ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 68 ภูผากับเกลียวคลื่น

    บทที่ 68ภูผากับเกลียวคลื่น

    “ฉันกลับไปรักเธอไม่ได้อีกแล้ว...”

     

            

            กาลครั้งหนึ่งฉันเคยคิด...ว่าความรู้สึกภายในจิตใจ... คงจะแห้งเหือดไปตั้งแต่วันนั้น

            

            แต่ว่า...

     

            


            ครึ่ก!

            

            ตู้ม!

            

            ผืนน้ำพุ่งตัวขึ้นสูงก่อนจะแตกกระจายเมื่อด้านล่างเกิดระเบิดปะทะกันสนั่นนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเจ้าของข่ายเวทเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอ

            

            “โอเบลิสก์!?”

            

            พิงค์พึมพำแผ่นหินขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นมาใต้ผิวน้ำปกป้องเธอจากการโจมตีของนักพรตแห่งวารีเอาไว้จนมันแตกกระจายกลายเป็นเศษหินหล่นเกลื่อนอยู่บนพื้นทรายขาวสะอาดด้านล่างเด็กสาวกัดฟันแน่น นัยน์ตาวาวโรจน์อย่างเคืองแค้น

            

            แบล็ค...

            

            ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!

            

            “นั่นอะไร?”เด็กหนุ่มตรงหน้าเธอพึมพำ นัยน์ตาสีมรกตอีกคู่เช่นเดียวกับเธอนั้นว่างเปล่ายามที่เจ้าตัวสะบัดไม้เท้าไปมาเรียกกระแสน้ำให้หมุนวนผิดทิศเกิดเป็นน้ำวนขนาดใหญ่ไหลอยู่รอบตัวเขา“เธอใช้พลังของเอิร์ธสโตนได้ด้วยเหรอ?”

            

            เด็กหนุ่มถามแต่เธอรู้ว่านั่นไม่ได้มาจากจิตใต้สำนึกของเขาเพราะถูกไม้เท้ากัลปังหาเข้าควบคุมจนขาดความนึกคิดร่ายสูงร่ายพลังเวทออกมาโจมตีเธออย่างไม่หยุดหย่อนไม่สนใจสภาพร่างกายที่เริ่มทานกับการใช้พลังเวทมากเกินไปจนแทบจะทรงตัวไม่ไหวเลยด้วยซ้ำเด็กหนุ่มยกไม้เท้าขึ้นเหนือหัว กระแสน้ำวนที่ไหลอยู่รอบตัวเขาพุ่งเข้าใส่เธอพิงค์สะบัดมือออกข้างตัวใช้พลังน้ำรอบตัวต้านกลับไปก่อนจะยื่นมือขวาออกไปด้านหน้าแล้วกำแน่น

            

            “วอเทอร์ล็อค!”

            

            ตู้ม!

            

            ลูกบอลน้ำถูกไม้เท้าระเบิดแตกเป็นเสี่ยงกลายเป็นฟองอากาศลอยขึ้นสู่พื้นผิวด้านบนนัยน์ตาสีมรกตของพิงค์เบิกกว้างก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นไอ้ไม้เท้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับเธอ เวลาที่จะคงสภาพข่ายเวทนี่ไว้เหลืออีกไม่มาก  ต่อจากนั้นเธอก็คง...

            

            ไวเท่าความคิดเด็กสาวเค้นพลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมาร่ายเวท วงแหวนเวทสีฟ้าครามปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าขณะที่คนตรงหน้าเธอก็ยังตั้งหน้าตั้งตาโจมตีเธอต่อไปอย่างไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบอะไรกับร่างของตัวเองบ้าง

            

            ระเบิดน้ำจากนักพรตแห่งวารีลอยเข้าใส่ร่างเธอพิงค์เรียกโล่เปลือกหอยขึ้นมาบังการโจมตีไว้ก่อนที่จะทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการร่ายเวทวงแหวนเวทสีฟ้าครามเพิ่มขึ้นมาอีกวง มันลอยขนาบข้างตัวเธอก่อนจะเปล่งแสงจ้า

            

            โทวะในคราบของนักพรตขยับออกจากที่อาศัยความเร็วในการเคลื่อนที่พุ่งเข้าปะทะกับพิงค์ สะบัดหัวไม้เท้าไปด้านหน้าก่อนที่ลำแสงสีฟ้าจะพุ่งออกมาจากลูกแก้วตรงหัวไม้เท้าตรงเข้าใส่ร่างของเด็กสาวที่กำลังมุ่งมั่นกับการร่ายเวทอยู่

            

            พิงค์กัดฟันแน่นเธอเรียกโล่เปลือกหอยออกมาป้องกันตัวเองอีกไม่ได้เพราะไม่มีพลังเหลือมากพอลำแสงทำลายล้างของนักพรตแห่งวารีพุ่งตรงเข้าใส่ร่างเธอก่อนที่มันจะปะทะเข้ากับอะไรสักอย่างจนผิวน้ำแถบนั้นระเบิดเป็นจุล

            

            ตู้ม!

            

            แรงระเบิดดันผิวน้ำด้านบนลอยตัวขึ้นสูงก่อนจะแตกกระจายไปพร้อมๆกับโล่หินที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาขวางการโจมตีพิงค์ไม่ใส่ใจมันเพราะมัวแต่มุ่งมั่นกับการสร้างวงแหวนเวทอันที่สี่อยู่แต่โทวะกำลังโมโหไม้เท้ากัลปังหาเรืองแสงกล้าก่อนจะระเบิดโขดหินและแนวปะการังรอบตัวแตกเป็นเสี่ยงๆ

            

            พิงค์หัวเราะดังลั่น

            

            “ไม่ใช่เพราะพวกมันหรอกไม่ใช่เพราะมัน!”

            

            เด็กสาวแสยะยิ้มกว้างก่อนที่ใบหน้าจะเหยเกความเจ็บปวดแล่นวาบไปทั่วร่างเมื่อวงแหวนเวทอันที่ห้ากำลังถูกสร้างขึ้น มันกลืนกินพลังชีวิตของเธอไปเด็กสาวกระอักเลือดออกมาเป็นสาย กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปตามน้ำเด็กหนุ่มหันมามองเธอด้วยนัยน์ตาสีมรกตว่างเปล่าวูบหนึ่งมันกลับมามีประกายชีวิตก่อนที่หัวไม้เท้ากัลปังหาจะเรืองแสงกล้าและกลืนกินตัวตนของเขาไปอีกครั้ง

            

            อีกนิดเดียวอีกนิด...

            

            เด็กสาวรำพันในใจใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดฝาด ม่านม่านพลังเริ่มหดเข้ามาเรื่อยๆเธอมีพลังเหลือไว้ตรึงมันแค่ไม่กี่ตารางเมตรเท่านั้น ต้องทำให้สำเร็จให้ได้

            

            คราวนี้แหละคราวนี้...

            

            โทวะ...

            

            ใบหน้าของเด็กหนุ่มลอยเข้ามาใกล้แล้ว...

            

            ฉึก!

            

            ปลายไม้เท้าเสียบทะลุช่องท้องเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาตามบาดแผลก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วเปลี่ยนน้ำทะเลสีฟ้าครามสดใสเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวลอยคลุ้งอยู่รอบตัวจนแทบอ้วกนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อวงแหวนเวททั้งหกถูกสร้างเสร็จแต่เธอกลับไม่มีโอกาสได้ใช้

            

            ฝ่ามือสองข้างลู่ลงข้างลำตัวนัยน์ตาของเด็กสาวสบตาเด็กหนุ่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แพขนตาอ่อนจะเลื่อนตัวปิดลงแล้วร่างบางก็ค่อยๆจมดิ่งลงสู่ใต้ผิวน้ำอย่างเงียบงัน...

            

            มาได้...แค่นี้เองเหรอ...

            

            ถ้อยคำรำพันลอยวนอยู่ในกระแสน้ำสีแดงฉาน

            

            ฉันยังไม่ได้...บอ...ก... เธอ... เลย...

     




    -เอิร์ธวอเทอร์, สิบปีก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘ถ้าโตขึ้นฉันจะให้เธอเป็นเจ้าสาวของฉัน’

            

            ‘พูดเอาแต่ใจชะมัด นายต้องบอกว่าได้โปรดมาเป็นเจ้าสาวของฉันเถอะ... เซเรีย อย่างนี้สิยะถึงจะถูก!’

            

            ‘มันก็เหมือนกัน’ เด็กหนุ่มว่า ‘แล้วตกลงว่าไงล่ะ?’

            

            ใบหน้าของเด็กสาวขึ้นสีเรื่อสะบัดตัวไปมาอย่างเขินอาย ร่างสูงของเด็กหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้นัยน์ตาสีมรกตลอยเด่นอยู่ตรงหน้าก่อนจะค่อยๆเข้ามาประชิด...

            

            พลั่ก!

            

            ฟู่...

            

            ร่างสูงกระเด็นไปไกลเพราะลูกถีบของว่าที่เจ้าสาวที่ออกอาการอายจัดก่อนที่เจ้าหล่อนจะยัดร่างของปลาหมึกกล้วยใส่หน้าเขาฟองอากาศไหลฟู่ออกมาเป็นสายพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่มหยุดค้างอารมณ์วาบหวามได้ชะงักก่อนที่เด็กสาวจะลอยตัวขึ้นสูงเหนือเขาส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ

            

            ‘ดีมาก อาลาโม่’ เซเรียเอ่ยชมหมึกกล้วย แต่คนโดนแกล้งทำหน้าหงิก

            

            ‘นี่! ฉันจริงจังนะ’ เด็กหนุ่มตะโกน ใบหน้าแดงก่ำ

            

            ‘รู้แล้วน่า รู้แล้ว!’

            

            ‘ฉันจะทำให้เธอมีความสุขให้ได้!’

            

            โทรว่า เวอร์เทอร์ เอ่ยวาจาลั่นร่างบางของเด็กสาวหยุดค้างอยู่กลางท้องน้ำ ใบหน้าของเธอแดงซ่านแล้วรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในชีวิตก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปี่ยมสุขของเธอนั่น

            

            ‘อื้อ!แล้วฉันจะรอดูนะ’

             

            



            สิบปีต่อจากนั้น ร่างของรัชทายาทหนุ่มแห่งเอิร์ธวอเทอร์ก็มาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธออีกครั้งในฐานะผู้พิทักษ์และว่าที่ราชาองค์ต่อไปแห่งเอิร์ธวอเทอร์ภาพแห่งอดีตที่เคยตรึงตากลายเป็นคมมีดแห่งความเจ็บช้ำที่กรีดแทงลึกลงสู่ขั้วหัวใจเมื่อคนที่ควรจะยืนอยู่ข้างเขาไม่ใช่เธอ แต่กลับเป็นหญิงสาวร่างบางเจ้าของเรือนผมหยิกยาวเป็นลอนสีเขียวสดคนที่เธอเรียกว่าเพื่อนได้อย่างสนิทใจคนที่เธอช่วยดึงออกมาจากเงามืดและแนะนำให้ทั้งคู่ให้รู้จักกันคนที่ทำให้เธอรู้ซึ้งกับคำว่าทรยศหักหลัง

            

            เฟลิญ่า...

            

            หญิงสาวร่างบางท่าทางสง่างามคนที่ยืนอยู่ข้างเขาในตอนนี้คือคนที่เธอเกลียดมากที่สุดในชีวิต!

