หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 30: งานเลี้ยงฉลองฤดูเก็บเกี่ยวแรก

            บทที่ 30: งานเลี้ยงฉลองฤดูเก็บเกี่ยวแรก

            สายลมเย็นเยือกแห่งต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านทิวไม้ในป่าต้องห้ามชั้นนอกหอบเอาใบไม้สีเหลืองทองและสีส้มแดงให้ร่วงหล่นลงมาปูลาดเป็นพรมธรรมชาติบนพื้นดินทว่า ภายในอาณาเขตของ ‘รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค’ฤดูกาลที่กำลังผลัดเปลี่ยนนี้ไม่ได้นำพาความหนาวเหน็บหรือความหวาดกลัวมาให้เลยแม้แต่น้อยแต่มันกลับขับเน้นให้ภาพความอุดมสมบูรณ์ของเมืองเล็กๆแห่งนี้ดูงดงามราวกับภาพวาดในนิทานปรัมปรา

            และทางด้านทิศตะวันตกของลาน… “ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุข”ยังคงยืนต้นอย่างสง่างามใบไม้สีส้มผสมชมพูของมันเปลี่ยนเฉดตามฤดูกาล กลายเป็นโทนอุ่นลึกยิ่งขึ้นราวกับกำลังหลอมรวมเข้ากับฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังมาเยือน กลิ่นหอมอ่อนๆของมันยังคงลอยอยู่ในอากาศ ช่วยทำให้บรรยากาศของหมู่บ้าน… สงบและสมบูรณ์แบบอย่างน่าประหลาด

            อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนกอดอกอยู่กลางลานอเนกประสงค์หน้าบ้าน เขาสูดอากาศบริสุทธิ์หลังฝนตกเข้าปอดลึกๆสายตาของอดีตสถาปนิกค่อยๆ กวาดมองผลงานประติมากรรมแห่งชีวิตรอบตัวราวกับกำลังตรวจรับงานก่อสร้างชิ้นมาสเตอร์พีซเป็นครั้งสุดท้ายของโครงการ

            ใต้ฝ่าเท้าของเขาพื้นดินที่เคยเฉอะแฉะเป็นบ่อโคลน บัดนี้แห้งสนิทและแข็งแรงมั่นคง แม้พายุจะเพิ่งพัดผ่านไปเมื่อคืนแต่ ‘ระบบระบายน้ำฝรั่งเศส’ ก็ทำหน้าที่ดูดซับมวลน้ำทั้งหมดลงสู่ชั้นหินกรวดและท่อไม้ไผ่ใต้ดินส่งตรงลงสู่น้ำตกอย่างหมดจด ไร้ซึ่งร่องรอยของน้ำขังลานหน้าบ้านจึงดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย

            เมื่อมองตรงไปเบื้องหน้า‘บ้านหินแกนกลางความร้อน’ ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงท้าทายสายลมควันไฟสีเทาอ่อนลอยกรุ่นออกมาจากปล่องไฟ บ่งบอกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ภายในที่หน้าบ้าน ‘อ่างหินรับน้ำประปา’มีสายน้ำใสสะอาดไหลรินลงมาจากท่อไม้ไผ่แรงโน้มถ่วงเกิดเป็นเสียงน้ำกระทบหินเบาๆ ที่ชวนให้จิตใจสงบ

            ถัดออกไปทางทิศเหนือใต้ร่มไม้ใหญ่‘ส้วมหมักชีวภาพ’ ที่ถูกจัดการด้วยขี้เถ้าอย่างถูกสุขลักษณะตั้งอยู่อย่างเงียบสงบ ไร้กลิ่นรบกวนใดๆ เช่นเดียวกับ ‘หลุมหมักชีวภาพ’ ซึ่งอยู่ถัดลงมา และเมื่อมองทะลุไปถึงเนินเขาด้านหลังบ้านประตูกรอบไม้หนาเตอะของ ‘ห้องเก็บเสบียงใต้ดิน’ ก็ถูกปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนาภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยพืชผลทางการเกษตรที่ถูกเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิ 10-15องศาเซลเซียสอย่างปลอดภัย

            และเมื่อหันไปทางทิศใต้‘แปลงผักยกแคร่ ’ ก็ยังคงเขียวชอุ่ม มันเทศป่าและผักกาดขาวรุ่นใหม่เริ่มผลิใบอ่อนทดแทนรุ่นเก่าที่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วโดยมีบ้านใต้ดิน ‘Eco-Warren’ ของประชากรกระต่ายตั้งอยู่เคียงข้างถัดไปทางฝั่งทิศตะวันตกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ

            ปัจจัยสี่ถูกเติมเต็มสาธารณูปโภคครบครัน โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง...รัฐอิสระแห่งนี้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างคำว่า ‘ค่ายพักแรมชั่วคราว’ สู่คำว่า‘หมู่บ้านถาวร’ อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!

            "มันช่างเป็นวิวทิวทัศน์ที่เยียวยาจิตวิญญาณของสถาปนิกได้ดีที่สุดจริงๆ"อีไลอัสยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันกลับมาที่เตาไฟกลางแจ้งหน้าบ้านหิน

            วันนี้เป็นวันพิเศษมันคือวันที่พวกเขาเก็บเกี่ยวผลผลิตล็อตแรกได้อย่างเสร็จสมบูรณ์และจัดการระบบนิเวศน์ภายในหมู่บ้านให้เข้าที่เข้าทางอีไลอัสจึงประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน และจัด ‘งานเลี้ยงฉลองฤดูเก็บเกี่ยวแรก ’ อย่างยิ่งใหญ่!

            บนเตาหินกลางแจ้งหม้อดินเผาใบใหญ่ที่สุดเท่าที่อีไลอัสเคยปั้นมากำลังตั้งอยู่บนกองไฟที่ถูกควบคุมอุณหภูมิอย่างพิถีพิถันภายในหม้อคือเมนูเอกลักษณ์ประจำงานเฉลิมฉลอง... ‘สตูว์เนื้อป่าตุ๋นผักสามสหาย ’

            "เคล็ดลับของการทำสตูว์ให้อร่อยไม่ใช่การต้มให้เดือดพล่าน แต่คือการ ‘ตุ๋นด้วยความร้อนต่ำอย่างช้าๆ’" อีไลอัสอธิบายหลักการวิทยาศาสตร์การอาหาร ให้กับเหล่าลูกบ้านที่นั่งล้อมวงหน้าสลอนรอกินอยู่รอบกองไฟ

            เขายกทัพพีไม้กวนน้ำซุปข้นๆในหม้อ "คอลลาเจน  ในเนื้อหมูป่าที่บาร์นีย์ล่ามาได้จะค่อยๆ สลายตัวและเปลี่ยนเป็น ‘เจลาติน ’ เมื่อเจอกับความร้อนต่ำเป็นเวลานานมันจะทำให้น้ำซุปมีความเข้มข้น หนืด และเคลือบลิ้น! ผสมผสานกับหัวไชเท้ายักษ์มันเทศป่า และแครอทป่าที่เดซี่ปลูก...ความหวานจากแป้งในพืชรากพวกนี้จะละลายออกมาผสมกับรสอูมามิของเนื้อสัตว์เกิดเป็นความสมดุลของรสชาติที่เพอร์เฟกต์ที่สุด!"

            “โฮก...แค่ได้กลิ่น... น้ำลายก็ท่วมปากแล้วบอส...” บาร์นีย์หมียักษ์อสูรรถเครนประจำไซต์งาน นั่งจุ้มปุ๊กอยู่หน้าหม้อสตูว์แววตาของมันจับจ้องไปที่ชิ้นเนื้อเปื่อยๆ ที่ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำซุป

            “โฮ่ง!ฉันจองเนื้อชิ้นที่ใหญ่ที่สุดนะเจ้านาย! ฉันเป็นคนช่วยพ่นไฟคุมอุณหภูมินะเว้ยต้องได้ค่าแรงเป็นเนื้อสิ!” ฟินน์ จิ้งจอกอสูรตัวน้อยแยกเขี้ยวขิงใส่หมีใหญ่

            “ไม่ได้นะ!ผักพวกนี้ฉันเป็นคนใช้เวทมนตร์เร่งโตเองกับมือ!ฉันต่างหากที่ควรจะได้กินเยอะที่สุด!” เดซี่ กระต่ายอสูรสายพฤกษากระโดดขึ้นไปยืนบนท่อนไม้ประท้วง

            “พวกแกนี่มันไร้ศิลปะจริงๆ!” ดัสตี้ตุ่นอสูรหมวกเซฟตี้หัวหน้าวิศวกรโยธา กอดอกส่ายหัวเบาๆ “อาหารน่ะ มันก็เหมือนกับปูนซีเมนต์นั่นแหละ!ถ้าส่วนผสมไม่เข้ากัน มันก็ไม่เกาะตัว! สตูว์หม้อนี้มันคือการผสาน ‘โครงสร้างเนื้อ’ เข้ากับ ‘ของเหลว’อย่างลงตัว... บอส! ฉันขอชิมความสมมาตรของรสชาตินี้เป็นคนแรกได้ไหม!”

            อีไลอัสหัวเราะร่วนลั่นป่าให้กับความวุ่นวายที่แสนจะน่ารักน่าชังของแก๊งผู้บุกเบิกข้ามเผ่าพันธุ์

            "ไม่ต้องแย่งกัน!หม้อนี้ใหญ่พอสำหรับเลี้ยงกองทัพได้ทั้งกองทัพ!วันนี้เราจะกินกันให้พุงกางจนลุกไม่ขึ้นไปเลย!"

            เด็กชายเริ่มตักสตูว์ร้อนๆที่เคี่ยวจนงวดได้ที่ แจกจ่ายลงในชามไม้ที่เขาประดิษฐ์ไว้ให้ลูกบ้านแต่ละตัวบาร์นีย์ได้ชามขนาดยักษ์ที่เกือบจะเท่ากะละมัง ฟินน์ได้ชามขนาดกลางเดซี่ได้ชามที่เน้นหัวไชเท้าและมันเทศ ส่วนดัสตี้และเหล่าลูกน้องตุ่นป่าธรรมดาตลอดจนฝูงกระต่ายป่า ต่างก็ได้รับส่วนแบ่งที่เท่าเทียมกันอย่างถ้วนหน้า

            เมื่อทุกคนได้รับอาหารมหกรรมการกินฉลองก็เริ่มต้นขึ้น!

            บาร์นีย์ซดน้ำสตูว์คำโตเนื้อหมูป่าที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยแทบจะละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้นหมียักษ์ส่งเสียงครางฮึมฮัมอย่างมีความสุข ฟินน์งับชิ้นเนื้อด้วยความเอร็ดอร่อยรสชาติเข้มข้นของน้ำซุปที่ซึมซาบเข้าไปในเนื้อทำเอาไฟในปากของมันแทบจะปะทุด้วยความฟิน

            เดซี่และฝูงกระต่ายเคี้ยวผักตุ๋นที่หวานฉ่ำจนแก้มตุ่ยในขณะที่ดัสตี้ใช้กรงเล็บแบนๆ ค่อยๆ ตักน้ำซุปขึ้นมาชิมก่อนจะหลับตาพริ้มวิเคราะห์รสชาติราวกับนักวิจารณ์อาหาร “อืม... ความหนืดของเจลาตินได้ฉากพอดี...ความหวานของหัวไชเท้าบาลานซ์กับความเค็ม... นี่คือสุดยอดวิศวกรรมการทำอาหาร!”

            บรรยากาศรอบกองไฟเต็มไปด้วยเสียงเคี้ยวอาหารเสียงพูดคุย และเสียงหัวเราะที่ดังประสานไปกับเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้ แสงสีส้มจากกองไฟสาดกระทบใบหน้าของสัตว์อสูรและเด็กชายสร้างภาพเงาที่เต้นระบำอย่างเริงร่าบนกำแพงบ้านหิน

            หลังจากการกินอย่างดุเดือดผ่านพ้นไปจนชามทุกใบว่างเปล่าสัตว์อสูรแต่ละตัวก็นอนแผ่หลากันไปคนละทิศคนละทางด้วยสภาพ ‘Food Coma’ บาร์นีย์นอนหงายพิงโขดหินกรนเสียงดังฟินน์ขดตัวเป็นก้อนกลมๆ ซุกอยู่บนตักของอีไลอัส เดซี่นอนเอาหัวพิงพุงของบาร์นีย์ส่วนดัสตี้ก็นอนเอาหมวกเซฟตี้หนุนแขนตัวเองหลับตาพริ้ม พุดดิ้งยังคงกระโดดดึ๋งๆเหมือนกับว่าชีวิตนี้ไม่เคยอิ่ม

            อีไลอัสเอนหลังพิงกรอบประตูบ้านหินมือข้างหนึ่งลูบขนนุ่มๆ ของจิ้งจอกอสูรบนตักเบาๆเขาทอดสายตามองดูภาพความสงบสุขที่อยู่ตรงหน้า

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็น...ล้วนเกิดจากสองมือของเขาเอง

            จากสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีที่หมดไฟและสิ้นหวังในป่าคอนกรีตของโลกทุนนิยมสู่เด็กชายวัยสิบสองปีที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในป่าต้องห้ามที่เต็มไปด้วยอันตราย...เขาจำได้ดีถึงคืนแรกที่ต้องนอนตัวสั่นอยู่ในเพิงกิ่งไม้เล็กๆหวาดกลัวเสียงคำรามของสัตว์ป่า และหิวโหยจนแทบขาดใจ

            แต่มองดูตอนนี้สิ...

            เขามี ‘บ้านหิน’ ที่กันลมและหิมะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            เขามี ‘ส้วมหมักชีวภาพ’ ‘หลุมหมักชีวภาพ’ และ ‘ระบบประปา’ ที่ยกระดับสุขอนามัยให้เทียบเท่าอารยธรรมมนุษย์

            เขามี ‘แปลงผักยกแคร่’ และ ‘ห้องเก็บเสบียงใต้ดิน’ ที่การันตีว่าพวกเขาจะไม่มีวันอดตายไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใดๆ

            เขามี ‘ระบบระบายน้ำ FrenchDrain’ ที่ปกป้องหมู่บ้านจากพายุฝนอันเกรี้ยวกราด

            และที่สำคัญที่สุด...เขามี ‘ครอบครัว’

            บาร์นีย์หมีผู้แข็งแกร่งแต่อ่อนโยน

            ฟินน์จิ้งจอกน้อยผู้ซื่อสัตย์และกล้าหาญ

            เดซี่กระต่ายพฤกษาผู้ร่าเริงและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต

            ดัสตี้วิศวกรตุ่นจอมเจ้าระเบียบผู้เป็นดั่งแขนขวาในการสร้างเมือง

            พุดดิ้งหน่วยเก็บกวาดประจำเมือง

            พวกเขาไม่ใช่แค่สัตว์อสูรแต่คือเพื่อน คือผู้ร่วมอุดมการณ์ และคือ ‘พลเมืองรุ่นก่อตั้ง’ ที่ร่วมกันเทปูนหล่อเสาเข็มแห่งความเชื่อใจลงบนผืนแผ่นดินนี้

            สายลมเย็นพัดมาอีกระลอกทำให้อีไลอัสต้องกระชับเสื้อคลุมหนังสัตว์ให้แน่นขึ้นดวงตาของเด็กชายทอประกายเจิดจ้า สะท้อนแสงไฟจากเตาผิงมันไม่ใช่แววตาของเด็กน้อยผู้หลงทางอีกต่อไปแต่มันคือแววตาของผู้สร้างที่พร้อมจะเปิดรับทุกความเป็นไปได้ในอนาคต

            อดีตสถาปนิกมองดูผลงานของตัวเองตั้งแต่ผังเมืองไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและอิ่มเอมใจปรากฏขึ้นบนมุมปาก

            ความเงียบสงบของป่าต้องห้ามในค่ำคืนนี้ช่างแตกต่างจากคืนแรกที่เขามาเยือนอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้น่ากลัวแต่มันเต็มไปด้วยความหวัง...

            อีไลอัสหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นจากแสงไฟและเสียงหายใจของลูกบ้านที่เขารักก่อนที่ความคิดสุดท้ายของค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองจะดังก้องขึ้นในใจอย่างแผ่วเบาและทรงพลังและในขณะที่เขากำลังหลับตา… บางอย่างก็เปลี่ยนไปในตัวเขา

            หน้าจอโฮโลแกรมสีทองเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าทุกครั้งพร้อมกับเสียงกระดิ่งแห่งความสำเร็จที่ดังกังวานไปทั่วจิตวิญญาณ

            [ ปลดล็อกทักษะเฉพาะตัวระดับสูง:จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค  ]

            คำอธิบาย: เชื่อมต่อจิตวิญญาณของสถาปนิกเข้ากับผืนดินและโครงสร้างภายในอาณาเขตเปลี่ยนมุมมองโลกจริงให้กลายเป็น "พิมพ์เขียวสามมิติที่มีชีวิต"

            ความสามารถ:

            Structure Pulse:รับรู้สถานะความมั่นคงและการชำรุดของทุกโครงสร้างในเมืองได้ทันที

            Citizen Coordinate:ระบุพิกัดที่แน่นอนของลูกบ้านอสูรและประชากรทั้งหมด 60 ชีวิตได้แบบเรียลไทม์

            Border Sentry:ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่มีเจตจำนงคุกคามล้ำเส้นกำแพงเมืองที่ระยะ500 เมตร

            [ หน้าต่างสถานะปัจจุบัน ]

            คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข

            เลเวลตัวละคร: Lv.10

            สกิล:    สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.MAX

            พันธสัญญาผู้อยู่อาศัยLv.8

            จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุคLv.1

            [ รายงานประชากรรวม: 60 ชีวิต]

            สถาปนิกผู้ก่อตั้ง: อีไลอัส บรุค

            ลูกบ้านอสูร: ฟินน์ (C), บาร์นีย์ (A), เดซี่ (C),พุดดิ้ง (E), ดัสตี้ (C)

            พลเมืองแรงงาน: กระต่ายป่า 40, สไลม์ 10, ตุ่นป่า 4

            "รากฐานแข็งแรงแล้ว...คราวนี้… ถ้ามีใครก้าวเข้ามา  พวกเราก็พร้อมจะต้อนรับ… ในฐานะ ‘เจ้าของบ้าน’ แล้ว"