วีรบุรุษอหังการ

    48 วางแผนการรบ


            เอี้ยนเฟยซาต้องร้องคำจบสิ้นกันในใจ ฝ่ามือที่ปกคลุมด้วยไอควันสีม่วงขยายใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมร่างของเขา หากโดนฝ่ามือที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายนี้ฟาดเข้าใส่  คงยากที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้  จนใจที่ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้  วิชาของฝ่ายตรงข้ามพิสดารและน่ากลัวนัก ฉวยโอกาสตอนที่พวกเขากำลังทุ่มเทสมาธิโจมตีเจี่ยชิงเถาทำเข้าครอบงำโดยไม่ทันตั้งตัว ความสามารถของบุรุษใส่หน้ากากเหล็กลึกซึ้งชั่วร้ายนัก


            อีกเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น  ฝ่ามือของคู่ต่อสู้จะกระแทกใส่หน้าอกของเอี้ยนเฟยซา  ก็ปรากฏประกายกระบี่พร่างพรายจู่โจมเข้าใส่เจ้าของฝ่ามือ  บุรุษหน้ากากเหล็กมีท่าทีตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด  รีบเหวี่ยงฝ่ามือไปกระแทกใส่ปลายกระบี่ที่จู่โจมเข้ามา ชั่วพริบตาเดียวกระบี่และฝ่ามือปะทะสิบสองกระบวนท่า  เมื่อทั้งคู่แยกจากจากกัน  คนสวมใส่หน้ากากเหล็กส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบาๆ บนร่างของมันถูกแทงใส่สองกระบี่ โลหิตไหลรินออกมาแล้ว มันหยุดร่างเพียงครู่เดียวก็พุ่งทะยานถอยหลังอย่างรวดเร็ว มือกระบี่ในชุดเก่าสุภาพไม่ได้ติดตามจู่โจมซ้ำเติม  นางเพียงยืนมองดูมันจากไปด้วยอาการสงบนิ่ง


            พอหลุดพ้นจากการควบคุมของฝ่ายตรงข้าม เอี้ยนเฟยซาก็พุ่งร่างไปยังสตรีที่มาช่วยเหลือตนเองทันที  เขาแทบกระโดดเข้าไปสวมกอดนาง  หากว่าสายตาไม่เหลือบไปเห็นยอดฝีมือฝ่ายตรงข้ามอีกหลายคนที่คุมเชิงอยู่ในระยะห่าง  ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมยอดฝีมืออย่างเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยถึงไม่ไล่ตามสังหารบุรุษหน้ากากเหล็ก  เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนเท่าใด

     

            “ท่านมาได้อย่างไร?”


            เอี้ยนเฟยซาทิ้งร่างลงข้างนาง เขาสำรวจดูยอดสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยความงามและฝีมือนางนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายกับค้นหาว่ามีส่วนใดสึกหรอชำรุดไปหรือไม่ จวงซูเม่ยหันมาทำตาดุใส่ชายหนุ่มที่ไม่รักษามารยาท  กล่าวว่า


            “ข้าเดินตามเจ้ามาได้ครึ่งชั่วยามพอดี  คนหูหนวกตาบอดอย่างเจ้ากลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยนิดว่ามีคนเดินตามอยู่ด้านหลัง  หากว่าเป็นศัตรูที่ลอบติดตามมา  คงลงมือสังหารได้มากกว่าร้อยรอบแล้ว”


            “ก็ว่าทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดเวลา  ที่แท้ก็เป็นท่านนี่เอง  โอ แต่ครานี้น่าหวาดเสียวนัก วิชาของคนใส่หน้ากากเหล็กร้ายกาจถึงเพียงนี้  ข้าไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย คล้ายกับถูกพันธนาการไว้กับบางสิ่งบางอย่าง  นับเป็นยอดวิชาที่น่ากลัวนัก”


            จวงซูเม่ยหันหน้ามาทางเอี้ยนเฟยซา เพราะศัตรูที่คุมเชิงอยู่ด้านข้างล้วนจากไปแล้ว นางรู้สึกว่าการกลับมาของพรรคมารในครั้งนี้  มียอดฝีมือในสังกัดมากกว่าเดิม  แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือระดับสูง  ไม่สามารถประมาทพวกมันได้อีก

       

            “นั่นเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชามารที่เรียกว่าเงามารอเวจี มีเพียงยอดฝีมือที่รับช่วงสืบทอดตำแหน่งผู้นำเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝน  เราคิดว่าคนผู้นี้สมควรเป็นทายาทมารคนใหม่  หากเป็นจอมมารคนปัจจุบันเจ้าคงลงสู่ปรโลกแล้ว”


            “เงามารอเวจี?  ว่าแต่จอมมารเก่งกาจกว่าท่านอีกหรือ?”


