในยามที่ผู้คนโศกเศร้า เราไม่ควรใช้จิตวิทยาย้อนกลับ หากแต่ควรไหลไปตามน้ำตีเนียนกับคนผู้นั้นจะดีที่สุดและเพราะแบบนั้น มันจึงพูดกล่าว เพื่อตามน้ำไปกับเรื่องราว... เรื่องราวที่มันก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร หากแต่มันก็คิดแค่ว่า เพื่อให้สหายลี่หลงสบายใจก็แล้วกัน


    "ข้าชั่วช้า"


    ลี่อิ่งเมื่อนางได้ยินเช่นนี้นางก็เก็บมือไม้ ปากคล้ายสั่นเทาอย่างประหลาด


    "เจ้ายอมรับ"


    "ข้ายอมรับ"


    ไม่ช้าลี่อิ่งก็หลับตาพริ้มพรายของนาง เชิดหน้าขึ้นหยอดน้ำตาไหลอาบสองแก้มอีกครั้ง ในใจนางราวกับถูกทิ่มแทนด้วยคำพูดของบุรุษต่ำช้าผู้หนึ่ง ส่วนในใจของฉินเทียนตอนนี้กับขบคิด


    'นิข้ามาถูกทางแล้วใช่ไหม น่าจะใช่สหายลี่หลงคล้ายจะสงบสติอารมณ์ได้แล้ว การไหลตามน้ำของข้าทำถูกต้องสินะ คิกคิก ดีเหมือนกัน จะได้มิต้องโดยตบอีก มือเล็กๆ ของสหายลี่หลงมิเบามือเลย'


    ไม่ช้าฉินเทียนตัวมันก็สังเกตเห็นสหายลี่หลงลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาของมันยังคงงดงามเช่นเดิม เพียงแต่... ตอนนี้กับจดจ้องมองมาที่ฉินเทียนมัน สั่นไหวอย่างประหลาด


    "เจ้าเคยบอกว่ารักลี่อิ่ง"


    ฉินเทียนเงียบงัน นึกถึงนางในอดีตที่นั่งดูเดือนดาราด้วยกัน ก่อนจะอ้าปากค้างพูดกล่าวไม่เป็นคำ


    "ข้าา..."


    "หากแต่เจ้า... เจ้า.. "


    .


    .


    .


    ไม่ช้าพลุไฟก็ดังลั่นอีกครั้ง แสงสีตระการก็อาบฉาบ และในเวลานั้น... ก็มีหนึ่งมือไม้สตรี เข้ามากอดเกี่ยวคล้องมือของฉินเทียน พร้อมพูดกล่าว


    "พี่ใหญ่ฉินตัวข้ามิมีเงินทอง ค่ำคืนนี้ก็หิวโซเหลือเกิน พี่ใหญ่ฉินที่เอาเงินมาซื้อข้าวต้มให้ข้ากินที หลงหลินหิวจนท้องไส้กิ่วหมดแล้ว"


    ฉินเทียนมองหลงหลิงที่เข้ามากอดคล้องแขนของตัวมัน


    จากนั้นไม่ช้าเมื่อเงยหน้าขึ้นกลับมา... และมันก็พบว่าสหายลี่หลงได้จากไปเสียแล้ว


    .


    .


    .


    กลางท้องนภาเหนือเมฆากว้างลี่อิ่งน้ำตาไหลอาบน้ำ เกลียดบุรุษเพศทั่วโลกหล้า เกลียดเจ้าคนต่ำช้าผู้นั้นเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่นางพูดกล่าวทิ้งอักษรก่อนจากว่ายอมตบแต่งเป็นภรรยาพร้อมนั่งดูเดือนดาราคู่กับมัน หากแต่มันกลับ...




    ไม่ช้าลี่อิ่งนางก็จดจ้องมองลงมา เห็นนางสตรีผู้หนึ่งเอามือคล้องเกี่ยวมีรอยยิ้มสุขสันต์ ไม่ช้านางก็ขบกัดริมฝีปากของตัวเองอย่างบางเบากล่าววาจาน้ำเสียงสั่นไหว


    "ขะ.. ขอ... ให้เจ้า.. มี. ความสุข... กับนาง.. ตลอดไป"


    กล่าววาจานี่สิ้น นางก็โบยบินโดยมิยอมหันหลังกลับ


    หยดน้ำตาแห่งนางถูกแสงจันทราถักทอย้อมส่องประกายเหนือท้องนภา


    หากแต่...


    มิมีผู้ใดพบเห็น


    หนึ่งบุรุษโง่งมก็มิรับรู้


    .


    .


    .


    และแล้วเช้าวันใหม่ก็เริ่มขึ้น ฉินเทียนให้น้องชายของเหอซือห้าว 2 คน คอยดูแลคุ้มกันหลงหลิน จากนั้นก็ให้เหอซือห้าวกลับไปหาเจ้าเหล่าตัวน้อยได้ ตัวมันก็ถือโอกาสปลอมตัวกลับเป็นย่ำฟ้า วันนี้มันมีภารกิจที่ต้องทำอีกมากนัก หากแต่ก่อนที่มันจะไปยังงานคัดเลือกศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์ มันก็กลับไปยังศาลเทพสวรรค์ก่อนจะนัดแนะกับเซียนซุน มันพูดกล่าวว่าวันนี้มันจะใช้เหรียญอัญเชิญ ให้เซียนซุนช่วยปลอมตัวเป็นมันฉินเทียนที


    ส่วนตัวมันก็จะอยู่กับเจ้าตัวน้อยและเป็นย่ำฟ้าต่อไป ไม่ช้าเซียนซุนก็พยักหน้ารับ มันรู้เหตุการณ์ทุกอย่างของฉินเทียนดี แม้ตัวฉินเทียนจะไม่พูดกล่าว


    หากแต่ไม่รู้ทำไม เมื่อกล่าววาจาพูดคุยจบประโยค เซียนซุนถึงได้กล่าวประโยคแปลกๆ ต่อมัน


    "เห่อ ฉินเทียนนะฉินเทียน เจ้ามันเป็นไอ้ตัวโง่งมโดยแท้ ครั้งนี้ข้าเซียนซุนจะช่วยเจ้าสักครั้ง หวังว่าวันหน้าเจ้าจะสำนึกบุญคุณของข้าบ้าง อย่างน้อยก็เสริมสาวงามน้อยใหญ่ในศาลเทพสวรรค์ให้ข้าที เหตุใดเจ้าช่างโง่งมและอ่อนด้อยเรื่องสตรีนัก" เซียนซุนพูดพลางก็ส่ายหน้าไปพลาง


    ฉินเทียนสับสนพร้อมร้องตะโกนถามเซียนซุนว่าไอที่ท่านพูดมันหมายความว่าอย่างไร


    หากแต่เซียนซุนก็ทำแค่เพียงส่ายหัว แล้วพูดกล่าว


    "มติฟ้า เรื่องราวของสวรรค์ บุพเพสันนิวาส รักนิรันดร์ของไอ้โง่ผู้หนึ่ง เซียนซุนพูดกล่าวมากไม่ได้หรอก เดี๋ยวไอ้โง่มันจะรู้ตัว" พูดกล่าวจบเซียนซุนก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะพูดกล่าวอีกครั้ง "ข้าจะเป็นด้ายแดงให้เจ้าเอง คิก คิก คิก"


    ฉินเทียนไอ้ตัวโง่งม พร้อมสับสนในใจ ไอ้คำพูดกล่าวให้ผู้คนสับสนเช่นนี้มันช่างคุ้นเคยนัก หากแต่ครั้งนี้มิใช่ตัวมันเป็นผู้พูดกล่าว


    หากแต่เป็น... เซียนซุน


    .


    .


    .


    ฉินเทียนพึมพำเบาๆ อยู่ๆ ก็คล้ายขนลุกซู่ซ่า


    "คงไม่ใช่ ข้ากำลังจะพบเจอความฉิบหายครั้งใหม่หลอกนะ หากแต่เหตุใดครั้งนี้ ถึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความฉิบหายเลยละ"


    ฉินเทียนพูดกล่าวกับตัวเองพร้อมหันซ้ายมองขวา ดูว่าจะมีเรื่องประหลาดอะไรเกิดขึ้นกับตัวเองอีกหรือไม่ ตอนนี้ต้องบอกตามตรง ตัวมันคล้ายจะมีสัมผัสที่หก รับรู้ถึงความฉิบหายได้ก่อนกาล และทุกครั้งสัมผัสของมันก็มิเคยผิดพลาด หากแต่ครั้งนี้กลับ... ช่างแปลกจริงๆ


    .


    .


    .


    วันนี้เสียงประทัดยักษ์ดังไปทั่วเมือง การคัดเลือกศิษย์แห่งสำนักฟ้าอนันตร์นั้นนับว่าไม่เรียบง่าย มันถูกจัดขึ้นที่สนามประลองที่ลองรับผู้คนได้นับล้าน


    มิใช่ในสำนักฟ้าอนันตร์แต่อย่างไร ตอนนี้ผู้คนเดินเข้าไปกันในสนามแข่งมากมายนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นเหล่าผู้บำเพ็ญและผู้มีฐานะเสียหน่อยมาให้กำลังใจเหล่าบุตรชาย บุตรสาวของตัวเอง


    โดยในงานคัดเลือกนี้มีหลักเกณฑ์ง่ายๆ


    มีเวทีทั้งหมด 4 ทิศ 10 คนที่ยืนอยู่ด้านบนได้จนหมดเวลาคือผู้ที่จะได้เป็นศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์ โดยในการคัดเลือกจะถูกแยกเป็นระดับอายุ ไม่เกิน 25 ปีหนึ่ง ไม่เกิน 50 อีกหนึ่ง แบ่งเป็นการคัดเลือกสองรอบ


    ตอนนี้ฉินเทียนนิ่งอยู่ด้านหน้า ปล่อยให้เจ้าสองตัวน้อย เข้าไปตรวจสอบการลงเป็นผู้สมัคร


    ไม่ช้าก็มีเสียงโวยวายดังขึ้น


    "ไอ้แก่ เอ็งจะแกล้งเป็นเด็กได้ยังไง หนังหน้าเอ็งมันเป็นผู้บำเพ็ญระดับอายุเกินร้อยปีชัดๆ จะบอกว่าอายุ 13 ขวบปี นิเอ็งคิดว่าข้าโง่รึ"


    "..." ฉินจวิ้นเจี๋ยคล้ายยืนนิ่ง ตัวมันมิได้โกหกสักคำ มันอายุ 13 ขวบปีจริงๆ


    ฉินผิงตัวน้อยที่อยู่ด้านข้างหัวเราะคิกคิก เบาๆ


    ไม่ช้าเจ้าบุตรล่ำบึ้กของฉินเทียนก็เหม่อมองมาที่ด้านหลังของตัวมัน จ้องมองมาที่บุรุษชราผู้หนึ่ง นัยน์ตาคล้ายมีน้ำตาคลออยู่ สิ่งนี้คล้ายเป็นปมเล็กๆ ในใจของเด็กน้อย เมื่อฉินเทียนเห็นเช่นนั้น ตัวมันก็คล้ายเข้าใจ


    !!!ฟิว


    - [เคลื่อนย้ายพริบตา] - ถูกใช้


    ฉินเทียนร่างผู้ชราลอยอยู่เหนือผู้ตรวจสอบจดจ้องมองไปที่มัน พร้อมรอยยิ้มบางเบาอันสูงส่ง


    "ผู้ตรวจสอบวัยเยาว์ ผู้ชราขอถาม เจ้าได้ใช้ฤทธาตรวจสอบอายุวัยของวัยเยาว์ผู้นี้แล้วรึยัง ถึงแม้เขาจะตัวใหญ่ไปสักหน่อย ล่ำไปสักนิด หน้าตามิได้ดูดีเหมือนผู้อื่น หากแต่เขาก็มิได้โกหกแน่นอน ผู้ชราขอยืนยัน"


    ผู้ตรวจสอบเมื่อเห็นผู้มาบอกกล่าวเป็นผู้ชรา ทีท่าก็ดูสูงส่งมันเลยหันมองสหายที่อยู่ด้านข้างของมันว่าจะเอาอย่างไรดี ตอนนี้ก็มีผู้คนมากมายจับจ้องมาที่มัน หากมันกลับคำก็เกรงจะเสียหน้าเช่นกัน สุดท้ายมันก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางน่าอนาถ เลือกศักดิ์ศรีและหน้าตาของตัวมัน


    เพราะตัวมันก็ถือว่า เป็นศิษย์ระดับสูงของสำนักฟ้าอนันตร์เช่นกัน นอกจากนั้นที่แห่งนี้ยังมีผู้บำเพ็ญระดับสู้ของสำนักฟ้าอนันตร์อยู่มากมาย แม้มันจะทำอะไรผิดไปบ้าง หากแต่ฐานะศิษย์ชั้นในระดับโบยบินตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม 2 จุดแต้มของมัน นับว่าไม่ต่ำทราม จะมีผู้ใดกล้าหาเรื่องได้หรือ และบุรุษชราผู้นี้มีลำดับบำเพ็ญเท่าไร


    เป็นที่รู้กันดีเหล่าผู้บำเพ็ญยิ่งระดับสูงยิ่งแก่ชรายากนัก บางคนอายุหมื่นปีใบหน้ายังแลดูเทียบเท่าบุรุษสามัญวัย 18 19 ปีอยู่เลย


    ส่วนใหญ่ที่มีใบหน้าชราแบบนี้ก็มักเป็นผู้ใช้ฤทธาที่ไม่สูงนัก เมื่อมันคิดได้ดังนี้ มันจึงพูดกล่าวอย่างไม่คิด ไม่ไยดีเป็นที่สุด ใช้วาจาสามหาวปกป้องตัวเองทันที


    "ไอ้แก่นิเอ็งคิดว่าตัวเองเป็นใคร เอ็งคิดว่าโบยบินได้หน่อยจะทำตัวสูงส่งได้รึ มิรู้รึว่าที่นี่คือที่ไหน คำพูดของข้านับเป็นที่สุด ส่วนไอ้บุรุษผู้นี่กล้าโกงอายุ กล้าใช้เล่ห์เพทุบาย โบยมันด้วยไม้อิทธิ์ฤทธิ์ 10 ไม้แล้วค่อยโยนมันออกไปเป็นการสั่งสอน พวกศิษย์นอกรับคำสั่งแห่งข้ามาเอาเจ้านี่ไปเสีย"


    และเมื่อมันผู้นี้พูดกล่าวจบ


    ศิษย์รับใช้น้อยใหญ่ก็พยายามจะเข้ามาลากตัวเจ้าลูกชายล่ำบึกของฉินเทียนฉินจวิ้นเจี๋ยในทันที ฉินเทียนเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอบางเบาครู่หนึ่งก่อนจะ... จิตตานุภาพแผ่ขยายทันที


    "อั๊ก.. / อั๊กข้า... ข้า หายใจไม่ออก / ช่วยด้วย... ศิษย์พี่.. / ใครก็ได้.. ช่วยด้วย / หาย...ใจ..ไม่ ..ออก"


    ศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์และผู้มีวาจาสามหาว ร่างกายทรุดลงพร้อมกันอย่างรวดเร็ว


    ผู้ตรวจสอบตาถลึงเหลือกมองไปที่ฉินเทียน อาการของมันคล้ายจะใกล้หมดสติเต็มทนน้ำลายเริ่มฟูมปาก ทรมานเป็นที่สุด ในใจก็ขาดกลัว เรากับพบเจอเจ้าแห่งความตาย


    .


    .


    .


    ไม่ช้าฉินเทียนผู้ชราก็กล่าวถาม


    "ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งบุรุษวัยเยาว์ และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเจ้าที่ได้ตอบ จงตอบดีๆ คิดก่อนตอบเสียละ เจ้าได้ใช้ฤทธาตรวจสอบอายุวัยของวัยเยาว์ผู้นี้แล้วรึยัง"


    ร่างของผู้บำเพ็ญตรวจสอบสั่นเทา คล้ายพึงผ่านด่านประตูมรณะมากได้


    และในขณะนั้นเอง ก็มีบุรุษบำเพ็ญผู้หนึ่งโบยบินมา กลางหน้าผากของมันมีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดง 5 จุดแต้ม มันเป็นอาจารย์ของเหล่าผู้บำเพ็ญตรงนี้ มันร้องตะโกนด้วยเสียงอิทธิฤทธิ์ที่แฝงด้วยความไม่พอใจหลายส่วน


    "!!!เดรัจฉาน ผู้ใดกล้าก่อเรื่องที่งานแห่งสำนักฟ้าอนันตร์ อยากตายนักรึ คุกเข่าให้เราผู้แซ่เกาเดี๋ยวนี้" ผู้แซ่เกาเน้นย้ำ แซ่ของมันเป็นพิเศษ ราวกับกำลังเปล่าประกาศว่าแซ่เกานี้ยิ่งใหญ่เพียงใด


    และเมื่อมันมาถึงมันก็จดจ้องไปยังผู้ชราอย่างไม่ยำเกรง พร้อมล่องลอยสูงกว่าผู้ชรา ซึ่งเป็นการแสดงออกว่ามิเคารพต่อผู้บำเพ็ญชราตรงหน้าแม้แต่น้อย


    พร้อมนัยน์ตาดูแคลนมองกดลงมาที่ฉินเทียน


    .


    .


    .


    คนเรือนแสนจดจ้องมองมาที่ทั้งสองเป็นตาเดียวกัน คาดว่าจะได้พบเรื่องใหญ่โตน่าดูเสียแล้ว


    ฉินเทียนจดจ้องตอบกลับ... พร้อมรอยยิ้มบางเบา

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน