ตอนที่ 45
ไม่อยากมีชีวิตอยู่กันแล้วหรือไง ?
เฉินหมิงหยิบ《สายลมโหมล้างสงัด》และ《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》ขึ้นมา กลอกตาอ่านไปมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นในใจ : “บรรลุเคล็ดวิชา《สายลมโหมล้างสงัด》และ《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》จนถึงขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หก”
“จำเป็นต้องใช้คะแนนจริยธรรมด้วยกันทั้งหมด 837แต้ม คะแนนจริยธรรมที่มียังไม่เพียงพอ”
เอาเถอะ ดูเหมือนว่ายังต้องรอให้หลิงเซียนโค่นล้มฮวาชิงถิงกับม่อหวินไปก่อนจึงจะมีคะแนนจริยธรรมที่เพียงพอ
ในส่วนที่เฉินหมิงยังเหลือโอกาสในการสุ่มของอีกสองครั้ง เฉินหมิงกลับไม่ได้ทำการสุ่มในยามที่จ้าวชิงเหยาและหลิงเซียนพึ่งทะลวงขั้นพลังได้ไม่ เฉินหมิงเมื่อแน่ใจว่านางฟ้าแห่งโชคลาภอยู่ข้างตัวเองแล้ว ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจรอให้หลิงเซียนล้างแค้นได้จึงค่อยลองกันสักตั้ง
เฉินหมิงสะบัดมือวูบ พร้อมกับนำเอา《สายลมโหมล้างสงัด》และ《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》เก็บไว้ภายในแหวนเก็บวัตถุ จากนั้นก็ได้หันกลับมองทางด้านบนเวที สาดทอแววตามองไปยังยอดค่ายกลคุ้มกันหุบเขาของสำนักเซียนเหิน
สำนักเซียนเหินหาใช่สำนักที่มีประวัติอันแสนยาวนานไม่ ยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาของพวกเขาเองก็มีประวัติศาสตร์แค่หลายร้อยปีเท่านั้น ด้วยขอบเขตวิชาค่ายกลของเฉินหมิงในตอนนี้ เพียงแวบเดียวเขาก็สามารถที่จะมองออกว่าวิชาค่ายกลนี้เป็นสองสุดขั่วค่ายกลหยินหยาง ซึ่งมีดวงตาค่ายกลสองส่วน[1] จุดหนึ่งนั้นอยู่ตรงส่วนน้ำตกของสำนักเซียนเหิน ภายในใจกลางน้ำตกนั้น ยังได้มีไข่มุกซ่อนวารีในระดับศาสตราปราณอยู่ก้อนหนึ่ง
ในส่วนดวงตาค่ายกลอีกแห่งนั้นอยู่ที่ใต้พื้นดิน ซึ่งเป็นค่ายกลผนึกรวมอัคคี โดยที่ซ่อนเร้นพลังปราณอัคคีรวมเอาไว้อยู่ภายในใต้ดิน เมื่อเสริมอยู่ภายใต้ยอดค่ายกล หยินหยางผสานรวม ระหว่างอัคคีวารี ย่อมสามารถที่จะทำลายล้างได้ทุกสิ่ง !
ต่อให้เป็นราชาปีศาจ หากต้องตกอยู่ในผลกระทบของวิชาค่ายกลนี้ เกรงว่าก็คงต้องถูกสะกลพลังเอาไว้ถึงห้าส่วน !
“ติ่ง คุณได้มองยอดค่ายกลรักษาหุบเขาของสำนักเซียนเหินได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ได้รับปราณรู้แจ้ง 2000 แต้ม”
ภารกิจสำเร็จแล้ว ดูเหมือนว่าสองสุดขั่วค่ายกลหยินหยางจะไม่ได้มีส่วนใดที่มีความพิเศษไม่ เมื่อนำไปเทียบกับค่ายกลจตุลักษณ์ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสินค้าจีนแดงได้เลย
ผู้ใช้วิชาค่ายกล ในขอบเขตฝึกปรือนับได้ว่าเป็นอาชีพส่วนน้อยเท่านั้น อธิบายได้เพียงแค่ว่า ยากเข้าใจ ไม่อาจสำเร็จได้
วิถีแห่งวิชาค่ายกลยากที่จะเข้าใจ แต่เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ไม่อาจที่จะเสาะหาวัตถุดิบในการสร้างค่ายกลได้มากมายถึงเพียงนั้นไม่ ดังนั้นถึงแม้จะอยู่ในหมู่พันธมิตรหกราชา หุบเขาพรางอากาศ สำนักเซียนเหิน สำนักดาบหมึก ต่างก็หาได้มีผู้ใช้วิชาค่ายกลระดับมนุษย์แม้สักคนเดียว
ทว่าบนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ ครั้งหนึ่งยังได้มีตำนานเล่าขานถึงผู้ใช้วิชาค่ายกล ที่อยู่ในระดับพสุธา สามารถผลักภูเขาพลิกทะเล มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับจ้าวราชาปีศาจ
เฉินหมิงคิดไตร่ตรองถึงผู้ใช้วิชาค่ายกลระดับสวรรค์ ถึงแม้จะไม่ต้องพึ่งพาการฝึกปรือ เพียงแค่เข้าใจในวิชาค่ายกล ย่อมสามารถที่จะทำให้ฟ้าดินกลายเป็นค่ายกล สุริยันจันทรากลายเป็นดวงตา เทียบเคียงได้กับระดับมหากษัตริย์
การสืบทอดของผู้ใช้วิชาค่ายกลนั้นถือว่าน้อยนักที่จะพบเจอ น้อยนักที่จะปรากฏขึ้นในใต้หล้า อีกทั้งผู้ที่เข้าใจวิชาค่ายกลอย่างถ่องแท้ก็มีน้อยมากเป็นอย่างยิ่ง
เฉินหมิงก็ได้หันไปมองราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ : “พี่พยัคฆ์ดำ วิชาค่ายกลนี้ข้าได้มองออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว หากว่าสำนักเซียนเหินและสำนักดาบหมึกนี้มีความไม่ประสงค์ดีจริง ข้าจะทำลายยอดค่ายกลเป็นอันดับแรก”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำพยักหน้า นี่พึ่งจะผ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่เอง เฉินหมิงก็สามารถที่จะมองยอดค่ายกลที่ปกป้องหุบเขาของสำนักเซียนเหินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ดูเหมือนว่าบนเส้นทางวิถีแห่งวิชาค่ายกลของเฉินหมิง ถือได้ว่ามีความรอบรู้ที่ไม่ต่ำต้อยเลย
เฉินหมิงเริ่มหันความสนใจไปที่การประลองของหลิงเซียน ตามสัญญาณที่เจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินกล่าวไว้ หลิงเซียนจะได้คำนิยามว่าเป็นหนึ่งในผู้เข้มแข็งเช่นเดียวกับม่อหวิน และฮวาชิงถิง นี่แน่นอนว่าไม่ใช่ทำเพื่อหลิงเซียน ก่อนหน้านี้ หลิงเซียนถือได้ว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ทว่ากลับมิใช่ชื่อเสียงที่ดีอะไร
เก้าขวบก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี ไม่ว่าผู้ใดต่างก็ล้วนแต่ทราบกัน อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโจษจัน เช่นเดียวกับความอัปยศที่ไร้อนันต์
เมื่อสามเดือนก่อน หลิงเซียนยังไม่สามารถฝึกปรือได้ ภายในเวลาแค่สามเดือน ก็สามารถที่จะพลิกฟื้นกลับมาได้เหมือนกับแมลงดักแด้อย่างงั้นหรือ ? อีกทั้งหลิงเซียนก่อนหน้านี้มิใช่ว่าเต้ากงแหลกสลายไปแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพลังฝีมืออะไรได้แล้ว
เจ้าสำนักของสำนักเซียนเหิน เพียงแค่ต้องการที่จะให้หลิงเซียนเสียชื่อเสียงย่อยยับไปอีกครั้งภายใต้สายตาของผู้คนทั้งหมด
เขาต้องการที่จะให้หลิงเซียนพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เช่นนี้ จึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าการตัดสินใจการหมั่นกับหลิงเซียนนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดพลาด และที่เขาเลือกที่จะสานสัมพันธ์กับสำนักดาบหมึกในตอนนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ถูก
เดิมทีการคัดเลือกเช่นนี้จะเลือกโดยที่ให้ผู้แข็งแกร่งทั้งแปดเข้ารอบในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งสองคนได้มาพบกันได้ในตอนต้น แต่ว่าตอนนี้ ทุกอย่างล้วนแต่ทำเพื่อทำลายชื่อเสียงของหลิงเซียนให้ไม่เหลือชิ้นดี
จากการทุ่มเทในหลายวัน ในหมู่ผู้มีพรสวรรค์หลายพันคนในที่สุดก็ได้เลือกผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์มาได้ห้าคนที่สามารถประลองกับม่อหวิน ฮวาชิงถิง และหลิงเซียนได้
ผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ทั้งห้าที่พร้อมสู้ ภายใต้การชี้นำก่อนการสุ่มเลือกจากเจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหิน : “หากว่าผู้ใดสุ่มเลือกได้หลิงเซียน ก็ถึงว่ามีวาสนาดีมากแล้ว ! ”
“ปะทะกับหลิงเซียน ก็เหมือนกับผ่านเข้ารอบสี่ผู้แข็งแกร่งไปอย่างง่ายดาย!”
“ก็คงต้องดูกันแล้วว่าจะเป็นผู้ใดในหมู่พวกเราที่มีโชคเช่นนี้กัน”
“จะว่าไปแล้วหลิงเซียนไปเกาะแข้งเลียขาของราชาปีศาจนั้นได้ยังไงกันนะ?”
ในหมู่เด็กหนุ่มที่สวมไว้ด้วยอาภรณ์ขาวทั้งห้าก็ได้ยิ้มแล้วกล่าว : “เจ้าว่าหลิงเซียนเกิดมามีผิวเนียนละเอียด คาดว่าแก้มก้นของเขาก็คงจะขาวเนียนเป็นอย่างยิ่งแน่ เกรงว่าไม่ใช่แต่เป็นราชาปีศาจผู้นี้มีความชอบที่พิเศษอยู่ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อบุรุษอยู่กับบุรุษ ผลัดกันรุกรับ......”
เฉินหมิงถึงกับใบหน้าดำคล้ำขึ้นในพริบตา ไม่อยากมีชีวิตอยู่กันแล้วหรือไง ?
เฉินหมิงชี้นิ้วไปที่เด็กหนุ่มชุดขาวให้หลิงเซียนดู : “จงจำสหายน้อยผู้นี้เอาไว้ ถ้าหากสุ่มมาเจอกับเจ้า ในเวลาที่ลงมือไม่ต้องไปมีความสงสารอะไร จงใช้สภาวะในระดับที่เจ้าใช้กับศิษย์พี่หญิงของเจ้าออกมา”
หลิงเซียนขมวดคิ้วเข้าชนกัน รู้สึกได้ว่าเรื่องราวจะต้องไม่ธรรมดา : “จำเป็นที่จะต้องใช้สภาวะที่ใช้สู้กับศิษย์พี่หญิงจริงงั้นหรือ? จะรุนแรงเกินไปหรือเปล่านะ?”
เฉินหมิงหัวเราะออกมาแล้วกล่าว : “เขาบอกว่าพลังฝึกปรือของเจ้าหลังจากที่ไร้ค่าไปแล้วก็ได้ไปยังหอแดงขายบั้นท้ายเพื่อประทังชีวิต”
หลิงเซียนทอสีหน้าเปลี่ยนไป ภายในแววตายังเต็มไปด้วยเจตนาแห่งการต่อสู้ : “ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์จะทำตามที่ท่านสั่ง ! ”
ในเวลานี้เอง เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นั้นก็ได้หัวเราะออกมายกใหญ่แล้วกล่าว : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ข้าซูขวางสุ่มเจอหลิงเซียนเข้าแล้ว ช่างเป็นโชคของข้าอย่างแท้จริง~ ! ”
เฉินหมิงหัวเราะหึหึ คิดว่าเจ้าจะโชคดีจริงอย่างงั้นหรือ !
ฮวาชิงถิงและม่อหวินที่เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่เปลืองแรง กลับถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถึงอย่างไรพวกเขาทั้งสองก็อยู่ในขอบเขตสู่วิถี การประลองกับขอบเขตกลิ่นอายวิถี จึงหาได้มีแรงกดดันอะไรไม่
และบัดนี้ ในที่สุดก็ถึงคราวของหลิงเซียนขึ้นสนามแล้ว
เจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินหันไปมองหลิงเซียนคราหนึ่ง แท้จริงแล้วก็ได้แต่ฝึกปรือวิถีคัมภีร์ ถึงแม้ว่าจะไม่อาจมองเห็นความลึกล้ำได้ แต่ว่าการฝึกปรือวิถีคัมภีร์ มีอย่างที่ไหนที่จะสามารถมองว่าลึกล้ำได้บ้างกันเล่า?
พันปีมานี้ ยังไม่เคยได้ยินมาว่ามีคนฝึกปรือวิถีคัมภีร์จนสามารถเข้าถึงขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ดได้มาก่อน : “สหายยาหวูเต้า หากว่าเรียกให้หยุดเสียแต่ตอนนี้ ยังสามารถที่จะรักษาชีวิตของหลิงเซียนเอาไว้ได้อยู่”
“หากว่าเกิดลงมือกันขึ้นมาจริง ก็คงว่ากันได้ยากแล้ว”
เฉินหมิงโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วกล่าว : “ไม่จำเป็นแล้ว ถึงแม้หลิงเซียนจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในสำนักข้า แต่ว่ากับการประลองเล็กๆเช่นนี้ ย่อมยังสมควรที่จะรับมือได้อยู่”
ที่เฉินหมิงกล่าวว่าหลิงเซียนนั้นเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดในสำนักของเขาหาได้ทำให้เจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินเกิดความสงสัยอะไรขึ้นมาไม่ หลิงเซียนยังสามารถทำอะไรได้อีกกันเล่า?
“ในเมื่อสหายยาหวูเต้ายืนกรานเช่นนี้ นั้นก็ดูกันต่อไปเถอะ”
ขณะที่หลิงเซียนเดินขึ้นบนเวทีประลอง ก็ได้เดินผ่านฮวาชิงถิง ฮวาชิงถิงกวาดตามองหลิงเซียน แล้วกล่าว : “การที่เจ้าเข้าร่วมการประลองนี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ ข้าและม่อหวินต่างก็อยู่ในขอบเขตสู่วิถี ต่อให้เจ้าได้รับการชี้แนะจากราชาปีศาจ แล้วยังจะเป็นอย่างไรได้ ? ผู้มีพรสวรรค์อะไรกัน พวกเราจึงถือเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ส่วนเจ้า ก็เป็นได้เพียงแค่ใบไม้ที่ให้ผู้มีพรสวรรค์อย่างพวกเราเด็ดกันเท่านั้น ? ”
หลิงเซียนหันไปมองฮวาชิงถิง กล่าวอย่างเย็นเยียบ : “ขอบเขตสู่วิถียอดเยี่ยมมากนักหรือไง ? ”
ฮวาชิงถิงราวกับรู้สึกว่าหลิงเซียนโง่งมอยู่บ้าง : “นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว ขอบเขตสู่วิถีย่อมยอดเยี่ยมอยู่แล้ว อีกทั้งในมุมมองของผู้เยาว์อย่างพวกเรา ยิ่งถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ! ”
ภายในบริเวณโดยรอบสิบจั้ง ได้ใช้ก้อนอิฐก่อขึ้นจนกลายเป็นเวทีประลอง ซูขวางหันไปมองหลิงเซียนยิ้มแล้วกล่าว : “หลิงเซียน ข้าขอแนะนำให้เจ้ายอมแพ้ซะเถอะ เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้มือของข้าต้องสกปรก เดียวมีคนหาว่าข้าข่มเหงสวะที่ไม่อาจฝึกปรือได้ผู้หนึ่ง!”
ซูขวางยังได้กล่าวเสริมขึ้นอีกประโยค : “อ๋อ ไม่สิ ต้องขออภัยด้วย เจ้าสามารถฝึกปรือได้แต่วิถีคัมภีร์”
หลิงเซียนทอแววตาเป็นประกายอย่างลึกล้ำ กำมือขวาไว้จนแน่น พูดขึ้นอย่างจริงจัง : “ดังนั้น ข้าจะใช้สภาวะที่ข้าจริงจังที่สุดในการสู้กับเจ้า ให้เหมือนกับอยู่ในสภาวะที่สู้กับศิษย์พี่หญิง”
ทันทีที่กล่าวจบ พลังมนตร์ตราบนร่างของหลิงเซียนก็ได้เริ่มไหลเชี่ยวกรากจนดังเปรี้ยงปัง สั่นสะเทือนจนฝุ่นดินทั่วสนามประลองลอยคลุ้ง หลิงเซียน ได้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีแล้ว !
หลิงเซียนหันไปมองฮวาชิงถิง หัวเราะแล้วกล่าว : “ที่เจ้าว่ามานั้นก็ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง ขอบเขตสู่วิถีนั้นถือได้ว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าเริ่มฝึกปรือครั้งที่แล้ว ก็ฝึกปรือจนถึงขอบเขตสู่วิถี ใช้เวลาไปทั้งหมดห้าปี แต่ในครั้งนี้ข้ากลับใช้เวลาเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น”
.
.
.
.
[1] สื่อนำของพลังในการสร้างค่ายกล อ้างอิงจาก คำอธิบายค่ายกลในเกม