เอี้ยนเฟยซาต้องร้องคำจบสิ้นกันในใจ ฝ่ามือที่ปกคลุมด้วยไอควันสีม่วงขยายใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมร่างของเขา หากโดนฝ่ามือที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายนี้ฟาดเข้าใส่ คงยากที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ จนใจที่ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ วิชาของฝ่ายตรงข้ามพิสดารและน่ากลัวนัก ฉวยโอกาสตอนที่พวกเขากำลังทุ่มเทสมาธิโจมตีเจี่ยชิงเถาทำเข้าครอบงำโดยไม่ทันตั้งตัว ความสามารถของบุรุษใส่หน้ากากเหล็กลึกซึ้งชั่วร้ายนัก
อีกเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น ฝ่ามือของคู่ต่อสู้จะกระแทกใส่หน้าอกของเอี้ยนเฟยซา ก็ปรากฏประกายกระบี่พร่างพรายจู่โจมเข้าใส่เจ้าของฝ่ามือ บุรุษหน้ากากเหล็กมีท่าทีตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด รีบเหวี่ยงฝ่ามือไปกระแทกใส่ปลายกระบี่ที่จู่โจมเข้ามา ชั่วพริบตาเดียวกระบี่และฝ่ามือปะทะสิบสองกระบวนท่า เมื่อทั้งคู่แยกจากจากกัน คนสวมใส่หน้ากากเหล็กส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบาๆ บนร่างของมันถูกแทงใส่สองกระบี่ โลหิตไหลรินออกมาแล้ว มันหยุดร่างเพียงครู่เดียวก็พุ่งทะยานถอยหลังอย่างรวดเร็ว มือกระบี่ในชุดเก่าสุภาพไม่ได้ติดตามจู่โจมซ้ำเติม นางเพียงยืนมองดูมันจากไปด้วยอาการสงบนิ่ง
พอหลุดพ้นจากการควบคุมของฝ่ายตรงข้าม เอี้ยนเฟยซาก็พุ่งร่างไปยังสตรีที่มาช่วยเหลือตนเองทันที เขาแทบกระโดดเข้าไปสวมกอดนาง หากว่าสายตาไม่เหลือบไปเห็นยอดฝีมือฝ่ายตรงข้ามอีกหลายคนที่คุมเชิงอยู่ในระยะห่าง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมยอดฝีมืออย่างเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยถึงไม่ไล่ตามสังหารบุรุษหน้ากากเหล็ก เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนเท่าใด
“ท่านมาได้อย่างไร?”
เอี้ยนเฟยซาทิ้งร่างลงข้างนาง เขาสำรวจดูยอดสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยความงามและฝีมือนางนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายกับค้นหาว่ามีส่วนใดสึกหรอชำรุดไปหรือไม่ จวงซูเม่ยหันมาทำตาดุใส่ชายหนุ่มที่ไม่รักษามารยาท กล่าวว่า
“ข้าเดินตามเจ้ามาได้ครึ่งชั่วยามพอดี คนหูหนวกตาบอดอย่างเจ้ากลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยนิดว่ามีคนเดินตามอยู่ด้านหลัง หากว่าเป็นศัตรูที่ลอบติดตามมา คงลงมือสังหารได้มากกว่าร้อยรอบแล้ว”
“ก็ว่าทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดเวลา ที่แท้ก็เป็นท่านนี่เอง โอ แต่ครานี้น่าหวาดเสียวนัก วิชาของคนใส่หน้ากากเหล็กร้ายกาจถึงเพียงนี้ ข้าไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย คล้ายกับถูกพันธนาการไว้กับบางสิ่งบางอย่าง นับเป็นยอดวิชาที่น่ากลัวนัก”
จวงซูเม่ยหันหน้ามาทางเอี้ยนเฟยซา เพราะศัตรูที่คุมเชิงอยู่ด้านข้างล้วนจากไปแล้ว นางรู้สึกว่าการกลับมาของพรรคมารในครั้งนี้ มียอดฝีมือในสังกัดมากกว่าเดิม แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือระดับสูง ไม่สามารถประมาทพวกมันได้อีก
“นั่นเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชามารที่เรียกว่าเงามารอเวจี มีเพียงยอดฝีมือที่รับช่วงสืบทอดตำแหน่งผู้นำเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝน เราคิดว่าคนผู้นี้สมควรเป็นทายาทมารคนใหม่ หากเป็นจอมมารคนปัจจุบันเจ้าคงลงสู่ปรโลกแล้ว”
“เงามารอเวจี? ว่าแต่จอมมารเก่งกาจกว่าท่านอีกหรือ?”
“เปล่าเลย เรายังมั่นใจว่าสามารถเอาชนะมันได้ การออกท่องยุทธภพมาเกือบสองร้อยปี ยังไม่วิชามารของผู้ใดสามารถเอาชัยเราได้ แต่ความกลอกกลิ้งของมันนั้นเหนือชั้นกว่าทายาทมารมากนัก หากต้องการลงมือกำจัดเจ้า ต้องไม่ให้เราสอดแทรกเข้ามาได้อย่างเด็ดขาด ความลึกซึ้งชั่วร้ายของจอมมารยากที่จะดูแคลนได้”
เอี้ยนเฟยซืนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ยังคงหวั่นวิตกต่อยอดวิชาอย่างเงามารอเวจีไม่หาย หากต้องเผชิญหน้ากับทายาทมารอีกครั้งหนึ่ง เขายังไม่รู้ว่าต้องกระทำเช่นไรจึงจะไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามควบคุม เพียงแค่คิดก็รู้สึกขนลุกขนพองแล้ว
“พวกเราต้องเปลี่ยนสถานที่สนทนาแล้ว ตามมา”
จวงซูเม่ยปรายตาให้กับเอี้ยนเฟยซาและคนชุดดำที่ยังยืนสงบนิ่งคราหนึ่ง ก็พุ่งร่างไปทางทิศใต้ สองบุรุษไม่รอช้ารีบติดตามไปทันที คนทั้งสามวิ่งตัดผ่านทุ่งหญ้ากับป่าโปร่งหลายแห่ง สุดท้ายก็มาหยุดลงตรงเนินเขาแห่งหนึ่ง มันเป็นเนินที่สูงกว่าบริเวณโดยรอบ สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ไม่มีที่หลบซ่อนสำหรับบุคคลอื่น ดังนั้นการสนทนาในที่แห่งนี้จึงปลอดภัยที่สุด
“เปิดเผยใบหน้าได้แล้วนายน้อยหลิว คนผู้นี้เรียกว่าเอี้ยนเฟยซา เป็นตัวแทนของกำลังแห่งทุ่งหญ้าที่ยกทัพมาช่วยพวกท่าน พวกเจ้าสมควรหารือแผนการศึกอย่างรีบด่วน ก่อนที่ยอดฝีมือของพรรคมารจะแห่กันมา น่าจะมีเวลาประมาณสองเค่อ ข้าจะเป็นเวรยามให้เอง”
พูดจบจวงซูเม่ยก็นั่งลงในท่านั่งขัดสมาธิ รวบรวมสมาธิขับเคลื่อนลมปราณไหลเวียนสู่พื้นดินและอากาศ การรับรู้ของนางในตอนนี้อยู่ในรัศมีสองถึงสามลี้ หากมีสุ้มเสียงหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติใด ล้วนไม่อาจรอดพ้นจากโสตประสาทของนาง หลิวอิงถอดผ้าคลุมศีรษะออก ยื่นมือมาสัมผัสกับมือของเอี้ยนเฟยซาที่ยื่นมาก่อนแล้ว ทั้งสองล้วนเป็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน เพียงสบตาก็รู้สึกชมชอบในตัวของกันและกัน
“ข้าน้อยหลิวอิง ขอคารวะพี่เอี้ยน ไม่ทราบว่าสตรีสูงส่งท่านนี้เป็นใคร”
“เอี้ยนเฟยซาขอคารวะทายาทสำนักกระบี่อมตะ โอ บิดาของท่านชื่อเสียงโด่งดังนัก ไม่แปลกที่จะมีบุตรชายสง่างามเช่นเจ้า อ้อ สตรีผู้นี้เรียกว่าเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย เป็นหนึ่งในเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพ..”
เอี้ยนเฟยซาจำต้องหยุดพูดอย่างกะทันหันเพราะเห็นหลิวอิงตกใจจนอ้าปากค้าง เขาย่อมเข้าใจว่าทุกผู้คนล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของจวงซูเม่ยมา แต่ปฏิกิริยาของคนผู้นี้กลับรุนแรงกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้เสียอีก จึงไม่รู้ว่าสมควรกล่าวต่อไปหรือไม่ หลิวอิงคล้ายจะตกตะลึงไปชั่วครู่ เมื่อตั้งสติได้ จึงว่า
“ขออภัยที่เสียมารยาท ชื่อเสียงของนางโด่งดังมากในเมืองผิงเหยา ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ก่อร่างสร้างเมือง มีโจรผู้ร้ายมาดักปล้นผู้คนที่เดินทางมาตั้งหลักแหล่งที่นี่ เป็นนางที่ผ่านทางมากวาดล้างเหล่าโจรร้ายจนสิ้นซาก กลายเป็นตำนานเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน ไม่นึกไม่ฝันว่าวันนี้จะได้มาพบเจอตัวจริงด้วยตนเอง”
“ความดีความชอบทั้งหมดสมควรยกให้แก่บิดาของท่าน”
จวงซูเม่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางยังคงหลับตานั่งสมาธิอยู่ที่เดิม หลิวอิงก้มศีรษะกล่าวคำขอบคุณคราหนึ่ง สำหรับเขาแล้วสตรีผู้นี้สูงส่งยิ่ง เอี้ยนเฟยซากระแอมคราหนึ่ง กล่าวว่า
“ท่านหลิวกำลังจะเดินทางไปยังที่ใด?”
“ไปหากำลังเสริมมาช่วยตีกระหนาบศัตรูที่ล้อมรอบพวกเราอยู่ โอ โชคดีที่ได้พวกท่านมาช่วยเหลือทันท่วงที มิฉะนั้นเราคงถูกสังหารไปแล้ว แผนการที่วางเอาไว้ทั้งหมดคงพังไม่เป็นท่า ท่านพ่อคงจะผิดหวังในตัวเรา”
“แสดงว่าตอนนี้กองกำลังของพวกท่านมีสอง หนึ่งคือตั้งรับอยู่ในเมือง สองคือเป็นทัพพิสดารอยู่ที่ไหนสักแห่ง ตอนนี้ช่วยบอกได้หรือไม่ว่าศัตรูมีจำนวนเท่าไหร่”
หลิวอิงเปลี่ยนนั่งยองๆ ใช้กระบี่ปักลงไปบนพื้นหญ้า กล่าวว่า
“สมมุติว่าที่เราปักกระบี่ลงไปเป็นเมืองผิงเหยา กองกำลังของพรรคมารจะมีอยู่สามค่าย ค่ายแรกตั้งหน้าเผชิญกับประตูเมือง มีจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันคน ส่วนใหญ่เป็นทหารม้าเกราะหนัก ค่ายที่สองตั้งอยู่หน้าสะพานเชื่อมสองแดน มีจำนวนสี่พันถึงห้าพันคน เป็นทหารราบกับทหารม้า และค่ายสุดท้ายอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีจำนวนสามถึงสี่พันคน สมควรเป็นทหารราบทั้งหมด ส่วนกองกำลังของเรามีจำนวนน้อยกว่า ในเมืองมีคนพร้อมสู้ศึกอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นคน ส่วนทัพพิสดารของเราสมควรมีจำนวนไม่เกินสองพัน”
“ข้อมูลข่าวสารใกล้เคียงกับที่หน่วยสอดแนวของเรารายงานมา แต่ทางป่าทิศตะวันออกสมควรมีทัพม้าอยู่กองหนึ่งที่ไม่เปิดเผยร่องรอย หากว่าเราไม่สามารถหาเจอก่อนเปิดศึก อาจกลายเป็นหนามทิ่มแทงด้านหลังพวกเราได้”
“นั่นเป็นกองกำลังของโจรภูเขานามว่าราชสีห์คลั่งเฉินลี่ คงถูกเชื้อเชิญมาโดยพรรคมาร คนผู้นี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเราเถอะ พวกเจ้ามีเวลาเจรจาอีกหนึ่งเค่อ รีบกำหนดแผนการรบได้แล้ว”
จวงซูเม่ยพูดแทรกขึ้น เอี้ยนเฟยซากับหลิวอิงรู้สึกยินดียิ่งที่นางออกตัวว่าจะจัดการกับตัวปัญหาที่โผล่ออกมาเช่นเฉินลี่ จึงรีบแลกเปลี่ยนแนวคิดในการรบ กำหนดแผนการรบที่สอดประสานกันระหว่างกองกำลังสองฝ่าย โดยมีคำแนะนำจากเทพสตรีเดียวดายแทรกเป็นครั้งคราว พึงทราบว่าผู้คนในเมืองผิงเหยาและชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้าไม่คบค้าสมาคมกันมาก่อน แม้จะมีพื้นที่ห่างกันแค่เพียงแม่น้ำกั้น แต่ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันมานับพันปีแล้ว การศึกครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความเข้าใจผิด ทั้งสองจึงทำการกำหนดสัญญาณเป่าเขาสัตว์เพื่อสื่อสารและมีการใช้รหัสลับบางประการ สุดท้ายแล้วแผนการรบก็จำเป็นต้องเสร็จสิ้นลง เมื่อจวงซูเม่ยลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวว่า
“คุณชายหลิวมุ่งหน้าไปทางใต้ ส่วนจอมยุทธ์เอี้ยนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สิบลี้ จากนั้นให้มุ่งสู่แม่น้ำไปสมทบกับกองกำลังชนเผ่า พยายามระมัดระวังเข้าไว้ อย่าให้ศัตรูจับได้ว่าพวกเรามีกองกำลังอื่นมาเสริม ส่วนเราจะทำหน้าที่ชักนำยอดฝีมือที่กำลังพุ่งมาทางนี้ไปยังทิศทางอื่น”
สองบุรุษรีบลุกขึ้นแล้วพุ่งไปยังทิศทางของตนเองด้วยวิชาตัวเบาอันลึกล้ำ เอี้ยนเฟยซาทุ่มเทใช้วิชาตัวที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาได้ ด้วยพลังลมปราณที่เต็มเปี่ยมตลอดเวลา ทำให้เขาสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องหยุดพัก สองชั่วยามผ่านไปก็มาถึงริมแม่น้ำใหญ่ คนกระโดดลงน้ำว่ายข้ามสายน้ำเชี่ยวกรากไปโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด เขาจงใจไม่ใช้สะพานที่อยู่ห่างออกไปครึ่งลี้ การพบเจอกับทายาทมารทำให้ความประมาทที่เคยมีหายไปสิ้น หากถูกสะกดรอยโดยยอดฝีมือระดับนั้น เป็นไปได้ที่ตนเองจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกสะกดรอยตาม
เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วเอี้ยนเฟยซาก็มุ่งหน้าไปยังกระโจมบัญชาการของกองกำลังผสม และมาถึงจุดหมายตอนเช้าตรู่ของวันใหม่พอดี เขาพบเจอกับถานหลันซู่เป็นบุคคลแรก จึงให้เขาเรียกประชุมหัวหน้าเผ่าทันที เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า เขาก็บ่งบอกถึงแผนการรบที่วางแผนร่วมกับหลิวอิงให้บรรดาผู้นำทั้งห้ารับฟัง ทุกคนล้วนเห็นด้วยกับแผนการรบนี้ นั่นหาใช่เพราะเอี้ยนเฟยซาหรือหลิวอิงเป็นคนวางแผนการรบได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เป็นความชาญฉลาดของชายหนุ่มที่ยกชื่อของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าจวงซูเม่ยมาเอ่ยอ้างเกือบทุกประโยค ทำให้บรรดาหัวหน้าเผ่าแห่งทุ่งหญ้าที่เทิดทูนบูชานางไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อการประชุมเสร็จสิ้น เอี้ยนเฟยซากลับกระโจมของตนเองและทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จะเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกสงครามแล้ว ศึกแรกในสนามรบของตนเองกำลังจะเกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำที่แบ่งเขตแดนระหว่างเทพกับมนุษย์ เขาจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้ระบือลือเลื่องไปทั่วแผ่นดินได้หรือไม่ สมควรเริ่มต้นจากสงครามครั้งนี้