เล่มที่ 1 บทที่ 47 ต่างเดินทาง (3) มหาอสูรบรรณกาล
พลันที่ร่างสูงเพียง 7 ฟุตนี้ปรากฏขึ้นบนจอระบบตรวจจับสมองกลของจักรกลสงครามตนหนึ่งที่กลางหัวมีดวงตากลไกสีเขียวสว่างขึ้น ร่างเหล็กของมันยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างสีแดงในระยะประชิดที่สุด เมื่อมันรับรู้ข้อมูลว่าร่างผู้บุกรุกที่สูง 2.1002 เมตร มวลกาย 22.9 อุณหภูมิร่างกาย 89 องศา สูงไม่ถึง 1 ใน 6 ของมัน แต่กลับแผ่อนุภาคพลังงานทำลายล้างถึงขีดสุดออกมา จนระบบสมองกลตอบสนองของมันแปรปรวน ดวงตากลไกสีเขียวที่อยู่กลางหัวของมันก็กระพริบถี่ขึ้น ลำกล้องอาวุธทั่วร่างเหล็กของมันพลันอยู่ในโหมดพร้อมทำงาน หากผู้บุกรุกนี้มีปฏิกิริยาอันไม่เป็นมิตร ทันใดนั้นร่างสีแดงเพียงหันศีรษะที่เขาโค้งยาวหันมองมายังจักรกลสงครามที่มีไฟเขียวกลางหัวกระพริบถี่ยิบขึ้น ไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่ดีๆเขาโค้งแหลมของร่างสีแดงของผู้บุกรุกก็เรืองแสงแดงเถือกปานถ่านไฟแตกประกายคลื่นอัสนีบาตฟาดทะลักเปรี้ยงปร้างออกมาระลอกหนึ่ง แตกใส่จักรกลสงครามที่อยู่ใกล้ตนนี้ เป็นความเร็วที่พวกจักรกลสงครามเหล่านี้ไม่อาจตอบสนองทัน เสียงครืนดังขึ้นควันโขมงลอยออกจากร่างจักรกลสงครามตนนั้น ก่อนร่างจะเสียศูนย์ล้มตะแคงลงไปโครมมมม!!ใหญ่ ร่างสูงใหญ่กว่า 43 ฟุตท่อนบนแหลกกระจุย ท่อนล่างหลอมยุบไหม้เสียหายไปกว่าครึ่งตัว ควันโขมงสีดำม้วนขึ้นหนาแน่น เบื้องหลังห่างไปเป็นโดมแหล่งพลังงานที่ประกายคลื่นอัสนีบาตเฉียดไปเสี้ยวหนึ่งก็ปะทุแตกระเบิดออกกลายเป็นพลังงานพวยพุ่งขึ้นปานจุดพลุเริ่มล้างบางดาวดวงนี้ เสี้ยววินาทีนี้เองที่จักรกลสงครามรอบทิศที่ตระหง่านรายรอบร่างสีแดงก็ตอบสนองต่อสัญญาณเตือนภัยต่างเงื้อมหมุนอาวุธหนักที่ติดตั้งอยู่เบื้องหลัง ต่างคำนวณพิกัดจับไปยังจุดที่ร่างแดงเหยียบยืนอยู่ "ดาวของพวกจักรกลรึ แมงเม่าเหล็กพวกนี้แม้จะตัวโตขึ้นมาบ้างแต่ก็เป็นสวะเช่นเดิม" ร่างสีแดงที่ส่งเสียงขึ้นมาที่หารู้ไม่ว่าตอนนี้ตัวมันพรายพรั่งไปด้วยจุดพิกัดเล็กๆที่ถูกฉายเล็งมาจากทั่วสารทิศ เพียงห้วงที่มันคิด ลำแสงสีขาว ฟ้า แดง กระสุนแหลมคมหัวแฉกหัวบาน อนุภาคทำลายล้างหลายรูปแบบก็พุ่งแปลบปลาบลงมาจากบรรดาปลายอาวุธล้ำสมัยศูนย์รวมเป็นร่างแปลกปลอมของมันที่บังอาจบุกรุกก่อการที่นี้ แต่ร่างสีแดงยังเย็นเยือกปานน้ำแข็งแน่ใจในความอหังการอย่างยวดยิ่งของตนเอง เขารอคอยให้พวกจักรกลประดานั้นกระหน่ำยิงเข้ามาจนใกล้ พลันกรงเล็บสีแดงของมือทั้งสองข้างของมันก็ถูกวาดกระชากขึ้น ทันใดนั้นพื้นผิวของดาวโบรต้าพลันสั่นไหวขึ้นมา ประดาแรกบนพื้นปรากฏรอยแยกแตกออกเป็นเสานรกโลกันต์ที่พุ่งโผล่พรวดขึ้นทั้งสี่ด้านปรากฏปราการเวทอนธการป้องกันร่างสีแดงเอาไว้ เสียงอึกทึกคึกโครมใหญ่ที่พื้นแตกสลายดังสนั่นไปทั้งแดนดาว ปราการเวทอนธการที่กางออกป้องกันมิให้พลังหรือสิ่งใดผ่านกรำกรายเข้าไปได้ อนุภาคทำลายล้างหลายรูปแบบที่พุ่งแปลบปลาบไวปานแสงถึงกับเป็นเพียงแสงไฟที่ฉายส่องใส่กำแพงทึบไม่มีปัญญาส่องผ่านเข้าไปได้ เมื่อกรงเล็บสีแดงถูกวาดกระชากครั้งที่สองขึ้น หายนะทมิฬก็ปกคลุมดาวนี้อีกครั้ง ที่ผุดทะลักขึ้นตามมาเก้าจุดเป็นปทุมาเก้าอเวจีค่อยๆผุดแทงจากพื้นผิวดาวอันมีกลีบเป็นเพลิงลุกแดงพวยพุ่งไฟบรรลัยกันต์จนท่วมร่างจักรกลสงครามหลายตนเอียงพลิกที่อยู่จุดนั่นพอดีจนร่างเผาไหม้เป็นจุล จักรกลสงครามตนอื่นที่จอระบบตรวจจับความร้อนพุ่งทะลักจุดเดือดจนระบบรวนแปรยืนค้างนิ่งปานบรรพตหิน........ ……………………………….. ปานรับรู้ถึงการมาเยือนของผู้บุกรุก มวลจักรกลสงครามจากทั่วแดนดาวถาโถมพุ่งจากทั่วสารทิศมายังทิศทางที่ผู้บุกรุกจุดไฟสงครามล้างดวงดาวปะทุติดขึ้น ปานฝูงแมงเม่าบินเข้ากองไฟ จักรกลสงครามที่เคลื่อนมาทางภาคพื้นก็ถูกปทุมาเก้าอเวจีที่ค่อยๆผุดไฟบรรลัยกันต์แผดเผาปานบรรดามดปลวกตัวน้อยที่คืบคลานบนกระทะทองแดง บรรดาจักรกลสงครามที่บินวาดผ่านน่านฟ้าก็ถูกประกายแสงอัสนีบาตแตกใส่ ปานผีเสื้อน้อยอยู่ท่ามกลางมรสุมทมิฬที่สายฟ้าตวัดฟัดฟาดเปรี้ยงปร้างดั่งฟ้าแตก ร่างกระเด็นปีกปลิดปลิว ผู้เข้มแข็งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอเป็นบัญญัติที่ร่างสีแดงผู้ก่อการนาม‘มหาอสูรบรรพกาล’ กำหนดขึ้นแต่กาลก่อน ร่างสีแดงปานอยู่ท่ามกลางพายุหมุนที่รายรอบไปด้วยเศษซากเหล็กที่ปลิวว่อน ผ่านไปไม่นานร่างก่ายกองของจักรกลสงครามนับสิบแสนที่ย่อยยับแตกสลายเหลือเพียงเศษเหล็กกองก่อจนสูงขึ้นเรื่อยๆปานจะกองให้จุดยอดสูงถึง'ศูนย์กลางแห่งโบรต้า' ที่ลอยอยู่เหนือฟากฟ้าอันไร้สี ที่บัดนี้ช่องปิดเปิดสู่ภายนอกของศูนย์กลางแห่งโบรต้าแห่งนี้ถูกลั่นเปิดออกทุกบาน จักรกลสงครามยังคงบินแตกออกจากช่องเปิดนั้นอย่างต่อเนื่องปานไฟสุมรังผึ้งยักษ์ที่ลอยฟ้าอยู่จนฝูงผึ้งเหล็กบินแตกรังออกมาอย่างไม่ขาดสาย ร่างสีแดงของมหาอสูรบรรพกาลเงยขึ้นมองสิ่งก่อสร้างลอยฟ้าที่ล่อตาล่อใจ ก่อนร่างสีแดงจะเคลื่อนทะยานขึ้นไปยังศูนย์กลางแห่งโบรต้าที่ขณะนี้อยู่สูงขึ้นไปไม่ไกล........................... บนศูนย์กลางแห่งโบรต้าผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบที่เสียงกระหึ่งก้องระเบิดแตกออกเนิ่นนานไม่เสื่อมคลายยุติลง สุดท้ายร่างของมหาอสูรบรรพกาลที่เขาโค้งแหลมเรืองแสงแดงเถือกปานถ่านไฟที่แตกประกายคลื่นอัสนีบาตฟาดทะลักเปรี้ยงปร้างลงมาอย่างเหี้ยมเกรี้ยมหลายสิบระลอกจู่โจมใส่จักรกลสงครามชนชั้นปกครองสูงสุดตัวสุดท้ายที่ยังบังอาจฝืนชะตาต่อต้านมัน เมื่อเทียบกับจักรกลตนอื่นที่ปะทะหักหาญกันก่อนหน้า ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตมโหฬารผนวกกับพลังทำลายล้างเกิดคาดคิด ทำให้จักรกลสงครามตนนี้ทนไม้ทนมือของมันได้นานที่สุด สิ้นสุดเสียงอัสนีบาตฟาดลง จักรกลสงครามชนชั้นปกครองตนนี้ก็ล้มครืนก่อนร่วงหล่นไปกองเกยกับตัวอื่น ดั่งมีระบบเครือข่ายสื่อสารของร่างของจักรกลสงครามเหล่านี้ พวกมันที่เห็นไกลเป็นจุดเล็กไม่กี่จุดที่ไกลออกไปกลับหยุดนิ่งไม่กล้าเคลื่อนเข้ามาอีก ก่อนเคลื่อนพุ่งตัวออกจากดาวโบรต้าอย่างรวดเร็ว พลันสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาก็คล้ายเสียศูนย์ค่อยๆร่วงลงมา ศูนย์กลางแห่งโบรต้าที่ก่อสร้างมานานนับหมื่นปีคู่กับหมู่ดาวนี้ ที่สูงจากพื้นกว่า 18,000 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 400,000 เมตร ร่วงลงมาดั่งปักษาปีกหัก ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน ปานพื้นดินจะพลิกคว่ำ ผืนดาวสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงระเบิดแตกตะเนิดพะนังอึกทึกครึกโครมดังขึ้น อาคารสิ่งก่อสร้างที่ยังคงสภาพอยู่เบื้องล่างถูกกวาดทำลายสิ้น คลื่นกระแทกโถมออกรอบทิศสั่นสะเทือนไปทั้งดวงดาว ฝุ่นผงเศษชิ้นส่วนกระจุยวุ่นวาย หลังดวงตาแดงกล่ำมองเห็นว่าที่แห่งนี้กลายเป็นดาวเวิ้งว้าง ไร้สิ่งใดที่เคลื่อนไหวได้อีก " สุดท้ายก็ได้เวลาดูดกลืนปราณชีพวิราฬของแมงเม่าเหล็กพวกนี้ " มหาอสูรบรรพกาลขยับปากเอ่ยขึ้น ร่างมันลอยเด่นเหนือศูนย์กลางแห่งโบรต้าที่พังพินาศย่อยยับเหลือเพียงชื่อ ดวงตาแดงก่ำของมันมองไปยังปราณชีพวิราต์ของจักรกลสงครามที่ถูกมันสังหารทำลายไปที่กำลังทอแสงพร่างพรายเหลือคณานับกำลังเอ่อลอยขึ้นมา ปราณชีพวิราต์อันเป็นรูปพลังงานที่คงรูปหมุนเวียน(ลมปราณ)อยู่ในร่างสรรพชีวิตที่มันสามารถมองเห็นภายใต้ม่านตาทมิฬสีแดงก่ำคู่นี้ เมื่อมันปลิดชีพสังหารสรรพชีวิตหนึ่งจนดวงจิตธาตุออกจากร่าง ร่างสรรพชีวิตที่มันปลิดปลงลงจะมีปราณชีพวิราต์คงอยู่ในร่างระยะหนึ่งก่อนจะสูญสลายไปจนหมดสิ้นดั่งไอน้ำร้อนที่ไม่มีสิ่งใดปิดครอบไว้ไม่นานก็ระเหิดหายไปสิ้น แต่ปราณชีพวิราต์นี้จะดึงดูดได้เมื่อเหยื่อสิ้นชีพแล้วเท่านั้น ปราณชีพวิราต์นี้เองคือสิ่งที่มันดูดดึงมาหล่อเลี้ยงชีพวาต์อันสุดเลวร้ายของมันตั้งแต่ร่างสีแดงปานเลือดของมันอุบัติขึ้นมา ร่างมหาอสูรบรรพกาลที่เขาโค้งแหลมขึ้นค่อยๆกำมือแล้วเงื้อมแขนสีแดงทั้งสองข้างออกปานกางเขนนรก ทันใดนั้นรูขุมขนที่อยู่ตรงลวดลายเส้นสีดำที่พาดอยู่ทุกส่วนสัดของร่างกายก็เปิดอ้าขยายออกจนเห็นชัดเจนปานปักหลอดเข้าไปในเนื้อหนังจนเห็นรูขุมขนขยายขึ้นชัดเจน พลันที่มันกางนิ้วทั้งห้าที่กำออกทั้งสองข้าง ใจกลางอุ้งมือก็มีรูสีดำขนาดใหญ่ที่เปิดอ้าออกเช่นกัน แทบเป็นเวลาเดียวกันรอบกายมันก็บังเกิดแรงดึงดูดไร้สภาพอย่างรุนแรงขึ้น ซูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ปราณชีพวิราต์ที่ทอแสงพร่างพรายปานกองทัพแมลงอพยพที่ถูกพายุหมุนพัดพามาห้อมล้อมร่างของมัน ก่อนจะถูกดูดหอบหายเข้ามาในรูสีดำขนาดใหญ่กลางอุ้งมือและรูขุมขนที่ขยายอ้าออกจนร่างสีแดงสั่นกระตุกขึ้น ผิวที่เป็นสีแดงแผ่สว่างระเรื่อแดงปานถ่านกระจายเป็นคลื่นออกทั่วร่างกาย ใบหน้าเรียบเย็นยโสโอหังของมันยกยิ้มอิ่มเอมขึ้นมาหลังดูดกลืนปราณชีพวิราต์จนหมดสิ้น …ร่างของมันถึงกลับขยายใหญ่สูงขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ก่อนที่มหาอสูรบรรพกาลจะทำลายดาวดวงนี้และจากไป ..ปานชะตาลิขิตวาดให้มหาอสูรตนนี้เสาะจนพบ'คฑาเทพหยกเย็น'ที่อยู่บนดาวดวงนี้... เสี้ยวที่มันเหลียวลงไปเบื้องล่างพลันพบว่าประกายแสงสีเขียวเล็กๆแทงเขาหางตาของมันจากเบื้องล่างจุดหนึ่ง ปานมีสิ่งล่อใจมันเคลื่อนลอยเข้าไปใกล้ประกายแสงสีเขียวที่ส่งประกายวิบวับออกมา เป็นจุดที่ส่องออกมาจากซากศูนย์กลางแห่งโบรต้าที่นอนสงบซบอยู่พื้นดาว ที่ไม่นานมานี้คราคล่ำไปด้วยมวลจักรกลสงคราม รุ่งโรจน์ปานดวงสุริยันต์เที่ยงวัน ที่บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพังควันดำขยายลอยออกทุกหนแห่งดั่งมหาอาณาจักรที่ร้างมาแรมเดือน ภายในห้องนี้นับว่าใหญ่โตมโหฬารมากสำหรับร่างที่สูงเพียง 7 ฟุตของมัน เมื่อมหาอสูรบรรพกาลลอยเข้าไปยังจุดที่มีประกายแสงสีเขียวส่งออกมา กลับเป็นแสงส่องสะท้อนจากก้อนอัญมณีสีเขียวที่ติดอยู่ปลายคฑาด้ามหนึ่งที่อยู่ในห้องที่คล้ายเป็นห้องนิรภัยเก็บสะสมสิ่งของบรรดาหนึ่ง ที่สภาพถูกทำลายไปแถบหนึ่งวัตถุอื่นล้วนมีจุดที่เสียหาย แต่มีวัตถุชิ้นนี้ที่ยังคงสภาพเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงและเครื่องมือกลไกบางอย่างที่คล้ายมีความสำคัญยิ่งจึงถูกห่อหุ้มในห้องกระจกที่แข็งแรงอย่างยิ่งยวดจึงยังไม่เสียหายถูกทำลายไป เมื่อร่างมันลอยไปถึงวัตถุชิ้นนั้น แล้วเอื้อมหยิบวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมา.... พลันที่ร่างกายของมันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น... มหาอสูรบรรพกาลนัยน์ตาแดงก่ำปกติเย็นเยียบจนแทบไร้ความรู้สึกใด บัดนี้กลับปรากฏแววสับสนตะลึงลาน ก่อนนัยน์ตาจะทอประกาย เปลี่ยนเป็นประหลาดใจอย่างถึงขีดสุด ความกำเริบเหิมเกริมโหมแรงถูกจุดเร่งเร้ากระพือขึ้นปานจะเผาร่างตนเองให้วอดวายสลายไปก็ไม่ปาน ........................................ ที่พุ่งออกมาก่อนดาวโบรต้าจะระเบิดแตกสลาย คือ จุดดำเล็กๆของหินอุกกาบาตหนักกว่าหมื่นตันพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ออกมา เสียดสีจนไฟลุกท่วม ก่อนจะมอดดับลงเมื่อเข้าสู่ห้วงอวกาศ ที่ยืนมั่นอยู่บนอุกกาบาตก้อนนี้ยังคงเป็นมหาอสูรบรรพกาลที่เพิ่มขึ้นมาคือ คฑาเทพหยกเย็นที่ถูกหลอมรวมเข้าไปในกาย หลังมันสัมผัสถึงมหาพลานุภาพที่แฝงอยู่ในคฑาด้ามนี้เป็นครั้งแรก เรือนร่างที่สมบูรณ์กลับมาอีกครั้งแผลทั่วร่างปลาสนาการหายไปสิ้น เขาโค้งยาวแหลมขึ้นเหนือศีรษะจากหน้าผากทั้งสองข้างสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ ในห้วงมิติที่มันสร้างขึ้นกลับเป็นเครื่องตรวจจับสัญญาณขั้นสูงGK200 ที่ระบุสัญญาณพิกัดของวัตถุที่ปล่อยมวลพลังงานอันไม่มีขีดจำกัดชิ้นอื่นที่คล้ายคฑาเทพหยกเย็นนี้ หลังมันเขม็งมองสัญญาณบนเครื่องGK200แม้เลือนรางริบหรี่แต่พอจำแนกทิศทางที่จัดเจน การเดินทางของมันจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง มันทะยานเคลื่อนไปผ่านดาวดวงใดก็ฆ่าฟันล้างดวงดาวดูดกลืนปราณชีพวิราต์ไปสิ้น ทิศทางที่มันมุ่งไปจุดหมายคือ เอกสุริยะภพ จักรวาลที่9 โลกแดนฟ้าเมฆินทร์........ ...สัญญาณเลือนรางริบหรี่ที่ปรากฏขึ้นย่อมเป็นมังกรฟ้าที่ร่างหลอมรวมกับเกราะภูษาปีกสวรรค์ตนนั่นเอง ................................. ดั่งพลุไฟที่จุดขึ้นในห้วงดวงดาว หมู่ดาวโบรต้าอันเป็นกลุ่มดาวโดดเดี่ยวที่ดำรงอยู่มานานนับหมื่นปีก็ล่มสลายไปมีจักรกลสงครามหลายตนที่เคลื่อนย้ายออกไปทันก่อนที่หมู่ดาวดวงนี้จะเกิดระเบิดต่อเนื่องหลายครั้งก่อนจะสลายไปเป็นเถ้าธุลีทิศทางที่จักรสงครามเหล่านี้มุ่งไปจุดหมาย คือ ดาวแดนฟ้าไซเบอร์ตรอนอันเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลนี้เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ต่อไป ....................................