ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๒๘ อ่องตุยจอมรัด (re-edition)

            อุทัยหันขวับ สิ่งที่ปรากฏด้านหลังของมันคือเด็กหญิงสองคนยืนยิ้มให้ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูอายุราวแปดเก้าขวบปี ทั้งคู่มีหน้าตาละม้ายกันรูปร่างก็เท่าเทียมกันราวกับเป็นฝาแฝด เด็กน้อยยังสวมชุดคลุมสีเขียวเข้มปักเข็มกลัดรูปขนนกทำด้วยอัญมณีงดงาม

            .. ญานิน !!! .. ญาดา !!!

            อุทัยหัวร่อไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้ ทั้งสองเป็นบุคคลที่มันไม่อยากเจอที่สุด นับเป็นดาวข่มของอุทัยโดยแท้

            “เป็น .. เป็นเจ้าทั้งสองอีก ..” อุทัยกล่าวอย่างสงสัย

            ญาดากล่าว “พี่ใหญ่ชมชอบการละเล่นเช่นนี้หรือ .. ดูไปช่างน่าเล่นยิ่งนัก ..”

            ญานินกล่าว “ใช่ .. ใช่ .. ช่างน่าเล่นยิ่ง แต่เอ ... เหตุใดพี่ใหญ่จ้องมองแต่แม่หญิงผู้นั้น..”

            ตูมมมม ... สาวงามนางหนึ่งพลันร่วงหล่นลงน้ำ เจ้าหล่อนกำลังดันกายลุกขึ้นมา กระโจมอกเป็นผ้าผืนบางเบาเปียกชุ่มรัดรึงเห็นทุกส่วนสัด ช่างเป็นภาพที่นาประทับใจอย่างยิ่ง

            ญานินร้อง “ว๊ายยย !!! ช่างไม่มียางอาย .. เป็นสตรีแต่แต่งกายวับๆ แวมๆ ต่อหน้าผู้คนมากมายเยี่ยงนี้ ...”

            ญาดากล่าวบ้าง “ไม่เห็นน่าดูชมเลย .. แต่งกายเช่นนี้น่าเกลียดยิ่งนัก ...”

            ญานินกล่าวต่อ “พี่ใหญ่ .. น่าเกลียดใช่หรือไม่ ...” พร้อมนำมือขึ้นปิดตา

            อุทัยกลืนน้ำลายดัง .. อึก !!! .. สายตายังคงจับจ้องในสิ่งที่ควรจับจ้อง มันกล่าวอย่างบางเบาว่า

            “ช่ายยย .. ช่างแลดูน่าเกลียดยิ่งนัก ..”

            นั่นเป็นคำพูดที่บุรุษดีงามผู้หนึ่งสมควรกล่าวกับผู้เป็นเยาวชนแล้ว ชายเสื้อมันถูกกระตุกอีกครั้ง

            เป็นญาดาดึงชายเสื้อของมัน “ยังมองมิวางตาหนา .. ของน่าเกลียดเช่นนี้ไม่เห็นมีอันใดน่าชม ...”

            ญานินกล่าวด้วย “พี่ใหญ่ .. ระวังภาพติดตานอนไม่หลับหนา .. ช่างสยองยิ่งนัก .. บรื๋อออออ ...”

            อุทัย “...”

            ญานินกล่าว “พี่ใหญ่ .. ข้าหิวแล้ว !!! ท่านมีอัฐมาหรือไม่ ..”

            อุทัยยืนนิ่งไม่ตอบคำ ... ‘มีหรือไม่มี เกี่ยวอันใดกับพวกเจ้า’ มันครุ่นคิด

            ญาดากล่าวออดอ้อน “ข้าพลัดหลงกับท่านปู่ ตอนนี้หิวหนักหนา ...”

            ญานินก็กล่าวออดอ้อนด้วย “พี่ใหญ่ .. โน้น โน้น ... ช่างน่ารับประทานยิ่ง ...”

