หยางเสวี่ยเฟยได้ยินอย่างนั้นโกรธเคืองที่นางไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“เ้าประชดข้าหรือ” เขาเอ่ยถาม “เ้าไม่เคยยอมรับสักครั้งว่าเป็คนทำ จำไม่ได้หรือว่าตอนที่เ้าไม่สบาย นางเป็คนเอาสมุนไพรไปให้เ้าดื่มด้วยความเป็ห่วงแต่เ้ากลับปัดทิ้ง ไม่ยอมดื่มยาจนนางโดนดุ พอครั้งต่อไป นางอุตส่าห์นำก้อนน้ำตาลไปให้เ้ากินหลังดื่มยาเ้าก็คว่ำถาดขนมทิ้งอีกครั้ง”
“...” เ้าตัวนึกเหตุการณ์ที่ผ่านมาอยู่เงียบ ๆ เถียงไม่ออกเพราะเป็ความจริง นางไม่ชอบรสชาติของโสมแสงเงินเลยแม้แต่น้อย มันทั้งขมและคาว เพียงแค่ได้กลิ่นจากที่ไกล ๆ ก็นึกอยากอาเจียนออกมาพาลรู้สึกป่วยมากกว่าเดิมจึงไม่เข้าใจเลยว่ายาดีมีตั้งมากมาย เหตุใดจึงเอาแต่คะนั้นคะยอให้ดื่มของที่ไม่ชอบอยู่ได้
“เ้าไม่รู้หรือว่าโสมแสงเงินเป็สมุนไพรหายาก นางอุตส่าห์นั่งบดนั่งต้มยาให้เ้า…
“เ้ารู้ได้อย่างไร นางไปฟ้องเ้าหรือ” หญิงสาวมองหน้าอีกฝ่าย ไม่คิดว่าเขาจะรู้เื่พวกนี้ด้วย
“นางไม่มีทางฟ้อง แต่ข้าเป็คนไปเก็บสมุนไพรมา”
ดวงตามู่หรงเซียวเบิกโตเพิ่งได้รู้ความจริงจึงเผลอพูดไปว่า “หากรู้ว่าเ้าเก็บมาให้ก็คงฝืนดื่มจนหมดถ้วยแล้วล่ะ”
“เฮอะ กล้าพูดมาได้” ชายหนุ่มส่ายหน้ายังไม่ได้ยินคำขอโทษจากปากนางเลยสักครั้งจึงเอ่ยถึงเื่เก่านมนาน “เ้าเคยผลักนางล้มมือกระแทกพื้นเป็แผลเพียงเพราะนางเผลอชนเ้าแล้วถังหูลู่ในมือหล่นพื้น”
“รองแม่ทัพ เ้าพูดถึงเื่ั้แ่ข้าตัวเท่าต้นหอมทำไมกัน” นางจำได้ว่าครั้งนั้นเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่คิดว่าเขาจะจำได้ด้วย “รองแม่ทัพหยางคงมีเื่ในใจมากมายเลยสินะ ไหน ๆ เ้าก็มารอข้าหลายวันแล้ว หากไม่ได้พูดคงอกแตกตาย”
“มู่หรงเซียว!!!” เสียงตวาดดังลั่นจนคนตรงหน้าใไปด้วยแต่สายตาแสดงออกไม่สะทกสะท้าน
“ข้าทำอันใดผิดอีก เ้าพูดมาสิ” น้ำเสียงท้าทายทำเอาชายหนุ่มอดกลั้นไม่ได้ ต่อให้เจอผู้คนมามากมายแต่เขากลับไม่เคยทนนิสัยหญิงสาวผู้นี้ได้เลย
“ฤดูใบไม้ผลิสองปีก่อน องค์หญิงเยว่หลิงจัดการแข่งขันปักลายผ้า เ้าก็รู้ว่านางไม่ถนัดด้านนี้จึงทำได้ไม่ดี เ้าอยู่ตรงนั้นด้วยแต่กลับไม่ห้ามปราม ปล่อยให้ผู้อื่นหัวเราะนาง ทำให้นางเสียใจ” หยางเสวี่ยเฟยรอดูว่าหญิงสาวจะโต้ตอบเขาอย่างไรแต่กลับผิดหวังกับท่าทีของนางเหมือนเดิม
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านางปักเป็ดยวนยางไม่ใช่หนอนไม้ไผ่…”
“เ้าอยู่ตรงนั้น เพียงแค่เอ่ยปากพูด ทุกคนก็จะฟังเ้า”
มู่หรงเซียวยิ้มมุมปากเอ่ยด้วยสีหน้าคาดเดาความคิดอีกฝ่าย “จะบอกว่าข้าผิดอีกแล้วใช่หรือไม่ อย่าบอกนะว่าเ้ากำลังจะพูดถึงคืนวันงานเลี้ยงปีใหม่ที่ข้าปล่อยให้นางกลับจวนคนเดียว”
“รู้ตัวดีนี่ แต่เ้าคงไม่ยอมรับเช่นเดิม” เขาเลิกคิ้ว จ้องดวงตาสีทับทิม
“เ้าโกรธเพราะข้าเปิดโอกาสให้แม่ทัพหลี่ไปส่งนางที่จวนแทนที่จะเป็เ้ามากกว่ากระมัง” บุตรสาวแม่ทัพยักไหล่ไม่แยแส
“อย่าเถียงข้า” สายตาดุปรามนางเหมือนอย่างเคย หากเป็มู่หรงเซียวคนเก่าคงใจห่อเหี่ยวแต่ไม่ใช่นาง
“เฮอะ… รองแม่ทัพความจำดีเลิศเสียจริง จำเื่ไม่ดีของข้าได้ั้แ่ข้าตัวเท่าต้นถั่วงอก แล้วเื่ดี ๆ ที่ข้าทำ อ้อ… ไม่เคยจำใช่หรือไม่เพราะคิดว่าข้าเสแสร้ง แกล้งทำมารยา อิจฉาคุณหนูสกุลเสิ่นผู้นั้นที่ได้รับความรักความห่วงใยจากเ้า”
“...”
“เช่นนั้นย่อมได้ ข้ายอมรับว่าข้าเป็คนผลักนางตกน้ำ ครั้งนั้นก็เช่นเดียวกัน ข้ายอมเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อใส่ร้ายว่านางชนข้าจนเกือบจมน้ำ ข้าเกลียดที่เ้ามีใจให้นางจึงทำเื่พวกนั้นลงไป”
“…”
“พอใจแล้วใช่หรือไม่ คราวนี้เ้าจะทำอย่างไรต่อ” นางรู้ดีว่าคนอย่างเขาจะทำเช่นไรจึงพูดไปตามที่คิด “คงไปป่าวประกาศว่าข้าเป็คนทำใช่หรือไม่ อยากทำสิ่งใดก็ตามใจเ้าเถอะ ข้าขอตัว เมิ่งเซียง… ส่งแขก”
มู่หรงเซียวไม่รอให้เขาพูดอะไรอีกแล้วเดินกลับเรือนตัวเอง ทันทีที่หัวถึงหมอนก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้าเพราะใช้แรงกายทั้งหมดที่มีถกเถียงกับอีกฝ่ายจนผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย
หากแต่เช้าวันต่อมาได้ยินเสียงจากเมิ่งเซียงปลุกด้วยสีหน้ากังวลใจ
“คุณหนู องค์หญิงเยว่หลิงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเ้าค่ะ”
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าจะรอให้ข้าทำใจสักสองสามวันไม่ได้เชียวหรือ” นางบ่นพึมพำเพราะรู้ว่าต้องเจอกับอะไรก่อนจะให้สาวใช้ช่วยแต่งตัวแล้วไปเตรียมดอกละอองหญ้ามาไว้สักสามสี่กำ “เมิ่งเซียง... ข้าอยากกินน้ำแกงเนื้อ เ้าบอกให้คนทำไว้ให้ข้าได้หรือไม่ เสร็จธุระเมื่อใดจะรีบกลับมา”
ครั้นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักจื่อเถิงฮวาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่คนที่นั่นกำลังซุบซิบเื่นางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณหนูสกุลมู่” เสียงหวานขององค์หญิงเอ่ยเรียกคนตรงหน้า นางเฝ้าดูท่าทีมู่หรงเซียวมาพักหนึ่งแล้ว เดิมทีคิดว่าเป็ฝ่ายตรงข้ามเพราะฮองเฮาเอ็นดูบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ซึ่งเป็ขั้วการเมืองตรงข้ามกับเหอกุ้ยเฟย มารดาของนางผู้เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้แคว้นฉินิ
เข้าตรู่ของวันกลับได้ยินเื่จากปากหยางเสวี่ยเฟยจึงเรียกตัวนางมาสอบปากคำเพิ่มแม้ว่าตัวเองจะเป็ต้นเหตุเื่ราวทั้งหมดก็ตาม
“ข้ารู้เื่จากรองแม่ทัพหยางแล้ว” สตรีสูงศักดิ์เอ่ยอย่างไม่แยแส ทำตัวเหนือปัญหาที่ตัวเองก่อแล้วเล่าเื่ที่เขารายงานให้ฟังโดยละเอียด “เ้าอยากอธิบายสิ่งใดอีกหรือไม่”
ดวงตากลมโตมองมาอย่างคาดหวัง มู่หรงเซียวเข้าใจอย่างยิ่งว่าไม่อาจพูดความจริงได้เพราะองค์หญิงเยว่หลิงคือธิดาที่ฮ่องเต้รักและหวงแหนมากที่สุด
“หม่อมฉันยอมรับความผิดเ้าค่ะ”
เพียงได้ยินคำพูดนั้น องค์หญิงแสยะยิ้มหวังจะทำให้มู่หรงเซียวเกลียดเสิ่นอวี้หลานมากขึ้นกว่าเดิมเพราะถึงอย่างไรก็มีศัตรูหัวใจคนเดียวกัน พลางคิดว่านับจากนี้บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะต้องกลายเป็พวกของนางคอยกลั่นแกล้งและเอาคืนบุตรสาวหมอหลวงอย่างแน่นอน
พร้อมทั้งสั่งกำชับว่าห้ามผู้ใดพูดถึงเื่นี้อีกเพราะเห็นแก่แม่ทัพใหญ่มู่ก่อนที่นางกำนัลได้รับคำสั่งให้นำตัวมู่หรงเซียวไปลงโทษในทันที
มู่หรงเซียวกัดฟันรู้ดีว่าคงเจ็บแสบเล็กน้อยก่อนจะได้ยินเสียงหวายเรียวยาวฟาดน่องขาเพียะ ๆ อยู่สิบครั้งจนผิวขาวนวลแดงเป็ปื้นมีเืซึมออกมา
ครั้นเดินพ้นจากตำหนักจื่อเถิงฮวา เมิ่งเซียงรีบวิ่งมาหาเ้านายแล้วถามว่า “คุณหนู เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ”
มู่หรงเซียวยิ้มกว้างแม้ว่าจะรู้สึกเจ็บแปลบที่น่องขาสองข้างอยู่บ้างแต่สายตาของเมิ่งเซียงกลับไวกว่าเพราะสังเกตได้ทันทีว่าเ้านายของตนแปลกไป
“คุณหนู!!!” เสียงะโลั่นทำเอาใไปด้วย “ใครทำเช่นนี้กับคุณหนูเ้าคะ”
“เบาเสียงหน่อยเมิ่งเซียง” เ้าตัวห้ามปราม รีบคว้าคออีกฝ่ายเข้ามาปิดปากแล้วกระซิบ “ข้าเพิ่งถูกองค์หญิงลงโทษมา ถ้าเ้าเสียงดัง ข้าอาจจะโดนตีอีกก็ได้”
“คุณหนู…” สาวใช้เสียงอ่อยสงสารเ้านาย รีบวิ่งมาขวางแล้วนั่งลงข้างหน้า “คุณหนู ขึ้นมาเ้าค่ะ”
“ทำไม”
“ข้าจะแบกคุณหนูกลับจวนเอง ขึ้นหลังข้าเลยเ้าค่ะ” นางปาดน้ำตานึกเสียใจอยากเป็คนที่ถูกหวายเฆี่ยนแทน
“ไม่ต้องหรอก” มู่หรงเซียวส่ายหน้าแล้วเดินกะเผลกผ่านนางไป “ถึงจวนเมื่อใดก็นำดอกละอองหญ้ามารักษาแผลให้ข้าทีแล้วก็อย่าได้บอกเื่นี้ให้ท่านพ่อท่านแม่รู้เด็ดขาด”
“ไม่บอกได้หรือเ้าคะ คุณหนูเดินกะเผลกขนาดนี้”
“เวลานี้ท่านพ่อท่านแม่ไปธุระข้างนอก เ้าเองอย่าได้ปริปาก” หญิงสาวเอ่ยห้ามเอาไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้เื่ราวใหญ่โตกลัวว่าบิดาจะไม่ยอมแล้วหาเื่ฮ่องเต้
“ก็ได้เ้าค่ะ” นางส่ายหน้า “คุณหนู ข้าบอกว่าให้ขี่หลังข้าอย่างไรเล่า กว่าจะถึงจวนก็อีกนาน คุณหนูรอข้าด้วยเ้าค่ะ”
บุตรสาวแม่ทัพเมินเสียงสาวใช้เพราะไม่อยากให้นางกังวลใจเกินเหตุ พอเดินมากเข้าาแที่ขาก็เริ่มมีเืซึมจนเปื้อนทะลุชายกระโปรง
“คุณหนูเืออกเ้าค่ะ” เสียงพูดตะกุกตะกักของสาวใช้ทำเอารู้สึกแสบแผลขึ้นมาทันใด
“อย่าทักสิ เดี๋ยวเจ็บมากกว่าเดิม” นางบอกคนสนิทด้วยสีหน้าระรื่น พอหันกลับไปอีกทีจึงเห็นว่าหยางเสวี่ยเฟยยืนอยู่หน้าจวนแม่ทัพใหญ่
กระนั้น หญิงสาวคิดว่าจบเื่ที่ต้องสะสางกับรองแม่ทัพเรียบร้อยแล้วจึงไม่มีเหตุต้องพบหน้า คราวนี้จะถือโอกาสหลุดจากวังวนความวุ่นวายของรักสี่ห้าเส้าตามความตั้งใจเพราะไม่มีเื่ใดต้องข้องเกี่ยวกับเสิ่นอวี้หลานอีกแล้วจึงเบือนหน้าหนีไม่มองเขา
“คุณหนูสกุลมู่” เสียงเข้มเอ่ยเรียกนาง
“…” นางไม่ตอบเดินผ่านชายหนุ่มไปที่ประตูบานใหญ่แต่ถูกรั้งแขนเอาไว้
“เหตุใดจึงมีเืติดชายกระโปรงเช่นนั้น”
“เมิ่งเซียง ส่งแขก... ข้าจะรีบกลับไปพักผ่อน” น้ำเสียงเ็าสั่งสาวใช้คนสนิทแล้วสะบัดแขนหลบหลีก “ปล่อยข้าเ้าค่ะ”
“ข้าถามว่าเกิดอันใดขึ้น” หยางเสวี่ยเฟยสบดวงตาสีทับทิม สีหน้าจริงจังยิ่งกว่าครั้งใด
“ข้าเพียงแค่รับโทษที่ใส่ร้ายคนรักของรองแม่ทัพ เฆี่ยนสิบครั้งพอใจหรือไม่” มู่หรงเซียวสะบัดแขนอีกครั้งแต่เขาไม่ยอมปล่อยเช่นเดิมพลางคิดในใจว่า ปล่อยสักทีได้หรือไม่ ข้าเมื่อย เดินมาตั้งนาน หิวน้ำ หิวข้าวด้วย ข้าอยากกลับไปซดน้ำแกงเนื้อเต็มทีแล้ว
“…”
“หากไม่พอใจนัก ครั้งหน้าก็ทูลขอให้องค์หญิงลงโทษข้าจนกว่าจะพอใจเถิด ปล่อยข้าได้แล้วเ้าค่ะ”
“าแเ้า…” หยางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นมองที่ชายกระโปรง “ข้า…”
“ข้าไม่อยากเห็นหน้ารองแม่ทัพ นับจากนี้ไป อย่าได้วนเวียนข้องเกี่ยวกันอีกเลย” หญิงสาวหวังว่าเขาจะดีใจที่ได้ยินเช่นนั้นแต่สีหน้าของเขากลับหมองเศร้ากว่าเดิม
“…”
มู่หรงเซียวหันกลับมาเผชิญหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตามุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน คิดในใจว่าเวลานี้ควรบอกให้คนตรงหน้าได้รู้ว่านางคิดกับเขาเช่นไรจะได้จบสิ้นความสัมพันธ์ที่คาราคาซังกันมานานเสียที
“หยางเสวี่ยเฟย นับจากนี้ไปข้าจะไม่ตามติดเ้าเหมือนวันวาน ไม่โผล่หน้าไปให้เ้าเห็นอีก ไม่ทำสิ่งใดที่ทำให้ใจของเ้าขุ่นมัวข้าจะไม่รักเ้าแล้ว... ปล่อยข้าเสียที” น่าแปลกนักที่คราวนี้รองแม่ทัพปล่อยมืออย่างง่ายดายจนนางคิดไปว่าเขาอาจจะดีใจจนทำตัวไม่ถูกก็ได้
กระนั้นไม่ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรก็ไม่ใช่เื่ที่นางต้องรับรู้อีกต่อไปแล้ว หญิงสาวจึงรีบกลับเข้าจวนในพริบตาเพราะหิวข้าวจนตาลายทิ้งให้เขายืนนิ่งเพียงลำพังอยู่เนิ่นนาน