ตอนที่61 อยู่ชมรมเดียวกัน
ขับไปขับไปทุกวันก็ชินมือชินเท้า พ่อรุ้งจึงเหยียบคันเร่งเร็วขึ้นและมีความมั่นใจในการสอบใบขับขี่ ตอนนี้เป็นปี 2008 ย่างเข้าปี 2009 การจะหาดูคลิปถอยเข้าซองน่ะไม่มีเลย มีแต่ต้องถอยและจำระยะเองเท่านั้น แต่อย่างใดก็ตามด้วยการถอยบ่อยๆ นี่แหละที่ทำให้พ่อรุ้งชำนาญ ไปสอบวันเดียวก็ได้ใบขับขี่มาแล้ว
“เป็นไงล่ะลูก พ่อเก่งหรือเปล่า!” พ่อรุ้งขับรถมาหาบาสที่ร้านตอนเย็น วันนี้แกไม่ได้ขายของ เพราะหลังจากสอบเสร็จก็ปาไปบ่ายกว่าแล้ว ไหนจะระยะทางที่ต้องขับกลับอีก วันนี้จึงหยุดขายปลาดุกหนึ่งวัน
พ่อรุ้งโชว์ใบขับขี่ให้บาสดู บาสมีใบหน้าเหเก แต่ไม่แปลกใจกับความรู้สึกของพ่อรุ้งที่ได้ใบขับขี่
ตอนนี้สามารถทำใบขับขี่ในวันเดียวได้อยู่ อบรมสองชั่วโมงแล้วสอบข้อเขียน จากนั้นภาคปฏิบัติตอนบ่าย แต่หลังจากนี้อีกไม่กี่ปีคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ การสอบใบขับขี่อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองวัน แค่ฟังบรรยายสรุปก็ปาไปเกือบหนึ่งวันแล้ว เพราะงั้นอีกวันจึงเป็นข้อเขียนและภาคปฏิบัติ
“นี่พ่อ เสาร์อาทิตย์ไปเที่ยวกันมั้ย” พี่เมย์เข้ามาออพ่อรุ้ง กระพริบตาปริบๆ เหมือนเด็กน้อยอยากได้ของเล่น
พ่อรุ้งเอามือตบอกหัวเราะฮ่าๆ “เมย์อยากจะไปไหนล่ะลูก เดี๋ยวพ่อพาไปเอง”
“นี่พ่อ ลืมน้ำไปแล้วเหรอ น้ำก็อยากไปเหมือนกันนะ” พี่น้ำเป็นผู้หญิงอ่อนหวานน่ารัก เวลานี้ที่เธอทำเสียงออดอ้อนจึงน่ารักเป็นพิเศษ ต่างจากพี่เมย์ที่ค่อนข้างแข็งกระด้าง
พ่อรุ้งมีความสุขเหลือเกิน เหลือบมองไปที่บาสด้วยรอยยิ้มขอบคุณ ถ้าหากไม่ได้บาสชี้ทางให้เกี่ยวกับปลาดุก คงไม่มีรถขับเหมือนอย่างคนอื่นเช่นวันนี้ แม้เงินที่เอาไปซื้อรถจะไม่ใช่เเค่เงินจากการขายปลาดุก หากแต่เป็นเงินเก็บแกและของแม่หน่อยด้วย แต่อย่างใดก็ตามเรื่องนี้หากไม่ได้บาส แกคงไม่มีรายได้วันละหลายพันบาท
บาสรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน เขาเองก็อยากจะให้พ่อแม่นอนเฉยๆอยู่ที่บ้านรอนับเงินนะ แต่รู้ดีในกำลังของตัวเอง ว่ายังไม่สามารถทำอย่างนั้นได้
ชีวิตก่อนหน้าบาสเป็นแค่กรรมกรแบกหามรายได้วันละสามร้อยบาท ความรู้หรือการบริหารไม่มี เพราะงั้นเขาถึงไม่สามารถก้าวกระโดดเช่นพระเอกนิยายที่เคยอ่าน หรือกลายเป็นคนรวยเพราะเล่นหุ้นในข้ามวันตื่นมาก็มีเงินเป็นร้อยล้าน แต่อย่างใดตามนี่แหละคือชีวิต ทุกชีวิตต้องก้าวเดิน แม้แต่ตัวเขาเองที่ย้อนเวลา บาสเป็นแค่คนธรรมดามีความรู้สึก อยู่ในกรอบความเป็นจริง แม้ว่ามันจะยากสักเท่าไหร่แต่สักวันหนึ่งบาสจะทำให้จงได้!
โรงเรียนโนนเหล็กก็เหมือนเดิม นี่ผ่านมาได้สองเดือนแล้วตั้งแต่เปิดโรงเรียน บาสนั่งอยู่อยู่ในห้องชมรม สำหรับชมรมที่บาสเลือกมันเป็นชมรมวาดรูป ไอ้อี๊ดไอ้เพลิงอยู่ชมรมดนตรี ส่วนไอ้หม่าวกับกันต์อยู่ชมรมกีฬา
ตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียนโนนเหล็กเพื่อนที่เรียนอยู่ที่เดียวกันเมื่อก่อนก็ค่อยๆแยกตัวกันออกไป ออกไปเจอสังคมใหม่ ใครใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิต
แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่พวกเขายังเหมือนเดิม ยังคงเป็นเพื่อนกันเหมือนวันวาน ส่วนเพลิง...มันยังคบกับพี่ทรายอยู่ ซึ่งเป็นอะไรที่บาสรับไม่ได้อยู่ดี และไม่รู้ด้วยเหตุบังเอิญหรืออะไรพี่ทรายถึงได้อยู่ชมรมเดียวกับบาส
พี่ทรายกำลังวาดรูป โดยไม่รู้เลยว่ามีเด็กหนุ่มนั่งกำลังมองอยู่ เธอยังคงสวยเหมือนเดิม ต่างกันแค่ตอนนี้พี่ทรายตัดผมสั้น...
พี่ทรายไม่ได้ไว้ผมยาวเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็สวยไปอีกแบบ มีเด็กผู้ชายหลายคนในชมรมมองเธอ พี่ทรายไม่ได้สนใจและทำเพียงแค่วาดรูปเงียบๆเท่านั้น
สำหรับชมรมบาสแค่เข้ามาเล่นๆเท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไร แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตในโรงเรียนจะมีสีสันได้เพียงแค่มาเจอพี่ทรายที่นี่ สำหรับความรู้สึกนั้น บาสไม่เข้าใจในตัวเองเหมือนกัน เขาเพียงแค่รู้สึกร้อนรุ่มทุกครั้งที่เจอพี่ทราย และรู้สึกแย่จริงๆที่เพลิงอยู่ใกล้ๆเธอ
แต่วันนี้รู้สึกสะอาดตาจริงๆ ได้มองเธอจากทางด้านหลัง ไม่มีมารผจญเข้ามาบดบังสายตา ไม่รู้ว่ามันบังเอิญมั้ย พี่ทรายทำดินสอตกมาพอดี มันกลิ้งมาด้านหลัง เธอก้มลงและหันมา ทั้งสองสบสายตากัน ชั่วเวลานั้นดูเหมือนกับทุกอย่างหยุดนิ่ง ราวกับในห้องนี้มีแค่พวกเขาเท่านั้น...
“ของพี่ใช่มั้ย” บาสเก็บดินสอขึ้นมาก่อนจะยื่นให้พี่ทราย
“อื้ม...ขอบใจนะ” มือของเธอสั่นระริกแต่ว่ายังคงสีหน้าไว้เหมือนเดิม เรื่องราวในวันนั้น จูบนั้นที่บาสขโมยไป เธอยังไม่ได้เอาคืนและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่มันค่อนข้างคลุมเครือ บางทีอาจพูดไม่เต็มปากว่าพวกเขาเป็นกิ๊กกัน เพราะยังไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น
“บาสเองก็อยู่ชมรมนี้เหรอเนี่ย ปกติพี่ไม่เคยเห็นเราเลยนะ” พี่ทรายเริ่มบทสนทนา เธอไม่ได้กลับไปวาดรูปต่อ เพียงหันมาพูดกับบาสแทน
“สักพักแล้วแหละ แต่ไม่ค่อยได้เข้ามาเพราะยุ่งๆ กับเรื่องหนูและเรื่องร้าน”
“อ๋อ...ยุ่งน่าดูเลยนะ ตอนนี้เก็บเงินได้เยอะแยะแล้วล่ะมั้ง จะเอาเงินขนาดนั้นไปทำอะไรเหรอ?”
ถ้าเป็นคนอื่นมาถามแบบนี้บาสคงไม่ตอบ แต่นี่เป็นรักแรกของเขา ความรู้ของวันนั้นยังคงอยู่ แม้จะไม่เหมือนเดิมแต่ยังมีแค่เธอ...“ก็จะเอาไปทำร้านหลายๆอย่างแหละนะ อีกส่วนหนึ่งก็ว่าจะเก็บไว้ไปขอพี่...”
คำพูดของบาสฟังดูเหมือนล้อเล่น แต่ว่าคนที่ฟังกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น คำว่า ขอพี่... ทำให้หัวใจพี่ทรายเต้นระส่ำ แต่เธอไม่แสดงออกทางสีหน้า กลับยีผมเด็กหนุ่มตรงหน้าก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน
“อะไรเนี่ย ห่างพี่แค่ไม่กี่เดือนเป็นคนพูดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เดี๋ยวนี้หัดล้อเล่นแล้วเหรอฮะ!”
บาสได้กลิ่นน้ำหอมจากพี่ทราย อดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้ ริมฝีปากของเธอกำลังยิ้มอยู่ ชวนวาบหวามเสียจริง ใจอยากจับพี่ทรายกดลงตรงนี้ หัวใจมันบ้าที่คิดไปแบบนั้น ที่นี่มีคนอยู่เยอะแยะ และอีกอย่าง...พี่ทรายมีแฟนอยู่แล้ว
บาสจับมือของพี่ทรายที่กำลังยีหัวเขา ก่อนจะกุมมือเธอไว้ พี่ทรายหลบตาเมื่อบาสทำแบบนี้ ดูเหมือนความกล้าก่อนหน้านี้จะหายไป ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สาวกล้าได้กล้าเสียคนนี้ แสดงท่าทางเขินอายแบบที่ผู้หญิงบอบบางคนหนึ่งควรจะมีออกมา
บาสถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ ให้ตายสิตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พี่ทรายน่ารักแบบนี้ หัวใจเขาเต้นตึกตักจนแทบกระดอนออกจากหน้าอก ทว่าเสียงกระแอมดังๆ ทำให้บาสได้สติ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เด็กผู้ชายคนหนึ่งด้วยความโกรธ
พี่ทรายรีบชักมือกลับ เก็บดินสอและสมุดใส่กระเป๋าก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหันมามองบาสยิ้มๆ “พี่ไปก่อนนะ แล้วอย่าไปป้อสาวอื่นล่ะ”บาสบอกมองพี่ทรายจากไปด้วยความรู้สึกเสียดาย แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ ความรู้สึกของทั้งสองค่อยๆกลับมา มันค่อนข้างซับซ้อนแต่ว่าบาสก็รู้สึกดี เขาไม่รู้ว่าพี่ทรายจะรู้สึกเหมือนกันมั้ย....แต่คงไม่ต่าง ถ้าไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มาที่ชมรมอีกหรอก
จ่อยยืนอยู่ที่ฟาร์มเลี้ยงหนู ตอนนี้มีลูกหนูหลายตัวมากหลังจากสองเดือนผ่านไป บาสมาที่ฟาร์มด้วยใบหน้ามีความสุข แม้จะมีหนูตายไปบ้างแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ตอนนี้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ ทุกอย่ากำลังเข้าที่เข้าทาง อีกไม่นานคงปรับได้ดีกว่านี้
“เป็นไงบ้างวะมึง” บาสถามจ่อย พลางมองไปที่ลูกหนูที่แออัดกันอยู่ในวงบ่อซีเมนต์
“ก็ดีนะ แต่ช่วงนี้แม่งวุ่นๆ ไม่เหมือนกับตอนแรกที่มีไม่กี่ตัว” จ่อยถอนหายใจออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่ อาจจะเสียใจแล้วก็ได้ เพราะตอนนี้มีหนูเยอะขึ้นจนแทบไม่ได้พัก ใจอยากจะร้องแต่ว่ากลับไม่มีน้ำตา เลยมองไปที่บาสตาปริบๆ สงสัยอยากได้ค่าขนมเพิ่มขึ้นแน่ๆ
“เอาน่า ถ้าหากไม่มีหนูเลยกูจะไปมีกำไรได้ไงวะ อีกอย่างหนึ่งตอนนี้เห็นว่ามึงคุยกับเด็กม.3 เหรอ เป็นบ้างไงวะ เธอดูสนใจมึงหรือเปล่า”เมื่อบาสพูดถึงเด็กม.3 ดูเหมือนจ่อยจะอารมณ์ดีขึ้น เขายิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง “ก็ดีว่ะ แต่กูยังไม่รู้เลยว่าเธอคิดยังไง...”“อย่าทำหน้าละเหี่ยแบบนั้นสิวะ มึงต้องมีความกล้าแล้วลุกฮึบนะเว้ย”“หมายความว่าไงวะ ไอ้ที่ลุกฮึบที่ว่าเนี่ย?” จ่อยเกาหัวแกรกๆ มองไปที่บาสอย่างต้องการคำตอบบาสจับไหล่ของจ่อย ปากก็พูดว่า “ต้องมีความกล้าที่จะจูบ!”
“หา...? จูบเนี่ยนะ” จ่อยทำหน้าไม่เชื่อ เขาไม่คิดเลยว่าบาสจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ให้เขาไปจูบเด็กม.3 เนี่ยนะ หมอนี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ อยากให้เขาโดนเธอตบหน้าหรือไงนะถึงได้แนะนำแบบนี้
“ใช่จูบ แต่มึงต้องรู้วิธีจูบนะเว้ย ไม่งั้นล่ะก็อาจโดนเธอปฏิเสธได้”
“มึงทำเหมือนกับว่ามึงเคยจูบแล้วงั้นเเหละ?” จ่อยมองบาสอย่างดูถูก ตั้งแต่ที่เขารู้จักบาส ก็ไม่เห็นบาสเคยพาสาวมาที่บ้านเลยสักคน แต่กลับสอนเขาเหมือนผู้เชี่ยวชาญเนี่ยนะ แล้วจะให้เชื่อได้ยังไง
“มึงทำหน้าเหมือนกับไม่เชื่อ?”“เอ่อ...”“เอาล่ะไม่ต้องพูด ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่มึงควรที่จะลองดูสักหน่อย”
“มึงจะให้กูลอง แล้วกูจะลองยังไง อย่าบอกนะว่า...” จ่อยมองบาสแปลกๆ คราวนี้อดรู้สึกเสียวสันหลังไม่ได้ ที่บาสพูดมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าต้องการให้จ่อยทดลองจูบปากตัวเองหรอกนะ แบบนั้นมัน หยี!
บาสขำอดจ่อยไม่ได้ สีหน้าและท่าทางหวาดระแวงแบบนี้ เหมือนกับสมพงษ์เด็กเนิร์ดจริงๆ แต่บาสกลับไม่รู้เลยว่าคนที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้ก็คือตัวบาสเองนั่นแหละ
“มึงรู้แล้วเหรอว่ากูจะให้ลองจูบยังไง?” “รู้แล้ว รู้แล้ว แต่มึงไม่ต้องช่วยกูหรอก เพราะกูมีตัวช่วยอยู่แล้ว” จ่อยถอยหลังไปติดวงบ่อซีเมนต์ มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก บาสก็ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ จ่อยทำอะไรไม่ถูกแล้วจริงๆนะ ด้วยความลนลานจึงหยิบเอาหนูออกมาจากบ่อ “นี่ไงคู่ฝึกซ้อมของกู!”บาสถึงกับอิ้งกิมกิ อะไรนะ จ่อยจะจูบหนูเนี่ยนะ? บ้าไปแล้วแน่ๆ