            “เปล่าเลย  เรายังมั่นใจว่าสามารถเอาชนะมันได้  การออกท่องยุทธภพมาเกือบสองร้อยปี  ยังไม่วิชามารของผู้ใดสามารถเอาชัยเราได้  แต่ความกลอกกลิ้งของมันนั้นเหนือชั้นกว่าทายาทมารมากนัก  หากต้องการลงมือกำจัดเจ้า ต้องไม่ให้เราสอดแทรกเข้ามาได้อย่างเด็ดขาด  ความลึกซึ้งชั่วร้ายของจอมมารยากที่จะดูแคลนได้”


            เอี้ยนเฟยซืนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ยังคงหวั่นวิตกต่อยอดวิชาอย่างเงามารอเวจีไม่หาย  หากต้องเผชิญหน้ากับทายาทมารอีกครั้งหนึ่ง  เขายังไม่รู้ว่าต้องกระทำเช่นไรจึงจะไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามควบคุม  เพียงแค่คิดก็รู้สึกขนลุกขนพองแล้ว

     

            “พวกเราต้องเปลี่ยนสถานที่สนทนาแล้ว  ตามมา”


            จวงซูเม่ยปรายตาให้กับเอี้ยนเฟยซาและคนชุดดำที่ยังยืนสงบนิ่งคราหนึ่ง  ก็พุ่งร่างไปทางทิศใต้  สองบุรุษไม่รอช้ารีบติดตามไปทันที คนทั้งสามวิ่งตัดผ่านทุ่งหญ้ากับป่าโปร่งหลายแห่ง  สุดท้ายก็มาหยุดลงตรงเนินเขาแห่งหนึ่ง  มันเป็นเนินที่สูงกว่าบริเวณโดยรอบ  สามารถมองเห็นได้รอบด้าน  ไม่มีที่หลบซ่อนสำหรับบุคคลอื่น  ดังนั้นการสนทนาในที่แห่งนี้จึงปลอดภัยที่สุด


            “เปิดเผยใบหน้าได้แล้วนายน้อยหลิว  คนผู้นี้เรียกว่าเอี้ยนเฟยซา เป็นตัวแทนของกำลังแห่งทุ่งหญ้าที่ยกทัพมาช่วยพวกท่าน  พวกเจ้าสมควรหารือแผนการศึกอย่างรีบด่วน  ก่อนที่ยอดฝีมือของพรรคมารจะแห่กันมา  น่าจะมีเวลาประมาณสองเค่อ  ข้าจะเป็นเวรยามให้เอง”

     

            พูดจบจวงซูเม่ยก็นั่งลงในท่านั่งขัดสมาธิ รวบรวมสมาธิขับเคลื่อนลมปราณไหลเวียนสู่พื้นดินและอากาศ การรับรู้ของนางในตอนนี้อยู่ในรัศมีสองถึงสามลี้  หากมีสุ้มเสียงหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติใด  ล้วนไม่อาจรอดพ้นจากโสตประสาทของนาง  หลิวอิงถอดผ้าคลุมศีรษะออก ยื่นมือมาสัมผัสกับมือของเอี้ยนเฟยซาที่ยื่นมาก่อนแล้ว ทั้งสองล้วนเป็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน  เพียงสบตาก็รู้สึกชมชอบในตัวของกันและกัน

     

            “ข้าน้อยหลิวอิง  ขอคารวะพี่เอี้ยน  ไม่ทราบว่าสตรีสูงส่งท่านนี้เป็นใคร”


            “เอี้ยนเฟยซาขอคารวะทายาทสำนักกระบี่อมตะ  โอ บิดาของท่านชื่อเสียงโด่งดังนัก ไม่แปลกที่จะมีบุตรชายสง่างามเช่นเจ้า อ้อ  สตรีผู้นี้เรียกว่าเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย  เป็นหนึ่งในเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพ..”


            เอี้ยนเฟยซาจำต้องหยุดพูดอย่างกะทันหันเพราะเห็นหลิวอิงตกใจจนอ้าปากค้าง เขาย่อมเข้าใจว่าทุกผู้คนล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของจวงซูเม่ยมา  แต่ปฏิกิริยาของคนผู้นี้กลับรุนแรงกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้เสียอีก  จึงไม่รู้ว่าสมควรกล่าวต่อไปหรือไม่  หลิวอิงคล้ายจะตกตะลึงไปชั่วครู่  เมื่อตั้งสติได้  จึงว่า


            “ขออภัยที่เสียมารยาท  ชื่อเสียงของนางโด่งดังมากในเมืองผิงเหยา ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ก่อร่างสร้างเมือง มีโจรผู้ร้ายมาดักปล้นผู้คนที่เดินทางมาตั้งหลักแหล่งที่นี่  เป็นนางที่ผ่านทางมากวาดล้างเหล่าโจรร้ายจนสิ้นซาก  กลายเป็นตำนานเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน ไม่นึกไม่ฝันว่าวันนี้จะได้มาพบเจอตัวจริงด้วยตนเอง”


            “ความดีความชอบทั้งหมดสมควรยกให้แก่บิดาของท่าน”


            จวงซูเม่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  นางยังคงหลับตานั่งสมาธิอยู่ที่เดิม  หลิวอิงก้มศีรษะกล่าวคำขอบคุณคราหนึ่ง  สำหรับเขาแล้วสตรีผู้นี้สูงส่งยิ่ง   เอี้ยนเฟยซากระแอมคราหนึ่ง  กล่าวว่า


            “ท่านหลิวกำลังจะเดินทางไปยังที่ใด?”


            “ไปหากำลังเสริมมาช่วยตีกระหนาบศัตรูที่ล้อมรอบพวกเราอยู่   โอ โชคดีที่ได้พวกท่านมาช่วยเหลือทันท่วงที มิฉะนั้นเราคงถูกสังหารไปแล้ว แผนการที่วางเอาไว้ทั้งหมดคงพังไม่เป็นท่า ท่านพ่อคงจะผิดหวังในตัวเรา”


            “แสดงว่าตอนนี้กองกำลังของพวกท่านมีสอง  หนึ่งคือตั้งรับอยู่ในเมือง  สองคือเป็นทัพพิสดารอยู่ที่ไหนสักแห่ง  ตอนนี้ช่วยบอกได้หรือไม่ว่าศัตรูมีจำนวนเท่าไหร่”


            หลิวอิงเปลี่ยนนั่งยองๆ ใช้กระบี่ปักลงไปบนพื้นหญ้า  กล่าวว่า


            “สมมุติว่าที่เราปักกระบี่ลงไปเป็นเมืองผิงเหยา  กองกำลังของพรรคมารจะมีอยู่สามค่าย  ค่ายแรกตั้งหน้าเผชิญกับประตูเมือง  มีจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันคน  ส่วนใหญ่เป็นทหารม้าเกราะหนัก  ค่ายที่สองตั้งอยู่หน้าสะพานเชื่อมสองแดน  มีจำนวนสี่พันถึงห้าพันคน  เป็นทหารราบกับทหารม้า  และค่ายสุดท้ายอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  มีจำนวนสามถึงสี่พันคน  สมควรเป็นทหารราบทั้งหมด  ส่วนกองกำลังของเรามีจำนวนน้อยกว่า ในเมืองมีคนพร้อมสู้ศึกอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นคน  ส่วนทัพพิสดารของเราสมควรมีจำนวนไม่เกินสองพัน”


            “ข้อมูลข่าวสารใกล้เคียงกับที่หน่วยสอดแนวของเรารายงานมา แต่ทางป่าทิศตะวันออกสมควรมีทัพม้าอยู่กองหนึ่งที่ไม่เปิดเผยร่องรอย  หากว่าเราไม่สามารถหาเจอก่อนเปิดศึก  อาจกลายเป็นหนามทิ่มแทงด้านหลังพวกเราได้”


            “นั่นเป็นกองกำลังของโจรภูเขานามว่าราชสีห์คลั่งเฉินลี่  คงถูกเชื้อเชิญมาโดยพรรคมาร  คนผู้นี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเราเถอะ  พวกเจ้ามีเวลาเจรจาอีกหนึ่งเค่อ  รีบกำหนดแผนการรบได้แล้ว”


            จวงซูเม่ยพูดแทรกขึ้น เอี้ยนเฟยซากับหลิวอิงรู้สึกยินดียิ่งที่นางออกตัวว่าจะจัดการกับตัวปัญหาที่โผล่ออกมาเช่นเฉินลี่  จึงรีบแลกเปลี่ยนแนวคิดในการรบ  กำหนดแผนการรบที่สอดประสานกันระหว่างกองกำลังสองฝ่าย  โดยมีคำแนะนำจากเทพสตรีเดียวดายแทรกเป็นครั้งคราว  พึงทราบว่าผู้คนในเมืองผิงเหยาและชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้าไม่คบค้าสมาคมกันมาก่อน  แม้จะมีพื้นที่ห่างกันแค่เพียงแม่น้ำกั้น แต่ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันมานับพันปีแล้ว  การศึกครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความเข้าใจผิด  ทั้งสองจึงทำการกำหนดสัญญาณเป่าเขาสัตว์เพื่อสื่อสารและมีการใช้รหัสลับบางประการ  สุดท้ายแล้วแผนการรบก็จำเป็นต้องเสร็จสิ้นลง  เมื่อจวงซูเม่ยลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวว่า


            “คุณชายหลิวมุ่งหน้าไปทางใต้ ส่วนจอมยุทธ์เอี้ยนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สิบลี้ จากนั้นให้มุ่งสู่แม่น้ำไปสมทบกับกองกำลังชนเผ่า  พยายามระมัดระวังเข้าไว้ อย่าให้ศัตรูจับได้ว่าพวกเรามีกองกำลังอื่นมาเสริม ส่วนเราจะทำหน้าที่ชักนำยอดฝีมือที่กำลังพุ่งมาทางนี้ไปยังทิศทางอื่น”


            สองบุรุษรีบลุกขึ้นแล้วพุ่งไปยังทิศทางของตนเองด้วยวิชาตัวเบาอันลึกล้ำ  เอี้ยนเฟยซาทุ่มเทใช้วิชาตัวที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาได้  ด้วยพลังลมปราณที่เต็มเปี่ยมตลอดเวลา  ทำให้เขาสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องหยุดพัก  สองชั่วยามผ่านไปก็มาถึงริมแม่น้ำใหญ่  คนกระโดดลงน้ำว่ายข้ามสายน้ำเชี่ยวกรากไปโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด เขาจงใจไม่ใช้สะพานที่อยู่ห่างออกไปครึ่งลี้ การพบเจอกับทายาทมารทำให้ความประมาทที่เคยมีหายไปสิ้น  หากถูกสะกดรอยโดยยอดฝีมือระดับนั้น เป็นไปได้ที่ตนเองจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกสะกดรอยตาม


            เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วเอี้ยนเฟยซาก็มุ่งหน้าไปยังกระโจมบัญชาการของกองกำลังผสม  และมาถึงจุดหมายตอนเช้าตรู่ของวันใหม่พอดี  เขาพบเจอกับถานหลันซู่เป็นบุคคลแรก  จึงให้เขาเรียกประชุมหัวหน้าเผ่าทันที  เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า เขาก็บ่งบอกถึงแผนการรบที่วางแผนร่วมกับหลิวอิงให้บรรดาผู้นำทั้งห้ารับฟัง  ทุกคนล้วนเห็นด้วยกับแผนการรบนี้ นั่นหาใช่เพราะเอี้ยนเฟยซาหรือหลิวอิงเป็นคนวางแผนการรบได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เป็นความชาญฉลาดของชายหนุ่มที่ยกชื่อของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าจวงซูเม่ยมาเอ่ยอ้างเกือบทุกประโยค ทำให้บรรดาหัวหน้าเผ่าแห่งทุ่งหญ้าที่เทิดทูนบูชานางไม่อาจปฏิเสธได้

     

            เมื่อการประชุมเสร็จสิ้น เอี้ยนเฟยซากลับกระโจมของตนเองและทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย  เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง  จะเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกสงครามแล้ว ศึกแรกในสนามรบของตนเองกำลังจะเกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำที่แบ่งเขตแดนระหว่างเทพกับมนุษย์  เขาจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้ระบือลือเลื่องไปทั่วแผ่นดินได้หรือไม่  สมควรเริ่มต้นจากสงครามครั้งนี้

             

             

             

             

               

             

             

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508