            เด็กหญิงชี้มือชี้ไม้ไปยังแผงขนมฝั่งตรงข้าม ทั้งสองทำท่าทำทางน้ำลายสอ

            อุทัยเริ่มวิงเวียนศีรษะขึ้นมา กล่าวบ้างว่า “ข้าต้องไปแล้ว .. มิมีเวลาเที่ยวเล่นกับพวกเจ้าดอก ..” มันกล่าวตัดบทด้วยเสียงเบื่อหน่าย คนต้องการจากไปจริงๆ

            ทันใดนั้นน้ำตาเม็ดโป้งไหลรินจากดวงตาของญานิน เด็กน้อยยืนก้มหน้าทำท่าเหมือนจะร้องไห้

            ญาดากล่าว “พี่ใหญ่ใจร้าย .. ญานินร้องไห้แล้วเห็นหรือไม่ ..” มันเข้าไปปลอบพี่น้องของมัน

            ญานินกล่าว “ไม่เป็นไรหรอกญาดา .. พี่ใหญ่ของพวกเราใจร้ายนัก ..” เด็กน้อยกำลังจะร้องไห้จริงๆ

            คำก็ ‘พี่ใหญ่’ สองคำก็ ‘พี่ใหญ่’ ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาต่างจ้องมองทั้งสาม

            “ใจร้ายยิ่งนัก .. ทำเด็กหญิงร้องไห้ ..” ป้าแก่ผู้หนึ่งกล่าว

            “ไอ้หนุ่มนี้ไม่รู้จักดูแลน้อง ปล่อยให้หิวจนร่ำร้อง .. ช่างน่าเวทนา ..” บุรุษผู้หนึ่งกล่าวกับเด็กน้อยด้านข้าง

            “เฮ้ออออ ใจดำแท้ .. ไม่หล่อแล้วยังใจดำอีก ข้าชังน้ำหน้ามันนัก” แม่ค้าผู้หนึ่งก่นด่า

            “มันคงหวังไปเที่ยวตามประสา ไม่สนใจดูแลน้องของมัน ...” ยายแก่กล่าวกับหลานสาว

            “ไม่ได้ความ ... ไม่ได้ความ ... อ้ายโล้นผู้นี้ไม่ได้ความ ...” หลานสาวตอบรับ

            อุทัยถูกจ้องมองจากผู้คนรอบข้าง มันทำตัวไม่ถูกจึงกล่าวว่า

            “อ่ะ อ่ะ .. เจ้าอยากกินอะไรหล่ะ ..”

            ญานินหยุดร้องตาส่องประกายวิบวับ จูงมือญาดาวิ่งไปแผงขนมฝั่งตรงข้ามทันที

            “นี่ก็น่ารับประทาน .. นี้ก็อีก .. นี้ก็ด้วย” ญานินกล่าว

            “อันนี้ดีกว่า .. นั้นๆ มีข้าวซอยด้วย ..” ญาดากล่าว

            ทั้งสามมานั้งที่โต๊ะตัวหนึ่ง ญานินญาดาสั่งขนมมากินเป็นการใหญ่ อุทัยจ้องมองตาปริบๆ ดูอาหารจำนวนมากที่เพิ่งใช้อัฐของมันซื้อมา

            ญาดากล่าวทั้งข้าวโพดต้มอยู่เต็มปาก “พี่ใหญ่ยอดเยี่ยมยิ่ง .. วันนี้ชกมวยชนะเสียด้วย .. งำ งำ”

            ญานินตักขนมกล้วยบวชชีเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ กล่าวว่า “พี่ใหญ่ของข้า เก่งที่ .. ซูดดดด”

            อุทัยกล่าวอย่างสงสัยใจ “พวกเจ้ารู้ด้วยหรือ .. ว่าข้าชกมวยชนะ ..”

            ญานินตอบ “เค้ารู้กันหมดหล่ะ มิมีใครมิรู้จัก ‘อุทัยอิ่มโอชา’ หรอกหนา .. ฮา”

            ญาดาเริ่มเข้าประเด็น “ท่านพี่ร่ำเรียนมวยมาจากผู้ใด .. ท่านมีอาจารย์หรือไม่ ..”

            ญานินก็ถามคำถาม “.. ท่านเคยไปเมือง ‘พุทธปฐม’ หรือรู้จักผู้มาจากเมืองนี้หรือไม่ ..”

            อุทัย ‘ชิ ! เด็กน้อยพวกนี้ คิดหลอกถามเรื่องราวของข้า .. ไม่ธรรมดา ..’ มันครุ่นคิด

            เป็นอย่างอุทัยคาดการณ์ญานินญาดาต้องการสอบถามที่มาของวิชาฝีมือของมัน พวกนางเคยสอบถามท่านปู่ ‘เฒ่าปักษาวายุ’ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

            อุทัยจึงเริ่มโป้ปดว่า “วิชามวยของข้ารือ .. เป็นวิชาประจำตระกูล บิดาของข้าเป็นผู้ถ่ายทอดให้ .. มีอันใดรึ”

            '???' เด็กหญิงทั้งสองทำหน้างงงวยไม่เชื่อถือคำพูดของอุทัย อุทัยกล่าวต่อ

            “อ่ะ อ่ะ พวกเจ้าไม่เชื่อละซี ..."

            "บิดาข้าบอกว่าเป็นวิชามวยที่มาแต่โบราณกาล เป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์แรกคิดค้นขึ้น ..."

            "เป็นวิชาหมัดมวยที่มีอานุภาพที่สุดบนพื้นพิภพของมนุษยชาติแห่งนี้ .. ช่างวิเศษยิ่งนัก .. อื่มมมม ใช่ ใช่ ... ฮา ฮ่า ฮ่า”

            อุทัยกล่าวไปพร้อมมีแมงโม้บินว่อน

            '???' เด็กหญิงทั้งสองฟังอุทัยกล่าวอ้าง อาหารที่รับประทานแทบสำรอกออกมาหมดสิ้น

            ทันใดนั้นเจ้าธรรมก็เดินมาแต่ไกล มันหันรีหันขวางมองหาอุทัย พวกมันนัดเจอกันตรง ‘ดรุณีน้อยร่วงวารี’

            อุทัยได้ทีกล่าวกับญานินญาดา “ข้าต้องไปแล้วหนา .. ผู้จัดการส่วนตัวข้ามาโน้นแล้ว ... ฝากสวัสดีปู่เคราขาวของเจ้าด้วยหนา”

            กล่าวจบไม่รอเด็กหญิงตอบคำก็ลุกเดินปรี่ไปหาเจ้าธรรมในทันใด ญานินญาดานั่งมองหน้ากันอย่างงุนงง มันไม่รู้จะติดตามอุทัยไปหรือนั่งจะกินต่อดี ขนมแสนอร่อยยังเหลืออยู่มากมายนัก .. เพียงอึดใจอุทัยก็เดินไปไกลลิบแล้ว

             

            อีกสองวันต่อมาเป็นการชกในรอบสามสิบสองคน ทั้งสิบหกคู่จะชกภายในวันนี้วันเดียว อุทัยขึ้นชกเป็นคู่ที่สิบในช่วงบ่าย ผู้คนนับพันยังเบียดเสียดเข้าชมการชกมวยเช่นเคย

            เสียงพิธีกรควบคุมการชกมวย

            “ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ การชกรอบสามสิบสองคนมาถึงคู่ที่สิบแล้ว”

            “ขอเชิญท่านพบกับม้ามืดของเรา .. อุทัยยยยยย อิ่มมมมมมม โอ ชาาาาาาา” เสียงพิธีกรเร้าอารมณ์ยิ่งนัก

            “และคู่ชกของมันในวันนี้.... อ่องงงงงงง ตุยยยยยยยย” พิธีกรลากเสียงอย่างต่อเนื่อง ทำผู้ชมคึกคักลุกขึ้นยืนปรบมือ

            “โอ้ .. เฮ้ .. เฮ้ฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ...” เสียงเฮจากผู้ชม บ้างลุกขึ้นโห้ร้องเป็นบรรยากาศสุดเร้าใจ อุทัยและนักมวยชื่อ ‘อ่องตุย’ เดินขึ้นสู่สังเวียนชก

            รอบนี้อุทัยต้องชกกับนักมวยต่างแคว้นผู้หนึ่ง มีนามว่า ‘อ่องตุย’ เดินทางไกลมาจากแคว้นทางตอนเหนือของทวีป มันมีรูปร่างหยาบใหญ่ ร่างกายแข็งแรงล่ำสัน รอยสักอักขระยันต์มีอยู่ทั่วตัว โดยเฉพาะรอยสักรูปงูเห่าไฟตัวใหญ่กลางหน้าอกและแผ่นหลัง

            อ่องตุยมีพลังแค่ระดับปฐมปราณขั้นปลาย แต่ชกชนะผู้มีพลังระดับมัธยะปราณมาแล้วหลายคน เชิงมวยของอ่องตุยก็แปลกประหลาดยิ่ง

            เชิงมวยของมันเป็นการปล้ำชก แขนและมือแข็งแรงทรงพลัง ถนัดการจับหักกระดูก จับปล้ำกดทับ ทำคู่ต่อสู้ให้ล้มลงแล้วใช้แขนขาอันทรงพลังเข้าขัดตรึงและใช้หมัดศอกเข้าต่อยตี ผู้ใดหมดความอดทนก็ขอยอมแพ้ไป .. มีคู่ชกบางคนถึงกับสลบภายใต้การรัดของวงแขนมัน

            ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากรรมการกล่าวอบรมย้ำกติกาเช่นเดิม เจ้าอ่องตุยจ้องมองมาเชิดปากแสยะ

            “ตูจะหักกระดูกเมิง .. ไอ้หัวโล้น ฮ่า” อ่องตุยกล่าวพร้อมหักนิ้วเป็นสัญญาณข่มขวัญดัง .. กร๊อบบบ .. กร๊อบบบ

            “ก็ลองดู๊ .. จะเก่งดังปากว่าหรือไม่ .. หึ หึ” อุทัยจ้องมองส่งประกายตาเย็นเยียบ ทำอ่องตุยขนลุกเกรียว

            แก๊งงงง!!!! เสียงระฆังดังเริ่มยก

            เริ่มยกแรกเจ้าอ่องตุยยืนจังก้ากางแขนยื่นออกเป็นหนึ่งกำปั้นหนึ่งกรงเล็บ หมัดตรงทะลวงเข้าชกให้งุงงง กรงเล็บซ้ายประชิดเข้ากอดรัดหวังกระชากอุทัยให้ล้มลง อุทัยยังหยั่งเชิงมวยของเจ้าอ่องตุย มันทำการฉากถอยเป็นพัลวันใช้ลูกถีบตรงป้องกันเจ้าอ่องตุยที่เข้ามาปล่ำฟัด

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!!

            เจ้าอ่องตุยร่างกายหยาบใหญ่ มันทรหดทนทานต่อลูกถีบลูกเตะเป็นอย่างยิ่ง ยังตามติดด้วยกำปั้นและกรงเล็บคว้าจับอุทัย

            อุทัยใช้กลมวย ‘หนีเอาชัย’ เมื่อเขาแรงเราอ่อน ไม่เข้าแลกให้ถูกอาวุธของคู่ชกโดยไม่จำเป็น มันคอยจับจังหวะใช้ไม้มวยยาว ลูกเตะ ลูกถีบ หมัดตรง เข้าตอบโต้

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. ผลั๊วะ !!!

            ไม้มวยยาวของอุทัยเข้าเป้าตลอด แต่เหมือนมันชกกับตุ๊กตาหมีควาย ต่อยเตะถีบเท่าไรเจ้าอ่องตุยยังเดินตามเข้าหาราวร่างกายไม่มีประสาทรับรู้ถึงความเจ็บปวด

            มายกสองอุทัยเดินอยู่วงนอกเช่นเดิม .. ใช้ไม้มวยยาว ลูกเตะ ลูกถีบ นวดเจ้าอ่องตุยไปเรื่อย .. สลับการคลุกวงในตีศอกสั้น หมัดเสย เป็นบางครั้ง .. แต่ต้องเข้าทำและถอยออกอย่างรวดเร็ว

            .. ผลั๊วะ .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!!

            เสียงดังฟังชัด อุทัยเตะบนสลับล่างเข้าร่างกายท่อนบนและขาของเจ้าอ่องตุย

            “ดี .. ดี .. อย่างนั้นแหละ .. เออออ .. อย่าให้มันคว้าจับได้” เสียงเจ้าธรรมส่งเชิงมวย

            “ไอ้โล้นชกดีแท้ .. ฝ่ายไอ้หมีควายมิได้โต้ตอบเลย” เสียงผู้ชมผู้หนึ่งกล่าว

            “อย่า .. อย่าเพิ่งประมาทเจ้าอ่องตุย เชิงมวยมันเป็นเช่นนี้แหละ เด่วคอยดู .. เจ้าโล้นก็เจ้าโล้นเถอะ .. เสร็จแน่ ..” เสียงครูมวยผู้หนึ่งกล่าว

            อุทัยเตะจนเหนื่อยมันชักแข้งขวากลับมาช้ากว่าปกติวูบหนึ่ง .. กลับถูกเจ้าอ่องตุยคว้าจับไว้

            “!!!” อุทัย มันดึงแข้งขวาออกจากวงแขนของเจ้าอ่องตุยไม่ออก พลันถูกเจ้าอ่องตุยดันไถ .. อุทัยยืนด้วยขาซ้ายขาเดียวจึงถูกหมุนล้มลง

            อ่องตุยใช้กรงเล็บมือและแขนขาอันแข็งแกร่งปล่ำรัดอุทัยไว้ ยังมีทั้งน้ำหนักร่างกายทั้งตัวทับอยู่ด้านบน

            อุทัยถูกแขนขาของอ่องตุยขัดรั้งจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ คนนอนอยู่ด้านล่างออกแรงดิ้นรนตีศอกใส่ก็ยังดิ้นไม่หลุด กลับถูกฝ่ามือของอ่องตุยฟาดเข้าหน้าเป็นระยะ

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!!

            ทั้งคู่กอดรัดกันอยู่นาน อุทัยตัวบอบบางกว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบชัดเจน

            แก๊งงงง !!! เสียงระฆังดังหมดยกที่สอง อุทัยได้เสียงระฆังช่วยชีวิตเอาไว้

            “เกือบไปแล้วมั่ยเล่า .. ยังดีมีระฆังช่วยไว้ .. มันสามารถรัดเอ็งเช่นนั้นได้ทั้งวัน ยกต่อไประวังไว้ให้มาก” เจ้าธรรมกล่าว

            อุทัยพยักหน้าหงึกมันเริ่มรับรู้ความร้ายกาจของเจ้าอ่องตุย อ่องตุยถูกไม้มวยยาวของอุทัยจนใบหน้าบวมปูดลำตัวแขนขาแดงปลั่ง

            ถึงยกสามเจ้า อ่องตุยโมโหเลือดขึ้นหน้าพอกรรมการสั่งชก มันกระโดดพุ่งกระโจนโถมเข้าหาอุทัยมาทั้งตัว

            อุทัยไม่คิดว่าเจ้าอ่องตูจะบ้าบิ่นเช่นนี้พอเริ่มยกก็กระโจนเข้ามา .. อุทัยพลาดท่าถูกเจ้าอ่องตุยคว้าจับแล้วทุ่มลง เจ้าอ่องตุยเข้ากดทับขัดแขนขัดขาบีบรัด ดังงูยักษ์ทรงพลังใช้ลำตัวมหึมาขดรัดเหยื่อไว้

            .. เห่าไฟรัดรึง !

            รอยสักงูเห่าไฟตัวใหญ่กลางหน้าอกและแผ่นหลังของเจ้าอ่องตุยส่องแสงเรืองรอง อุทัยถูกพันธนาการแขนขาโดยมีร่างกายอันทรงพลังขัดทับไว้ เจ้าอ่องตุยยังมีมือซ้ายว่างพลันสาวหมัดสั้นเข้าใบหน้าอุทัยเป็นการใหญ่

            .. พลั๊กกก ! พลั๊กกก ! พลั๊กกก !

            อ่องตุยอัดอั้นมานาน ตลอดสองยกเป็นที่รองมือรองตีนของอุทัยมาโดยตลอด พอได้โอกาสจึงสาวหมัดใส่ใบหน้าอุทัยรัวๆ

            “เป็นอย่างไร ไอ้โล้นม้ามืด... ไหนบอกว่าเก่งหนักหนา ฮ่า ฮ่า” มันหัวเราะราวเสียสติ ระรัวหมัดใส่อย่างต่อเนื่อง

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก!!!

            ทั้งคู่กอดรัดเกลือกกลั้วไปตามพื้น ยิ่งมาเจ้าอ่องตุยยิ่งรัดแน่น ยังมีจังหวะใช้ท่อนแขนกดทับลำคออุทัยให้ทนทรมานหายใจไม่ออก

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!! อ่องตุยสาวหมัดศอกใส่อย่างรุนแรง การปล้ำชกเช่นนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับอุทัย .. ตอนนี้ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด

            “ไอ้ทัย .. ดิ้นให้หลุดมาเพื่อน” เจ้าธรรมร้องเรียกอย่างร้อนรุ่ม อีกนานกว่าจะหมดยก

            “ไอ้อิ่มโอชา ต้องพ่ายเจ้าอ่องตุยเป็นแน่แท้ หมดตรูดแล้วเรา ..” เซียนพนันผู้หนึ่งกล่าว

            “ไม่น่ารอด .. เสร็จมาหลายรายล่ะ เตรียมนับอัฐกันเลย ฮ่า ฮ่า” เซียนพนันอีกผู้หนึ่งกล่าวอย่างเบิกบาน

            ย๊ากกกกกก !!! .. อุทัยบ้าเลือดแหกร้องปากร้องเสียงดัง !!!

            แขนขามันถูกขัดทับรั้งพันธนา แต่ยังมีหนึ่งศีรษะที่ยังว่างอยู่ .. คนออกแรงโขกเข้าปลายคางเจ้าอ่องตุยอย่างจัง

            .. โป๊กกก .. โป๊กกก .. โป๊กกก !!!

            อ่องตุยมึมงงเห็นดาวทองวิ่งวนรอบศีรษะ พละกำลังที่รัดรึงถูกคลายออก อุทัยได้ทีดิ้นตัวพลิกกายขึ้นด้านบนทั้งที่แขนขายังถูกรั้งขัดอยู่ มันนำศีรษะโขกใส่เจ้าอ่องตุยอย่างไม่ยั้ง

            .. โป๊กกก .. โป๊กกก .. โป๊กกก !!!

            .. โป๊กกก .. โป๊กกก .. โป๊กกก !!!

            .. โป๊กกก .. โป๊กกก .. โป๊กกก !!!

            ไม่รู้โขกอยู่นานเท่าไร .. เจ้าอ่องตุยเงียบเสียง .. แน่นิ่งไป

            .. โป๊กกก .. โป๊กกก .. โป๊กกก !!!

            แขนขาที่กอดรัดก็ไร้เรี่ยวแรงถูกทิ้งลงข้างกาย เลือดเป็นฟองฟู่ออกมาทั้งทางปากจมูกนองทั่งพื้น .. อ่องตุยสลบสิ้นสติไปแล้ว

            .. สภาพการชกของทั้งสองทำผู้ชมนับพันเงียบกริบ นี่มันทั้งคู่ชกมวยกันหรือไร

            อ่องตุยนอนแผ่สิ้นสภาพ .. อุทัยโซเซลุกขึ้นยืน ใบหน้าของอาบย้อมไปด้วยโลหิต ทั้งยังหยดย้อยลงพื้นดูสยดสยอง .. นั่นเป็นโลหิตของอ่องตุยคู่ชกของมัน

            “ช ช ช .. ชนะแล่ว...” เจ้าธรรมกล่าว ตายังเบิกค้าง

            ผ่านไปหลายอึดใจครูมวยกรรมการจึงร้องตะโกนว่า

            “อุทัย อิ่มโอชา .. เป็นฝ่ายเข้ารอบบบบบบบ ...”

            ผู้ชมนับพันต่างได้สติ เกิดเสียงอื้ออึงวิจารณ์การชกกันเซ็งแซ่ .. ถึงแม้ลีลาการชกของอุทัยจะไม่สวยงามเข้าตาเหล่าครูมวย แต่มันก็เป็นฝ่ายชนะเข้ารอบต่อไป .. เหล่านักพนันวิ่งกันพล่านติดตามทวงถามอัฐกันชุลมุน

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน