THE ONE

    ตอนที่ 118 กลุ่มการค้าต่อต้านตระกูลหลิว


            ณ เมืองเพชฌฆาตอสูร ตระกูลหลิว

            

            สภาพปัจจุบันตอนนี้แทบรกร้างผู้คนของตระกูลและคนภายนอกที่เคยเดินไปเดินมา เพื่อทำการค้าอาวุธ ได้ห่างหายไปกว่า7 ใน 10 ส่วน หลงเหลือแต่เพียงผู้คนที่ยังเชื่อมั่นในสินค้าเพียง 3 ส่วนซึ่งหากตระกูลหลิวยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ได้โดยเร็ว อีกเพียงไม่กี่เดือนตระกูลหลิวก็คงล่มสลายไปจริง ๆ

            

            “หากเจ้าตั้งใจมาถ่มถุยข้าก็กลับไปเสีย ข้าไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าหรอกนะ ...” ชายชราเยี่ยนเฟยตอบโดยไม่มองต้นเสียง เพียงแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราที่ได้รับมาจากเทียนคงเมื่อไม่นานมานี้ ครั้นที่เทียนคงได้มอบหมายให้ตัวเขา ลงเขามาเพื่อฟื้นฟูตระกูล

            

            “ตาแก่หลิวไม่เจอกันกว่าร้อยปี ไม่คิดถึงกันบ้างหรือไงกัน ... ร้อยปีมานี้ ไม่มีเจ้าคอยตอแยรู้ไหมว่าข้าเบื่อหน่ายแค่ไหน ............. ว่าแต่นั่นตำราอะไรน่ะ ...ขอข้าดูหน่อยสิ .....” ชายชราอีกคน หน้าจ๋อยไปเล็กน้อยเมื่อบุคคลตรงหน้าไม่แยแสเขาเลยสักนิด ก่อนจะสังเกตเห็นว่า เหยียนเฟยกำลังอ่านบางสิ่งอยู่ และเดินเข้าไปชะโงกหน้าหมายจะดูให้เห็นชัด ๆ แต่ทันใดนั้นเอง

            

            “ฟุบบบบบ....” เหยียนเฟยไม่ตอบคำ แต่รีบเก็บตำราเข้าแหวนมิติอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงเอนกายลงพนักพิงแล้วพูดว่า “เจ้ามีให้ข้ายืมสักสิบล้านไหม...”ด้วยสีหน้าจริงจัง

            

            โจวเฟิงได้ยินดังนั้นก็หน้าชาไปเล็กน้อยพลันตอบไปว่า “นี่ใจคอเจอหน้ากัน ก็ยืมเงินกันเลยรึ”

            

            “ไม่ให้ก็ไปไกลๆ ... อย่ามาเสียเวลาข้า ชิ่ว ๆ ...”

            

            “.......จะ เจ้า ...... ก็ได้ สิบล้านใช่ไหม ... เอ้า ... ในนี้น่าจะมีราว 30ล้านเห็นจะได้ ทีนี้เจ้าจะมาคุยกับข้าดี ๆได้หรือยัง”โจวเฟิงสูดหายใจเข้าไปเต็มปอด ระหว่างคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงดึงแหวนมิติออกมาวงหนึ่งจากแหวนมิติที่ใส่อยู่แล้วโยนไปให้เหยียนเฟย

            

            ส่วนเหยียนเฟยที่เพียงแค่ต้องการเอ่ยปากไล่สหายเก่าแก่คนนี้ไปเท่านั้นก็รับแหวนมาด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาไม่คิดว่าโจวเฟิงจะให้เขายืมเงินจริง ๆ ด้วยจำนวนเงินสิบล้านที่ขอไปก็เป็นจำนวนที่มากอยู่แล้ว แต่โจวเฟิงกลับให้เขามาถึง สามสิบล้านแต่ประหลาดใจก็ส่วนนึง ในเมื่อกล้าให้ก็กล้ารับเขาเก็บแหวนที่รับมาเข้าแหวนมิติของตัวเองอย่างรวดเร็วแล้วตอบไปว่า

            

            “สามเดือนแล้วข้าจะคืนให้สองเท่า ... ตกลงไหม”

            

            “จะกี่เดือนก็ช่างเถอะมีเมื่อไหร่ก็ค่อยมาคืน ข้าไม่รีบหรอก”

            

            “...เจ้าคงร่ำรวยมากเลยสิท่า”

            

            “ก็ไม่ขนาดนั้น.... แล้วก็เลิกพูดเรื่องไร้สาระเสียที ข้ามานี่ เพราะคิดถึงสหายเก่าไม่ได้มาเจรจาการค้านะ”

            

            หลังจากประโยคนี้เหยียนเฟย ก็ถอนหายใจยาว แล้วตัดสินใจพักเรื่องการฟื้นฟูตระกูลไปก่อน เพราะเอาจริงๆปัญหาในตอนนี้ก็คือเรื่องเงินทุน ซึ่งก็ได้โจวเฟิงสหายเก่าผู้นี้มาช่วยเหลือแบบไม่คาดคิดที่เหลือก็เพียงแต่จะทำอย่างไรถึงจะกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียไปกลับคืนมาได้เท่านั้นซึ่งการได้พูดคุยกับช่างฝีมือที่ได้ขึ้นชื่อว่าคืออันดับหนึ่งแห่งดวงดาวก็ถือได้ว่าเป็นประโยชน์มากทีเดียว

            

            และไม่นานเพียงไม่กี่ชั่วโมงข่าวการไปเยือนตระกูลหลิวของโจวเฟิงก็แพร่สะพัดในแวดวงการค้าอาวุธ ทำให้กลุ่มการค้าที่เคยวางแผนร่วมมือกันโค่นล้มตระกูลหลิวต้องรีบจัดประชุมกันอย่างเร่วด่วน เพราะเพียงแค่การปรากฏตัวของหลิวเหยียนเฟยก็มากพออยู่แล้ว นี่ยังมีโจวเฟิงด้วย ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกตระหนกกันถ้วนน่า

            

            พวกเขารู้ดีว่าหลิวเหยียนเฟยเป็นมิตรสหายกับโจวเฟิงแม้ทั้งคู่จะเป็นคู่แข่งและต่างต้องการเอาชนะอีกฝ่ายกันแค่ไหนก็ตาม และหากโจวเฟิงให้ความช่วยเหลือหลิวเหยียนเฟยจริงล่ะก็ตระกูลหลิวต้องสามารถสร้างชื่อเสียงกลับมาได้อย่างแน่นอนและพวกเขาต้องรีบหาทางสกัดไว้ให้ได้

            

            แต่เพียงไม่กี่วันต่อมาระหว่างที่กลุ่มการค้าเพื่อโค่นล้มตระกูลหลิว ยังไม่ทันได้ข้อสรุป ในการรับมือตระกูลหลิวก็ได้มีประกาศจากตระกูลหลิวขึ้นมา เป็นการประกาศเพื่อจัดงานแสดง และประมูลอาวุธของตระกูลหลิวที่สร้างขึ้นโดยช่างฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูล อย่างหลิวเหยียนเฟย โดยมีการท้าทายผู้เข้าชมด้วยอีกว่าหากผู้ใดสามารถทำลายอาวุธหรือชุดเกราะ ที่ตีขึ้นจากตระกูลหลิวได้ ในการใช้พลังระดับที่ไม่มากกว่าหนึ่งระดับขั้นของอาวุธและชุดเกราะนั้นๆ จะได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวนถึง 50,000 เหรียญเงิน และ 1,000 เหรียญเงินหากทำให้เป็นเพียงรอยขีดข่วน ซึ่งเงินจำนวนนี้มันมากกว่าราคาซื้อขายอาวุธระดับ 5เสียอีก

            

            ประกาศที่ออกมานี้สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่คนทั่วไปเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า อาวุธและชุดเกราะที่ทำขึ้นนั้น จะถูกทำลายได้โดยการใช้พลังที่มากกว่าซึ่งเพียงมากกว่าแค่หนึ่งขั้นย่อย ก็สามารถทำเช่นนั้นได้แล้ว นี่ยังไม่รวมถึงการใช้การกดข่มของธาตุต่างๆที่แพ้ทางกันด้วย ดังนั้น การที่ตระกูลหลิวประกาศเช่นนี้ ย่อมสร้างความประหลาดใจ และสร้างความสนใจให้ผู้คนหันมามองตระกูลหลิวกันอีกครั้งอย่างรวดเร็วและพากันเดินทางมายังตระกูลหลิว ทั้งเพื่อเข้าชมการแสดง และเพื่อล่าเงินรางวัล

            

            ทางฝ่ายกลุ่มการค้าเพื่อโค่นล้มตระกูลหลิวที่เห็นประกาศนี้ก่อนใครเพื่อนแต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆเพราะได้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในกลุ่มพวกเขาโดยได้เสียงแตกออกเป็นสองฝ่าย หนึ่งคือ การสลายกลุ่มเพื่อหันไปสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหลิวอีกครั้งและอีกฝั่งคือ การลงมือสร้างหายนะให้กับตระกูลหลิวอีกครั้ง เพื่อเป็นการตอกฝาโลง

            

            นครวิหคครามโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ภายในห้องส่วนตัวพิเศษ

            

            ชายอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงปกติแต่สายตาและสีหน้านั้นเย็นชาพร้อมกับจ้องมองไปยังชายหนุ่มผู้หนึ่ง “คุณชายเฉินไม่ใช่ว่าเป็นท่านหรือ ที่วางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น และพาพวกเรามาอยู่จุดนี้เหตุใดถึงคิดจะถอยเสียกลางคันเล่า หรือว่า พอท่านได้ผลประโยชน์ที่ต้องการแล้วก็คิดจะเขี่ยพวกเราทิ้งเช่นนั้นหรือ”

            

            ชายหนุ่มผู้นั้นสวมใส่ชุดคลุมโดยปกปิดมิดชิดตั้งแต่ส่วนหัวไปจนถึงขาแต่ก็ยังสามารถเห็นได้ว่าผิวพรรณของชายหนุ่มผู้นี้ดูซีดเซียวกว่าคนปกติผ่านมือและนิ้วเรียวบางและใบหน้า

            

            เขาไม่ใส่ใจกับท่าทางไม่เป็นมิตรและกล่าวโทษของชายอาวุโสแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าแค่เสนอแนวทาง ที่เป็นประโยชน์กับพวกเรามากที่สุดและมีความเสี่ยงน้อยที่สุดก็เท่านั้น แต่ในเมื่อพวกท่านไม่เห็นด้วยข้าก็ทำได้เพียงต้องถอนตัว และให้คนที่พวกท่านสนับสนุน ขึ้นมานำแทน มันก็เท่านั้นเอง”

            

            “ปังงงง..... เหอะ ทำเป็นพูดดี สุดท้ายก็คือจะเผ่นไม่ใช่หรือ จะพูดให้สวยหรูไปทำไม เจ้าคิดว่ากลุ่มของเราจะทำอะไรพวกมันไม่ได้หากไม่มีเจ้างั้นหรือ”ชายหนุ่มกล้ามโต ที่ยืนกอดอกฟังอยู่ด้านข้าง พลันเดินมาทุบกำปั้นลงตรงหน้าชายสกุลเฉินแล้วกล่าวอย่างไม่พอใจ

            

            “หมิงถง... อย่าเสียมารยาท ท่าทางแบบนั้นมันคืออะไร ออกไปสงบสติอารมณ์เดี๋ยวนี้”ชายอาวุโสอีกคนรีบเอ่ยแทรก และไล่เกาหมิงถงออกไปแน่นอนว่าเกาหมิงถงไม่ได้โต้เถียงอันใด ได้แต่ทำเสียง ฟึดฟัดแล้วเดินออกไปอย่างหัวเสีย

            

            เมื่อเกาหมิงถงออกไปแล้วชายอาวุโสจึงถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ “ต้องขออภัยคุณชายเฉินด้วย ที่ข้าอบรมบุตรชายไม่ดีพอทั้ง ๆที่อายุไล่เรี่ยกันแท้ ๆ ช่างน่าอับอายจริง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคุณชายเฉินแล้วเฮ้อออ ....”

