ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 197 ท้ายที่สุดไปที่ใดมา?

            ด้วยปากที่น่าเกลียดของมู่อี๋เสวี่ยที่นางต้องแบกรับบาดแผลจากการถูกฉีกขาดเอาไว้อย่างเจ็บปวดนางร้องไห้คร่ำครวญเล่าว่าตนเองถูกมู่จื่อหลิงทำร้ายจนทำให้ตนต้องอับอายอย่างไรบ้างและร้องไห้ แจกแจงอย่างละเอียดถี่ถ้วนให้มู่เจิ้นกั๋วได้รับฟัง

            หลังจากมู่เจิ้นกั๋วได้รับฟังความคับข้องใจของมู่อี๋เสวี่ยอย่างเงียบๆเมื่อเห็นรูปลักษณ์ที่น่าสังเวชและน่าสมเพชของมู่อี๋เสวี่ยเขาทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย การแสดงออกของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก

            เห็นได้ว่าเขาไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยด้วยไม่เชื่อในคำพูดของมู่อี๋เสวี่ย ดังนั้นเขาจึงโบกมือให้“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่หลิงเอ๋อร์จะทำเรื่องเช่นนั้น”

            พูดจาเหลวไหล? นางกลายเป็นเช่นนี้? มันจะเหลวไหลได้อย่างไร? เมื่อเห็นว่ามู่เจิ้นกั๋วไม่เชื่อมู่อี๋เสวี่ยจึงเกิดความกังวลขึ้นมาในทันที

            นางเสียโฉมไปแล้วไป๋ซู่ซู่ก็ไม่สนใจนางเช่นกัน ยามนี้คนเดียวที่นางสามารถพึ่งพิงได้คือมู่เจิ้นกั๋ว

            หากมู่เจิ้นกั๋วไม่เชื่อนางเช่นนั้นนางควรทำอย่างไร?

            ไม่ ไม่ได้มู่จื่อหลิงเป็นผู้ที่ทำให้นางต้องตกลงมายังจุดที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้นางต้องพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อเอาคืนเป็นสองเท่า ต้องทำได้!

            มู่อี๋เสวี่ยคุกเข่าลงด้วยเสียงอันดังนางคว้าชายชุดของมู่เจิ้นกั๋วไว้ด้วยมือข้างหนึ่งแล้วชี้ไปที่ปากของนางด้วยอีกมือหนึ่ง “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหลมู่จื่อหลิงทำให้ข้าเป็นเช่นนี้ มู่จื่อหลิง...”

            นางพูดอย่างละล่ำละลักยังคงเปิดปากพล่ามต่อ“เป็นมู่จื่อหลิงที่ทำให้ผู้ชายน่ารังเกียจมากมายรังแกข้าในที่สาธารณะทำลายความบริสุทธิ์ของข้าทั้งยังทำลายรูปลักษณ์ของข้า...นางทำให้รูปลักษณ์ของข้ากลายเป็นผีก็ไม่ใช่คนก็ไม่เชิงเช่นนี้ล้วนเป็นนางที่กระทำ...”

            การถูกเหยียดหยามและเย็บปากหน้าวังหลวงในวันนั้นถือเป็นฝันร้ายตลอดชีวิตของมู่อี๋เสวี่ย ยามนี้เมื่อนางคิดเกี่ยวกับมันนอกจากความเกลียดชังในใจของนางแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอีก

            มู่อี๋เสวี่ยร้องไห้ครั้งแล้วครั้งเล่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างน่าอนาถโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            น้ำเสียงของนางวิตกกังวลมากนางไม่คำนึงถึงแผลเป็นบนปากที่เปิดออกอีกครั้งทันใดนั้นเลือดที่ริมฝีปากของนางก็ไหลลงมาส่งผลให้ใบหน้าของนางแลดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเก่า

            มู่อี๋เสวี่ยผู้น่าสงสารและไร้หนทางสามารถทำให้ใจของคนคนหนึ่งใจอ่อนลงได้ มู่เจิ้นกั๋วมองไปที่มู่อี๋เสวี่ยอย่างเย็นชาในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            อย่างไรก็ตามเขายังคงมีใบหน้าที่สง่างามและเคร่งขรึม ก่อนถามด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำว่า“เจ้าเอาแต่พูดว่าหลิงเอ๋อร์ทำร้ายเจ้า เช่นนั้นพ่อขอถามเจ้าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับหลิงเอ๋อร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมีท่าทีของเจ้าที่มีต่อนาง จากจิตสำนึกที่แจ่มแจ้งของเจ้าเจ้าไม่เคยรังแกนางใช่หรือไม่?”

            มู่อี๋เสวี่ยตกตะลึงในทันทีรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อยอยู่ภายในใจ

            ท่านพ่อของนางหมายความว่าอย่างไร?

            เป็นไปได้ไหมว่าท่านพ่อจะรู้หมดแล้วว่านางทำอะไรกับมู่จื่อหลิงมาก่อนบ้าง?

            เป็นไปไม่ได้ท่านพ่อจะรู้ได้อย่างไรในเมื่อท่านพ่ออยู่ในสวนจิ้งซินตลอดเวลา? แม้แต่ท่านแม่ของนางก็ยังไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย

            มู่อี๋เสวี่ยยึดมั่นในใจนางมากนางเงยหน้าขึ้นอย่างน่ารักและน่าสงสาร นางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “ท่านพ่อข้าไม่ได้รังแก อย่างไรก็เป็นพี่สาว...ขอท่านพ่อให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วย...”

            เมื่อเห็นความพยายามในการโต้แย้งของมู่อี๋เสวี่ยซึ่งไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดแม้แต่น้อย มู่เจิ้นกั๋วก็รู้สึกเย็นเยียบ

            “พอแล้ว!” มู่เจิ้นกั๋วขัดจังหวะมู่อี๋เสวี่ยอย่างโกรธเคือง

            น้ำเสียงของเขาค่อนข้างร้อนรนและโกรธเล็กน้อย“ก่อนที่พ่อจะตัดสินเรื่องนี้ให้เจ้า เจ้าควรดูด้วยตนเองว่านี่คือสิ่งใด?”

            ก่อนที่จะพูดจบมู่เจิ้นกั๋วก็หยิบกระดาษหนาๆ กองหนึ่งออกมาจากช่องในแขนชุด โยนมันลงมาต่อหน้ามู่อี๋เสวี่ยซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเขา

            จู่ๆมู่เจิ้นกั๋วก็โกรธโดยไม่คาดคิด มู่อี๋เสวี่ยตัวสั่นด้วยความกลัว

            นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบิดาของนางจะปฏิบัติกับนางเช่นนี้เขาโหดร้ายกับนางมากแต่...เมื่อสายตาของมู่อี๋เสวี่ยมองไปที่กองกระดาษที่ยุ่งเหยิงบนพื้น...

            กองกระดาษนี้กุ่ยเม่ยเป็นผู้รวบรวมมามันมีข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มู่อี๋เสวี่ยเคยรังแกมู่จื่อหลิงตลอดสิบปีที่ผ่านมา

            ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสาวมู่อี๋เสวี่ยได้ทำร้ายและรังแกมู่จื่อหลิงมีทั้งการกลั่นแกล้งเล็กน้อยไปจนการทำร้ายใหญ่โต

            ยามมองดูแวบแรกอาการบาดเจ็บและการกลั่นแกล้งเหล่านี้ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มันกลับค่อยๆ รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โหดร้ายขึ้นทีละนิดสะสมจนทิ้งร่องรอยความโหดเหี้ยมไร้ปรานีเอาไว้ชีวิตของมู่จื่อหลิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถูกทรมานจนเกินกว่าจะประเมินได้

            เมื่อเห็นสิ่งนี้มันทำให้หัวใจของมู่เจิ้นกั๋วบีบรัดแน่นมันทำให้เขารู้สึกผิดต่อบุตรสาวของตนอย่างมู่จื่อหลิงมาก มันเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ

            มองดูกระดาษแต่ละแผ่นที่เขียนด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นมู่เจิ้นกั๋วชี้ไปที่มันด้วยใบหน้าเย็นชา เขาชี้ไปที่กระดาษบนพื้นแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา“เจ้าดู หลายปีมานี้เจ้าทำร้ายหลิงเอ๋อร์น้อยหรือ? เจ้ายังมีสิ่งใดที่จะมาร้องขอต่อหน้าพ่ออีก?”

            นิ้วที่สั่นเทาของมู่อี๋เสวี่ยหยิบกระดาษขึ้นมาจากพื้น

            เพียงแค่ชำเลืองมองเพียงครั้งเดียวสมองของมู่อี๋เสวี่ยก็ระเบิด นางหยิบขึ้นมาหนึ่งแผ่นอย่างไม่เชื่อสายตา

            แผ่นหนึ่งไปยังอีกแผ่น...

            ยิ่งมองใบหน้าของมู่อี๋เสวี่ยก็ยิ่งน่าเกลียดมากขึ้นเท่านั้น

            นี่สิ่งเหล่านี้เขียนเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งรังแกมู่จื่อหลิงของนางในอดีตไว้ทั้งหมด

            มีหลายสิ่งหลายอย่างทั้งเล็กและใหญ่จนนับไม่ถ้วนบางอย่างนางถึงกับลืมเลือนมันไปเสียแล้ว แต่ตรงนี้สิ่งเหล่านี้ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

            เรื่องเล็กน้อย...คือการที่นางให้บ่าวรับใช้จับบรรดางูหนอน หนู และมด มาเพื่อแกล้งมู่จื่อหลิง ส่วนเรื่องใหญ่...คือนางงดอาหารของมู่จื่อหลิงทำให้นางต้องอดอาหารเป็นเวลาติดต่อกันหลายวันยุยงให้คนอื่นหัวเราะและกลั่นแกล้งมู่จื่อหลิง...ครั้งล่าสุดถึงกับทำให้มู่จื่อหลิงตกจากหลังม้ามีแม้กระทั่งการพยายามสังหารนาง

            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานางสนุกกับการเล่นกับมู่จื่อหลิงผู้โง่เขลาทำให้มู่จื่อหลิงยากที่จะมีชีวิตที่สงบสุข

            ตอนนี้สิ่งเหล่านี้...เป็นไปได้อย่างไร? ดวงตาของมู่อี๋เสวี่ยเบิกกว้างนางไม่อยากจะเชื่อเลย

            เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวและประหลาดใจของมู่อี๋เสวี่ยในยามนี้มู่เจิ้นกั๋วก็รู้แล้ว ว่าการทำร้ายเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนางที่ทำมันกับมู่จื่อหลิงจริงๆ

            ในยามนี้มู่เจิ้นกั๋วมีอาการปวดหัวทุกครอบครัวย่อมมีพระสูตรที่อ่านยาก [1]

            ในท้ายที่สุดก็ยังต้องโทษเขาโทษเขาที่เป็นพ่อที่ไม่ทำหน้าที่ในฐานะพ่อให้ดีบางทีหากในยามนั้นเขาไม่เห็นด้วยกับหลี่เอินที่จะแต่งงานกับไป๋ซู่ซู่ คงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในยามนี้

            มีหลายวิธีในการแสดงความขอบคุณแต่พวกเขากลับเลือกวิธีที่โง่ที่สุด

            นี่ไม่ใช่การตอบแทนแต่เป็นการทรมานซึ่งกันและกัน!

            ในเวลาเดียวกันพวกเขาทรมานผู้อื่นอีกมากมาย...ผิดก้าวเดียว ก้าวต่อไปล้วนผิดพลาดจริงๆ

            “อันตรายที่เจ้าทำกับหลิงเอ๋อร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นมากเกินกว่าที่เจ้ากำลังทุกข์ทรมานอยู่ในยามนี้เจ้าควรรู้อยู่แก่ใจของเจ้าเองว่าอะไรสำคัญกว่ากัน”มู่เจิ้นกั๋วขมวดคิ้วด้วยอาการปวดหัว

            แม้ว่ามู่อี๋เสวี่ยจะไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆของเขา แต่ความรักที่เขามีต่อมู่อี๋เสวี่ยตั้งแต่วัยเด็กนั้นกลับมีมากกว่ามู่จื่อหลิงและบรรดาพี่น้องของนางมาก

            ยิ่งไปกว่านั้นเขาคิดไว้แล้วว่าจะให้โอกาสบุตรสาวผู้นี้ยอมรับความผิดพลาดของนางและกลับใจแต่ใครจะไปรู้ว่านางจะไม่ยอมสำนึกแม้แต่น้อยหลังจากถูกกล่าวตำหนิซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “ไม่ ไม่ใช่ ท่านพ่อข้าไม่ได้...”มู่อี๋เสวี่ยคว้าชายชุดของมู่เจิ้นกั๋วพร้อมทั้งส่ายหัวอย่างสิ้นหวังราวกับคนบ้า

            มู่เจิ้นกั๋วมองไปที่มู่อี๋เสวี่ยด้วยหัวใจที่หนาวเหน็บเหตุใดบุตรสาวผู้นี้ถึงทำเรื่องยุ่งเหยิงเช่นนี้ทั้งที่ในใจของนางย่อมรู้ทุกสิ่งดีกว่าผู้ใด

            ไม่ต้องพูดถึงว่าเรื่องที่เกิดนี้เป็นมู่จื่อหลิงที่ลงมือทำต่อมู่อี๋เสวี่ยหรือไม่แม้ว่านางจะทำจริงพ่อผู้ไร้ความสามารถอย่างเขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะตั้งคำถามและกล่าวหานาง!

            มู่อี๋เสวี่ยส่ายหัวอย่างควบคุมไม่ได้น้ำตาไหลอาบใบหน้า เลือดและน้ำตาปนบนใบหน้าที่ซีดเซียวของนาง นางทำอะไรไม่ถูก ทั้งรำคาญและไม่พอใจ!

            ใบหน้าไร้รอยยิ้มของมู่เจิ้นกั๋วเต็มไปด้วยความผันผวนและความเดียวดายที่ไม่อาจลบเลือนได้ด้วยกาลเวลาเขาพูดด้วยน้ำเสียงอย่างคนหมดหนทาง “เสวี่ยเอ๋อร์ ความเสียหายที่เจ้าทำต่อหลิงเอ๋อร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพ่อจะไม่ตามเอาผิดมันอีก เจ้ากลับไปเสียเถอะ ดูแลรักษาตนเองให้ดี”

            ไม่ตามเอาผิด? เขาไม่ตามเอาผิดหรือ? มู่อี๋เสวี่ยค่อยๆ ปล่อยมือที่จับชุดของมู่เจิ้นกั๋วไว้แน่นทรุดตัวลงกับพื้นอย่างน่าสลดใจ

            “ฮ่าฮ่า โง่ช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร…ฮ่าฮ่า…” ร้องไห้ไปร้องไห้มา จู่ๆ มู่อี๋เสวี่ยก็หัวเราะออกมา

            น้ำตาอันขมขื่นไม่มีที่สิ้นสุดร่วงหล่นอย่างเงียบๆมันส่งตรงมาจากความอ้างว้างและโศกเศร้าที่มีอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ

            เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา[2] ด้วยนางจำต้องหักห้ามใจตนเองอย่างหนัก

            ใช่ นางโง่มาก เหตุใดนางถึงมาขอให้มู่เจิ้นกั๋วช่วยเรียกร้องแทนนาง? ในเมื่อมู่จื่อหลิงหญิงเลวผู้นั้นเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขา

            นางมู่อี๋เสวี่ยจะนับเป็นสิ่งใดได้? นับเป็นอะไร? แม้แต่มารดาของนางเองก็ยังเพิกเฉยต่อนาง ‘บิดา’ ผู้นี้จะเรียกร้องแทนนางได้อย่างไร?

            จะเป็นไปได้อย่างไร? มู่เจิ้นกั๋วจะเพิกเฉยต่อบุตรสาวแท้ๆของตนได้อย่างไร จะเอาผิดกับนางได้อย่างไร?

            มันช่างน่าขันเสียจริง

            มุมปากแดงก่ำและน่าสะพรึงกลัวของมู่อี๋เสวี่ยมีแววของการเยาะเย้ยมันเป็นรอยยิ้มที่น่าสังเวชและน่าเศร้าลึกลงไปในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ไม่สามารถลบล้างได้

            เมื่อมองไปที่มู่อี๋เสวี่ยซึ่งนั่งทรุดกายอยู่บนพื้นมู่เจิ้นกั๋วก็ขมวดคิ้วด้วยท่าทางที่ซับซ้อน “ป้าเยวี่ยไปเตรียมรถม้ามาพาคุณหนูรองกลับไป”

            มู่เจิ้นกั๋วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมสั่งความกับป้าเยวี่ยที่อยู่ข้างนอก

            “คุณหนูรอง...” หลังจากที่ป้าเยวี่ยเข้ามานางกำลังจะช่วยประคองมู่อี๋เสวี่ยขึ้นจากพื้น

            “ออกไปให้พ้น!อย่ามาแตะต้องตัวข้า!” มู่อี๋เสวี่ยกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งปัดมือของป้าเยวี่ยออกอย่างไม่พอใจ โงนเงนลุกขึ้นจากพื้นก่อนจะเดินล้มลุกคลุกคลานออกไป

            ป้าเยวี่ยกำลังจะตามนางออกไปมองตามร่างที่กำลังหนี มู่เจิ้นกั๋วถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ช่างมันเถอะปล่อยนางไป”

            -

            ใกล้ค่ำแล้ว

            หลังจากวุ่นวายอยู่ในสวนสมุนไพรที่ลานหลังจวนมาทั้งวันมู่จื่อหลิงก็ทุบร่างกายที่ปวดเมื่อยของนางเบาๆในยามนี้นางกำลังลากร่างกายที่อ่อนล้าของนาง เตรียมจะเข้าสู่ตำหนักอวี่หานเพื่อพักผ่อน

            ในเวลานี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นได้ออกพระราชโองการมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้นางเข้าวังในเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้

            “ถึงเวลาแล้วข้าหยุดมันไม่ได้จริงๆ!” มู่จื่อหลิงพึมพำกับตนเองขณะที่มองดูพระราชโองการจากฮ่องเต้ที่เพิ่งได้รับมาจากขันทีด้วยความรู้สึกราวกับน้ำตาจะไหล

            ขันทีชราผู้มาแจ้งพระราชโองการไม่เข้าใจความหมายของมู่จื่อหลิงเขาเตือนอย่างใจดีว่า “วันพรุ่งนี้ขอหวางเฟยโปรดมาตรงเวลาอย่าให้ฮ่องเต้ต้องรอเป็นเวลานาน ข้าน้อยขอลา”

            มู่จื่อหลิงมีใบหน้าที่ขมขื่นนางยกมือขึ้นโบก ปล่อยให้ขันทีชราจากไป

            เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะหลงเซี่ยวหนานนึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของฮ่องเต้เหวินอิ้นที่จับนางเข้าคุกหลวงโดยไม่พูดอะไรสักคำมู่จื่อหลิงรู้สึกว่านางหนึ่งหัวสองใหญ่อย่างแท้จริง

            แม้ว่าพระราชโองการของฮ่องเต้จะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงเรียกหานางด้วยเหตุใดแต่ยามนี้ไทเฮาเฒ่าในวังกำลังกระตือรือร้นที่จะลงโทษนางสำหรับความผิดของนางไม่ว่าผู้ใดก็เดาได้

            กล่าวได้ว่าผู้ที่เก่งกาจและรับมือยากที่สุดในวังหลวง...ไม่ใช่ฮองเฮาหรือไทเฮาแต่เป็นฮ่องเต้!

            คำสั่งของไทเฮานั้นง่ายต่อการสกัดกั้นแต่พระราชโองการของฮ่องเต้ที่อยู่เหนือกระดานผู้ใดจะกล้าขัดขวางอย่างเปิดเผยได้เล่า?

            ผ่านไปครู่หนึ่งมู่จื่อหลิงคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกด้วยหลงเซี่ยวอวี่สกัดกั้นรับสั่งของไทเฮา เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดไม่ถึงว่าไทเฮาไม่พอพระทัย พระนางย่อมต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เมื่อฮ่องเต้ปรากฏตัวเรื่องต่างๆ ก็จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

            แม้สิ่งที่นางออกไปดิ้นรนกับเรื่องต่างๆจะสามารถทำได้ในช่วงเช้า แต่มาช่วงบ่ายมู่จื่อหลิงกลับต้องมานั่งเกาผมของตนอย่างแรงด้วยความขมขื่น

            เจ้ามารร้ายหลงเซี่ยวอวี่ผู้นั้นช่วงนี้ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ใด? พรุ่งนี้ควรทำอย่างไรดี?

            หากเป็นไทเฮานางยังมีความมั่นใจว่าสามารถต่อกรได้ แต่หากเป็นฮ่องเต้เหวินอิ้น...

            จากความทรงจำของนาง ฮ่องเต้เหวินอิ้นเป็นคนประเภทที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นโต้แย้งเลยกล่าวว่าถูกก็คือถูก กล่าวว่าผิดก็คือผิด

            ไม่ควรจะกล่าวว่าตราบเท่าที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าถูกหรือผิดเขาจะจัดการกับมันอย่างสมบูรณ์ เด็ดขาด ไม่ยืดเยื้อ

            มู่จื่อหลิงเงยหน้าขึ้นช้าๆมองดูดวงจันทร์เต็มดวงกลมโตที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าห่างไกลอย่างเศร้าสร้อยเล็กน้อย

            การเข้าวังในวันพรุ่งนี้จะเกิดความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่?

            หรือจะเป็นเช่นเดิมที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้นางก็ต้องโดนจับขังอีกครั้ง?

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ทุกครอบครัวย่อมมีพระสูตรที่อ่านยาก (家家有本难念的经) เป็นคำอุปมามีความหมายว่า ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาของตัวเองหรือแต่ละครอบครัวมีปัญหาที่ไม่ง่ายที่จะแก้ไข ส่วนมากใช้ในการบรรยายถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและขัดแย้งกันในครอบครัว

            [2] รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา (笑意不达眼底) เป็นวลี มีความหมายว่า ยิ้มปลอมๆ ไม่จริงใจหรือรอยยิ้มที่มีความเศร้าแฝงอยู่

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน