ฉากต่อสู้กลางป่าไผ่ระหว่างอเล็กซ์กับสามโจรูเาจบลงพร้อมยามราตรีที่ย่างกรายพอดิบพอดี จากเมื่อครู่ที่อาบด้วยสีส้ม บัดนี้นภาถูกกลบทับด้วยความมืดมิด หมู่ดาวสกาวแต่งแต้มเป็จุดเล็ก ๆ ราวกับแสงแห่งชีวิตในจักรวาลกว้างใหญ่
อเล็กซ์ควบคุมหุ่นยนต์ให้ก้าวเดิน มุ่งหาหนึ่งในร่างของโจรูเาที่นอนแน่นิ่งอยู่อย่างไม่รีบร้อน ทว่ายังไม่ทันจะถึง สัญญาณเตือนภัยของหุ่นรบพลันดังขึ้น บ่งบอกว่าระบบอินฟาเรดจับกลุ่มก้อนความร้อนรูปร่างลักษณะคล้ายมนุษย์ได้ในรัศมี 100 เมตร
ยังไม่ทันที่จะระบุพิกัดเป้าหมาย อเล็กซ์ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว ฟังดูไม่น่าไว้ใจดังมาจากกอไผ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลทางขวามือ
“นั่นใคร?” เร่งเสียงลำโพงสื่อสารของหุ่นยนต์ จากนั้นอเล็กซ์เอ่ยถาม
ความเงียบคือคำตอบ ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่ามิติลึกลับนี้คือแห่งหนไหน แต่ประสบการณ์ที่เพิ่งประสบไปทำให้เขามั่นใจว่าที่นี่น่าจะเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน
คิดแล้วไม่รอช้า ชายหนุ่มควบคุมหุ่นรบกระโจนสู่บริเวณต้นเสียง จากนั้นใช้ดาบใหญ่ฟันกอไผ่ขาดกระจุยกระจาย
เข้าสุภาษิตไม่มีอะไรในกอไผ่อย่างแท้จริง เพราะบริเวณที่อเล็กซ์คาดว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลบซ่อนอยู่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมาอเล็กซ์ก็ได้ยินสุ้มเสียงการเคลื่อนไหวอีกครั้งจากทางกอไผ่เื้ั
ฉับ!
อีกครั้งที่สภาพกอไผ่ไม่ราวกับตะเกียบโดนหักด้วยมือ ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงไม่เจอเป้าหมายที่ตามหา ภาพตอนนี้ ดูไม่ต่างจากคนที่พยายามตบแมลงวันด้วยมือเปล่าเท่าไรนัก สดับเสียงจากตรงไหน ก็พุ่งปราดหุ่นรบไปที่นั่น เงื้อดาบั์ฟันต้นไผ่ขาดกระจุยกระจาย เหลือไว้เพียงหน่อ ก่อนจะพบความผิดหวัง วนเวียนซ้ำไปมาอยู่หลายครั้ง
“ข้ายอมแล้ว ๆ”
ขณะที่อเล็กซ์กำลังขบฟันหงุดหงิดใจ พลันมีน้ำเสียงทะเล้นดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมอง สายตาก็สบเข้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง คะเนจากสายตาน่าจะอยู่ใน่วัยใกล้เคียงกับเขา ผมยาวสีน้ำตาลถูกมัดรวบไปด้านหลังอย่างไม่ค่อยเป็ระเบียบนัก ั์ตาเรียวเล็กฉายแววทะเล้นโดดเด่นเป็เอกลักษณ์ ริมฝีปากเปื้อนรอยยิ้มที่ไม่เข้ากับสถานการณ์แม้แต่น้อย กระบี่รูปร่างประหลาด โค้งมนคล้ายพระจันทร์เสี้ยวเล่มหนึ่งสะพายไว้แนบเอว และขณะนี้เขาอยู่ในท่ายกมือสองข้างขึ้นเหนือศรีษะ แสดงชัดถึงการยอมจำนน
ทว่าดูเหมือนชายหนุ่มนิรนามท่าทางอัธยาศัยดีผู้นี้จะโชคร้ายเสียแล้ว ตอนนี้อเล็กซ์กำลังโมโหเืขึ้นหน้าสุดขีด เข้าสู่โหมดนักล่าเฉกเช่นเดียวกับในสมรภูมิลา ฮวนโก้ การที่อยู่ ๆ ก็หลุดมาในมิติพิศวง ซ้ำร้ายยังโดนดักปล้นเอาชีวิต อัตโนมัติวิสัยของชายหนุ่มจึงทำงานทันที เขาคิดว่าเ้าของน้ำเสียงปริศนาน่าจะเป็พวกเดียวกับโจรูเา ดังนั้นจัดการก่อน ถามทีหลัง!
ไม่รอให้พักหายใจ อเล็กซ์ควบคุมหุ่นกระโจนเข้าหาเป้าหมายทันที จากนั้นกระหน่ำทั้งฟันแทงไม่ยั้งปานสายฟ้าฟาด ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าดาบเล่มั์หน้ากว้างหนึ่งเมตรยาวสี่เมตรจะสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนี้
“เหวอ เหวอ! ข้าบอกว่ายอมแล้วไง นี่กะจะเล่นกันถึงตายหรือไง?” น้ำเสียงทะเล้นแปรเปลี่ยนเป็ใ แต่อเล็กซ์กลับเป็ฝ่ายใยิ่งกว่า เพราะถึงแม้บุรุษนิรนามจะแหกปากร้องขอชีวิตอยู่ตลอดเวลา แต่กลับหลบหลีกพายุดาบั์ของเขาได้อย่างหมดจดทุกกระบวน
การหลบทุกครั้งแม้จะฉิวเฉียดเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทว่าหากพินิจโดยละเอียด ย่อมแจ่มแจ้งว่าเป็การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบ อเล็กซ์ฟันทางซ้าย อีกฝ่ายก็หลบขวาอย่างเนียนกริบ บางครั้งก็ะโขึ้นไปนั่งยองแวบหนึ่งบนดาบเล่มั์ ราวกับว่าเขาเห็นการเคลื่อนไหวของอเล็กซ์เป็ภาพจากเทปที่ยืดยาน
หนึ่งนาทีดำเนินผ่าน ร่างของผู้มาเยือนลึกลับที่น่าจะฉีกขาดเป็ชิ้น ๆ ั้แ่การฟาดฟันครั้งแรก บัดนี้ผิวกายยังคงเนียนนวลปราศจากแม้รอยขีดข่วน และเมื่อเห็นว่าฝ่ายโจมตีไม่ท่าทีว่าจะหยุดง่าย ๆ ฝ่ายตั้งรับจึงใช้พื้นดินเป็ฐาน ย่อตัวเล็กน้อยในพริบตา ปลายเท้าพลันสะกิด จากนั้นะโสูงขึ้น และร่อนลงยืนอย่างหมดจดงดงามบนยอดต้นไผ่ต้นหนึ่ง ไกลจากหุ่นเหล็กหลาย่ตัว
“เ้าใจเย็น ๆ! ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับพวกโจรกระจอกสามคนนั้น ข้ามาอย่างเป็มิตร” เสียงจากยอดไผ่ะโบอก
ทว่า ตอนนี้ดูเหมือนอเล็กซ์จะหูอื้อด้วยความโมโหไปเสียแล้ว หรือไม่เขาก็ยังคงคิดว่าสิ่งที่ได้ยินคือคำโป้ปด หุ่นเหล็กจึงยังไม่เลิกราที่จะฆ่าฟัน ร่างขนาดั์พุ่งหาต้นไผ่ที่ชายลึกลับที่เขาคิดว่าเป็ศัตรูยืนอยู่บนยอดปลาย หมายใช้ดาบฟันลำต้นให้ขาดวิ่น
“เ้าเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง ให้ข้ามีโอกาสอธิบาย หากเ้าสงสัยสิ่งใดถามข้าได้เลย” ฝ่ายตั้งรับยังคงไม่ลดละความพยายามการเกลี้ยกล่อม
คราวนี้เหมือนว่าจะได้ผล อเล็กซ์นำสิ่งที่ได้ยินมาพิจารณาอย่างรอบคอบใหม่อีกครั้ง บุรุษผู้นี้ไม่ได้ตอบโต้การโจมตีเขาเลยแม้เพียงครั้ง อีกทั้งวาจาก็ฟังดูเป็มิตร โทสะในใจจึงค่อย ๆ เบากำลังลง เข้าสู่โหมดเจรจา ด้วยความหวังอยากได้ข้อมูลที่เป็ประโยชน์เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ แต่ก็ยังคงรอบคอบ นั่งประจำการในห้องควบคุม ไม่ถอดเก็บหุ่นกลับเข้าแคปซูล
“เ้าเป็ใคร?” หยุดการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ไว้ใต้ต้นไผ่ อเล็กซ์เอ่ยถามห้วน ๆ เสียงที่ถูกขยายผ่านระบบสื่อสารอัจฉริยะเพิ่มความตึงเครียดให้กับบรรยากาศในการสนทนาหลายส่วน
“นามของข้าคือจางเหว่ย เป็เพียงนักยุทธ์ไร้หัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่ง พเนจรไปในจักรวรรดิเหลียนหยางอย่างไร้จุดหมาย ตะวันตกดินที่ใดก็นอนที่นั่น”
“จักรวรรดิเหลียนหยาง?” อเล็กซ์จำคำนี้ได้ โจรูเาเคยพูดให้ได้ยินมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจ จึงทวนคำซ้ำออกไป ไม่ปิดบังความฉงน
“อย่าถือสาว่าข้าแอบฟังเลย ทว่าั้แ่ที่ต่อสู้กับพวกโจรูเาแล้ว ฟังดูเหมือนว่าเ้าจะไม่รู้จักจักรวรรดิเหลียนหยาง?”
เหมือนทิ้ง่ให้อเล็กซ์ตอบกลับ แต่เมื่อชายหนุ่มเลือกนิ่งเงียบ อีกฝ่ายจึงกล่าวต่อ
“เป็เื่ที่นับว่าแปลกคนนักยิ่งนัก เช่นนั้นบอกนามของเ้าได้หรือไม่ และอีกข้อหนึ่ง เ้าเดินทางมาจากที่ใดกัน”
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้อเล็กซ์คิดไม่ตก ด้วยไม่รู้ว่าชายตรงหน้าไว้ใจได้มากเพียงใด จึงต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุดก่อนจะตอบคำถาม
สุดท้ายเขาก็เลือกเชื่อสัญชาตญาณตนเองที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน ชายผู้นี้ถึงแม้ยังดูครุมเครือ ทว่ากลับไม่ปรากฏรังสีความอาฆาตมาดร้ายให้เห็น หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด หากชายคนนี้เปลี่ยนเป็ประสงค์ร้าย อเล็กซ์ก็มั่นใจว่าสามารถใช้หุ่นรบกำจัดทิ้งได้
“นามข้า อเล็กซ์ อัศวนาวิน มาจากแคลิฟอร์เนีย”
เมื่อได้สดับคำตอบ พรายยิ้มเลศนัยเผยบนริมฝีปากของบุรุษลึกลับนามจางเหว่ยพริบตาหนึ่งก่อนหายไป
“เป็ทั้งชื่อเสียงเรียงนาม และสถานที่ที่ข้าไม่คุ้นเคยมาก่อนแม้แต่น้อย แต่โลกทัศน์ข้ายังคับแคบนัก ตรงกันข้ามกับยุทธภพเซี่ยงชานที่กว้างใหญ่เกินคณานับ ข้าไม่รู้แม้แต่น้อยว่าภายนอกจักรวรรดิเหลียนหยางเป็เช่นไร อีกทั้งเคล็ดวิชาของเ้าก็แปลกพิสดารยิ่งนัก ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน เกรงว่าเ้าคงเป็คนของจักรวรรดิอื่นที่หลงทางมา?”
‘เ้าหมอนี่คงคิดว่าหุ่นยนต์จักรกลเป็สิ่งที่เรียกว่า ‘เคล็ดวิชา’ สินะ’ อเล็กซ์ปะติดปะต่อชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ปริศนาในสมอง และตัดสินใจว่าไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวขัดออกไป ปล่อยความเข้าใจผิดให้เลยตามเลย
แม้จะเริ่มจับใจความได้บ้างว่ามิติที่เขาทะลุรูหนอนเข้ามาคือโลกคู่ขนานที่เรียกว่ายุทธภพเซี่ยงชาน โดยในยุทธภพเซี่ยงชานน่าจะประกอบไปด้วยหลายจักรวรรดิ และ ณ ที่แห่งนี้คือจักรวรรดิเหลียนหยาง
ทว่าเท่านี้ไม่เพียงพอ ยังมีอีกหลายส่วนที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย อเล็กซ์จึงถามกลับไปอย่างรวบรัดตัดความ
“ท่าทีเ้าดูมิได้้าเป็ศัตรูกับข้า เช่นนั้นเรามาไว้ใจกันน่าจะเป็การดีกว่าเสียเวลารบราฆ่าฟัน แล้วหากเ้าช่วยเล่าเื่ยุทธภพเซี่ยงชานกับจักรวรรดิเหลียนหยางให้ฟังได้ ข้าจะขอขอบคุณอย่างมาก”
ฟึ่บ!
เสียงการเคลื่อนไหวรวดเร็วปานเหยี่ยวโฉบ พริบตาเดียวจากยอดไผ่สูง จางเหว่ยก็ะโลงมายืนบนพื้น เบื้องหน้าอเล็กซ์เป็ที่เรียบร้อย
“ไม่รบกวนสักนิด สารภาพตามตรง ข้าก็หลงใหลในเคล็ดวิชาพิสดารพันลึกของเ้าอยู่ไม่น้อย นักยุทธ์พเนจรธรรมดา ๆ อย่างข้ายินดีมอบมิตรไมตรีให้อยู่แล้ว”
เมื่อความอึมครึมที่ปกคลุมบรรยากาศและบทสนทนาเบาบางลง อเล็กซ์จึงตัดสินใจเก็บหุ่นยนต์เข้าสู่แคปซูลจักรกล แต่ก็ยังคงค้างนิ้วไปที่ปุ่มตลอดเวลา พร้อมกลับสู่เข้าประจำการในห้องควบคุมได้ในเสี้ยววินาที
เป็ครั้งแรกที่สองบุรุษเผชิญหน้ากันโดยไม่มีวัตถุใดขวางกั้น แสงจันทร์รำไรที่ทอประกายลงมาทำให้เห็นว่าอาภรณ์ของทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ป่าไผ่ยามราตรีสงัดเงียบ กลิ่นอายวังเวงและเย็นเยียบอัดแน่น ทุกบริเวณปกคลุมด้วยความมืดมิดที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามีสิ่งใดหลบซ่อนตัวอยู่บ้าง ยกเว้นพื้นที่เล็ก ๆ ริมลำธารสายหนึ่ง ที่ขณะนี้กองไฟขนาดย่อมที่ถูกสุมขึ้นมาอย่างไม่พิถีพิถันกำลังลุกโชน เปลวเพลิงสีส้มพลิ้วไหวเปลี่ยนรูปร่างไปมาไร้ที่สิ้นสุด เสียงฟืนปะทุดังออกมาอย่างไม่ขาดสาย
‘เห็นแล้วอยากกินมาร์ชเมลโลปิ้งเลย’ ทอดสายตามองเปลวเพลิงเต้นระบำ อเล็กซ์ใจลอยเรื่อยเปื่อย
“แล้วเป็อย่างไรบ้างล่ะ ที่ ๆ เรียกว่า ‘โลก’ บ้านเกิดที่เ้าจากมา ข้าอยากฟังเื่ราว คงช่วยเปิดหูข้าได้ไม่น้อย” จางเหว่ยถามขึ้นขณะเทของเหลวสีใสที่บรรจุอยู่ในน้ำเต้าลงจอก ดึงอเล็กซ์ออกจากภวังค์ส่วนตัว
การเดินทางในป่าที่ราวกับเขาวงกตในยามราตรีย่อมมิใช่ความคิดที่ฉลาด ดังนั้นแม้สองบุรุษหนุ่มต่างเพิ่งพบหน้า แต่ก็ตัดสินใจว่าราตรีนี้จะค้างแรมด้วยกัน และในขณะเดินสำรวจเสาะหาทำเลเหมาะสม อเล็กซ์ได้อธิบายเื่ราวแท้จริงว่าเหตุใดเขาถึงได้มาอยู่ในจักรวรรดิเหลียนหยางให้จางเหว่ยฟังไปส่วนหนึ่ง แม้อีกฝ่ายจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขี้สงสัยเกินไปจนทำให้อเล็กซ์รำคาญหรือระแวงใจ
“ข้ายังไม่ได้เห็นสภาพบ้านเรือนของที่นี่ คงยังให้คำตอบที่กระจ่างไม่ได้ แต่ดูจากเสื้อผ้าที่ข้าสวมใส่ เปรียบเทียบกับเ้า คิดว่าคงแตกต่างกันมากหลายส่วน”
จางเหว่ยยกจอกขึ้นกระดกรวดเดียวหมด ก่อนใช้สายตามองสลับไปมาระหว่างเสื้อผ้าทั้งสองชุดอย่างรวดเร็ว แล้วจึงพยักหน้าเป็เชิงเห็นด้วย
“เ้าเอาด้วยไหม? ไม่ใช่สุราชั้นเยี่ยมอะไรหรอก ออกจะเป็ของชั้นต่ำราคาถูกเสียด้วยซ้ำ แต่ลิ้นจระเข้อย่างข้า เท่านี้ก็เลิศรสพอแล้ว” ไม่ถามเปล่า จางเหว่ยรินของเหลวลงจอกอีกคำรบ ก่อนยื่นส่งทางอเล็กซ์เป็การเชิญชวน
“เ้าดื่มไปก่อนแล้ว คงไม่ต้องห่วงเื่ยาพิษมากนัก”
เป็เื่ยากปานหิมะตกกลางปล่องูเาไฟที่อเล็กซ์จะปฏิเสธสุรา ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขารับจอกมา จากนั้นยกกระดกรวดเดียวหมด
‘ไม่เลวเลย รสชาติคล้ายเหล้าขาวของไทย’
ความร้อนประหนึ่งโดนสะเก็ดไฟขณะของเหลวเดินทางจากลำคอลงสู่กระเพาะทำให้ชายหนุ่มหวนนึกถึงรสชาติสุราประเทศบ้านเกิดที่เขาเคยแอบขโมยของพ่อดื่มในวัยเด็ก
“ท่าทางเ้าเจนจัดเื่การร่ำสุราอพอตัวสินะ” จางเหว่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้าเมื่อเห็นท่าทีคล่องแคล่วของสหายใหม่ อเล็กซ์ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยักไหล่เบา ๆ ก่อนส่งจอกกลับ
“ที่นี่คือยุทธภพเซี่ยงชาน เป็มหาพิภพที่เกินจะพรรณนาถึงความไพศาลของมันได้ ประกอบด้วยจักรวรรดิต่าง ๆ ทั้งสิ้นสิบสองจักรวรรดิ แต่ละจักรวรรดิแยกออกจากกันด้วยมหาสมุทรกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ปกครองตนเองอย่างเป็เอกเทศโดยสิ้นเชิง ทว่ามีเพียงสามสี่จักรวรรดิเท่านั้นที่ทรงอิทธิพล และทั้งหมดคานอำนาจซึ่งกันและกัน เกิดดอกผลให้ยุทธภพเซี่ยงชานไม่มีาระหว่างจักรวรรดิมายาวนานร่วมศตวรรษ และหนึ่งในสามสี่จักรวรรดิที่ว่าก็หมายรวมถึงจักรวรรดิเหลียนหยาง แผ่นดินที่เ้ากับข้ากำลังนั่งร่ำสุรากันอยู่นี่ด้วย”
อยู่ ๆ จางเหว่ยก็ร่ายยาวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พลางบรรจงรินสุราลงจอกอีกคำรบ อเล็กซ์ไม่อยากพลาดโอกาสสำคัญในการเก็บเกี่ยวข้อมูล เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นความนิ่งสงบของคู่สนทนา จางเหว่ยจึงกล่าวต่อ
“บรรพบุรุษนักเดินทางรุ่นก่อนเคยกล่าวไว้ว่าหากควบอาชาฝีเท้าดีจากตะวันออกสุดของจักรวรรดิเหลียนหยางถึงสุดขอบแผ่นดินด้านตะวันตกต้องใช้เวลากว่าสี่เดือน ส่วนจากใต้สุดสู่เหนือสุดก็ไม่ต่ำกว่าสองเดือน คำพูดนี้คงพอให้เ้าประมาณความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเหลียนหยางได้”
‘ใกล้เคียงกับอเมริกา’ ได้ยินคำตอบ สมองนักคำนวณของอเล็กซ์ทำงานทันที เขาเอาระยะทางเฉลี่ยที่ม้าตัวหนึ่งจะวิ่งได้ภายในหนึ่งวันมาคูณด้วยระยะเวลาจนได้ผลลัพธ์ในใจ จากนั้นจึงเอ่ยคำเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ากำลังจ้ออยู่คนเดียว เขาอยากให้บทสนทนาลื่นไหลเพื่อข้อมูลที่มากขึ้น
“เรืองอำนาจแถมยังกว้างใหญ่ ได้ยินเช่นนี้จักรวรรดิเหลียนหยางคงเป็ที่ที่ดีไม่น้อย?”
สดับวาจา จางเหว่ยยักไหล่หนึ่งครั้ง ยิ้มพรายบนใบหน้าจางลงชัดเจน ถอนหายใจราวกับการตอบคำถามพื้น ๆ ของอเล็กซ์เป็เื่ยาก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความเศร้าไม่อาจปิดบังได้มิด
“ใช่ มันเคยเป็จักวรรดิที่อุดมด้วยความสุข จนกระทั่งเมื่อสิบปีก่อน”
รำพึงเสียงหม่น จางเหว่ยยกเหล้าในจอกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดอีกครั้ง ส่วนอเล็กซ์ที่กำลังตั้งใจฟังมุ่นคิ้วด้วยความสงสัย
“สิบปีก่อน? สิบปีก่อนเกิดเื่อะไรขึ้น”
ไม่ตอบคำถามอเล็กซ์ทันควัน จางเหว่ยแค่นหัวเราะขื่นเล็กน้อย ก่อนพูดเปลี่ยนเื่ราวกับ้าตัดบท ไม่อยากขุดเศษซากความทรงจำเลวร้ายในอดีตขึ้นมาอีกครา “ร่ำสุรากับข้าก่อน แล้วราตรีนี้ก็พักผ่อนเอาแรงให้เต็มที่ พรุ่งนี้ข้าจะพาเ้าเดินทางสู่เมืองไคชุน ให้เ้าได้เห็นคำตอบที่อยากรู้ด้วยตาของเ้าเอง”
ได้ยินเช่นนี้ อเล็กซ์ก็ไม่คาดคั้นอะไรต่อ เขาอยากทำตัวเป็มิตรกับอีกฝ่ายให้มากที่สุด และอย่างน้อยก็ได้รู้เพิ่มเติมว่าตนเองอยู่ในเขตของเมืองที่ชื่อว่าไคชุน
แม้จะยังเคลือบแคลงสงสัยบุรุษผู้ลึกลับนามจางเหว่ยอยู่บ้าง ทว่าในโลกประหลาดใบนี้ อเล็กซ์ก็ไม่มีที่ไป ในเมื่อเป้าหมายคือการกลับบ้าน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน การติดตามเ้าถิ่นไปก็คงเป็ความคิดที่ดีกว่าควานหาทางด้วยตัวเองอย่างมืดรอบด้าน หากได้ข้อมูลมากกว่านี้ จากนั้นก็ค่อยว่ากัน หรือในกรณีเลวร้าย จางเหว่ยพลิกผันเป็ศัตรู เขาก็มั่นใจว่าจะเอาตัวรอด จัดการอีกฝ่ายอย่างราบคาบได้ไม่ยากเย็น
ชายหนุ่มรับจอกเหล้าที่จางเหว่ยยื่นมาให้ยกกระดกอีกอึก ก่อนลดดีกรีความตึงเครียดของบทสนทนาลง สวนทางกับดีกรีความมึนเมาที่เพิ่มขึ้น
“ข้ามีคำถามที่อยากเ้าอีกคำถาม?” จางเหว่ยซึ่งขณะนี้ใบหน้าเริ่มมีเืฝาดเอ่ยลอยลม
“ว่ามาได้” อเล็กซ์ตอบรับเสียงราบเรียบ
“เหตุใดที่ใบหูของเ้าจึงมีห่วงเงินสองห่วงห้อยอยู่เช่นนั้น”
สดับคำถามของจางเหว่ย อเล็กซ์ถึงกับโพล่งหัวเราะออกมา คำถามเช่นนี้นับว่าประหลาดนักสำหรับโลกมนุษย์ที่เขาจากมา เกือบสิบวินาทีกว่าที่อเล็กซ์จะผ่อนเสียงหัวเราะลงได้ จากนั้นเอ่ยตอบยิ้ม ๆ
“มันเป็ ‘แฟชั่น’ น่ะ”
“แฟชั่น?” คิ้วของจางเหว่ยเลิกสูงขึ้นเป็พิเศษเมื่อได้ยินคำศัพท์แปลกประหลาด
เห็นท่าว่าถ้าจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจคงต้องใช้เวลายืดยาวเป็ชั่วยาม อเล็กซ์จึงส่ายหัวเล็กน้อยพลางกล่าว “ช่างมันเถอะ ไม่มีสาระสำคัญอันใดหรอก หรือเ้าอยากจะลองใส่บ้าง?” จบประโยค อเล็กซ์หัวเราะออกมาอีกคำรบ ส่วนจางเหว่ยที่ยังงุนงงกับคำว่าแฟชั่นก็ไม่รู้ว่าจะตอบรับอีกฝ่ายเช่นไร จึงพลอยหัวเราะแก้เก้อไปด้วย
เสียงหัวเราะเคล้าสุรายังคงดังต่อเนื่องไปอีกชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเงียบลง ความสงบกลับคืนสู่ผืนป่า เหลือไว้เพียงเสียงฟืนปะทุประสานกับเสียงต้นไผ่ลู่ตามสายลมโชย