หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 115 งานประลองใกล้ถึงจุดสิ้นสุด 2

    “ในที่สุด เวลาที่ข้าจะได้สะสางความแค้นก็มาถึง” เหอสุ่ยกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น มือซ้ายของมันจับกุมไปยังต้นแขนข้างที่ถูกเสี่ยวซวงตัดขาด

    เวลานี้ดูเหมือนว่าความแค้นจะทำให้เหอสุ่ยไม่รู้สึกเกรงกลัวในตัวของเสี่ยวซวงเลยแม้แต่น้อย

    “สุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงรอดูให้ดี พ่อจะฆ่าพวกมันและเหลือนางแพศยานั้นไว้ให้เจ้าลงโทษด้วยตัวเอง” กล่าวจบเหอตงหลิวปลายตาปรายตามองไปยังชายชราสองคนที่นั่งอยู่ขนาบข้างพร้อมกล่าวออก

    “ไปกันเถอะ”

    ชายชราทั้งสองได้ยินดังนั้น มันเพียงแต่ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้อย่างเชื่ฉื่องช้าและเดินตามเหอตงหลิวขึ้นไปบนเวทีประลอง

    พลังปราณในแดนวีรชนขั้นปลายแผ่กระจายออกมาจากร่างของทั้งสองอย่างน่าเกรงขาม ชายชราทั้งสองคนนี้คือผู้พิทักษ์ซ้ายและขวาของสำนักดาบศิลา

    ทันทีที่ทั้งสามก้าวขึ้นสู่เวทีประลองเสียงของผู้ชมกล่าวคุยกันให้แซดว่า “นั่้นๆๆๆ ๆ สำนักดาบศิลามาแล้วโน่นโน้นแล้ว”

    “ผู้ที่เดินนำหน้ามานั้นคือเจ้าสำนักดาบศิลาเหอตงหลิวใช่หรือไม่???”

    “จะมีใครได้อีกละอีกล่ะ ที่ทำให้ผู้พิทักษ์ซ้ายหวินซิวและผู้พิทักษ์ขวาเหอเหยียน เดินตามติดได้เช่นนี้ ไม่ผิดแน่ เป็นมันแหละ ปราชญ์แห่งดาบ เหอตงหลิว”

    “การที่จะได้เห็นตัวตนระดับนี้ต่อสู้อย่างใกล้ชิดนับว่าตายก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว”

    สำนักดาบศิลานั้นเป็นตัวตนระดับสูงในพื้นที่รอบนอก พวกมันมีทั้งบุคลากรและทรัพยากรที่เทียบเคียงได้กับนิกายเคลื่อนเมฆาเลยก็ว่าได้

    “พี่ชายหนิง การต่อสู้ในรอบนี้คงไม่ง่ายเหมือนในสองรอบที่ผ่านมา เหอตงหลิวมันเอาพวกเราแน่” จินเหล่าต้ากล่าวออกพร้อมกับจ้องมองไปยังเหอสุ่ยที่ไม่ได้เข้าร่วมประลอง

    “ในตอนนั้นข้าได้กล่าวกับมันไปอย่างชัดเจนแล้วว่า อย่าได้เสนอหน้าออกมาให้เห็นอีก ดูเหมือนคำเตือนของข้าคงจะไม่มีความหมายอะไรเลยสินะ น่าเศร้าใจจริงๆๆ” น้ำเสียงขอหนิงเทียนเย็นเยือกราวน้ำแข็ง

    “ข้าเคยได้ยินมาว่า เหอตงหลิวนั้นอยู่ในขั้นที่9ขั้นที่เก้าของแดนแห่งวีรชน ส่วนผู้พิทักษ์ซ้ายขวานั้นพวกมันทั้งสองอยู่ในดินแดนวีรชนขั้นที่8ขั้นที่แปด ด้วยระดับพลังที่ต่างกันถึงสี่4ขั้นใหญ่

    ข้าเกรงว่าพี่สาวเสี่ยวซวงจะสู้พวกมันไม่ไหว” จินเหล่าต้ากล่าวออกมาอย่างเป็นห่วง

    หนิงเทียนไม่ได้ตอบคำถามของจินเหล่าต้า มันเพียงแต่จ้องมองไปยังบนเวทีประลองอย่างไม่ละสายตาเท่านั้น

    ...

    จากนั้นฮันซินได้ประกาศเริ่มการต่อสู้ “การประลองรอบที่สี่4 คู่ที่หนึ่ง1 ระหว่าง เสี่ยวซวงจากตระกูลซือหม่าพบกับหวินซิวแห่งสำนักดาบศิลา”

    คู่ต่อสู้คนแรกของเสี่ยวซวง มันคือหวินซิว ด้วยรูปร่างที่แก่ชราจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกมันชวนให้ผู้ที่มองไปบังเกิดความหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

    หวินซิวยืนนิ่งในลักษณะที่ใช้สองมือไขว้ไปด้านหลัง แม้มันจะได้เห็นประกายดาบที่ตัดศีรษะของจ้าวหลี่หงกับตาตัวเอง แต่มันก็ไม่ได้แสดงท่าจะระวังตัวมากขึ้นแต่อย่างใด ดูคล้ายว่ามันไม่ได้มีความหวั่นเกรงเด็กสาวตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

    การต่อสู้ในรอบแรกของเสี่ยวซวงนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้มากก็จริง แต่ในครั้งนี้เมื่อทุกคนมองไปยังหวินซิว มันทุกคนล้วนคิดตรงกันว่า “คราวนี้สตรีตัวน้อยๆๆ จะต้องพ่ายแพ้เป็นแน่”

    นางอาจจะจัดการจ้าวหลี่หงที่อยู่ในขั้นที่หกของแดนวีรชนได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรตัวนางย่อมต้องมีขีดจำกัด และคู่ต่อสู้เวลานี้ คือ ผู้พิทักษ์ซ้ายอันเกรียงไกร หวินซิว ระดับพลังของมันอยู่ในขั้นที่แปด

    “เสี่ยวซวง นี่้คือบททดสอบใหญ่ของเจ้า ถ้าแค่นี้เจ้าไม่สามารถเอาชนะได้ ก็เลิกคิดจะติดตามข้าบุกเหนือลงใต้ได้เลย ข้าไม่ต้องการผู้ติดตามที่อ่อนแอ” คำกล่าวของหนิงเทียนนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา

    ผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำพูดเหล่านั้นบังเกิดความรู้สึกรังเกียจอยู่ไม่น้อย

    “บุรุษที่ไหนกันหลบอยู่ด้านหลังสตรี ซ้ำยังส่งสตรีไปเสี่ยงอันตรายเพื่อความปรารถนาของตัวเองอีกด้วย เด็กหนุ่มตระกูลซือหม่าผู้นี้สมควรไปใส่กระโปรงได้แล้ว”

    เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของมันเป็นเพียงสตรี หวินซิวก็ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเย็น “สำหรับข้าแล้วการโจมตีที่ใช้สังหารจ้าวหลี่หงนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครๆๆ คิด

    มันเพียงแค่เกิดจากการประมาทของตัวจ้าวหลี่หงเองจึงทำให้ถูกสตรีตัวเล็กๆๆ อย่างเจ้าตัดศีรษะได้”

    เสี่ยวซวงไม่ได้สนใจแม้แต่จะฟังคำกล่าวของมัน โดยไม่พูดพร่ำอันใด ดาบตัดภูผาถูกเหวี่ยงออก ก่อให้เกิดลมมกรรโชกที่รุนแรงกระแทกใส่หน้าอกของหวินซิว

    การโจมตีครั้งนี้แม้จะนอกเหนือความคาดหมายของหวินซิวไปมากแต่มันก็ไม่ได้เหนือไปกว่าพลังฝึกตนของตัวมันแต่อย่างใด

    มันแกว่งมือเรียกดาบใหญ่ที่ตัวดาบถูกสลักด้วยลวดลายของพญาราชสีห์ ที่ด้ามมันถูกตกแต่งด้วยเกร็ดเกล็ดงู ดาบฆ่าสิงโต อาวุธลมปราณในแดนวีรชนถูกหยิบออกมา

    ดาบฆ่าสิงโตนั้นถ้ามองด้วยตาเปล่ามีน้ำหนักราวๆๆ ห้าร้อยกิโลกรัม แต่ทว่าชายชราร่างกายเหี่ยวแห้งกลับโบกสะบัดมันได้ราวกับกำลังกวัดแกว่งขนนกก็ไม่ปาน

    หวินซิวใช้ดาบฆ่าสิงโตฟาดฟันตัดอากาศไปยังร่างของเสี่ยวซวงจนบังเกิดเสียงคำรามของราชสีห์ดังออกมา

