ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 158 แผ่นศิลาจากซากโบราณสถาน

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 158  แผ่นศิลาจากซากโบราณสถาน



            ชายชุดดำค่อยๆ หมุนร่างกลับมาหาจิน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของมันดูฝืนอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่มันทำได้เต็มที่ที่สุดแล้ว


            ท่าทางอันองอาจของมันเปลี่ยนไปมาก ทั้งศีรษะทั้งแผ่นหลังต่างค้อมลงตลอดเวลา เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มที่เหมือนกับเป็นฝันร้าย มันไม่กล้าแม้แต่จะยืนยืดตัว


            “แหะๆ นายท่าน ข้าช่วยสั่งสอนพวกมันเบื้องต้นไปแล้ว หลังจากนี้ข้าจะดูแลพวกมันให้ดีขึ้นกว่านี้ ไม่ให้ทำตัวหยาบคายต่อท่านอีก” ชายชุดดำประสานมือพร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อย สายตาจ้องมองชายหนุ่มชุดฟ้าด้วยความคาดหวัง


            จินมองการแสดงของอีกฝ่ายเงียบๆ อย่างน้อยมันก็รู้ดีว่าใครบ้างที่เล่นด้วยไม่ได้ แต่ลิ่วล้อกลุ่มหมาป่าเวหาก็ทำให้เขารำคาญไม่น้อย


            ชายหนุ่มในชุดสีฟ้ามีสายตาครุ่นคิด กำลังพิจารณาว่าจะทำเช่นไรกับคนพวกนี้ดี


            แน่นอนว่าชายชุดดำสังเกตเห็นความลังเลใจนั้นได้ทันที ขนทั่วกายของมันตั้งชัน ความรู้สึกหวาดกลัวเกาะกุมภายในจิตใจ


            'ต้องทำอะไรสักอย่าง!' เสียงร้องตะโกนดังก้องในใจ ชายชุดดำพยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอดอย่างเต็มที่ มันไม่สามารถวางใจไว้กับโชคชะตาหรืออารมณ์ของอีกฝ่ายได้


            หากมันวางทุกสิ่งไว้กับโชคชะตา มันคงไม่สามารถมีชีวิตรอดจนกลายมาเป็นอีโวลได้อย่างในทุกวันนี้


            ชายชุดดำกัดฟันแน่น ก่อนจะคว้าบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปที่ด้านหน้า 


            “นายท่านโปรดให้อภัย แล้วรับสิ่งนี้เป็นของกำนัล” ชายชุดดำยื่นแผ่นศิลาที่มันพกติดตัวเอาไว้ออกมา มันตั้งใจจะมอบสิ่งนี้เป็นของขวัญให้กับจิน


            จินมองของตรงหน้าอย่างพินิจ แผ่นศิลาสีเทานี้ให้ความรู้สึกเก่าแก่ อย่างน้อยๆ ก็เก่าแก่กว่าสมัยที่จินยังเป็นมนุษย์มาก


            คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ด้วยพลังของอีโวลระดับที่หนึ่ง ตัวเขาก็ยังไม่อาจมองออกว่าของสิ่งนี้คืออะไร แม้จะหวาดระแวงเล็กๆ แต่ความสนใจที่มีก็มากกว่า จึงเอื้อมมือไปรับสิ่งนั้นมา


            มันเป็นแผ่นศิลาสีเทาขนาดไม่ใหญ่มากนัก ด้านหน้าเป็นร่องรอยขีดเขียนที่เชื่อมต่อกันมากมาย และด้วยสายตาของอีโวลระดับหนึ่ง จินสามารถมองเห็นเส้นเล็กๆ มากมายด้านในที่เชื่อมต่อกันอีกที 


            หากมองเผินๆอาจจะคิดว่าเป็นเพียงร่องรอยของแผ่นศิลา แต่ด้วยวัสดุของแผ่นศิลาชิ้นนี้นั้นแข็งแรงทนทานอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยๆ สายฟ้าในหุบเขาสายฟ้าฟาดก็ทำอะไรมันไม่ได้ จึงยากนักที่จะเกิดรอยขีดข่วนเล็กๆ มากมายขนาดนี้ 


            และหากดูดีๆ แล้ว ร่องรอยเล็กๆ พวกนี้ยังเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระเบียบ เหมือนมีใครจงใจทำเอาไว้ ไม่น่าจะเป็นรอยขีดข่วนตามธรรมชาติอย่างแน่นอน


            ส่วนด้านหลังแผ่นศิลาเป็นตัวอักษรเล็กๆ หลายบรรทัด เขียนด้วยภาษาที่จินเองก็อ่านไม่ออก มันไม่น่าใช่ภาษาจากดินแดนแถบนี้ รวมถึงดินแดนใกล้เคียงด้วย


            จินสำรวจมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้น 


            “สิ่งนี้คืออะไร?” ชายหนุ่มเอ่ยถามหลังจากที่เขาพิจารณาดูหลายตลบแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจ


            “นี่เป็นของที่ข้าได้รับมาตอนที่ไปสำรวจซากโบราณสถานเมื่อหลายปีก่อน” ชายชุดดำทำหน้าเคร่งขรึมก่อนจะพูดต่อไป “ในตอนนั้น จู่ๆ โบราณสถานขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ผู้คนมากมายต่างก็พากันไปเสี่ยงโชค และข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น มีผู้คนมากมายเข้าไป เกิดการต่อสู้แย่งชิงกัน ของล้ำค่าที่ได้มาจึงไม่ได้มีมากนัก และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่ข้าได้มาจากที่นั่นก็คือสิ่งนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงพกมันไว้กับตัวตลอดเวลา”


            จินจ้องมองชายชุดดำ ก่อนจะกลับมาพลิกดูแผ่นศิลาอีกครั้ง แน่นอนว่ามันเป็นของแปลก แถมวัสดุที่ใช้สร้างก็ทนทานอย่างยิ่ง 


            ทว่าการที่ไม่สามารถเข้าใจมันได้แม้เพียงนิดเดียว ยังนับว่าสิ่งนี้เป็นของล้ำค่าได้อยู่หรือไม่? ต่อให้เป็นของดีจริง เมื่ออยู่กับคนที่ใช้ไม่ได้ ก็ไม่ได้ต่างไปจากหัวล้านได้หวีหรือไก่ได้พลอย


            จินครุ่นคิดกับตนเองครู่หนึ่ง สิ่งนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่มาจากซากโบราณสถานที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา แน่นอนว่าจินรู้ดีว่านั่นจะต้องเป็นสิ่งที่มาจากต่างมิติ อาจจะเกิดการฉีกขาดของมิติแล้วส่งโบราณสถานเข้ามาโดยบังเอิญ หรืออาจจะมาจากเหตุผลอื่น เรื่องนี้จินไม่แน่ใจ


            แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับต่างมิติ ไม่ว่าจะอะไรก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับจิน หากเรื่องที่ชายชุดดำบอกเป็นจริง นี่นับว่าที่นั่นเป็นมิติที่เพิ่งจะปิดตัวไปไม่กี่ปี นับว่าใหม่มาก และร่องรอยของมิติเองก็น่าจะยังเหลืออยู่อีกมากทีเดียว หากเขาลองไปดูมันสักหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะพบเบาะแสอะไรบ้าง


            ไม่ว่ามิติแห่งนี้จะเป็นสถานที่เดียวกับที่ฟางหรูไปหรือไม่ แต่การมีข้อมูลเกี่ยวกับต่างมิติมากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เขาแค่ต้องลองผ่านไปสำรวจดู


            “ซากโบราณสถานนั่นอยู่ที่ใด?” จินเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามชายชุดดำถึงที่มาของสิ่งนี้


            “ไม่ไกลจากเมืองหลวงของอาณาจักรฮาฟแลนดิสมากนัก...เพียงแต่ว่าหากนายท่านต้องการจะเดินทางไปในตอนนี้เห็นทีจะยาก ไม่ใช่แค่สิ่งของภายในที่ถูกผู้คนฉกฉวยไปมากแล้ว แต่ทางการยังได้ออกมาควบคุมพื้นที่ทั้งหมด ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปโดยเด็ดขาดหากไม่ได้รับการอนุมัติจากราชวงศ์” หัวหน้ากลุ่มหมาป่าเวหาป้องมือแล้วรายงานชายหนุ่มตามความเป็นจริง


            โบราณสถานที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในอาณาจักรฮาฟแลนดิส ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ ทุกสิ่งภายในนั้นล้วนแต่มีความสำคัญ ควรค่าแก่การศึกษา อารยธรรมต่างโลกไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าถึงได้ ไม่แปลกใจที่ทุกคนจะสนใจและมุ่งหน้าเข้าหามันทันทีที่รู้ข่าว


            แน่นอนว่าราชวงศ์ฮาวีรอนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน และในฐานะที่เป็นเจ้าของอาณาเขต พวกเขาย่อมไม่ต้องการให้ผู้คนเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์ เมื่อทราบความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ ก็รีบเข้ามายึดครองในทันที โชคยังดีที่หัวหน้ากลุ่มหมาป่าเวหารู้ข่าวไว จึงยังได้ของติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง


            จินรับฟังอีกฝ่ายพร้อมกับครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แม้ราชวงศ์ฮาวีรอนจะค่อนข้างมีอำนาจในแถบนี้ แต่ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าสหพันธรัฐที่จินอยู่ อย่างมากขุมอำนาจใหญ่ภายในเมืองหลวงก็ไม่มีทางมีตัวตนที่เหนือไปกว่าอีโวลระดับสี่ หรือบางทีอาจจะมีแค่อีโวลระดับสามด้วยซ้ำไป


            หากตัวตนทรงอำนาจพวกนั้นไม่ได้มีใครที่ฝึกฝนพลังมิติ ก็ไม่มีทางที่จะตรวจจับการคงอยู่ของจินที่อยู่ภายในมิติประดิษฐ์ได้เลย และนั่นคือประเด็นสำคัญ อีโวลที่มีพลังมิติล้วนแล้วแต่เป็นเสือเฒ่าอายุหลายร้อยปี เป็นมนุษย์ที่ได้รับทักษะพิเศษตั้งแต่ยุคโลกาวินาศเหมือนกับจิน 


            ที่สำคัญ ตัวตนเหล่านี้นับว่าหายากและโดดเด่นอย่างยิ่ง เป็นแนวหน้าในหมู่มวลมนุษย์ ไม่มีทางที่จะยังคงใช้ชีวิตอยู่บนดาวโลกที่แสนแห้งแล้ง ไร้ซึ่งพลังงานมากพอจะให้คนเหล่านั้นพัฒนาระดับต่อไป


            คนเราเมื่อได้รับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่มาไว้ในกำมือ ก็ย่อมอยากที่จะเพิ่มพูนมันให้มากขึ้น นี่คือความปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์


            จินเชื่อว่าด้วยเวลาที่ผ่านไปหลายร้อยปี อีโวลที่ครอบครองพลังมิติไม่น่าจะมีเหลืออยู่อีกแล้ว ฉะนั้นเขาสามารถเคลื่อนมิติประดิษฐ์ของตนเองเข้าไปในซากโบราณสถานได้โดยตรง 


            ในเมื่อไม่อนุญาตให้เข้า เขาก็แค่ต้องแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครจับได้ จากนั้นก็รีบออกมาหลังจากที่เสร็จธุระ ทำเช่นนี้ ความเสี่ยงก็แทบจะไม่มี


            เมื่อมีความมั่นใจเช่นนี้ จินจึงไม่ได้เกรงกลัวอะไรมากนัก แม้อีกฝ่ายจะเป็นราชวงศ์ฮาวีรอนที่ครอบครองอาณาจักรฮาฟแลนดิสอยู่ก็ตาม


            “เรื่องของข้าไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องเป็นห่วง ระบุตำแหน่งที่แน่นอนมาให้ข้า แล้วข้าจะไม่รบกวนเจ้าอีก” จินค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในเกราะสีเงิน หยิบม้วนกระดาษหนึ่งแผ่นออกมา มันคือแผนที่ของอาณาจักรฮาฟแลนดิส


            ตอนแรกชายชุดดำงุนงงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของจินมันก็รีบรับม้วนกระดาษนั้นมาทันที ไม่นานมันก็เข้าใจ ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าต้องการจะให้มันทำเครื่องหมายบอกพิกัดลงบนแผนที่แผ่นนี้


            ชายชุดดำไม่รีรอ ทำตามความต้องการของจินทันที จุดไหม้จางๆ ปรากฏขึ้นบนส่วนหนึ่งของแผนที่ เป็นการควบคุมสายฟ้าขนาดเล็ก จี้ลงไปบนแผ่นกระดาษโดยตรงแต่ไม่ได้ทำให้แผนกระดาษเสียหาย นับว่าเป็นความสามารถในการควบคุมพลังธาตุสายฟ้าที่ไม่เลว


            จินมองภาพตรงหน้าก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ไม่รู้ว่าชื่นชมความสามารถในการใช้สายฟ้าของอีกฝ่าย หรือแค่พอใจกับพิกัดที่ตนเองได้มา


            “นี่ขอรับ เนื่องจากแผนที่ไม่ได้ละเอียดมากนัก จึงทำได้เพียงบอกจุดคร่าวๆ เท่านั้น” ชายชุดดำก้มหัว ก่อนจะยื่นแผนที่กลับคืน        


            “เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” จินยื่นมือไปรับแผนที่กลับคืนมา มองผ่านๆ อยู่สองสามครั้ง ก่อนจะเก็บมันกลับเข้าไปใต้ชุดเกราะเหมือนเดิม


            “เอาล่ะ เจ้าไปได้ แล้วอย่าได้มารบกวนข้าและเด็กหนุ่มผู้นี้อีก ไม่เช่นนั้นครั้งหน้าที่พวกเราเจอกัน ข้าก็ไม่อาจรับประกันว่าข้าจะอารมณ์ดีเหมือนในวันนี้หรือไม่” จินจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ พร้อมกับกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


            จริงๆ วันนี้จินเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาก้าวข้ามมาสู่ขอบเขตอีโวลได้เป็นครั้งแรก ขอบเขตที่แม้แต่ในชีวิตก่อนหน้าก็มาไม่ถึง ไม่คิดว่าในชีวิตใหม่ที่เป็นเพียงแค่ดวงวิญญาณจะทำมันได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับทักษะพิเศษของเขาจริงๆ


            นั่นทำให้วันนี้จินอารมณ์ดีมาก แม้จะเจอชายชุดดำถึงสองครั้งสองหน หรือจะเจอกลุ่มหมาป่าเวหามายียวนกวนอารมณ์ ก็ยังไม่สามารถบดบังความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสนี้ได้ นั่นเป็นเหตุให้จินมีความอดทนกับพวกมันเป็นอย่างสูง


            นอกจากนี้ อีกฝ่ายยังมอบสมบัติบางอย่างพร้อมกับข้อมูลที่อาจจะเป็นความหวังใหม่ของเขามาให้อีก เช่นนี้ชายหนุ่มจะโกรธอีกฝ่ายลงได้อย่างไร? แม้จะหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เขาไม่เก็บเรื่องเล็กน้อยมาคิดมาก ในเมื่อทุกคนได้รับบทเรียนแล้ว ก็ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันอีก


            “ขะ...ขอบคุณนายท่านที่เมตตา!” ชายชุดดำรีบโค้งคำนับชายหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์กว่าตนเองเป็นสิบปี


            ขณะที่โค้งลงไป สายตาของมันก็เหลือบมองไปที่กลุ่มลูกน้องด้านข้าง คิ้วของชายชุดดำกระตุกขึ้นทันที


            “บัดซบ! ทำไมพวกเจ้ายังไม่รีบขอบคุณนายท่านอีก!” ชายชุดดำตวาดเสียงดัง แต่ไม่กล้าที่จะปลอดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังออกไป เพราะกลัวว่าจะไปสร้างความรำคาญใจให้กับชายหนุ่มในชุดสีฟ้า


            “ขะ...ขอบคุณนายท่านที่เมตตา” กลุ่มหมาป่าเวหาทั้งหมดรีบพูดออกมาพร้อมกัน แม้พวกมันจะไม่เข้าใจอะไรนัก แต่สิ่งที่มันรู้คือ แม้แต่หัวหน้าของพวกมันยังต้องก้มหัวให้ บุคคลตรงหน้าต้องไม่ใช่ธรรมดา...บางทีอาจจะมีเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวก็เป็นได้


            เนื่องจากไม่รู้ว่าจินนั้นกลายเป็นอีโวลแล้ว ทั้งยังปราบปรามหัวหน้าของตนได้อย่างอยู่หมัด กลุ่มชายฉกรรจ์จึงคิดเรื่องราวกันไปต่างๆ นานา แต่ไม่มีใครรู้ความจริงนอกเสียจากชายชุดดำ


            “เช่นนั้นข้าขอตัวลาก่อน นายท่านโปรดเดินทางโดยปลอดภัย” ชายชุดดำกล่าวกับจินอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปตะโกนใส่กลุ่มหมาป่าเวหาทุกคน “ไป! ไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ และเมื่อกลับไปพวกเจ้าทุกคนจะต้องถูกลงโทษ”


            กลุ่มหมาป่าเวหาจึงจากไปด้วยประการฉะนี้ ทิ้งเด็กหนุ่มและชายร่างสูงโปร่งให้ยืนเหม่ออยู่อย่างนั้น


            เด็กหนุ่มชุดเหลืองมองภาพทุกอย่างด้วยความงุนงงสับสน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันกลับตาลปัตรไปหมด สิ่งที่ควรจะเกิดกลับไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ไม่คิดฝันว่าจะเกิดกลับเกิดขึ้น เขาเฝ้าดูฉากตรงหน้าพร้อมกับอ้าปากค้างกว้างขึ้นเรื่อยๆ


            “นี่...พวกหมาป่าเวหา...พี่ชาย...” เด็กหนุ่มงุนงงไปหมด ยังสงสัยอยู่เลยว่าเรื่องทั้งหมดใช่ความจริงหรือไม่


            สายตาของเด็กหนุ่มที่มองมายังจินยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ดูเทิดทูนคนตรงหน้าเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกของอีกฝ่าย ความแข็งแกร่ง หรือแม้แต่อำนาจที่ทำให้อีโวลยังต้องหวั่นเกรง ทุกอย่างช่างน่าเลื่อมใสเหลือเกิน


            จินค่อยๆ หันไปมองท่าทางแปลกๆ ของเด็กหนุ่ม นี่สร้างความอึดอัดให้จินไม่น้อย


            พรึ่บ


            จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ทรุดตัวลงกับพื้น คุกเข่าต่อหน้าชายหนุ่มชุดฟ้า


            “พี่ชายช่างน่าเลื่อมใสนัก ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด!”

    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน