Tale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล

    เล่ม 2 ตอนที่ 6 จุดเซฟล่าสุด


    เมื่อผมได้ฟังรายละเอียดเกี่ยวกับเควสเปลี่ยนคลาสแบล็คสมิธ(Blacksmith)หรือคลาสช่างตีเหล็กของไซโกะแล้ว ผมนี่ถึงกับอึ้งไปเลย… เพราะรายละเอียดเควสที่เจ้าตัวบอกกับพวกเรานั้น ต่อให้จะบอกหรือไม่บอกก็มีค่าเท่ากัน เนื่องจากมันเป็นเควสเก็บแร่ที่บอกมาเพียงแค่ถิ่นกำเนิดแร่แบบกว้างๆ เท่านั้น‘แร่ดราโกนิค’ ในรังของไวเวิร์นที่ยังไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนบนโวลเคโน่ไอส์แลนด์ สิ่งเดียวที่ผมพอจะมั่นใจได้ นั่นคือรังไวเวิร์นไม่น่าจะอยู่ในน้ำทะเลแน่ๆ ซึ่งที่จริงแล้วแร่มังกรมันไม่ได้มีผลอะไรกับการเปลี่ยนคลาสของไซโกะเลย แต่เหตุผลที่เธอเลือกที่จะหาแร่ระดับสูงชนิดนี้นั้น เป็นเพราะความหายากของแร่จะไปมีผลกับระดับของเอ็นวิล(Anvil)หรือทั่ง แท่นเหล็กที่ใช้รองรับในการตีบวกหรือสร้างอุปกรณ์ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคลาสแบล็คสมิธ โดยไซโกะจะได้รับมาก็ต่อเมื่อเธอได้เปลี่ยนเป็นคลาสช่างตีเหล็กได้อย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเองตอนนี้ไซโกะยังเป็นคลาสเมอร์แชนท์(Merchant)หรือคลาสแม่ค้าที่ยังถือว่าเป็นคลาสเริ่มต้นอยู่ แม้ว่าเธอจะมีระดับเลเวลปาเข้าไปเวล 50 แล้วก็ตาม ช่างแตกต่างกับคิทที่มีเลเวลน้อยกว่าไซโกะราวครึ่งหนึ่ง แต่เขาก็ได้เลื่อนจากคลาสแอดเวนเจอเรอร์(Adventurer)หรือคลาสนักผจญภัย เป็นคลาสบาวน์ตี้ฮันเตอร์(Bounty Hunter)หรือคลาสนักล่าเงินรางวัลที่เป็นคลาสระดับกลางเรียบร้อยแล้ว ในสายอาชีพของไซโกะนั้นผมพอเข้าใจได้ แต่สายอาชีพของคิทเนี่ยสิ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นคลาสที่มีแนวทางการเล่นแบบไหนกันแน่ อีกอย่างเจ้าตัวเองก็ได้ไม่อยู่ตรงนี้ด้วย ผมเลยไม่กล้าถามอะไรต่อให้มากความหลังจากได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสกิลของแต่ละคนกันอย่างคร่าวๆ แล้ว ไซโกะก็กล่าวขึ้นมาว่า“ครั้งนี้ฉันไม่มีค่าจ้างให้พวกนายหรอกนะ”“เดี๋ยวป้าช่วยเอง ยังไงป้าก็มีเควสเปลี่ยนคลาสอยู่เหมือนกัน ป้าช่วยหนู หนูก็ช่วยป้าไงจ๊ะ เจ้ามาร์คกับเจ้าวิคเองก็จะช่วยด้วยเหมือนกัน เนอะ”“อืม” พี่มาร์คัสพยักหน้า“ตามที่ป้าโซฟีว่าแหละ” ผมตอบกลับไปแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน เนื่องจากกัปตันเรือประกาศขอความร่วมมือให้ชั้นดาดฟ้าเรือเป็นพื้นที่ปลอดผู้โดยสาร เพื่อที่จะให้กะลาสีได้เริ่มการซ่อมแซมเสาเรือที่เสียหายไป พร้อมกับประกาศว่าเรือจะเทียบท่าที่เกาะภูเขาไฟในตอนเช้าตรู่ ซึ่งในตอนนี้เองพระอาทิตย์ก็ได้หายลับไปในเส้นขอบฟ้าแล้ว นี่จะเป็นครั้งแรกในเกมนี้เลยมั้งเนี่ยที่ผมจะได้นอนหลับตั้งแต่หัวค่ำ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยยืดระยะเวลาการล็อกอินให้นานขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อยเมื่อแผ่นหลังของผมถึงเปล หน้าต่างสัมภาระจึงถูกเปิดขึ้นมาตรวจสอบ เนื่องจากก่อนที่ผมจะวาร์ปจากหอสมุดกลับมาที่เรือนั้น ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงประกาศการได้รับไอเท็มจากระบบ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงเสียด้วย
    ไอเท็ม: ไลบราเรี่ยนบุ๊ค(Librarian’s Book)ระดับ: ตำนาน(Legendary)ประเภท: อาวุธรายละเอียด: เป็นหนังสือประจำตัวของบรรณารักษ์ กล่าวขานกันว่าเป็นแหล่งพลังเวทชั้นยอดที่ช่วยให้บรรณารักษ์ใช้เวทมนตร์ได้อย่างเชี่ยวชาญ ผู้สวมใส่จะได้รับทักษะไลบราเรี่ยนเมมโมรี่(Librarian’s Memory) ที่สามารถจดจำทักษะจากหนังสือของหอสมุดได้สูงสุด 5 ทักษะด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถใช้ทักษะบุ๊คเมิร์จ(Book Merge) ในการผสานกับอาวุธที่เป็นหนังสือเล่มอื่น เพื่อให้ได้รับความสามารถเพิ่มเติมของหนังสือเล่มนั้นๆ ได้*ทักษะที่จดจำไว้และความสามารถของหนังสือที่ถูกผสานจะหายไปหาผู้ใช้ยกเลิกการสวมใส่ไลบราเรียนบุ๊ค*ผลของทักษะบุ๊คเมิร์จจะให้ความสามารถเพิ่มเติมของหนังสือเล่มล่าสุดที่ถูกผสานเท่านั้น และหนังสือที่ถูกผสานจะหายไปอย่างถาวร*สามารถใช้โดยสายอาชีพของคลาสบรรณารักษ์เท่านั้น
    ‘โอ้แม่เจ้า’ ผมพลาดมากที่เพิ่งจะมาได้อาวุธขั้นเทพเอาตอนนี้ ถ้าผมได้มันมาเร็วกว่านี้แล้วละก็... ผมคงได้สกิลเทพๆ จากหนังสือในหอสมุดมนตรามาใช้งานตั้งเยอะแล้ว บรรณารักษ์ของแท้มันดีกว่าบรรณารักษ์เถื่อนอย่างนี้นี่เองหน้าต่างทักษะถูกผมเปิดขึ้นมาเป็นลำดับถัดมา ทำให้ผมพบว่าตัวเองได้รับทักษะติดตัวใหม่เพิ่มขึ้นมา 1 ทักษะ กับอีก 2 ทักษะแบบติดตัวที่ถูกปรับเปลี่ยนไปให้ดูดีขึ้นกว่าเดิมทักษะเอ็กซ์ตร้าสตอรี่(Extra Story) ‘ทุกตำนานย่อมมีเรื่องราวพิเศษซ่อนอยู่’ เพิ่มโอกาสในการเจอเนื้อเรื่องพิเศษจากหนังสือ หากผมสามารถเคลียร์สตอรี่พิเศษได้ จะทำให้ผมได้รับแต้มสเตตัสพื้นฐานทุกค่าเพิ่มขึ้น x แต้ม โดยที่ x จะเป็นระดับความยากที่มีตั้งแต่ 1 ถึง 10 เลยทีเดียว เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผมจึงเข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดคลาสนี้ถึงโดนยกเลิกระบบแต้มสเตตัสและระบบแต้มสกิลไปตั้งแต่แรก เลเวลไม่ได้เป็นตัวกำหนดความเก่งของคลาสนี้ แต่ประสบการณ์และสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอต่างหาก ที่จะเป็นตัวกำหนดความเทพทักษะรีดเดอร์ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทักษะไลบราเรี่ยน(Librarian) เพิ่มโอกาสในการได้รับทักษะหนึ่งทักษะแบบสุ่มจากหนังสือของหอสมุดที่ใช้งานจาก 1% เป็น 5% และหากผมต่อสู้เป็นปาร์ตี้โอกาสจะลดลงเหลือแค่ 2.5% เท่านั้น ซึ่งผลของทักษะนี้จะไม่ทำงานหากผมต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่มีเลเวลต่ำกว่าตัวเองทักษะรีดเดอร์อินสติงต์ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทักษะไลบราเรี่ยนอินสติงค์(Librarian’s Instinct) ทำให้ผมสามารถล่วงรู้ความสามารถของทักษะได้ ขอเพียงแค่ได้ยินการใช้งานทักษะหรือแค่ได้เห็นการผลของทักษะ โดยไม่ต้องสูญเสียและไม่ได้รับค่าสติปัญญาเพิ่มเติมอีกต่อไปส่วนทักษะไลบราเรี่ยนพริวิเลจที่ทำให้ใช้เวทแบบไม่ต้องร่ายและได้แต้มจากทักษะบรรณารักษ์คูณสองนั้นยังให้ผลเหมือนเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหลังจากทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ได้มาจากการอัพเกรดเป็นไลบราเรี่ยนเต็มตัวแล้ว ผมก็รู้สึกมีความหวังในคลาสนี้มากขึ้นกว่าเดิม... ไม่นานนักตาผมก็เริ่มหรี่ลง ก่อนที่ผมจะเข้าสู่ห้วงนิทรา

    เสียงแตรเรือดังขึ้น ปลุกผู้เล่นและลูกเรือบางส่วนให้ตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่ ผมไม่คิดเลยว่าอากาศในเกมมันจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นได้ถึงขนาดนี้ เรือที่ผมโดยสารมาจอดอยู่ไม่ไกลกับชายหาดมากนัก เพราะแบบนั้นพวกเราเลยต้องเดินลุยน้ำขึ้นไปยังชายฝั่ง พร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นที่รอดมาได้จากคราเคนอีกราวยี่สิบกว่าคนไม่นานนักผู้โดยสารจำนวนหนึ่งก็ได้อยู่ต่อเพื่อรอกล่าวขอบคุณกัปตันและลูกเรือที่ได้พาเหล่าผู้ดวงแข็งทั้งหลายมาส่งถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่พวกเราจะทิ้งให้เหล่าลูกเรือที่กำลังขนของ กล่องไม้ต่างๆ ลงจากเรือเอาไว้เบื้องหลังสิ่งแรกที่พวกผมทำคือการตรงไปยังกลางหมู่บ้านที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล แล้วมองหาสิ่งที่เรียกว่าเป็นแผนที่ประจำเกาะนี้ทันที ไม่นานนักพวกเราก็ได้พบกับแท่นหินที่เป็นแผนที่ของหมู่บ้านนี้ ก่อนที่เสียงระบบจะประกาศออกมาว่าผมได้อ่านแผนที่แล้ว และเมื่อผมเปิดแผนที่ขึ้นมาดูก็พบว่า ที่ตรงนี้เป็นเหมือนกับเกาะเล็กๆ ที่เป็นถิ่นฐานชนเผ่าชาวมายา ซึ่งไม่ใช่ตัวเกาะภูเขาไฟเสียทีเดียว ส่วนขยายของแผนที่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นมามีขอบเขตสิ้นสุดอยู่แค่ตรงส่วนที่เป็นรูปสัญลักษณ์สะพานไม้ขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งเป็นเส้นทางที่ระบุไว้ว่าใช้ในการข้ามไปยังโวลเคโน่ไอส์แลนด์แต่ก่อนอื่นก็คงต้องไปหาเอ็นพีซีที่เป็นผู้ทำนายหนึ่งเดียวประจำเผ่ามายาเพื่อรับเควสเปลี่ยนคลาสของป้าโซฟีก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากกระโจมของเอ็นพีซีภายในหมู่บ้านนี้กระจุกตัวรวมกันเป็นส่วนใหญ่ การหาที่อยู่ของบุคคลสำคัญภายในเผ่านั้นก็เลยไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด เพราะกระโจมของเอ็นพีซีชนชั้นหัวหน้าหรือชนชั้นนำอย่างแม่ทัพเผ่าหรือตำแหน่งทำนองนี้ มักมีที่พักที่ดูพิเศษและหรูหรากว่าเอ็นพีซีชาวบ้านธรรมดา ซึ่งในตอนแรกพวกเรากะว่าจะแยกย้ายกันไปตามหาด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ ป้าโซฟีก็บอกขึ้นมาดื้อๆ ว่าป้าแกรู้สึกได้ถึงพลังงานอะไรอย่างบาง เธอจึงเดินนำพวกเรามาจนเจอกับเอ็นพีซีผู้ทำนายแห่งดวงดาว ซึ่งถ้าป้าแกไม่บอกผมว่าก่อนหน้านี้นั้นเป็นมุก ผมคงเชื่อไปอย่างสนิทใจแล้วว่าป้าแกคงมีจิตสัมผัสตามชื่อตัวละคร ‘โซฟีจิตสัมผัส’ ของป้าแกจริงๆ แต่ก็นะ... อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นเมื่อป้าแกคุยๆ กับเอ็นพีซีเสร็จแล้ว ป้าแกก็แชร์ข้อมูลเควสมาให้คนในปาร์ตี้ทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงไซโกะกับคิทด้วยเช่นกัน โดยภารกิจของป้าโซฟีคือต้องติดตามผู้ทำนายแห่งดวงดาวไปยังถ้ำศักดิ์สิทธิ์ทางไซโกะเองที่ได้ถามชาวเมืองมาตลอดทาง ก็ได้รู้แล้วเหมือนกันว่าจะไปหารังของไวเวิร์นได้ที่ไหน... เอาเข้าจริง ข้อมูลที่ได้มามันก็ไม่ได้เจาะจงขนาดนั้น พวกเรารู้แค่ว่ามันอยู่แถวเขตภูเขาไฟ แต่อย่างน้อยวงการค้นหามันก็แคบลงมาหน่อยนึงแล้ว ที่เหลือก็คงต้องลองไปเดินเล่นเปิดแผนที่ดู จะได้รู้ว่าตรงไหนคือเขตภูเขาไฟกันแน่“พร้อมกันหรือยังจ๊ะ หนุ่มๆ สาวๆ” ป้าโซฟีเอ่ยขึ้น“...”“พร้อมตั้งนานแล้วครับป้า”“เรื่อยๆ ค่ะ”“ยัง… ยังไม่ไปกันอีก”“งั้นป้ากดเริ่มภารกิจเลยแล้วกันนะ” สิ้นเสียงเธอก็จิ้มนิ้วลงไปที่อากาศตรงหน้าครั้งหนึ่งทันทีทันใดนั้นเอ็นพีซีที่ชื่อ ‘กาบอร์ เลเวล 50’ ภายใต้ชื่อเป็นฉายา ‘ผู้ทำนายแห่งดวงดาว’ ก็ได้หยิบไหใบหนึ่งขึ้นมากอดไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งก็เสกไม้เท้าออกมาถือ ก่อนจะเดินนำพวกเราไปที่สะพานไม้ พาพวกเราข้ามฟากมาเจอกับผืนดินรกร้าง พื้นผิวแห้งแตกระแหง เต็มไปด้วยซากหินน้อยใหญ่ หากมองไกลออกไปก็จะเห็นเป็นบ้านหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนปากถ้ำ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของมอนสเตอร์เผ่าคนยักษ์ที่มีเลเวลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเลเวล 35ส่วนตัวผมคิดว่าภารกิจนี้มันยากเกินไปสำหรับผู้เล่นเลเวล 20 ที่เพิ่งบรรลุเงื่อนไขในการเลื่อนขั้นเป็นคลาสระดับกลาง แต่ยังไงเสียพวกเราก็ต้องฝ่าไปไจแอนท์แมน เลเวล: 38ไจแอนท์วูแมน เลเวล: 38ไจแอนท์บอย เลเวล: 32ไจแอนท์เกิร์ล เลเวล: 32เพียงแค่คนยักษ์กลุ่มแรกที่ผมเจอก็ทำให้ผมนึกถึงบอสนากะควีนขึ้นมาเลยทันที เนื่องจากร่างกายที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน คำจำกัดความของรูปลักษณ์มอนสเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าของผมตอนนี้คือ ‘มนุษย์ในยุคหิน’ ที่ถูกขยายร่างให้ใหญ่ขึ้น โดยเครื่องนุ่งห่มของยักษ์เพศชายจะสวมเป็นแค่หนังสัตว์ปกปิดแค่ส่วนล่างเท่านั้น ในขณะที่ยักษ์เพศหญิงจะมีแผ่นหนังคลุมส่วนบนไว้ด้วย แถมยังอยู่รวมกลุ่มกันเป็นครอบครัวเสียด้วยพวกเราซุ่มรอเพียงครู่เดียว คนยักษ์ตนหนึ่งก็วิ่งแยกออกมาจากกลุ่มแล้วทำท่าก้มเก็บบางอย่างบนพื้นดิน ซึ่งเปิดโอกาสให้พี่มาร์คัสใช้คอมโบการโจมตีที่รุนแรงที่สุดออกไป ปักมีดเข้าไปที่หลังหัวของยักษ์เด็กสาวที่มีขนาดตัวเล็กกว่ายักษ์ชายและยักษ์หญิงพอสมควร แต่น่าเสียดายพลังโจมตีของสตอล์กเกอร์หนุ่มยังไม่มากที่จะปิดจ็อบด้วยการโจมตีเพียงหนึ่งครั้งได้ พลันไจแอนท์เกิร์ลก็ทำท่าสะอื้นเหมือนเด็กที่กำลังจะร้องไห้โฮออกมา ก่อนจะปลดปล่อยเสียงกรีดร้องแหลมสูงออกมา พร้อมกับต่อมน้ำที่แตกพล่านออกมาเป็นหยดใหญ่ร่วงลงมาซึมหายไปกับพื้นเสียงกรีดร้องดังกล่าวทำให้พี่มาร์คัสเสียหลักจนเกือบร่วงลงมา แต่พี่เขาสามารถกลับตัวกลางอากาศแล้วใช้มีดปักลงไปบนร่างของเด็กสาวยักษ์จนสร้างบาดแผลเป็นทางยาวตามรอยกรีด พร้อมกับปลดแผ่นหนังส่วนของเธอให้ขาดออกจากกัน จนแม้แต่มอนสเตอร์ตัวนั้นเองก็ยังเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจอย่างเห็นได้ชัดมือข้างหนึ่งของยักษ์เด็กพลันยกขึ้นมาปิดหน้าอกแบนราบของตัวเองเอาไว้ ท่าทีร้องไห้เสียใจเมื่อครู่ของมอนสเตอร์ตัวนั้นพลันถูกแทนที่ด้วยความโกรธกริ้ว เธอพลันวิ่งกระทืบเท้าเข้ามารุกไล่พี่มาร์คัสที่กำลังวิ่งหนี ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไปเป็นเอ็นพีซีการ์บอร์ที่เดินนำพวกเราไปหลายเมตรทันใดนั้นเองขาของเธอก็พลันยกมาแนบชิดติดกันพร้อมย่อตัวลงเล็กน้อย ส่งแรงให้ร่างยักษ์ของตนกระโดดขึ้นไปในอากาศพร้อมกางมือออกราวกับนักมวยปล้ำ บดบังแสงอาทิตย์กลางวันแสกๆให้เกิดเป็นเงาทะมึนที่ทอดทับสมาชิกส่วนใหญ่ของปาร์ตี้เอาไว้ แต่ก่อนที่ร่างของไจแอนท์เกิร์ลจะทิ้งตัวลงมาบดทับพวกเราตายคาที่นั้น ร่างของพวกเราก็ได้ถูกวาร์ปหายไปจากตรงนั้นเสียก่อน

    “อ้าว! แล้วไหงโดนวาร์ปกลับมาหมู่บ้านเฉยเลยเนี่ย” คิทโวยวายขึ้น เมื่อพวกเรากลับมาอยู่ที่บริเวณหน้ากระโจมของเอ็นพีซีกาบอร์อีกครั้ง“เพราะเควสล้มเหลวหรือเปล่า” ผมบอก“แล้วมาร์คล่ะ?” ป้าโซฟีพยายามหันมองซ้ายขวาอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเจอสตอล์กเกอร์คนนั้น“อาจจะแค่ไม่ได้วาร์ปมาพร้อมกันหรือเปล่าครับ” ผมกล่าวอย่างไม่แน่ใจ“งั้นก็กลับไปดูกันอีกรอบกันอีกรอบก็ได้นี่” ไซโกะเสนอเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พวกเราจึงยกพวกกันไปที่บริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุอีกครั้ง ซึ่งเมื่อมาถึงก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของพี่มาร์คัส พลันเสียงแจ้งเตือนการโทรแบบปาร์ตี้ก็ดังขึ้น ผมจึงกดรับ ในขณะที่ทุกคนก็น่าจะทำแบบเดียวกัน“คนยักษ์ล้อม โดนจับบีบตัวแตก” คนที่ปลายสายบอก ก่อนจะกล่าวต่อ “ตอนนี้กลับนอนเตียงอยู่แถวอัลปาป้า อย่าลืมพาป้าไปเปลี่ยนคลาสให้เสร็จนะ เดี๋ยวทางนี้ก็จะไปเปลี่ยนอาชีพเป็นนินจารอ’“ได้เลยครับ ไม่ต้องห่วง” ผมตอบกลับไป“รักษาตัวดีๆ นะลูก” ป้าโซฟีกล่าวด้วยความห่วงใย“ป้าไม่ต้องเป็นห่วงคนตายหรอก ห่วงคนเป็นเถอะแฮรี่” พี่มาร์คัสตอบกลับมา การสนทนายังคงดำเนินไปอีกครู่หนึ่งจนทุกคนวางสาย โดยที่ไซโกะกับคิทไม่ได้มีปฏิกิริยากับการสนทนาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

    “เจอมอนส์แบบนี้ไม่รู้จะเอาไงต่อเลยครับ รู้สึกว่ามันจะโหดกว่ามอนสเตอร์ที่เคยเจอมาเสียอีก” แค่นี้เควสป้าโซฟีก็ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้มากพอแล้ว ยิ่งกำลังคนของพวกเราน้อยลงไปอีกหนึ่งคนก็ยิ่งทำให้หนทางข้างหน้ายิ่งดูมืดมนขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่พี่มาร์คัสทำให้พวกเราได้รู้คือ พวกเราลืมเปลี่ยน ‘จุดเซฟ’ นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องTale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล ที่คุณอ่าน