เช้าวันอาทิตย์ สายลมพัดโชยผ่านม่านพริ้วไหวหอบเอาไออุ่นแสงแดดจากริมระเบียงมาประทะใบหน้าเนียนจนเจ้าตัวรู้สึกงัวเงียตื่น ธันวามุ่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยใช้มือป้องดวงตาเขาค่อยๆลืมตาขึ้นและกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงที่แยงมาจนรู้สึกระคายเคือง เขายันตัวลุกนั่งเอนหลังพิงกับพนักที่หัวเตียง บิดตัวไปทางซ้ายทีทางขวาที
“โอ๊ย! ทำไม? เจ็บไปทั้งตัวแบบนี้นะ” ก่อนจะก้าวขาลงจากเตียงธันวาก็เจอความผิดปกติของตัวเอง
“นี่เราเมาแล้วชอบแก้ผ้านอนหรอ?”เขาค่อนข้างแปลกใจเมื่อคิดทบทวนดูก็คิดไม่ออกรู้สึกเหมือนความทรงจำจะขาดหายไป เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่สะบัดหัวสองสามทีเพื่อไล่ความมึนตึงแล้วพาร่างที่เหมือนจะบอบช้ำเข้าห้องน้ำชำระล้างร่างกาย สายน้ำไหลจากฝักบัวลงมาที่หัวธันวานวดคลึงเบาๆพอคลายอาการตึงหัวไปได้บ้าง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการอาบน้ำ จู่ๆภาพแปลกๆก็ปรากฏภายในหัว
“ฝันหรอ?”
“ฝันบ้าบออะไร ขนลุก” สารอะดรีนาลินพลุ่งพล่านจนขนลุกขนชันไปทั้งตัวดวงตากลมโตเลื่อนลอยไร้จุดโฟกัส ริมฝีปากถูกเม้าเข้าหากันเมื่อภาพการจูบอันดื่มด่ำในค่ำคืนอันแสนหวานเวียนวนอยู่ในหัว จิตใต้สำนึกขีดเขียนความปรารถนาอันแรงกล้าไว้ในความฝันกับคืนที่ไร้สติ ’ฝันอะไรลามกจริง’ ถึงจะเป็นแค่ความฝันแต่ก็ทำให้หัวใจพองโตจนเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“อรุณสวัสดิ์ครับ อาหารและเครื่องดื่มแก้แฮงค์ครับ” ภู่กันต์ยื่นแก้วน้ำส้มคั้นพร้อมจานขนมปังให้ธันวาที่เดินโซด้วยความเหนื่อยอ่อนพาร่างโปร่งนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เขามองดูชายคนดังกล่าวด้ายรอยยิ้มมากเล่ห์นัยน์ตาประกายวาวแฝงไว้ด้วยเลศนัย คนตรงหน้าช่างต่างจากคนมื้อคืนนี้ลิบลับ
“มีอะไร” ธันวาถูกจ้องหน้าไม่วางตาด้วยความสงสัยจึงเอ่ยปากถาม
“เมื่อคืน” จงใจพูดทิ้งคำเพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของธันวา
“ทำไม” ธันวาเริ่มให้ความสนใจกับสายตาและท่าทางที่ดูแปลกๆของภู่กันต์
“มู๋ธันจำไม่ได้หรอ” ภู่กันต์ประสานมือที่กลางโต๊ะอาหารแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกเพื่อจะดูอาการคนที่ตีหน้ามึนทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
“เมื่อคืน...เรา...ไม่ใช่สิ มู๋ธันเป็นของผมแล้ว” เขาพูดช้าๆเน้นที่ละคำโดยเฉพาะช่วงท้ายๆเมื่อสิ้นสุดประโยคบอกเล่าธันวาถึงกับเสียอาการขนมปังที่อยู่ในมือร่วงลงบนโต๊ะอาหาร อ้าปากค้างสายตาเพ่งมองทั่วใบหน้าของผู้ชายที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ระยะประชิด ม่านตาเริ่มขยายเบิกกว้างเมื่อภาพลางๆค่อยๆชัดเจนขึ้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเวียนเข้ามาในหัวเป็นลำดับแม้จะจำรายละเอียดได้ไม่ครบแต่มันก็ชัดเจนจนรู้ได้ว่าไม่ใช่ความฝัน ธันวาสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันหน้าไปสบตากับดวงตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น
“พูดอะไรของนาย ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง” ธันวาใช้ขาทั้งสองข้างยันพื้นเลื่อนเก้าอี้ออกห่างจากตัวโต๊ะ เพระอยากจะถอยให้ห่างจากภู่กันต์
“ไม่เป็นไรจะปฏิเสธก็ได้ ผมจะไม่คาดคั้นจะไม่บังคับ เพราะถึงยังไงความจริงที่ว่าเรามีสัมพันธ์อันลึกซึ้งเกินคำว่าเพื่อนมันก็คือเรื่องงจริง” ระหว่างที่กำลังพูดอยู่นั้นสองเท้าก็ก้าวช้าๆอ้อมโต๊ะมายืนอยู่หลังเก้าอี้ที่ธันวานั่งอยู่
“รู้ไหมมู๋ธันทำผมปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย” ภู่กันต์วางมือบนไหล่ทั้งสองข้างค่อยๆลงแรงบีบ เขาก้มหน้าลงกระซิบที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา
“ผมต้องขอตัวไปพักก่อน ยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน” ธันวาหันขวับตามต้นเสียงที่ดังอยู่ข้างหู ปรากฏรอยยิ้มของคนที่ได้รับชัยชนะรออยู่ธันวาจึงต้องกรอกตาเบือนหน้าหนีอีกรอบถึงยังไงก็ยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับภู่กันต์ตอนนี้
ธันวากำพู่กันในมือแน่นเขาเคร่งเครียดกับความสัมพันธ์เจ้าปัญหานี้ตั้งแต่ช่วงเช้า แม้ส่วนลึกของใจจะมีความปิติยินดีอยู่มากแต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องมันจะเลยเถิดมาไกลภายในค่ำคืนเดียวแถมภู่กันต์ยังมีท่าทีอยากสานต่อความสัมพันธ์อีกแต่มันขัดกับความถูกต้องและยังเกี่ยวพันกับอนาคตของเขาอีก ธันวาเองรู้ตัวมานานแล้วว่าตัวเองเป็นเพศที่สาม ถึงแม้ว่าสังคมทุกวันนี้ค่อนข้างจะเปิดกว้าง แต่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะได้รับการยอมรับจากทุกคนส่วนใหญ่แล้วอาจจะชื่นชอบภาพลักษณ์คู่จิ้นสายวายของทั้งสอง แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่แอนตี้กับกลุ่มเพศทางเลือกอยู่ แน่นอนว่าเขาไม่ได้แคร์สายตาของคนเหล่านั้นหากแต่คุณหญิงพิศพิไล อัศวรักษ์ ผู้ที่มีชื่อเสียงหน้าตาอยู่ในแวดวงผู้ดีอีกทั้งยังเป็นคนหัวโบราณที่มีเชื้อสายมาจากจีนจะเข้าใจ และยอมรับกับสภาพที่ลูกชายคนเดียวเป็นอยู่ได้ ธันวารู้ซึ้งถึงใจผู้เป็นแม่ดีจึงเลือกเก็บความลับนี้ไว้ ‘แต่มันจะยังเป็นความลับต่อไปอยู่อีกหรือ!’ ธันวาทอดสายตาออกไปนอกคอนโด เขาจรดปลายพู่กันลงกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าด้วยหวังว่าจะควบคุมอาการกระวนกระวายใจของตนเองได้ แต่ก็ยังคิดหาวิธีจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้จิตใจจึงยังไม่สงบลง
“พรุ่งนี้มีถ่ายโฆษณาที่หัวหินออกเดินทางแต่เช้านะเตือนเจ้ากันต์มันด้วย รายนั้นไม่ชอบดูตารางงานตัวเองต้องลำบากพี่โทรเตือน พอโทรแล้วก็ไม่รู้จักรับสาย มันน่าไหมนิ” พี่ลูกแก้วบ่นอุบเพราะเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมของภู่กันต์ ไม่รู้จะเกียจคร้านอะไรนักหนาเห็นว่าเป็นตัวทำเงินหรอกนะจึงยอมตามใจเป็นพิเศษ เพราะทั้งคู่เป็นดาราหลักในสังกัดตอนนี้ที่สร้างรายได้ให้พี่ลูกแก้มอย่างมหาศาล
“ก็อย่าตามใจมันมากสิครับ”หลังจากวางสายจากพี่ลูกแก้วธันวาก็เลยแวะเช็คเรตติ้งในโซเชี่ยลสักหน่อย
(#ธันกันต์ น่ารักมากเว่อ)
(เมื่อไหร่จะเปิดตัวสักทีนะคู่นี้)
(อยากให้รักกันจริงจริ๊ง) บลาๆๆๆๆ คอมเม้นส่วนใหญ่ไปในทิศทางบวกระหว่างที่กำลังเอนหลังเขี่ยโทรศัพท์อยู่ ภู่กันต์ก็ออกมาจากห้องน้ำพอดี อีกคนที่ยังไม่พร้อมเจอหน้าก็รีบเด้งตัวลงนอนแกล้งทำเป็นหลับ ภู่กันต์สาวเท้ายาวๆตรงมาที่เตียงเขาห่มผ้าให้กับคนที่แสร้งทำเป็นไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้วก็พาร่างใหญ่แทรกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มเขาสอดแขนเข้าใต้ซอกคอของธันวาพาดอีกแขนโอบกอดจากด้านหลัง
“อื้อ อย่าดิ้นสิที่รัก” แขนแน่นสวมกอดคนที่นอนตะแคงอยู่เจ้าตัวก็กระบิดกระบวนสะบัดออกแต่ไม่เป็นผล ภู่กันต์ล๊อคข้อมือทั้งสองข้างวงแขนแกร่งยิ่งรัดแน่นกว่าเดิมเข้าไปอีก
“ดิ้นไปก็แค่นั้น นอนนิ่งๆยอมตามใจผมดีๆดีกว่าน่า จะได้ไม่เจ็บตัว”เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างๆหูทำให้ต้องขยับตัวหนีเพราะจักจี้ลมปากที่มาพร้อมกับเสียงนั้น ธันวายื้อยุดดึงดันกันอยู่สักพักท้ายสุดก็ไม่สามารถหลุดจากอ้อมแขนของคนร่างใหญ่ได้คงต้องปล่อยให้ทำตามอำเภอใจได้แต่คิดว่า ‘ก็มันเสียไปแล้วนิจะทำอะไรได้อีกละ’ แม้ภู่กันต์จะเป็นฝ่ายได้เปรียบแต่ใช่ว่าจะใช้โอกาสนี้ข่มเหงรักแกหรือบังคับขู่เข็ญยังคงให้เกียรติ จะไม่ทำอะไรที่เป็นการขืนใจ จะรอจนกว่าธันวาจะพร้อมและยินยอมเอง นอกเหนือจากเรื่องนั้นแล้วเรื่องอื่นเขาก็ไม่รับประกัน
“นอนเถอะพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้านะ” ภู่กันต์กระชับแขนรั้งคนร่างโปร่งเข้ามาชิดหน้าอกพร้อมกับจุมพิตที่ไหล่ของธันวา
กริ๊งๆๆๆ ภูกันต์เอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกของมือถือ และเลยไปเปิดไฟที่หัวเตียง แสงไฟสีส้มทองส่องสว่างแค่สลัวๆ
“เมื่อคืนยังนอนหันหลังให้อยู่เลยดูตอนนี้สิกอดผมกลมเลยนะ” ภู่กันต์ใช้นิ้วชี้ยีจมูกคนที่หลับไม่รู้สึกตัวก่อนจะไปอาบน้ำ เขาจุ๊ฟที่หน้าผากแรงๆไปหนึ่งที เป็นการปลุกให้ตื่นด้วยวิธีของภู่กันต์ เป็นวิธีการยอดฮิตของคู่รักทั่วๆไป เขามองใบหน้าคนที่มุ่นคิ้วขยี้ตาด้วยความรักและหวงแหน
“เชิญครับ” ภู่กันต์ปิดประตูรถเมื่อธันวาเข้านั่งที่เบาะข้างคนขับเรียบร้อยดีแล้ว
“อย่าทำแบบนี้อีกนะ” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก
“ก็แค่เทคแคร์แฟน” ภู่กันต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสายตัวออกจะยั่วโมโหนิดๆ
“นี่” ธันวาเงียบงันลงไม่กล่าวอะไรต่อได้แต่หลับตาเบือนหน้าไปทางนอกรถ
“รู้น่า จะไม่ทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นไม่ต้องกลัวหรอก” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปดึงสายนิรภัยมารัดให้กับคนหน้านิ่วคิ้วขมวด
“นายรู้ได้ไงว่าลานจอดรถนี่ไม่มีใครอยู่” ธันวาขยับสายนิรภัยให้เข้าที่ อย่าว่าแต่จะมีใครเห็นเลย ทุกๆสถานที่เดี๋ยวนี้ล้วนแต่มีกล้องวงจรปิดทั้งนั้น
“ขอโทษคร๊าบ ต่อไปนี้ไม่ว่าจะอยากกอด อยากหอม อยากจูบมากแค่ไหนก็จะอดทนอดกลั้น จะไม่ทำในที่สาธารณะเด็ดขาด”
“เออ ก็ดี” แม้จะเป็นคำพูดห้วนๆฟังไม่ค่อยคล่องหูนักแต่ก็ทำให้ภู่กันต์ต้องกลั้นหัวเราะเอาแต่อมยิ้มด้วยความสุขตลอดการเดินทาง อย่างน้อยๆธันวาก็ไม่ปฏิเสธที่ถูกเรียกว่าแฟน ซุปเปอร์คาร์คันงานสีขาวแล่นออกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้าสู่ จ.ประจวบ
“จุ๊ๆๆๆ งานดีมาก สำหรับเจ๊นะระหว่างสองคนนี้ คนไหนก็ได้ เจ๊โอหมด” เจ้าของสินค้าครีมกันแดดผลิตภัณฑ์ที่มาแรงที่สุดขณะนี้ เธอผู้มีใบหน้าแสนหวานแต่น้ำเสียงคล้ายคลึงบุรุษ หรือเรียกอีกอย่างว่าสาวสอง ดวงตาสวยฉายแววแพรวพราวเมื่อเพ่งมองสองหนุ่ม เอ่ยปากเชยชมความน่ากินของหนุ่มๆกับผู้ช่วย โดยสองหนุ่มถือสเก็ตบอร์ดไว้ในมือคนละตัวเดินเปลือยท่อนบนขึ้นมาจากทะเลสีครามที่สะท้อนกับแสงแดดระยิบระยับ คนหนึ่งผิวขาวนวลอมชมพูมีซิกแพคน้อยๆพองามใบหน้าหล่อหวานน่าทะนุถนอม และอีกคนมีผิวขาวออกแทนนิดๆรูปร่างกำยำซิกแพคแน่นๆใบหน้าหล่อเข้มน่าฟัดน่ากัด