            

            ‘พวกเขาไม่ได้บอกเหรอว่านักรบอเวจีแห่งเอิร์ธวอเทอร์คือฉัน’ เซเรียเอ่ยถาม สะบัดเรือนผมสีชมพูอ่อนไปด้านหลังนัยน์ตาสีมรกตแข็งกร้าวดูโดดเด่นอยู่บนใบหน้า 

            

            โทรว่าขยับเข้ามาด้านหน้าร่างสูงของชายหนุ่มบดบังร่างบางของคนด้านหลังที่ตัวสั่นระริกเอาไว้เป็นภาพที่ตอกย้ำความมั่นใจให้แก่เธอ

            

            ไม่มีโทรว่า เวอร์เทอร์ ที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป

            

            ความหวังเล็กๆของเธอดับวูบไปนับตั้งแต่วินาทีที่ได้เห็นเขาปกป้องคนที่เธอเกลียดชังมากที่สุดในชีวิตแผ่นหลังที่เปรียบดั่งโล่ของชายหนุ่มใช้ปกป้องเฟลิญ่าส่วนตัวเขาก็หันคมดาบเข้าหาเธออย่างไม่ลังเล

            

            ‘ถ้าไม่ได้พบกันอีกก็คงจะดีกว่าแล้วแท้ๆ’

            

            น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจากปากของเขานั้นสงบราบเรียบและไร้ความรู้สึกเสียยิ่งกว่ากระแสน้ำเย็นที่ไหลบาดร่าง  คำพูดที่ตอกย้ำความทรมานลงบนจิตใจของเธอนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยขับไล่ความอ่อนแอในช่วงวินาทีสุดท้ายออกไป

            

            ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รัก’  ไม่มีอีกต่อไป...

             

             

            


            ร่างของเอเรียลกระตุกอีกครั้งก่อนที่เด็กหนุ่มจะทรุดฮวบลงกับพื้นห้องที่เขรอะไปด้วยฝุ่นลิ่มเลือดกระอักออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียวและหนาวสั่น 

            

            เขากำลังจะตายใช่! เขากำลังจะตาย

            

            ด้วยเรื่องที่บ้าบอที่สุดในชีวิตที่เขาเคยทำมาเลย

            

            เท็ตสึยะมองดูเขาด้วยนัยน์ตาสีเหลืองทองที่ตื่นตระหนก

            

            “เอเรียลเฮ้! เอเรียล!”

            

            เด็กหนุ่มตะโกนเรียกชื่อเขาก่อนจะค่อยๆลากสังขารตัวเองเข้ามาใกล้ขาขวาของหมอนั่นแหลกละเอียดและไร้ความรู้สึกไปแล้วหลังจากที่มันปะทะกับร่างที่แข็งแกร่งดั่งหินของเขาทั้งๆที่ตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาพกึ่งพิการแบบนั้นยังจะมาสนใจเขาอีก

            

            “เกิดอะไรขึ้นกับนาย!”

            

            เท็ตสึยะถามยื่นมือไปให้หมายจะประคองร่างที่ทรุดอยู่กับพื้นแต่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเอเรียลปัดมือของเขาออก แม้ร่างกายจะเจ็บปวดเจียนตายจนแทบทรงตัวไม่ไหวแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมร้องขอความเมตตาจากใคร

            

            และเท็ตสึยะก็เข้าใจความหมายการกระทำนั้นจากนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มที่วาวโรจน์ของเขา

            

            “นายไม่ได้ตั้งใจจะสู้กับฉัน”เท็ตสึยะพูดเสียงข่มโทสะร่างเล็กๆนั่นยืนอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะใช้นัยน์ตาสีเหลืองทองจ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งโกรธทั้งสมเพชก่อนจะชี้ออกไปนอกหน้าต่าง

            

            “นายไม่ได้คิดจะสู้กับฉันมาตั้งแต่แรกนายแค่อยากจะปกป้องเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่ ถ้าฉันไม่โผล่เข้ามา--”

            

            “นายพูดอะไรน่ะ?”เอเรียลตัดบท ขึ้นน้ำเสียงสูงไม่แพ้กัน“คิดว่าฉันจะทำเรื่องเข้าใจยากๆแบบนั้นไปทำไมกัน ไม่ตั้งใจจะสู้งั้นเหรอแล้วความเจ็บปวดที่ขาของนายล่ะ ฉันเป็นคนทำให้มันแหลกละเอียดไปนะ นายลืมไปแล้วเหรอ!”

            

            “นั่นมันเป็นเพราะฉันเองไม่ใช่รึไง!”เท็ตสึยะเถียง โกรธจนตัวสั่น “นายแค่ยืนอยู่เฉยๆถ้าฉันไม่โจมตีนายเพราะหวังจะออกไปช่วยมินาโยะล่ะก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก!”

            

            เอเรียลนิ่งไปไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาพูดอีกดี

            

            เท็ตสึยะกระชากเขาให้ยืนขึ้นด้วยแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตัวเอง

            

            “ปากบอกว่าไม่คิดจะปกป้องแล้วนายจะมาอยู่ที่นี่ทำไมถ้าอยากสู้กับฉันจริงก็ออกไปหาทำเลที่ตัวเองได้เปรียบกว่านี้หน่อยสิ! ถ้าไม่อยากจะปกป้องคนที่อยู่ด้านล่างล่ะก็อย่าใช้ตัวเองเป็นโล่รับการโจมตีแทนเขาสิ นายน่ะมันบ้ามาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว!”

            

            เท็ตสึยะตะโกนใส่หน้าเขาอย่างเหลืออดพอกันทีกับความรู้สึกงี่เง่านี่!

            

            “นายมันก็แค่พวกปากไม่ตรงกับใจถ้าอยากจะปกป้องใครสักคนล่ะก็... ไปทำต่อหน้าเขาสิ!”

            

            เท็ตสึยะลากเขาไปที่หน้าต่างทั้งๆที่ตัวเองเหลือขาให้ใช้การได้เพียงข้างเดียว  เอเรียลมองหน้าเด็กหนุ่ม นัยน์ตาสีเหลืองทองที่แข็งกร้าวของหมอนั่นคลอรื่นไปด้วยน้ำตาที่ไม่รู้ว่าจะปรากฏขึ้นมาทำไม

            

            “จะทำอะไรน่ะ!?”

            

            เอเรียลถามแต่เท็ตสึยะไม่ตอบ เด็กหนุ่มเรียกสายฟ้าออกมาทำลายกระจกหน้าต่างจนมันแตกละเอียดก่อนจะคว้าคอเสื้อเขาขึ้นแล้วตะคอกใส่

            

            “อย่าพูดให้ฉันได้ยินอีกนะว่านายเลือกอนาคตไม่ได้!”

            

            ร่างเล็กๆกระชากคอเสื้อเขาขึ้นก่อนจะกำแน่นเท้าซ้ายที่ยังพอใช้การได้วางแนบพื้นห้องแน่นก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถ่ายเทน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไปบนเท้าข้างนั้น

            

            “อนาคตอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆไปคว้ามาสิวะ!”

            

            แล้วเท็ตสึยะก็เหวี่ยงร่างของเขาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดออกไปนอกหน้าต่างเขาเห็นใบหน้าขาวซีดนั่นเต็มไปด้วยน้ำตาและรอยยิ้มจริงใจที่เปิดกว้าง เอเรียลร้องลั่นไม่คิดว่าหมอนั่นจะขว้างเขาตกจากชั้นสองของปราสาทที่สูงเกือบสิบเมตรลงไปในม่านพลังน้ำของพิงค์

            

            เท็ตสึยะยืนเกาะหน้าต่างโบกมือให้เขา

            

            “พยายามเข้านะเว้ย!”

            

            แล้วร่างของหมอนั่นก็ล้มตึงลงพื้นเห็นแต่ขาซ้ายที่ชี้ขึ้นมาก่อนจะเอนราบไปกับพื้นห้องไม่นานต่อจากนั้น

            

            “นี่เอเรียล”เท็ตสึยะพึมพำ เอามือก่ายหน้าผากปิดนัยน์ตาที่น้ำตาคลอรื่นไว้“ฉันกับนายใครบ้ากว่ากันนะ”

             

            

            โทษทีว่ะชิน...

            

            ฉันคงไปช่วยมินาโยะไม่ได้แล้ว

            

            ฝากมาโมรุมันก็แล้วกันฉันคงไม่ไหวแล้วล่ะ

            

            แย่ชะมัดเลยว่ะพวกเราเนี่ย!

             

             

            


            ตู้ม!

            

            ความเจ็บปวดแล่นเข้ากระทบร่างทันทีที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มสัมผัสผืนน้ำเย็นเฉียบก่อนจะจมตัวลงสู่ท้องน้ำที่มืดมิดเบื้องล่างกลิ่นคาวเลือดลอยอวลอยู่รอบตัว เปลี่ยนน้ำทะเลสีครามกลายเป็นสีแดงฉานต่ำลงไปเบื้องล่าง เขาเห็นร่างของพิงค์นอนสงบนิ่งอยู่บนยอดปะการังหลากสีสันนัยน์ตาสีมรกตคู่นั้นปิดสนิท ริมฝีปากขาวซีดเม้มเป็นเส้นตรงข้างเธอคือเด็กหนุ่มในชุดคลุมยาวสีขาวขลิบน้ำเงินเข้มดูรุ่มร่ามเรือนผมสีน้ำเงินแกมม่วงพลิ้วไหวไปตามกระแสน้ำใบหน้าขาวซีดของหมอนั่นที่เคยดูเลือนรางในแสงสว่างกลับเห็นได้เด่นชัดในความมืดใต้ท้องทะเลที่เจ้าตัวบรรจงสร้างขึ้นมาใหม่แทนม่านพลังน้ำของพิงค์ที่หมดสภาพไปเพราะเจ้าหล่อนไม่สามารถจะประคองชีวิตตัวเองไว้ได้

            

            ลำแสงสีฟ้าครามเปล่งออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มเปลี่ยนท้องน้ำที่เคยมืดมิดให้กลับมาสว่างสดใสด้วยผืนทรายสีขาวสะอาดกับปะการังหลากสีสันที่ผุดขึ้นรอบตัวน้ำทะเลสีแดงฉานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดกลับมาเป็นสีฟ้าครามกลิ่นไอทะเลอีกครั้งฝูงปลาหลากสายพันธุ์ปรากฏขึ้นรอบตัวผู้พิทักษ์หนุ่มก่อนจะลอยเอื่อยเข้าไปใกล้ร่างไร้วิญญาณของเด็กสาวที่นอนสงบนิ่งอยู่บนปะการังสีสดเมื่อปลายเท้าของเอเรียลสัมผัสผืนทรายสีขาวละเอียดใต้ท้องน้ำเขาก็เพิ่งจะสังเกตได้ว่าพิงค์ไม่ได้อยู่ในชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดของนักรบอเวจีอีกต่อไปแต่กลับอยู่ในชุดสีครีมลู่ไปตามลำตัวจนถึงปลายขาฝ่ามือสองข้างประสานกันอยู่บนหน้าอกข้อมือข้างหนึ่งประดับด้วยสร้อยไข่มุกสีนวลที่ส่องแสงอ่อนตา

            

            ฮิวาตาริโทวะ ในชุดนักพรตแห่งวารีเงยหน้ามองดูเขาก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ร่างของพิงค์เอเรียลแทบอยากจะตรงรี่เข้าไปกระชากร่างนั่นออกมาเสียแต่เขาเคลื่อนไหวในน้ำได้ไม่ดีเท่าที่คิดไว้แถมยังแทบจะไม่เหลืออากาศไว้ให้หายใจแล้วด้วยซ้ำ

            

            โทวะก้มลงกระซิบข้างหูเด็กสาวก่อนจะสลัดคราบตัวเองให้กลับมาอยู่ในชุดผู้พิทักษ์สีดำสนิทอีกครั้ง

            

            นัยน์ตาสีมรกตของหมอนั่นสบตาเขาก่อนที่ร่างขาวซีดจะลอยตัวขึ้นสูงเหนือผิวน้ำจากพวกเขาไป

            

            เอเรียลว่ายเข้าไปใกล้พิงค์คว้าข้อมือของเธอขึ้นมาเช็คชีพจร เสียเวลาเปล่า เธอจากเขาไปแล้ว ใบหน้ายามที่ไร้ลมหายใจของเธอดูบริสุทธิ์สดใสเขาได้แต่หวังว่าความแค้นของเธอจะลอยหายไปตามกระแสน้ำที่ไหลผ่าน

            

            “นารุมิ”

            

            เอเรียลกระซิบข้างหูเรียกชื่อเธอฝ่ามือสองข้างของเด็กหนุ่มกุมมือเธอไว้ สติของเขากำลังจะหลุดลอยไป ทั้งจากการฝืนใช้พลังเพื่อปกป้องเธอและจากการที่อยู่ในน้ำโดยไร้อากาศหายใจนานเกินไปด้วย

            

            “ไม่ต้องกลัว...ฉันอยู่นี่ อยู่กับเธอแล้ว”

            

            เด็กหนุ่มกระซิบบอกปล่อยให้กระแสน้ำอุ่นๆไหลผ่านร่างเขาจนลอยขนานอยู่เคียงข้างเธอฝ่ามือหยาบของเด็กหนุ่มยังคงกุมมือของเธอไว้ตราบจนสิ้นลมหายใจ

            

            ฉันจะอยู่กับเธอ...

             

            

            หลับฝันดีนะ... เจ้าหญิงของฉัน

            

            คำอธิษฐานของโทวะลอยมากับกระแสน้ำที่ไหลผ่าน

             

             

            


            ‘นี่เรด... ถ้าฉันหายตัวไป จะมีใครรู้หรือเปล่านะ’

            

            เสียงใสของเด็กสาวเอ่ยถามในวันที่อากาศดีเขาและเธออยู่บนดาดฟ้าของคฤหาสน์สถานที่เงียบสงบซึ่งเด็กหนุ่มใช้หลบความวุ่นวายออกมานอนงีบตอนหัวค่ำ ส่วนเธอเด็กสาวแปลกประหลาดที่ค้นพบสถานที่ส่วนตัวของเขากำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในวันที่ไร้เมฆและเอ่ยถามเขา

            

            ‘ใครจะไปสนกันล่ะ เรื่องแบบนั้น’

            

            เด็กหนุ่มตอบอย่างไม่ใส่ใจ

            

            ‘นั่นสินะ...’

            

            เด็กสาวพึมพำ

            

            ‘ถ้าจัดการทุกอย่างได้แล้ว ฉันก็ต้องหายไปจากที่นี่แล้วสิก็ฉันไม่ใช่คนของที่นี่นี่นา’

            

            เด็กหนุ่มไม่สนใจคำพูดเธอ

            

            เสียงประตูดาดฟ้าเปิดออกแล้วร่างของแบล็คก็ออกมาจากหลังประตูนั้น สีหน้าหงุดหงิดไม่น้อย

            

            ‘มาทำอะไรตรงนี้น่ะ ได้เวลาไปแล้วนะ’

            

            น่าเบื่อเหลือเกิน...เด็กหนุ่มคิด ชักจะมีพวกน่ารำคาญปรากฏตัวอยู่รอบเขามากเกินไปแล้วสิ

            

            ‘พวกนาย’ เด็กหนุ่มเอ่ย ‘เลิกมาวุ่นวายในที่ส่วนตัวของฉันได้แล้ว’

            

            ‘รู้แล้วล่ะน่า ฉันแค่มาพายัยนี่กลับไปเท่านั้นแหละ!’

            

            แบล็คพูดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึงรอพิงค์อยู่ตรงกรอบประตูเด็กสาวดูประหลาดใจอย่างจริงจัง ส่วนเด็กหนุ่มนั้นเบื่อหน่ายอย่างเหลือทนเขาหันไปพูดกับเด็กสาว ก่อนจะเป็นฝ่ายออกไปจากสถานที่ส่วนตัวของเขาเสียเองว่า

            

            ‘ก็มีอยู่ไม่ใช่เหรอไง คนแบบนั้นน่ะ’

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน