เยี่ยชิงอีมาตรงเวลา
หลินเซวียนเพิ่งเดินออกมาถึงประตูหมู่บ้านฝั่งเหนือ นางก็ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว หันหลังให้เขา มองไปยังแนวป่าดำด้านนอก มือข้างหนึ่งจับสายสะพายถุงผ้า อีกข้างห้อยใกล้ด้ามมีดสั้น ร่างของนางนิ่งเหมือนเงาที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เสียคำพูดกับเช้าอันหนาวเย็นนี้
นางไม่ถามว่าเขาพร้อมหรือไม่
นางแค่ถอดไม้ขัดประตูออก
หลินเซวียนเดินตามออกไปพร้อมความเจ็บลึกในเส้นปราณที่ยังเหลือจากเมื่อคืน ทุกก้าวแรก ๆ ทำให้หัวไหล่ซ้ายแสบขึ้นเหมือนคราบเถ้าขยับอยู่ใต้ผิว เขาไม่ได้บอกนาง เพราะการบอกว่าเจ็บไม่ได้ทำให้แร่ในเหมืองเดินออกมาหาเขาเอง
ฟ้าเช้าของหมู่บ้านเถาดำมีสีเทาอ่อน เส้นแสงแรกผ่านชั้นเถ้าบาง ๆ ลงมาเป็สีเหลืองซีดที่ไม่ให้ความอุ่น ข้างนอกรั้วคือป่าซากเถ้า ต้นไม้ตายยืนเรียงกันเป็กิ่งดำแห้ง ปราศจากใบและเปลือก บางต้นหักพิงกันเหมือนถูกน้ำหนักที่มองไม่เห็นกดจากภายในมานานเกินไป
พื้นดินเย็นผิดธรรมชาติ
หลินเซวียนวางฝ่าเท้าลงนิ่ง ๆ สองลมหายใจ แล้วรู้สึกถึงแรงดูดบางมากใต้รองเท้า ไม่แรงพอให้คนธรรมดารู้ทันที แต่พอให้คนที่เคยถูกพิษเถ้ากัดปอดจำได้ว่าดินตรงนี้ไม่ได้แค่ตาย มันยังดึงสิ่งมีชีวิตรอบตัวให้ตายช้าลงด้วย
ดินปราณปนเปื้อน
ตำราเก่าในสำนักเคยเขียนว่าพื้นดินชนิดนี้ไร้ค่าสำหรับการเพาะปลูกปราณและควรหลีกเลี่ยง หลินเซวียนมองพื้นเย็นใต้เท้าแล้วเดินต่อ สำนักเขียนคำว่าไร้ค่าไว้กับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายเสมอ ไม่ว่าจะเป็ดิน เหมือง หรือคนที่ถูกตัดสินว่าไร้พลังเซียน
หลังออกจากรั้วไปได้ราวห้าสิบก้าว เขาเห็นรอยขนานสองเส้นลากผ่านดินปนเถ้า ร่องตื้นกว้างเท่าก้านไม้ค้ำลังขนาดกลาง ไม่ลึกพอจะเป็ของหนักมาก แต่สม่ำเสมอเกินกว่าจะเกิดจากของที่ถูกลากแบบเร่งรีบ
"เยี่ยชิงอี"
นางหยุดทันที
หลินเซวียนชี้พื้น "รอยลากนี้ไปทางเหมือง"
นางก้มมอง ริมฝีปากกดเป็เส้นตรง "ข้าเห็นั้แ่ฤดูที่แล้ว ตอนแรกคิดว่าชาวบ้านออกมาหาของ แต่ไม่มีใครรับว่าออกทางนี้"
"รอยซ้ำหลายครั้ง"
"ใช่"
นางตอบเพียงเท่านั้น แต่หลินเซวียนเห็นมือข้างที่ใกล้มีดขยับเล็กน้อย นางไม่ได้เพิ่งเริ่มสงสัย นางแค่ไม่มีหลักฐานพอจะเอาความสงสัยไปแลกชีวิตคนในหมู่บ้าน
สองคนเดินต่อโดยไม่พูดเพิ่ม หลินเซวียนนับระยะห่างของรอยลาก จดจำความกว้าง ความลึก และทิศทางไว้ในหัว ใครบางคนไม่ได้แค่มาที่นี่ครั้งเดียว คนผู้นั้นมาอย่างเป็ระบบ และระวังพอจะไม่ทิ้งรอยเท้าไว้ชัดในป่าด้านนอก
ปากเหมืองอยู่ต่ำกว่าระดับดินรอบข้าง ราวกับแผ่นดินตรงนั้นเคยยุบตัวแล้วถูกหินสีดำค้ำไว้ไม่ให้ปิดสนิท ไม้ค้ำยันสองข้างทางเข้าเก่าและผุบางส่วน ดินเหนียวที่ใช้อุดรอยต่อแห้งแตกจนเห็นเส้นดำของแร่ในหิน
เยี่ยชิงอีหยุดที่ขอบทางเข้า นางดึงผ้าปิดปากขึ้นก่อนจุดตะเกียงน้ำมันเล็ก แสงสีเหลืองซีดกระทบผนังหินได้ไม่เกินไม่กี่ก้าว
"สัตว์กลายเถ้าชอบอยู่ใกล้ปากเหมือง" นางกล่าวเสียงต่ำ "ถ้าได้ยินเสียงเล็บขูดหิน หยุดทันที"
"เ้าเคยเข้าไปแล้ว"
"ครั้งเดียว ไม่ลึก"
"ทำไมไม่กลับมาอีก"
นางมองความมืดในเหมือง "เพราะตอนนั้นคนที่เข้ากับข้ากลับออกมาแล้วไอเืสามวัน"
คำตอบนั้นทำให้อากาศเย็นลงอีกชั้น
หลินเซวียนก้าวเข้าไปก่อน อากาศในเหมืองหนักและเหม็นโลหะเน่า ผสมกลิ่นเถ้าเปียกที่ติดจมูกเหมือนควันเก่าจากเตาหลอมที่ดับไม่สนิท เขาหายใจตื้นลงโดยไม่ตั้งใจ เศษโลหะในมือขวาอุ่นขึ้นเล็กน้อย เหมือนมันรับรู้ว่ารอบตัวมีวัตถุดิบมากกว่าข้างนอก
เขาบีบมันเบา ๆ
ยังไม่ใช่เวลา
เยี่ยชิงอีตามเข้ามา ตะเกียงในมือนางทำให้ผนังหินสองข้างปรากฏขึ้นทีละ่ และหายกลับเข้าความมืดทันทีเมื่อเดินผ่าน พวกเขาเดินช้า หลินเซวียนไม่ปล่อยให้สายตาเชื่อสิ่งที่เห็นในครั้งแรก เขาใช้จังหวะก้าวของเยี่ยชิงอี ประกอบกับความหนักในหน้าอกของตนเอง เพื่อวัดว่าพิษปราณในพื้นดินเริ่มชัดขึ้นตรงไหน
ผ่านสิบห้าก้าว เยี่ยชิงอีเดินช้าลงเล็กน้อย
พิษในดินแรงพอให้คนที่ไม่ได้ฝึกเส้นปราณสำนักยังรู้สึกได้
เขาจำไว้ แต่ไม่พูด เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าคือทางแยกที่อยู่ข้างหน้า
ทางซ้ายลาดลงและมืดกว่า ทางขวาระดับเดิมแต่กว้างพอให้ตะเกียงส่องเห็นผนังแร่สีเขียวคล้ำเป็ริ้วบาง เยี่ยชิงอีชี้ทางขวา
"ทางนี้ข้าเคยเข้าไป ทางซ้ายไม่เคย"
หลินเซวียนมองทางซ้ายก่อน กลิ่นจากด้านนั้นหนักกว่า เศษโลหะในมืออุ่นขึ้นเพียงเสี้ยวเหมือนถูกดึงด้วยเส้นด้ายบาง ๆ แต่เขาหันไปทางขวา
เป้าหมายแรกคือวัตถุดิบ ไม่ใช่การตายเพราะอยากรู้
ห้องโถงหินทางขวากว้างพอให้สี่คนยืนเคียงกัน เพดานสูงขึ้นเล็กน้อย ผนังสามด้านมีเส้นแร่สีเขียวคล้ำฝังอยู่ใต้ชั้นเถ้าเก่า หลินเซวียนขยับตะเกียงจากมือเยี่ยชิงอีมาถือเองชั่วครู่ แล้วส่องผนังใกล้ระยะหนึ่ง่แขน ก่อนใช้ปลายเครื่องมือขูดชั้นเถ้าบาง ๆ ออก
แร่ข้างใต้ตอบสนองทันที เศษโลหะในมือเขาอุ่นขึ้นหนักกว่าเดิม ไม่ใช่ความร้อนที่พุ่งขึ้นอย่างหิวโหย แต่เป็แรงสั่นต่ำ ๆ ที่ส่งผ่านกระดูกนิ้วจนเขารู้ว่าแร่นี้ต่างจากเถ้าดำในเรือน
"ใช้ได้หรือไม่" เยี่ยชิงอีถาม
"น่าจะใช้ทดสอบได้"
"น่าจะ?"
"ถ้าบอกว่าแน่ใจ เ้าควรระวังข้ามากกว่าเดิม"
นางรับตะเกียงกลับไป สายตายังไม่ละจากปากทางเข้า หลินเซวียนเริ่มขูดแร่ลงถุงผ้าทีละน้อย เขาทำช้า เพราะร่างยังไม่หายจากเมื่อคืน และเพราะเสียงในเหมืองทุกเสียงมีค่า เสียงเครื่องมือขูดหิน เสียงหายใจของเยี่ยชิงอี เสียงน้ำหยดลึก ๆ จากที่ไกลเกินแสง ทุกอย่างบอกได้ว่ามีสิ่งอื่นขยับอยู่หรือไม่
เขาเก็บแร่ได้เพียงหยิบมือแรกก็หยุด
เศษโลหะในมือขวาอุ่นขึ้นผิดจังหวะ ไม่ได้มาจากแร่ตรงหน้า แต่มาจากมุมซ้ายของห้องที่ตะเกียงส่องไม่ถึงโดยตรง
"ส่องตรงนั้น" เขาพูด
เยี่ยชิงอีไม่ถาม นางยกตะเกียงไปทางมุมซ้าย แสงกระทบหินก่อน แล้วค่อยไล่ลงพื้น หลินเซวียนเดินตาม ก้มลง ใช้ปลายเครื่องมือปาดฝุ่นเถ้าบนพื้นออกเป็เส้นสั้น ๆ
ตะกร้าไม้สานวางพิงผนังอยู่ในเงา
มันไม่ได้สะดุดตาในแวบแรก เพราะถูกฝุ่นเถ้าคลุมไว้บาง ๆ แต่เมื่อแสงส่องใกล้ ลายสานก็ชัดขึ้น ช่องถี่ เรียบ และแน่นกว่างานของชาวบ้านเถาดำ ปากตะกร้ากว้างพอใส่ก้อนหินขนาดกำปั้น ขอบด้านในมีรอยขูดจากของแข็งซ้ำหลายครั้ง
หลินเซวียนเคยเห็นตะกร้าชนิดนี้ในคลังขนแร่ของสำนักชิงหลัว
เขาไม่พูดทันที
เขาหันตะเกียงให้ต่ำลง มองข้างผนังใกล้ตะกร้า แล้วใช้ปลายเครื่องมือเขี่ยเถ้าใต้หินโผล่ชิ้นหนึ่ง เส้นเชือกสีดำขนาดนิ้วก้อยปรากฏออกมา ปมของมันแน่นและเป็ระเบียบ คลายเร็ว รับน้ำหนักได้มาก เป็ปมที่ศิษย์สำนักถูกสอนให้ใช้กับลังขนของ
"นี่ไม่ใช่ของชาวบ้าน" เยี่ยชิงอีพูด
เสียงของนางต่ำกว่าเดิม
"ยังไม่พอ" หลินเซวียนกล่าว
เขาขยับตะเกียงเข้าใกล้ผนังฝั่งตรงข้าม แสงส่องผ่านฝุ่นเถ้าที่ลอยขึ้นจากปลายเท้า เขามองไม่เห็นรอยใดในตอนแรก จึงยกเครื่องมือปาดเถ้าบนผนังเบา ๆ ชั้นฝุ่นบางหลุดออก เผยรอยสีอ่อนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดพอดีกับลังไม้หนึ่งใบ
ไม่ใช่รอยเกิดใหม่ แต่เป็รอยของสิ่งที่เคยพิงอยู่นานพอให้ผิวหินสีต่างจากรอบข้าง
ตะกร้าสำนัก เชือกปมสำนัก รอยพิงลัง และรอยลากนอกเหมือง
หลักฐานเรียงตัวกันเหมือนตัวอักษรบนบัญชีที่ใครบางคนยังลบไม่หมด
เยี่ยชิงอียืนเงียบอยู่ข้างหลัง หลินเซวียนหันไปมองนาง แสงตะเกียงทำให้เงามีดสั้นที่เอวนางยาวลงพื้น นิ้วของนางจับด้ามมีดแน่นจนข้อนิ้วซีด
"ข้าเคยถามคนเฒ่าในหมู่บ้าน" นางพูดช้า ๆ "ไม่มีใครใช้ปมแบบนี้"
"เพราะนี่คือปมขนของของสำนัก"
ลมหายใจของนางสะดุดเพียงเสี้ยวเดียว แต่หลินเซวียนได้ยิน
"ถ้าสำนักมาที่นี่ได้" นางกล่าว "พวกเขาก็รู้ทางเข้าหมู่บ้าน"
"อาจรู้มากกว่านั้น"
"และถ้าคนที่เข้ามาไม่ออกไปทางเดิม เขาอาจอ้อมลงหลังหมู่บ้านได้"
นางพูดประโยคนี้เร็วกว่าเดิมเล็กน้อย ความสงบนิ่งบนใบหน้ายังอยู่ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ใบหน้านั้นเริ่มขยับ หลินเซวียนเห็นคนเฝ้าประตูหมู่บ้านในตัวนางชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นางไม่ได้กลัวเหมือง นางกลัวสิ่งที่เหมืองอาจปล่อยกลับไปหาคนแก่ เด็ก และคนป่วยที่ไม่มีแรงวิ่ง
"ตอนนี้ยังไม่มีรอยบอกว่าเขาออกไปแล้ว" หลินเซวียนพูด
"เ้าพูดเหมือนนั่นเป็ข่าวดี"
"อย่างน้อยมันแปลว่าเรายังมีเวลาอ่านรอย"
เยี่ยชิงอีมองเขาเหมือนอยากดึงเขากลับทันที แต่ไม่ได้ทำ เพราะนางก็รู้ว่าการวิ่งกลับหมู่บ้านพร้อมความกลัวและไม่มีข้อมูล จะทำให้ทั้งหมู่บ้านตื่นโดยไม่รู้ว่าต้องตื่นเพราะอะไร
"เร็วขึ้น" นางสั่ง
หลินเซวียนพยักหน้า เก็บแร่เพิ่มอีกไม่มาก พอสำหรับทดสอบสองสามรอบโดยไม่เสี่ยงเกินขีดจำกัดร่าง แล้วทั้งสองถอยออกจากห้องโถง
ทางกลับเงียบกว่าตอนขาเข้า
เยี่ยชิงอีเดินนำ ตะเกียงของนางส่องพื้นมากกว่าส่องผนัง หลินเซวียนสังเกตว่ามือนางไม่ห่างจากมีดอีกเลย แม้ตอนก้าวผ่านหินขรุขระ นางก็ไม่ยอมปล่อยด้ามมีดเต็มมือ
เมื่อถึงทางแยก นางหยุดกะทันหัน
หลินเซวียนหยุดตาม
นางไม่หันกลับมา แค่ยื่นมือซ้ายออกข้างตัว เป็สัญญาณห้ามขยับ ห้ามส่งเสียง
ตะเกียงถูกลดต่ำลง แสงสีเหลืองส่องพื้นใกล้ปากทางลาดซ้าย
รอยเท้าหนึ่งชุดปรากฏอยู่บนฝุ่นเถ้าบาง ๆ
หลินเซวียนย่อตัวลงช้า ๆ ไม่แตะรอยนั้น เขาขยับตะเกียงเข้าใกล้จนเห็นขอบรอยชัด รอยลึกกว่าของเขาและเยี่ยชิงอี ขอบรอยยังคม ฝุ่นเถ้ารอบข้างถูกกดแยกออกไป แต่ไม่มีฝุ่นใหม่ทับบนรอย แปลว่ามันเกิดหลังฝนเถ้าครั้งล่าสุดที่พัดเข้ามาในเหมือง
รองเท้าพื้นแคบ เรียบ ไม่มีลายถักของชาวบ้าน
คนสำนัก
รอยเท้าเดินลงทางลาดซ้าย
ไม่มีรอยกลับออกมา
เยี่ยชิงอีหายใจเข้าช้าเกินไป ราวกับต้องบังคับตัวเองไม่ให้หันกลับไปทางหมู่บ้านทันที นางยกตะเกียงส่องลึกลงไปในทางซ้าย แสงถูกกลืนหายหลังลาดลงไม่กี่ก้าว ความมืดด้านล่างนิ่งเกินไป
"ใหม่แค่ไหน" นางถาม
"หลังฝนเถ้าเมื่อสองวันก่อน"
"แน่ใจ?"
หลินเซวียนชี้ขอบรอย "ฝุ่นเถ้าไม่มีชั้นใหม่ทับ และขอบยังไม่ถูกความชื้นกิน ถ้าเก่ากว่านั้น ขอบจะนิ่มกว่านี้"
เยี่ยชิงอีเม้มปาก นิ้วบนด้ามมีดซีดขึ้นอีก "ถ้าเขายังอยู่ข้างใน แล้วออกตอนกลางคืน..."
"เ้าจะให้คนเฝ้าหมู่บ้าน"
"ข้าต้องให้คนเฝ้าปากเหมืองด้วย"
"ห่าง ๆ" หลินเซวียนกล่าว "ไม่ใช่ใกล้ ถ้าเป็คนของสำนัก เขาจะรู้ว่าคนถูกวางไว้ตรงไหนง่ายเกินไป"
"แล้วถ้าเขาออกอีกทาง"
"ต้องดูว่าอีกทางมีจริงหรือไม่"
"คืนนี้ข้าไม่มีเวลาหาทางออกลับทั้งูเา"
เสียงของเยี่ยชิงอีเย็น แต่ไม่เรียบสนิทอีกแล้ว ความเครียดทำให้ปลายคำแข็งขึ้น นางไม่ได้คิดถึงตัวเอง นางคิดถึงประตูไม้เก่าของหมู่บ้าน คิดถึงเรือนชายป่วย คิดถึงเด็กที่ถูกพากลับเข้าบ้านตอนฝนเถ้าใหญ่ และคิดถึงว่าหากคนสำนักเข้ามาได้โดยไม่ส่งเสียง คนในหมู่บ้านจะเหลือเวลาเท่าใดก่อนมีดแตะคอ
หลินเซวียนมองทางลาดซ้าย แล้วมองถุงแร่ในมือ
เขาอยากลงไป
ไม่ใช่เพราะกล้าหาญ แต่เพราะทุกคำตอบที่สำคัญมักอยู่ในทางที่คนอื่นห้ามเดิน
แต่ร่างเขายังไม่ฟื้นจากคืนก่อน แร่ที่ได้มายังไม่ได้ทดสอบ เยี่ยชิงอีเป็ผู้พิทักษ์หมู่บ้าน ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้เขาลากนางลงไปตายเพราะความสงสัยของเขา
"กลับก่อน" เขาพูด
เยี่ยชิงอีหันมามอง "เ้าจะปล่อยรอยนี้ไว้?"
"เราจะปล่อยเหยื่อไว้"
ดวงตานางหรี่ลง
"ถ้ามันยังอยู่ข้างใน มันต้องออก ไม่ว่าจะทางนี้หรือทางอื่น ถ้าเราลงไปตอนนี้ เราเป็ฝ่ายถูกเลือกสนาม ถ้าถอยกลับ เราเลือกจุดเฝ้าได้"
"และถ้ามันเข้าหมู่บ้านก่อนเราเตรียมตัวเสร็จ"
"เ้ารู้จักหมู่บ้านดีกว่ามัน จัดคนเฝ้าทางที่คนสำนักคิดว่าคนเถาดำไม่รู้ แต่ทำให้เหมือนไม่มีใครเฝ้า"
เยี่ยชิงอีมองเขานาน ความไม่พอใจยังอยู่ แต่ถูกเหตุผลบีบให้ต้องยืนร่วมกับมัน
"เ้าพูดเหมือนเคยวางกับดักคนสำนัก"
"ข้าเคยอยู่ใต้รองเท้าพวกเขา" หลินเซวียนตอบ "นั่นพอให้รู้ว่าพวกเขามองพื้นต่ำแค่ไหน"
นางไม่ถามต่อ
ทั้งสองถอยจากทางแยกโดยไม่หันหลังให้ทางลาดซ้ายทันที เยี่ยชิงอีเดินถอยสามก้าวก่อนจึงหมุนตัว หลินเซวียนตามออกไปในจังหวะเดียวกัน เศษโลหะในมือขวานิ่งผิดปกติ ไม่ร้อน ไม่เย็น ราวกับมันเองก็ฟังความมืดใต้เหมืองอยู่
เมื่อออกมาสู่แสงเทานอกปากเหมือง อากาศเปิดกลับไม่ทำให้โล่งขึ้นอย่างที่ควร ป่าซากเถ้ายังเงียบ ต้นไม้ดำยืนเหมือนเสาค้ำศาลเก่าที่ไม่มีผู้พิพากษา เหมืองด้านหลังไม่มีเสียงตามมา
เยี่ยชิงอีหันกลับไปมองทางเข้า
"คืนนี้ข้าจะไม่ให้หมู่บ้านนอนสนิทแน่"
"อย่าให้พวกเขารู้ว่าทำไม"
"ข้ารู้"
"และอย่าบอกใครเื่ตะกร้ากับเชือก"
นางมองเขา "เ้ากลัวคนในหมู่บ้านหรือกลัวสำนักรู้ว่าเรารู้"
"ทั้งสองอย่าง"
คำตอบนั้นตรงพอให้นางไม่ถามเพิ่ม
พวกเขาเดินกลับทางเดิม รอยลากบนพื้นดินปนเถ้าดูชัดขึ้นกว่าตอนมา ไม่ใช่เพราะมันเปลี่ยน แต่เพราะตอนนี้หลินเซวียนรู้แล้วว่ามันไม่ใช่รอยของสิ่งของ มันคือเส้นทางของผลประโยชน์ที่สำนักพยายามลากผ่านเขตต้องห้ามโดยไม่ให้ใครอ่านออก
ในถุงผ้าของเขามีแร่สีเขียวคล้ำเพียงหยิบมือ
ในเหมือง มีรอยเท้าคนสำนักที่ยังไม่มีรอยออก
และระหว่างสองสิ่งนั้น หมู่บ้านเถาดำกำลังนอนอยู่ใต้ฟ้าที่์เคยทิ้งเถ้าลงมาเหมือนไม่มีชื่อใดควรค่าแก่การจดจำ
หลินเซวียนไม่หันกลับ
แต่ทุกก้าวที่เดินห่างจากเหมือง เขารู้สึกเหมือนความมืดทางซ้ายยังเดินตามหลังมาอย่างเงียบงัน