    “ฟิ้ริ้วววว โคร่งงงง” ดาบฆ่าสิงโตถูกฟาดออกไปอย่างรุนแรงแต่มันกลับถูกปัดป้องไว้ด้วยดาบตัดภูผาของเสี่ยวซวง การปะทะกันระหว่างสองอาวุธในแดนวีรชนบังเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ

    ผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังต่ำกว่าแดนปราชญ์โดยรอบถูกแรงกดดันของการปะทะทำให้พวกมันกระอักเลือดและรีบถอยห่างให้ไกลจากสนามประลอง

    เป็นดังสุภาษิตที่ว่าสิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น แต่สำหรับหวินซิวแล้วนั้นคงจะต้องบอกว่า สิบตาเห็นไม่เท่าหนึ่งมือทำเสียมากกว่า

    ดาบฆ่าสิงโตที่ถูกฟาดด้วยลมปราณเทพศิลาดำกลับถูกปัดป้องด้วยสตรีีตัวเล็กๆๆ อย่างง่ายดาย ‘การโจมตีของข้าจะถูกปัดป้องได้อย่างไรกัน??? ระดับพลังของของข้าและนางต่างกันถึงสี่4ขั้น’ คิดเช่นนี้สีหน้าของหวินซิวถูกเคลือบคลุมด้วยความตกตะลึง

    “บัดซบ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถป้องกันการโจมตีครั้งต่อไปได้แน่” กล่าวจบหวินซิวก็ชูดาบฆ่าราชสีห์สิงโตขึ้นเหนือหัว พลังปราณสีดำปกคุลุมไปทั่วทั้งตัวมันและใบดาบ

    “แด่เทพศิลาดำ ข้าหวินซิวสาวกแห่งเทพ ขอบูชาด้วยโลหิตแดงขอให้ท่านโปรดประทานวารีสีเลือดจากสวรรค์ลงมาด้วยเถอะ” สิ้นคำกล่าวหวินซิวก็ฟาดฟันดาบของมันไปบนท้องฟ้า

    ทันใดนั้นเองราวกับท้องฟ้ากำลังตอบรับคำกล่าว ฝนสีเลือดหยดลงจากท้องฟ้า พุ่งเข้าใส่เสี่ยวซวงอย่างดุร้าย

    “บัดซบ นั่้นมันทักษะอะไรกันถึงได้ควบคุมปรากฎปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นนี้ได้”

    “ข้าเคยได้ยินมาว่า เทพศิลาดำคือเทพที่สำนักดาบศิลาบูชา เมื่อครู่ข้าเห็นมันร้องขอแก่สวรรค์ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงการโจมตีนี้คงจะมาจากเทพศิลาดำบนท้องฟ้าอย่างแน่อน”

    “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง.. ...!!!!” แค่เพียงสิบลมหายใจฝนโลหิตก็กระหน่ำซัดลงไปไม่ต่ำกว่าร้อยสาย เสี่ยวซวงได้แต่ถอยร่นหลบออก

    แม้นางจะล่าถอยแต่กระนั้นก็ยังไม่มีแม้แต่คราเดียวที่ฝนสีเลือดจะตกมากระทบชุดสีขาวของนางได้เลย การโจมตีของหวินซิวถูกสยบด้วยการก้าวเท้าที่แปลกประหลาดของเสี่ยวซวง

    ดวงตาของหนิงเทียนที่มองไปยังลานประลองเบิกกว้างและก็เป็นอีกครั้งที่ท่าเท้าของเสี่ยวซวงทำให้หนิงเทียนตกใจ มันบอกได้เลยว่าท่าเท้าประหลาดนี้อยู่ในระดับเดียวกันกับเก้าวิญญาณท่องนภาของตัวมันอย่างแน่นอน

    จากนั้นมันรีบส่งเสียงกล่าวถามอยู่ภายใน “อู๋ชาง เจ้ารู้หรือไม่ นั่้นคือทักษะท่าร่างอันใด???”

    สุ้มเสียงของราชาภูตดังตอบอยู่ภายในจิต “นั่้นคือ ท่าเท้าจันทราหวน ทักษะประจำตัวของจักรพรรดิมารจันทรา ไม่น่าเชื่อจริงๆๆ ว่ามันจะหลงเหลือมาถึงยุคนี้

    ราชาคิดว่าบรรพบุรุษของนางจะต้องมีสิ่งที่ได้รับตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแน่นอน”

    จินเหล่าต้าที่เห็นหนิงเทียนนิ่งไป มันคิดว่าหนิงเทียนนั้นคงจะตกตะลึงกับทักษะที่น่าอัศจรรย์ของหวินซิวมันจึงกล่าวออกมา

    “พี่ชายหนิง ทักษะที่ฝืนกฎธรรมชาติและสามารถเรียกฝนสีเลือดได้เช่นนี้จะต้องเป็นทักษะระดับเทพสงครามในตำนานอย่างแน่นอน”

    หนิงเทียนส่ายหน้า “ปาหี่เท่านั้น การโจมตีปาหี่เช่นนี้ไม่มีทางเอาชนะเสี่ยวซวงได้หรอก”

    “ปะ...ปาหี่!!!! ท่านหมายความว่าอย่างไร????” จินเหล่าต้ารีบกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย

    “เจ้าจงรอดูต่อไป อีกไม่นานเสี่ยวซวงจะกระชากหน้ากากของมันออกมาให้พวกเราได้เห็นกัน” หนิงเทียนกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม ด้วยท่าเท้าจันทราหวนของเสี่ยวซวง หนิงเทียนนั้นหาได้เป็นกังวลในความปลอดภัยของนางเลยแม้แต่น้อย

    ในเวลาต่อมาเพียงไม่นาน ฝนโลหิตของหวินซิวก็มาถึงจุดจบเมื่อเสี่ยวซวงกวัดแกว่งดาบตัดภูผาเข้าปะทะ

    เแกร๊งง!!!! เพล้งงง!!!! เมื่อดาบตัดภูผาเข้าปะทะกับฝนโลหิต มันบังเกิดเสียงดังคล้ายกับโลหะกระทบกัน

    ทันใดนั้นเองฝนโลหิตไม่สามารถต้านทานพลังของดาบตัดภูผาได้ มันแตกกระจายไปในทิศทางของดาบและเผยให้เห็นเข็มสีแดงนับร้อยๆๆ ที่ตกอยู่เกลือนเกลื่อนพื้น

    จินเหล่าต้ามองไปยังเข็มสีแดงด้วยความตกตะลึง “นะ.......นั่้นมัน!!!!”

    “แท้จริงแล้วฝนโลหิตที่ตกมาจากท้องฟ้าก็คืออาวุธซัดของมัน และตอนที่ทุกคนกำลังตั้งใจฟังที่มันกล่าวคำพูดร้องขอสวรรค์ มันคงจะใช้เวลานั้นในการซัดอาวุธลับขึ้นไปบนฟ้า” หนิงเทียนกล่าวอธิบายราวกับว่ากำลังแฉกลโกงของหวินซิวออกมา

    “คุณชายหนิง สายตาของท่านราวกับพญาอินทรีจริงๆ ๆ ตาแก่คนนี้ขอชื่นชมจากใจ” หลวนคุนที่นั่งอยู่เงียบๆ ๆ กล่าวชมออกมาด้วยความเลื่อมใส

    ขณะเดียวกันเสี่ยวซวงที่ปัดป้องอาวุธซัดของหวินซิวได้แล้ว นางถีบพื้นไปปรากฏตัวที่ด้านหน้า บรรยากาศโดยรอบของเสี่ยวซวงแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอีกครั้ง

    เสียงดังก้องของอสนีบาตดังออกมาเสียดหู พลังธาตุสายฟ้าอัดแน่นไปยังดาบตัดศิลา พลังสายฟ้าอันเข้มข้นถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของนาง พร้อมกับเข้าโจมเหวินซิวจากด้านหน้า

    ด้วยพลังแห่งธาตุสายฟ้าที่เสี่ยวซวงได้หลอมรวมเข้าสู่ร่างนั้น ส่งเสริมให้ท่าเท้าจันทราหวนยิ่งเพิ่มความเร็วมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกหลายเท่า

    ร่างของเสี่ยวซวงหายไปจากมโนครรลองสายตาของหวินซิว พร้อมกันนั้นร่างของมันเกิดความรู้สึกชาไปทั่วร่าง หวินซิวรู้สึกได้ถึงว่าตัวมันนั้นมีขนาดเล็กลง

    มันปลายตาปรายตามองไปที่พื้นสนามประลองกลับพบว่าเวลานี้มันมีความสูงห่างจากเวทีประลองเพียงแค่สองช่วงแขนเท่านั้น

    “เอ๋ เกิดอะไรขึ้นทำไมตัวข้าถึงเล็กลงได้????” พร้อมๆๆ กับคำกล่าวนั้นโลหิตหลั่งไหลราวกับเขื่อนแตกออกมาจากปากของหวินซิว ดวงตาของมันปิดลงโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเหตุใดตัวของมันถึงเล็กลง

     

    ด้วยความรู้สึกสุดท้ายที่เหมือนกับว่าตัวของมันได้หดสั่นลงสั้นลงเป็นเพียงความคิดเท่านั้นแต่ความจริงแล้วสิ่งที่ปรากฎปรากฏแก่สายตาผู้ชมนับหมื่นคู่ มันคือร่างของหวินซิวที่ถูกตัดครึ่งออกจากกันจนเหลือเพียงร่างกายส่วนบนเท่านั้น

    ฮันซินที่ทำใจพร้อมรับความตกตะลึงอยู่ก่อนแล้ว คราวนี้มันกล่าวออกอย่างทันควัน “การประลองในรอบที่สี่4 คู่แรก ตระกูลซือหม่าเป็นฝ่ายชนะ”

    เวลานี้ท่าทีของผู้คนเกือบจะทั้งหมดที่มีต่อหญิงสาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในคร่าแรกคราแรกที่นางเอาชนะจ้าวหลี่หงได้ ยังมีบางกลุ่มที่คิดว่านางนั้นลอบโจมตี ส่วนบางกลุ่มก็คิดว่าจ้าวหลี่หงเป็นฝ่ายประมาทเอง

    แต่ครั้งนี้เมื่อทุกสายตาล้วนเป็นพยานว่านางนั้นได้ใช้ดาบตัดร่างของผู้พิทักษ์ซ้ายจนขาดครึ่งตัว ท่าทีที่พวกมันมองเสี่ยวซวงจึงเปลี่ยนไป

    ความตื่นตระหนกผสมความประหลาดใจถูกจับยัดใส่หัวของพวกมัน ความหวาดกลัวและความมึนงงถูกสลักเข้าไปภายในจิตใจของทุกคนเรียบร้อยแล้ว

    “แข็งแกร่งและเย็นชาในเวลาเดียวกัน ต่อไปนี้ข้าจะเลิกเรียกนางว่าแม่หนูแล้ว นางคือจักรพรรดินีน้ำแข็งผู้แสนเย็นชา”

    “จักรพรรดินีน้ำแข็งอะไร นางคือเทพแห่งความตายมากกว่า ใครที่ยืนอยู่ต่อหน้านางศพไม่สวยสักคน”

    “บัดซบ พวกเจ้ากล้าตั้งฉายาที่น่ากลัวแบบนี้ให้สตรีที่งดงามปานนางฟ้าได้อย่างไร ต้องเรียกว่าสวยสังหารสิถึงจะเหมาะ” ผู้คนมากมายต่างล่ำลือร่ำลือและเชิดชูเสี่ยวซวงอย่างเนื่องแน่น

    กลับกัน ในมุมที่นั่งของศิษย์สำนักดาบศิลาต่างจ้องมองด้วยสีหน้าหดหู่และเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียผู้พิทักษ์ของตัวเองไปตลาดกาล

    “ทะ...ท่านประมุข หวินซิวตายแล้ว” เหอเหยียนกล่าวออกด้วยความตกตะลึง

    “นางแพศยานั่้น ถ้าข้าไม่ได้ฉีกนางเป็นชิ้นๆๆ ข้าจะไม่มีวันหายแค้น ในรอบต่อไปข้าจะออกไปสังหารนางเอง” เหอตงหลิวกล่าวออกมาด้วยโทสะ แต่ถึงแม้มันจะมีโทสะมันก็ไม่ได้ขาดสติจนส่งเหอเหยียนออกไปประลองเป็นคู่ที่สอง

    เหอเหยียนและหวินซิวนั้นอยู่ในขั้นที่8ขั้นที่แปดเหมือนกัน ถ้าหวินซิวยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง การส่งเหอเหยียนออกไปก็เท่ากับว่าส่งมันไปตาย

    ด้วยเหตุนี้เองเหอตงหลิวจึงใช้การเปลี่ยนลำดับขั้นประลองเปลี่ยนให้ตัวมันขึ้นไปต่อสู้ มากกว่าที่จะกล่าวออกให้คนของมันเสียขวัญกำลังใจ

     

    ###ตามอ่านราคาเบาสบาย ทักเฟสด่านล่าง!!!!

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34