เมื่อสนทนากับมู่หลิงเฟยจนเสร็จสิ้น เย่หยุนซีก็รีบวิ่งไปหาพวกหลิงหยวนโดยไม่คิดรอช้า เนื่องจากเขาทำให้ทุกคนเสียเวลามามากแล้ว ดังนั้นจึงรู้สึกเกรงใจ ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นพ่อตาและแม่ยายของเขาก็ตามที
“โอ่ว คุยกันเร็วนี่ พ่อลูกเขยตัวดี เจ้าไปทำอะไรให้นางโมโหขนาดนั้น” ทันทีที่มองเห็นร่างของเด็กหนุ่ม มู่หลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เย่หยุนซียิ้มเจื่อนๆตอบกลับไป “ข้าเพียงรีดไถ่สมบัติของนางมาได้อีก 1 ชิ้นก็เท่านั้น”
มู่หลินถึงกับหลุดขำ “เจ้าถึงกับกล้ารีดไถ่จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดินภากระจ่าง แม่ยายผู้นี้ยอมเจ้าเลยจริงๆ.......ว่าแต่สมบัติชิ้นนี้มีความสำคัญมากหรือ? นางถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ”
“อืม........ก็ไม่นะขอรับ มันเป็นเพียงกริชเล่มหนึ่งเท่านั้น” เย่หยุนซีตอบกลับพลางหยิบกริชคริสตัลสีม่วงลวดลายจิ้งจอกออกมาให้ทุกคนได้ชมกัน
มู่หลินและหลิงหยวนสองสามีภรรยาเมื่อได้เห็นภาพนี้ก็ถึงกับอ้าปากค้างราวกับไม่อยากเชื่อในสายตา ส่วนหลิงจีและหยุนฉางเยว่นั้นได้แต่จับจ้องไปยังกริชในมือของสามีหนุ่มด้วยความสงสัย
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเมื่อครู่กลับกลายเป็นเงียบงันในทันใด เย่หยุนซีเมื่อสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงได้ก็รีบเก็บกรีชกลับเข้ามิติในทันที
“ละ ลูกเขยตัวดี นะ นางถึงกับยกสมบัติคู่ชะตาให้เจ้า!!” มู่หลินกล่าวอย่างตะกุกตะกักหลังจากได้สติขึ้นมา
“สมบัติคู่ชะตา?” ใบหน้าของเย่หยุนซีเต็มไปด้วยความงุนงง
หลิงหยวนและมู่หลินถอนหายใจอย่างปลงๆจากนั้นเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง “สมบัติคู่ชะตา คือสมบัติประจำตัวขององค์หญิงและองค์ชายแห่งจักรวรรดินภากระจ่าง”
“ซึ่งองค์หญิงและองค์ชายเหล่านั้นจะได้เลือกมันหลังจากผ่านพิธีปลุกจิตอสูรในช่วงอายุ 12 ปี และจะต้องดูแลมันเป็นอย่างดี ห้ามชำรุด หรือทำหายเป็นอันขาด”
“หากจะพูดว่าสมบัติคู่ชะตาเปรียบเสมือนกับชีวิตขององค์หญิงและองค์ชายคนนั้นๆก็คงไม่ผิดนัก เพราะถ้าไม่มีมันก็จะไม่ถูกนับเป็นคนของราชวงศ์มู่อีกต่อไป”
“{หากสมบัติชิ้นเดียวยังรักษาไม่ได้ แล้วในอนาคตจะรับผิดชอบภาระอันหนักอึ้งในฐานะองค์หญิงและองค์ชายได้อย่างไร} องค์จักรพรรดิรุ่นแรกแห่งจักรวรรดิภนากระจ่างทรงตรัสไว้เช่นนั้น”
“เอ่อ.........แบบนี้มันจะไม่แย่หรือเอาขอรับ ข้าว่าข้าควรเอาไปคืนนาง” หลังได้ยินคำอธิบายที่แสนจะจริงจัง เย่หยุนซีเริ่มรู้สึกลำบากใจขึ้นมา
“อย่ากังวลไปนักเลยน่า กฎเกณฑ์ประเพณีนี้ถูกแก้ไขตั้งนานแล้ว ซึ่งมันส่งผลให้องค์หญิงและองค์ชายสามารถมอบสมบัติคู่ชะตากับผู้อื่นได้ 1 คน ซีเอ่อร์ด้วยความฉลาดของเจ้าคงรู้สินะว่าแม่ยายผู้นี้หมายถึงอะไร”
มู่หลินเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย บอกตามตรงนางยังคงตกตะลึงไม่หาย เพราะไม่คิดว่าพี่สาวจะตัดสินใจมอบสมบัติคู่ชะตาให้บุรุษหนุ่มเร็วขนาดนี้
ส่วนทางฝั่งเย่หยุนซีก็มิใช่คนโง่เง่า ทันทีที่เขาสดับรับฟังคำกล่าวของผู้เป็นแม่ยาย ตัวเขาก็เข้าใจทุกสิ่งอย่าง หากสมบัติคู่ชะตาเปรียบเสมือนชีวิตขององค์หญิงและองค์ชายคนนั้นๆ การมอบมันให้ผู้อื่นก็เปรียบดั่งการมอบชีวิตของตนเองให้อีกฝ่าย
ใช่! สมบัติคู่ชะตาในปัจจุบันได้กลับกลายเป็นของแทนใจที่เหล่าองค์หญิงและองค์ชายต้องเก็บไว้มอบให้คนรักของตน
“เหอะๆ เจ้าคนชั่วร้ายนี่ถึงกับล่อลวงจักรพรรดินีได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 วัน” หยุนฉางเยว่ที่พอจะจับประเด็นได้บ่นพึมพำ ทำเอาหลิงจีที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับหัวเราะอย่างขบขันไปครู่ใหญ่
แน่นอน! พวกนางมิได้มีอารมณ์โกรธเคืองหรือหึงหวงแต่อย่างใด ความงดงามและเสน่ห์ขององค์จักรพรรดินี มู่หลิงเฟย ในดินแดนแห่งนี้เรียกได้ว่าไร้ผู้เทียบเคียงอย่างแท้จริง ดังนั้น! มันจึงไม่แปลกเลยที่เย่หยุนซีจะหลงไหลและชื่นชอบนาง
.
“เอาล่ะๆ เลิกพูดเรื่องนี้กัน ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตจะดีกว่า........ที่รัก เจ้าพาลูกๆกับบ้านไปก่อน ข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกับท่านพ่อตาซึ่งมันน่าจะกินเวลาจนมืดค่ำ” หลิงหยวนที่นิ่งอึ้งอยู่นานเอ่ยปากกล่าวออกมา
“ฮึ่ม! ท่านกับท่านพ่อจะดวลหมากกันอีกแล้วสินะ อย่ากลับช้านักล่ะ ไม่เช่นนั้นก็เตรียมตัวนอนนอกบ้าน”น้ำเสียงของมู่หลินกลับกลายเป็นเด็ดขาดดุดัน หลิงหยวนร่างกายชะงักค้าง ก่อนจะพยักหน้าถี่ๆตอบรับคำบัญชาของภรรยาสาวราวกับเด็กน้อยผู้เชื่อฟัง
ต่อมาหลังจากนั้น! มู่หลินก็พาลูกๆเคลื่อนย้ายกลับนิกายท่วงทำนองสวรรค์ในทันที ส่วนทางฝั่งของหลิงหยวนบัดนี้เขากำลังบินออกจากพระราชวังตรงไปยังเกาะเล็กๆซึ่งเป็นที่พำนักของจักรพรรดิและราชินีองค์ก่อน
“ฟุ๊บ!”
“หลิงหยวน ขอเข้าพบท่านพ่อตาและท่านแม่ยายขอรับ” เขาผสานมือคาราวะอย่างนอบน้อมอยู่บริเวณริมเกาะ มิกล้าเข้าไปโดยพลการ
“เข้ามาเถอะ พี่สะใภ้ของเจ้าก็อยู่ที่นี่เช่นกัน” เสียงอันทรงอำนาจดังกังวาน หลิงหยวนที่ได้ยินก็พลันคิ้วขมวดในทันที ก่อนที่จะบินเข้าไปโดยไม่รอช้า
“ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้จะมารายงานเรื่องหยุนซี การสนทนาแลกเปลี่ยนในวันนี้คงน่าสนุกไม่น้อย” บุรุษหนุ่มบ่นพึมพำ
แต่เดิมเขาตั้งใจมาเล่นหมากกับท่านพ่อตาสักกระดานสองกระดานอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ทว่าการของมู่หลิงเฟยนั้นกลับทำให้เขามีบทสนทนาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องของเย่หยุนซีที่เขาต้องโดนซักถามอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้
‘เห้อ คืนนี้ข้าคงต้องนอนนอกบ้านอีกครั้งแล้วกระมัง’