            

            “อย่าได้กล่าวแบบนั้นหัวหน้าเกา ... หากไม่ใช่ว่าบิดาข้าล้มป่วย ข้าคงไม่ได้นั่งในตำแหน่งนี้หาใช่ความสามารถของข้าไม่”

            

            “คุณชายถ่อมตัวไปแล้ว.... ว่าแต่เถอะ ข้าเองก็สงสัยเช่นกัน ว่าเหตุใด ท่านถึงได้คิดเลิกรากับตระกูลหลิวและคิดจะสานสัมพันธ์กับพวกเขาแทน ท่านไม่กลัวว่า ตระกูลหลิวเมื่อฟื้นฟูตระกูลได้แล้วจะไล่คิดบัญชีพวกเราหรือ” เมื่อกล่าวจบ อาวุโสอีกสามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ รวมถึงผู้ติดตามคนสนิทล้วนพยักหน้าเป็นการแสดงความเห็นด้วยกับประโยคนี้

            

            ซึ่งชายหนุ่มแซ่เฉินเองก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วยเช่นกันสร้างความงุนงงให้กับคนรอบข้าง ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยสีหน้านิ่งเฉยเช่นเดิมว่า “เหตุใดท่านถึงได้กังวลว่าตระกูลหลิวจะคิดบัญชีกับเราเล่าพวกเราไปทำอะไรให้กับพวกเขาหรือ”

            

            “ก็เป็นท่านมิใช่หรือที่ได้...” อาวุโสท่านหนึ่งทนฟังไม่ไหว แล้วกล่าวออกมาอย่างรีบร้อน แต่ยังกล่าวไม่ทันจบก็ถูกอาวุโสแซ่เกา ที่เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ชายแซ่เฉินกล่าว จึงยกมือขึ้นห้ามปรามแล้วกล่าวว่า “แม้เหตุการณ์ครานั้น จะไม่มีร่องรอยอะไรให้ติดตามได้ก็จริงแต่การที่พวกเรารวมตัวทางการค้ากัน โดยไร้ซึ่งตระกูลหลิว ก็เป็นการชี้ให้ตระกูลหลิวเห็นแล้วมิใช่หรือว่าเหตุนั้นอาจเป็นพวกเราอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นตระกูลหลิวจะคิดแค้นเคืองพวกเราย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด”

            

            “พวกเราไม่ได้ทำสิ่งใดทั้งนั้น..... และหากตระกูลหลิวสามารถนำชื่อเสียงที่เสียไปคราก่อนกลับมาได้ จากงานของพวกเขาในครั้งนี้ย่อมเป็นการดีที่สุด ที่พวกเราต้องเปลี่ยนแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ดื้อรั้น” ชายแซ่เฉินยังยืนยันคำพูดเดิมพร้อมกับลุกขึ้น แล้วกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า“ข้าได้พูดในสิ่งที่พวกท่านควรทำไปหมดแล้ว พวกท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นสิทธ์ของพวกท่านแต่ตระกูลเฉินจะขอถอดตัวนับจากนี้ ต้องขออภัยพวกท่านด้วย” เมื่อกล่าวจบจึงโค้งคำนับให้แล้วหันหลังเพื่อจากไป

            

            “เดี๋ยวก่อน... คุณชายเฉิน” อาวุโสเกา เอ่ยขัดก่อนที่ชายแซ่เฉินจะทันได้ออกจากห้องไป “ท่านคิดว่าจะเข้าจะออกได้ง่ายๆหรือ” พร้อมแผ่จิตสังหารออกมา และส่งสายตาให้กับอาวุโสที่เหลือภายในห้องจึงคุกรุ่นไปด้วยไอสังหาร

            

            ภายในห้องนี้เป็นห้องรับรองพิเศษจึงทั้งเก็บเสียงและห้ามผู้ใดรบกวน หากไม่ได้รับอนุญาตดังนั้นหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่นี่ คนภายนอกแม้แต่ห้องข้าง ๆ ใกล้เคียงยังยากที่จะรับรู้

            

            อาวุโสภายในห้องมีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้น 9 กันถ้วนหน้า และผู้ติดตามของแต่ละคนนั้นมีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้น1 ถึง 2 ส่วนชายแซ่เฉินนั้น ในสายตาของอาวุโสทั้งสี่ ต่างเห็นว่าเขามีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้น1 ต่ำกว่าพวกเขา 8 ขั้นย่อยเต็ม หากจะลงมือสังหารเขาในตอนนี้ จึงง่ายดายยิ่งนัก

            

            แต่แม้ไอสังหารภายในห้องจะรุนแรงเพียงใดชายแซ่เฉินกลับไม่มีทีท่าวิตกกังวลแต่อย่างใด พลันหันหน้ากลับมาแล้วพูดว่า “พวกท่านหาเรื่องใส่ตัวเองแล้ว”แล้วปลดปล่อยพลังที่เก็บซ่อนไว้ออกมาทั้งหมด และมันเป็นพลังระดับปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง!!!

            

            เมื่อคนในห้องรับรู้ได้ถึงกระแสพลังที่ถาโถมเข้าใส่ก็พลันเหงื่อแตกและแข้งขาอ่อนกันถ้วนหน้า หนึ่งในอาวุโส ตื่นตระหนกจนเอ่ยคำว่าเป็นไปได้อย่างไร ซ้ำ ๆ พร้อมกับก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

            

            “บะบัดซบ .... อย่าได้ตื่นตระหนก อย่างไรพวกเราก็มีกันสี่คน มันคนเดียว ยังไงก็รับมือพวกเราไม่ได้ยะ .... ค่อกกกก .....” อาวุโสแซ่เกา แม้จะตกใจไม่น้อย แต่ยังสามารถคงสติไว้ได้ครบถ้วนแล้วรีบพูดปลุกใจให้อาวุโสคนอื่น ๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ก็พลันรู้สึกเจ็บปวดไปที่คอพร้อมกับสำลักเลือดออกมาในทันใด

            

            และไม่เพียงแค่อาวุโสเกาแต่รวมถึงคนอื่น ๆภายในห้องด้วย ต่างถูกปาดคอแล้วกำลังจับคอสำลักเลือดด้วยความเจ็บปวดก่อนที่ภาพสุดท้ายที่เห็น คือ เฉินฮ่าวหลาน ที่ถือมีดสั้นสีดำทมิฬทั้งหมดห้าเล่มด้วยกันก่อนจะเก็บมันเข้าแหวนมิติในทันใดที่เสร็จสิ้นการโจมตี

            

            เฉินฮ่าวหลานมองดูสภาพผู้ที่ถูกตนสังหารด้วยสีหน้านิ่งสงบ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จากนั้นจึงร่ายคาถาพร้อมกับกรีดมือตัวเองจนเลือดไหลทะลักออกมา แต่มันไม่ได้หยดลงพื้นแต่อย่างใด กลับลอยขึ้นอยู่เหนือฝ่ามือข้างนั้นส่วนมืออีกข้างกางออกไปด้านหน้า จากนั้นเขาก็ร่ายคาถาอีกครั้ง เลือดของคนในห้องก็พลันลอยขึ้น

            

            ต่อจากนั้นเลือดของเขาที่ลอยรออยู่แล้ว ก็พุ่งเข้าไปหลอมรวมกับเลือดของคนในห้อง แล้วไหลกลับเข้าร่างของแต่ละคนจากนั้นก็พากันลุกขึ้นด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก และบาดแผลที่ถูกปาดคอ ก็ค่อยๆสมานกันอย่างช้า ๆ และพูดพร้อมกันว่า “เป็นพวกท่าน บังคับข้าเองอย่าได้โกรธเคืองข้าเลยนะ” !!!