ตอนที่ 110 เอาเกียรติเป็นประกัน
“หนึ่งคำก็หลอกลวง สองคำก็หลอกลวง ผมขอถามหน่อยครับว่าผมหลอกลวงเรื่องอะไร?” ไลท์ยังคงสงบนิ่ง แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงมีรอยยิ้มเปรอะเปื้อน แต่รอยยิ้มนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนใจดีอยู่ได้ตลอด
ไลท์กำลังใช้พลังพิเศษที่ได้เรียนรู้มาจากสังคมในโลกก่อนของเขา อย่างการปั้นหน้า โป๊กเกอร์เฟส หรือการสวมหน้ากากเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคมอันโหดร้าย
บางครั้งแม้ใจข้างในจะไม่รู้สึกอยากจะยิ้ม แต่เพื่อรักษาบรรยากาศและความเป็นมิตรไมตรีต่อลูกค้า ไลท์ก็จำเป็นจะต้องแสร้งทำเป็นยิ้มอยู่เสมอๆ
ซึ่งเมื่อคนในโลกนี้ได้เจอกับรอยยิ้มพิฆาตของไลท์เข้าไป กลุ่มเจ้าของร้านก็พลันชะงักงันกันไปเลย
คนเหล่านี้ตั้งใจที่จะมาหาเรื่อง หวังที่จะทำให้ไลท์นั้นโมโหหรือสูญเสียการควบคุมตนเอง แต่ทว่าไลท์กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม...เสียอย่างนั้น
ไลท์ยังคงยิ้ม ก่อนจะโยนคำถามที่อีกฝ่าย จงใจจะหาเรื่องกลับไป ด้วยคำถามที่ว่าเขาหลอกลวงตรงไหน?
“ก็ราคาของอาหารพวกนี้ไง มันถูกเกิน จนไม่น่าเชื่อเกินไป ใครดูก็รู้ว่าร้านของแกตั้งใจที่จะทำอะไร” เจ้าของร้านกระทะทอง ยังคงปักหลัก เถียงอย่างสุดกำลัง ซึ่งก็มีเจ้าของร้านคนอื่นๆ คอยยุแยง สนับสนุนอยู่ด้านข้าง
ราวกับเด็กน้อย ที่คอยเชียร์อยู่ข้างหลัง ให้ผู้อื่นตบตีกัน ก็มิปาน
“ราคาอาหารของพวกเรามันถูกเกินไป? ถ้าเช่นนั้นพวกคุณเอาอะไรมาตัดสินว่า ผมควรจะตั้งราคาของอาหารร้านของผมเท่าไรกัน” มันเป็นการโต้คารมที่ดูเหมือนไลท์จะเอาชนะตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เขาผายมือไปยังร้านอาหารสามเวลาของเขา ที่ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มลูกค้าขาประจำ ที่ได้จับจองโต๊ะไปตั้งแต่หัววัน เริ่มที่จะไปตักเนื้อสัตว์ที่ตั้งอยู่ภายในมุมหนึ่งของร้าน ให้กับเหล่าเจ้าของร้านและนักผจญภัยที่พึ่งจะมาถึงป่าดาราฉายเป็นวันแรก
ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ กับสภาพของร้านอาหารสามเวลาและพื้นที่แห่งนี้ดีสักเท่าไร ได้เรียนรู้ผ่านลูกค้าขาประจำ
“ร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้ของผม แต่เดิมก็ขายอาหารตกเฉลี่ยจานละ 3-5 เหรียญมองมณี มาตั้งแต่ก่อนที่พวกคุณจะมากันแล้ว ซึ่งถ้าหากคุณไปถามนักผจญภัยแถวนี้ ก็น่าจะได้รับคำตอบแบบเดียวกัน” ในทันทีที่ไลท์ยกอ้างไปถึงลูกค้าเดิมของเขา
กลุ่มลูกค้านับร้อยที่กำลังต่อแถว ก็พยักหน้าสนับสนุนให้กับคำพูดของพ่อครัวไปตามๆ กัน
ถ้าหากไม่ติดว่า หากพวกเขาก้าวเท้าออกไปแล้วจะเสียลำดับในแถวไป เชื่อเถอะว่ากลุ่มลูกค้าขาประจำของร้านอาหารสามเวลานับร้อยคนที่ว่า ก็พร้อมจะเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ไลท์ เป็นแรงกำลังให้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ไลท์นั้นยังพูดไม่จบ หลังจากเขาได้ชี้แจงถึงราคาให้กับ กลุ่มผู้คนที่กำลังมุงอยู่ได้รับทราบ
โดยแต่ละคน เมื่อได้ยินถึงราคาของอาหารของร้านอาหารสามเวลา จะตกตะลึงและอึ้งไปตามๆ กันแล้ว
ไลท์ก็พลัน ชี้แจงถึงเรื่องของราคาในมื้อนี้ต่อ “ส่วนราคาของอาหารในมื้อนี้ ถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว แม้จะแพงจากราคาเดิมที่เคยตั้งเอาไว้มาก ตกเฉลี่ยคนละ 29 เหรียญทองมณี แต่ราคานี้ ทุกคนก็สามารถกินอาหารทุกอย่างภายในร้านได้อย่างไม่มีจำกัด”
ครั้งนี้เป็นไลท์ ที่เป็นคนมาอธิบายถึงราคาของอาหารมื้อนี้ด้วยตัวเอง จึงค่อนข้างละเอียดและเข้าใจถึงราคามากกว่า แมท ที่รับหน้าที่เป็นคนจัดแถว เป็นไหนๆ
ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่า แมท อธิบายได้ไม่ดี เพียงแต่ว่า แมทอาจจะยังไม่เข้าใจถึง กำหนดราคาของหมูกระทะ ได้ไม่เท่ากับไลท์ ที่เป็นคนตั้งราคา รวมถึงเป็นคนนำสิ่งที่เรียกว่า ‘บุฟเฟต์’ ให้กำเนิดขึ้นมาในโลก The Gloria เป็นครั้งแรก
“อีกอย่างนะครับ การที่ผมตั้งราคาที่เท่านี้ จริงๆ แล้วผมอาจจะตั้งราคาเป็น 50 เหรียญทองมณีก็สามารถที่จะทำได้ เพียงแต่ผมเห็นว่ามันไม่จำเป็น พวกคุณลองมองไปที่กลุ่มลูกค้าที่ได้โต๊ะก่อนหน้าพวกคุณกันเองดูสิครับ ดูสิครับว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่?”
สิ้นเสียงจบประโยค...กลุ่มเจ้าของร้านและนักผจญภัยทั้งที่กำลังต่อแถวเข้าคิว หรือแม้แต่นักผจญภัยที่กำลังยืนมุง ก็หันไปมองที่โต๊ะของกลุ่มลูกค้าที่ได้โต๊ะเป็นกลุ่มแรกๆ เป็นตาเดียว
ทุกคนต่างเห็นเตาที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน รวมไปถึงกระทะรูปทรงประหลาด กำลังถูกลูกค้าห้อมล้อม พลางใช้ตะเกียบคีบเอาเนื้อไปย่าง ส่งกลิ่นควัน อันหอมกรุ่น ที่ลอยมาทางพวกเขาอยู่เป็นระยะๆ
มิหนำซ้ำ กลุ่มลูกค้าบนโต๊ะนั้น ยังได้ใช้มือหักเอาผักใบเขียว ทั้งผักกาดขาว ข้าวโพดอ่อน แครอท วางลงไปในกระทะเดียวกันอีกด้วย
และจากการกระทำทั้งหมดนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อย่างหรือการต้ม ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของลูกค้าเป็นคนทำเองแทบทุกกระบวนการ
โดยไม่มีพนักงานหรือผู้ช่วยของร้านคนไหน เป็นคนลงมือทำให้เลยสักโต๊ะเดียว
“ทุกคนน่าจะเห็นกันแล้ว อาหารทั้งหมดนี้ ลูกค้าจะเป็นคนลงมือทำกินกันด้วยตัวเองทั้งหมด ดังนั้นในเมื่อทางร้านไม่ได้เป็นคนทำอาหารให้กับลูกค้า จึงไม่มีความเป็นที่จะทำให้ราคาของอาหารในครั้งนี้มันสูง เพราะในฐานะพ่อครัวเช่นผม ที่ไม่ได้เป็นคนทำ การจะไปเรียกเก็บค่าอาหารกับพวกเขาเพิ่ม คงจะไม่เหมาะสม” ไลท์ส่งยิ้มให้กับลูกค้าทุกคน
แม้จะมีกลุ่มลูกค้าบางคนที่ไม่เห็นด้วย กับการที่ต้องลงมือทำกันด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้ยินถึงเสียงหัวเราะของกลุ่มลูกค้า โต๊ะหนึ่งที่หนึ่งในนั้น มีคนปิ้งเนื้อจนไหม้ หรืออีกโต๊ะหนึ่งถูกเพื่อนๆ ร้องห้ามว่า เนื้อหมูยังไม่สุก
แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้พวกเขาได้รับรู้ว่า การลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ก็เป็นความสนุกแบบหนึ่งที่ร้านอาหารสามเวลา ‘จงใจให้มันเป็นเช่นนี้’ นั่นเอง
“. . .”
กลุ่มเจ้าของร้านที่ตั้งใจมาหาเรื่องไลท์ คราวนี้ต่างเงียบกันเป็นเป่าสาก ไม่มีใครกล้าชี้หน้าด่าไลท์ว่าเป็นคนหลอกลวงได้อีกแล้ว
ทุกคนต่างผลักดัน ให้อีกคนโต้เถียงแทนตัวเอง...แม้แต่เจ้าของร้านกระทะทองที่เป็นแกนนำ ก็ยังได้แต่กัดฟันกรอด หน้าฉา สั่นเทาไปทั้งตัว ด้วยความโกรธ หากแต่ไม่สามารถที่จะหาคำพูดมาโต้เถียงได้เลย
ทว่าในเมื่อขึ้นหลังเสือกันไปแล้ว จะให้ลงตอนนี้คงเสียหน้ามากแน่ๆ ดังนั้นกลุ่มเจ้าของร้าน จึงฉวยโอกาสนี้ เยาะเย้ยร้านอาหารสามเวลาของไลท์ไปเสียเลย
“ฮ่า ฮ่า เกิดมาฉันพึงจะเคยเห็น ร้านอาหารและพ่อครัวที่ไหนกัน ถึงไร้ฝีมือจนต้องให้ลูกค้าลงมือทำด้วยตัวเองแบบนี้ น่าสมเพชสิ้นดี” เจ้าของร้านกระทะทอง แสยะยิ้ม เมื่อเห็นว่าคำพูดของตัวเอง สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของร้านคนอื่นๆ ได้บ้าง
พลางถือโอกาสนี้ จะพลิกฟื้นสถานการณ์ที่ตกเป็นรองมันเสียเลย
หากแต่ว่าครั้งนี้ ไม่ใช่ไลท์ที่เป็นคนออกมาตอบโต้ แล้วก็ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าขาประจำที่กำลังต่ออยู่ในแถว
ทว่ากลับเป็นเสียงของหญิง วัยกลางคนผู้หนึ่งเป็นคนโต้เถียงแทนไลท์
“ฉันคิดว่าร้านอาหารแห่งนี้ ไม่ได้ไร้ฝีมืออย่างที่คุณกำลังกล่าวหาอยู่นะ?!”
“เฮ้อ! ไอ้หมอนี้จ่ายเงินให้กับคุณไปเท่าไรกัน ถึงได้ออกตัวแทนมันเช่นนี้ ชิชะ” เจ้าของร้านกระทะทอง รวมถึงเจ้าของร้านคนอื่นๆ แอบสบถ ลอบด่า เสียงของหญิงสาวที่ดังมาจากด้านหลังของพวกเขาออกมา
บ้างสบถด่าออกมาตรงๆ ว่าเธอนั้นได้รับเงินจากไลท์ คล้ายกับเป็นหน้าม้า ที่ช่วยสร้างสถานการณ์ หรือแม้แต่ ดูแคลนว่าคำพูดของหญิงวัยกลางคนนั้นเป็นคำพูดที่เลอะเลือน ไร้สาระ ไร้ความน่าเชื่อถือ
เพราะศาสตร์แห่งการทำอาหารที่เหล่าเจ้าของร้านต่างภาคภูมิใจ นี้ไม่ใช่ใครหน้าไหน ก็จะมาพูดทำเป็นเข้าใจกันได้ง่ายๆ
ทุกคนหันหลังกลับเตรียมที่จะสาดลมปากอันเหม็นเน่าให้กับหญิงวัยกลางคนที่แส่หาเรื่อง ประหนึ่งว่าในเมื่อพวกมัน ทำอะไรไลท์ไม่ได้ ก็มาลงกับหญิงวัยกลางคนผู้นี้แทน เพื่อระบายอารมณ์
กระนั้นในช่วงเวลาที่กลุ่มเจ้าของร้านและลูกค้าขามุง กำลังหันไปตามเสียงของหญิงวัยกลางคน
พวกเขาก็ต้องพบเจอเข้ากับ หญิงวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดสุดหรูราคาแพง ผมเผ้าแม้จะอยู่ดูยุ่งเหยิงไม่สวยงามไปบ้าง แต่ถ้าเทียบกับ สุภาพสตรีทั้งหมดที่อยู่ในเขตป่าดาราฉายแห่งนี้ ก็นับว่า ผมของเธอนั้นได้รับการตกแต่งและดูแลมาเป็นอย่างดี
ใช่แล้ว หญิงวัยกลางคน ผู้นี้ก็คือ ภรรยาของท่านไวทเคานต์นิคนั่นเอง
ทหารองครักษ์กว่า สิบนาย ต่างยืนอยู่ด้านหลังของคุณผู้หญิง และถึงแม้ว่าเฝ้าระวังอยู่ทางด้านหลัง แต่พวกเขาก็จ้องมองไปยังกลุ่มเจ้าของร้านปากเสียพวกนั้น จนพวกมันบางคน ต้องรีบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวเลยทีเดียว
โดยหนึ่งในเจ้าของร้านที่ทรุดตัวลงคุกเข่า ก็มี เจ้าของร้านกระทะทอง ด้วยนั่นเอง
เจ้าของร้านกระทะทอง แม้จะไม่เคยได้มีโอกาส พบหน้ากับท่านไวทเคานต์และครอบครัว แต่มันที่โหยหาโอกาสอยากไต่เต้าให้โด่งดัง เหมือนเช่นที่กามิน อดีตเพื่อนของมันที่โชคดีได้ถูกชุบเลี้ยง โดยตระกูลของไวทเคานต์นิค
มีหรือมันจะไม่รู้จัก ทันทีที่หันไปพบเจอกับ คุณผู้หญิง มันก็ร้องอุทานออกมาในใจ ด้วยคำว่า ฉิบหายแล้ว! แทบจะในทันที
เจ้าของร้านกระทะทองรีบคุกเข่า โคกศีรษะ ปากพร่ำแต่พูดคำว่า ขออภัยราวกับคนบ้า
เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้คนอื่นๆ เริ่มตระหนักได้ถึงความยิ่งใหญ่ของหญิงวัยกลางคนผู้นี้กันได้แล้ว
‘สุภาพสตรีคนนั้น ต้องเป็นภรรยาของท่านไวทเคานต์นิคอย่างแน่นอน’
‘ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อกี้พวกนายได้ยิน ที่คุณผู้หญิงพูดชื่นชมอาหารของร้านอาหารสามเวลา กันหรือเปล่า?’
‘ฉันได้ยินเต็มสองหูเลย ว่าคุณผู้หญิงชมอาหารของท่านไลท์จริงๆ’
ลูกค้าขาประจำที่อยู่ในแถว ต่างพูดคุยกันอย่างออกรส เมื่อเห็นว่าร้านอาหารสามเวลาที่พวกเขา รัก ได้มีคนใหญ่คนโตอย่าง ตระกูลขุนนางของท่านไวทเคานต์ให้ความเอ็นดูเช่นนี้
ในฐานะที่เป็นลูกค้าขาประจำและเคยได้มีโอกาสรู้จักกับไลท์ การได้เห็นเช่นนี้ มันช่างปลื้มปริ่มหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
‘สำหรับฉันอาหารของท่านไลท์อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมา และฉันก็เชื่อมาตลอดว่าสักวันหนึ่ง ท่านไลท์จะได้รับการยอมรับจากคนใหญ่คนโตสักครั้งหนึ่ง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะไวขนาดนี้’
และเพื่อเป็นการยืนยันว่า ภรรยาของท่านไวทเคานต์นิคได้เคยมากินที่ร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้จริงๆ ในทันทีที่เธอและกลุ่มองครักษ์ได้เดินผ่าน กลุ่มลูกค้าที่กำลังต่อแถวอยู่นั่นเอง
ตัวภรรยาของท่านไวทเคานต์ก็ได้ หยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหันมาพูดคุยกับ ลูกค้าที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง
“ตัวของดิฉันกับสามีชอบ ผัดกะเพราของท่านไลท์มากที่สุด ยิ่งได้กินคู่กับไข่ดาวด้วยแล้ว ยิ่งเข้ากันได้ดี...ส่วนลูกๆ ของดิฉันนั้นชอบแกงจืด กันมากเลยทีเดียว” คุณผู้หญิงได้ถ่ายทอดความชอบ บอกเล่าให้กับลูกค้าขาประจำ
และด้วยคำพูดของเธอนี้เอง ก็ทำให้กลุ่มลูกค้าขาประจำทุกคนต่างพากันแย้มยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน
โดยสาเหตุที่พวกเขาต่างแย้มยิ้มออกมาอย่างมีความสุข หากเป็นคนนอกอาจจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับพวกเขาที่เคยกินอาหารของท่านไลท์มาก่อน
มีหรือจะไม่เข้าใจถึงคำพูดของคุณผู้หญิงที่พูดออกมา เพราะด้วยชื่อของอาหารอย่างผัดกะเพราและไข่ดาว
จะมีก็แต่คนที่เคยกินมาแล้วเท่านั้น ถึงจะเข้าใจในชื่อเมนูอันแปลกประหลาดนี้
ซึ่งคุณผู้หญิงยืนพูดคุยกับลูกค้าอยู่สักพักหนึ่ง เธอก็ได้ขอตัวไปพูดคุยกับไลท์ที่กำลังตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มเจ้าของร้านพวกนี้
“ฉันขอเป็นหนึ่งในคำยืนยันให้กับ ร้านอาหารสามเวลา ว่าร้านอาหารแห่งนี้ นั้นไม่ใช่ร้าหลอกลวงตามที่ถูกกล่าวหา ฉันขอเอาเกียรติของตระกูลไวทเคานต์เป็นเครื่องยืนยันกับทุกคนที่อยู่ตรงนี้”
“และถ้าหาก เกียรติของคุณผู้หญิงยังไม่เพียงพอ งั้นก็เอาเกียรติของฉันไปด้วยเลย”
ในระหว่างที่ตัวของคุณผู้หญิงกำลังออกตัวช่วยไลท์อยู่นั่นเอง ทางด้านของไวทเคานต์นิคที่เดินมาจากฝั่งตรงข้าม ก็ได้พูดสอดแทรกขึ้นมา
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ตัวของไวทเคานต์นิค ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลย เขาทำไปทั้งหมดก็เพราะสนับสนุนผู้เป็นภรรยา ตามประสาผัวเมียที่รักใคร่กันดีก็เท่านั้นเอง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy