ฟึ่บ!
ยามเมื่อเท้าเหยียบพื้นเด็กชายชุดขาวที่ะโหนีตามการชักจูงของนางพลันเข่าทรุดลงไปกับพื้นดินทันทีใบหน้าจากที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดขาวจนน่ากลัว
“คุณหนู!” เสียงร้องใของเฟิ่งเสี่ยวดังขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วสั่นเทาไปยังสีข้างของเด็กชาย
ฉีซินอี๋ขมวดคิ้วด้วยความเคร่งเครียดอะไรทำให้เด็กนี่โดนไล่ล่าจนได้รับาเ็สาหัสขนาดนี้กัน
“ช่วยข้าพยุงเขาเข้าไปข้างในที”สิ้นเสียงเฟิ่งเสี่ยวรีบเข้ามาประคองแขนอีกข้าง
แต่เนื่องจากทั้งสามมีขนาดตัวไล่เลี่ยกันจึงเป็ไปด้วยความทุลักทุเลเด็กชายเหลือบมองนาง ริมฝีปากซีดเผยอออกก่อนจะเอ่ย “เ้า...ช่วยข้าไว้ทำไม”
นางนึกอยากกลอกตานักมาถึงขั้นนี้ยังมีหน้ามาถามอีก “เพราะข้าเป็พระอรหันต์ เป็เซียนวิเศษผู้ใจดีเป็พระแม่ผู้มาโปรด” จะอะไรก็ช่างหวังว่าคำพูดนี่จะช่วยหลอกล่อเด็กไม่ประสาบ้าง
แต่ใครเล่าจะคิดว่าอีกฝ่ายจะพยักหน้าพร้อมสีหน้าจริงจัง“นั่น...ออกจะเป็ไปได้อยู่”
ฉีซินอี๋ “...”
เอาเถอะ หลอกเฟิ่งเสี่ยวมาได้คนหนึ่งหลอกเด็กน้อยอีกสักคนจะเป็ไรไป“เ้าอย่าพึ่งพูดมาก เก็บแรงเอาไว้อดทนต่อพิษาแดีกว่า”
พอเอ่ยถึงเื่อาการาเ็จากสีหน้าปกติของเด็กน้อยแทบจะกลายเป็เขียวคล้ำหว่างคิ้วย่นเข้าหากัน ริมฝีปากขบเม้มคล้ายพยายามอดกลั้นต่อความเ็ป
เพียงแค่เห็นเืภายใต้ชุดคลุมสีขาวซึมออกมาไม่หยุดใจของนางก็เจ็บแปลบ คิดว่าเด็กตัวแค่นี้ไม่สมควรจะมาเผชิญกับโชคชะตาอันโหดร้าย
ดวงจิตแห่งหยก “เขาไม่ใช่มนุษย์”
“ท่านว่าอย่างไรนะ”นางถามขึ้นแทบจะในทันทีที่พาเด็กน้อยวางลงบนเตียงไม้ของตัวเอง
ส่งผลให้บุรุษน้อยเหลือบมองนางด้วยสีหน้าแปลกใจฉีซินอี๋รีบโบกไม้โบกมือ“ข้าไม่ได้พูดกับเ้า...ข้า...ข้ากำลังเข้าฌานพูดกับตัวเองน่ะ แฮะ ๆ”
ดวงจิตแห่งหยก“ข้าล่ะนับถือทักษะเฉไฉอันดับหนึ่งของท่านจริง ๆ”
‘เพราะท่านโพล่งขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยข้าเลยเผลอตอบตามความเคยชิน’คิดในหัว
ดวงจิตแห่งหยก“นี่ท่านกำลังจะโทษว่าเป็เพราะข้าไม่ยอมบอกท่าน?”
‘หรือไม่ใช่เล่า’นางไม่ยอมแพ้
ดวงจิตแห่งหยก“ท่านยังคิดจะยืนเหม่อคุยกับข้าไปอีกนานเท่าไร เ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นมองเ้ายืนแข็งค้างใจนหน้าซีดแล้ว”
ฉีซินอี๋สะดุ้งเหลือบตาไปทางเด็กชายก่อนจะยกมือเกาหัวสวนทางกับรูปลักษณ์งดงามบนใบหน้า“ข้า เอ่อ ข้าพอดีข้ากำลังคิดว่าจะทำยังไงกับเ้าต่อดี”
“ท่านผู้มีพระคุณไม่จำเป็ต้องทำอะไรเพียงแค่นี้ข้าก็ซึ้งในน้ำใจของท่านแล้ว” ยิ่งพูดดูเหมือนาแและอาการบนร่างเขาทำท่าจะทรุดหนักกว่าเดิม
สุดท้ายฉีซินอี๋ทนดูไม่ได้ยกมือห้ามริมฝีปากซีดที่ตั้งท่าจะสรรเสริญความใจดีมีเมตตาของนาง
นางหันไปสั่งกับเฟิ่งเสี่ยว “เ้าไปยกน้ำสะอาดมาให้ข้า”
“จะ เ้าค่ะ”หันขวับเผ่นหนีไปโดยไม่ต้องรอให้ฉีซินอี๋ทวนซ้ำ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเฟิ่งเสี่ยวซีดขาวปานไข่ต้มแทบจะกลมกลืนไปกับสีหน้าของคนาเ็
คิดดูแล้วหากปล่อยให้เฟิ่งเสี่ยวยืนจ้องเืแดงฉานบนตัวเด็กน้อยสีขาวนานอีกเค่อเดียวคงได้มีคนาเ็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอัตราฉีซินอี๋ส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจ
“ส่วนเ้าถอดเสื้อผ้าออก” ปรายตาสั่งเด็กชายบนเตียงไม้
“ขะ ข้า?”
“ในนี้มีแค่ข้ากับเ้าเ้าคิดว่าข้าพูดกับใครเล่า!” เฮ้อเก็บได้เด็กแต่ละคนมาทำไมมีแต่คนพูดไม่รู้เื่สักคน
“ผะ ผู้มีพระคุณ ขะข้ารู้ว่าบุญคุณหนึ่งหยดน้ำเทียบเท่ากับทั้งมหาสมุทร หากท่าน ยะอยากให้ข้าตอบแทนด้วยร่างกาย ยะ อย่างน้อย ก็...”ประโยคหลังเอ่ยด้วยสีหน้าแววตากล้ำกลืนฝืนทนราวกับแม่นางที่กำลังโดนบุรุษฉกรรจปล้นบุปผา“ยะ อย่างน้อย รอให้ข้า...หายดีเสียก่อนได้หรือไม่”
ฉีซินอี๋ “...”
อยากจะเอามือตบขมับตัวเองแรง ๆ หลายที เด็กตัวแค่นี้ไปเอาความคิดเื่ทดแทนบุญคุณคนด้วยร่างกายมาจากไหน
นางถอนหายใจคลับคล้ายว่าอัดอั้นสุดกำลังเส้นประสาทตึงคับ หลับตาแล้วหลับตาอีกกระทั่งสามารถควบคุมอารมณ์ให้เย็นดังเดิมค่อยเอ่ยขึ้นมา
“ข้าไม่ได้้าจะให้เ้าตอบแทนด้วยระ...เอ่ออื้มม...ด้วยร่างกายยามนี้สักหน่อยเพียงแค่้าจะดูาแทั้งหมดจะได้รู้ว่าควรเริ่มรักษาอย่างไรส่วนเื่ตอบแทนด้วยร่างกาย...รอให้เ้าเติบใหญ่กว่านี้ข้าจะพิจารณาดูอีกที”
พูดไปแล้วช่างกระดากปากแต่ดูจากท่าทางทุกข์ใจหนักเข้าไปอีกเพราะนางปฏิเสธความหวังดีดังกล่าวจึงไม่อาจทำให้เด็กน้อยสีขาวรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถ‘ทดแทน’ บุญคุณให้กับนางได้
เฮ้อ ยังมีคนโชคร้ายเหมือนนางอยู่หรือไม่ช่วยคนอย่างไรให้เหมือนกำลังทำบาป
“เอาล่ะทีนี้ถอดเสื้อผ้าให้ข้าดูได้หรือยัง”
เขาใช้ดวงตาสีขาวจ้องมองเข้ามาในดวงตาของนางจากนั้นพยักหน้าน้อย ๆ ข้อมือขาวซีดเลื่อนไปปลดเสื้อคลุมต่อด้วยสายคาดเอวทุกการกระทำเป็ไปอย่างชดช้อย ยิ่งผสานกับแพขนตายาวราวกับใบพัด กะพริบทีหนึ่งทำเอาใจนางสั่นไหวเป็ระลอก
คล้ายรู้สึกว่าท่าทีระหว่างทั้งสองไม่ใช่ผู้าเ็กับหมอยาจำเป็อะไรนั่นแต่เหมือนบ่าวสาวที่กำลังจะร่วมเรียงเคียงหมอน
เพ้ย! ทุกอย่างนี่นางไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็ไปในทิศทางนั้นเสียหน่อยเป็เพราะเด็กน้อยบนเตียงต่างหาก ปลดสายคาดเอวทีหนึ่งราวกับแม่หญิงงามในห้องหอ
ฉีซินอี๋คร้านจะรอท่าทีชักช้าอืดอาดตัดสินใจข่มกลั้นความกระดากอายตรงเข้าไปช่วยคลายสาบเสื้อแทบจะในทันที
เด็กชายสะดุ้งเฮือกช้อนแววตากระจ่างใสดุจดวงดารามองมาอย่างสับสนราวกับกำลังต่อว่านางว่าทั้งที่เมื่อกี้นางรับปากเขาแล้วทำไมยามนี้มาตระบัดสัตย์
“หากยังชักช้าอีกจะไม่ทันการณ์เ้าอยากให้เืไหลจนหมดตัวหรือไร”
เด็กชายที่สภาพใกล้เคียงกับการถูกกระทำชำเรากลืนน้ำลายลงคอเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมา
“ขะ ข้ารู้...เพียงแต่...ไม่เคยมีสตรีใดแตะต้องร่างกายข้าอย่างใกล้ชิดเช่นนี้”
อะไรคิดไม่เคยมีสตรีแตะต้องอะไรคือใกล้ชิด นางอยากจะบ้าตายผู้หลักผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายยัดเหยียดอะไรในสมองของเด็กนี่กันคำก็พูดเื่สองแง่สองง่ามสองคำก็พูดเื่ชายหญิงไม่ควรข้องเกี่ยว
นางกัดฟัน “งั้นเ้าก็ทำตัวให้ชินเสียนับจากนี้ไปข้าจะแตะต้องร่างกายเ้าทุกวัน” เพราะต้องคอยดูแผลและทายาอย่างไรเล่า!
แต่เ้าเด็กหน้าเหม็นกลับสะดุ้งเฮือก ร่างกายใต้อุ้งมือของนางสั่นสะท้านั์ตาสีขาวคู่นั้นกะพริบสั่นไหวไปมาราวกับเป็แม่นางน้อยถูกปล้นบุปผาจริง ๆ
ฉีซินอี๋ “...”
เอาเถอะจะคิดอะไรก็ช่างนางคร้านจะสนใจแล้ว
ยามถอดเสื้อตัวในออกทางไหล่บางฉีซินอี๋เป็ต้องสูดปากด้วยความใ “คนพวกนั้นทำอะไรกับเ้า?”รอยแผลน้อยใหญ่ั้แ่ไหล่ลากยาวลงมาหายเข้าไปในสาบเสื้อที่เหลือแม้จะไม่ได้เจ็บหนักอะไรแต่ยังคงรุนแรงเกินไปสำหรับเด็กน้อยคนหนึ่ง
เกรงว่าาแที่ทำให้เืซึมออกมาเป็วงกว้างคงเป็บริเวณใต้ซี่โครงด้านขวาไม่รอช้ารีบโน้มลงไปกระชากส่วนที่เหลือออกทั้งหมด
เคร้ง!!
เสียงอ่างน้ำตกลงกระทบพื้นน้ำในอ่างหกกระจายเรี่ยราด นั่นไม่เท่ากับใบหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นเทาและร่างกายแข็งทื่อของเฟิ่งเสี่ยว
“คะ คุณหนู...ทะ ท่าน นั่นท่าน จะจะทำอะไร”
ฉีซินอี๋หันกลับมามองท่วงท่าระหว่างนางกับเด็กชายยามนี้ถึงพบว่าตัวนางแทบจะปีนขึ้นไปเกยอยู่บนตักของอีกฝ่ายแล้ว
นางถอนหายใจรู้สึกหนักใจเข้าไปอีกไม่ใช่แค่หนึ่งแต่เป็ถึงสอง เด็กน้อยสองคนนี้คิดว่านางตั้งใจจะข่มเหงคนเจ็บเนี่ยนะ!
ดวงจิตแห่งหยก “ข้าก็คิด”
ฉีซินอี๋ “...”
เวลาคนเหนื่อยใจจนไม่อยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาสักประโยคคงเป็เช่นนี้ฉีซินอี๋ลอบพยักหน้ากับตัวเองยิ่งทำให้แววตาของเฟิ่งเสี่ยวเข้มขึ้นสาวใช้หน้าเหม็นหันขวับกลับไปใช้สองมือปิดหน้าปิดตา
“คุณหนู ดะ เด็กนั่น นะนั่นยังเป็เด็กอยู่นะเ้าคะ!” ติ่งหูกระจุ๋มกระจิ๋มแดงก่ำ
“ข้าก็ยังเด็ก”เสียงนางอ่อนแรงจนไม่รู้จะอ่อนยังไง
เฟิ่งเสี่ยวไม่กล้าหันกลับมาพูดอู้อี้อยู่ในลำคอ“เช่นนั้นท่าน ทะ ท่านปะ ปล่อยเขาไปก่อน ระ รอให้เขาเติบใหญ่...”
“ข้ารู้แล้ว ข้าเข้าใจข้าเพียงแค่้าจะดูาแที่เหลือเท่านั้น เ้ายังทำน้ำหกเลอะเทอะไปหมด ช่างเถอะข้าเปลี่ยนเป็น้ำต้มหนึ่งกาแทนน้ำสะอาดละกัน”
ไม่จำเป็ต้องอธิบายสงสัยคราวหลังคงต้องทุบสมองหมูของเฟิ่งเสี่ยวให้หลาบจำว่าอย่าเอาแต่คิดเื่ไร้ยางอายให้ตั้งใจฝึกตนแทน
“เ้าค่ะ!!!”
ฉีซินอี๋ ส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจหัดให้มีความกระตือรือร้นยามตกอยู่ในอันตรายให้เท่ากับยามนี้บ้างเหลือบมาทางใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่จ้องนางไปพลางกลืนน้ำลายไปพลาง
“เ้าก็อีกคนข้าบอกแล้วว่าจะไม่ทำอะไรเ้าแค่ต้องดูาแเท่านั้น!”
เขากะพริบตาปริบ ๆเอ่ยด้วยสีหน้าราวกับถูกรังแก “ข้ายังไม่ทันคิดอะไรทั้งสิ้น ท่านสบายใจได้”
คำพูดไม่คิดแต่ร่างกายน่ะคิดไปไกลเรียบร้อยฉีซินอี๋ถอนตัวกลับนวดคลึงขมวด กระทั่งสงบจิตสงบใจเรียบร้อยถึงสั่งเขา
“จัดการถอดชุดให้หมดแล้วหันหลังมา”
เด็กชาย “...อืม”
ทั้งที่เข้าใจว่าคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านั้นแต่เมื่อสายตานางสบเข้ากับแผ่นหลังเรียบเนียนเหมือนหยก เนื้อัันุ่มราวกับปุยนุ่นต้องถูกรอยฟาดด้วยแส้ผสมผสานไปด้วยรอยของมีคมทั้งเก่าและใหม่มากมายปิดทับเอาไว้เื้ัหัวใจนางพลันเย็นเยียบริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง
ยื่นมือออกไปลากตามาแยาวกลางหลัง“เ้า...” จู่ ๆ รู้สึกว่าน้ำเสียงแหบพร่า ก้อนขมขื่นอุดบริเวณคอพูดคำใดไม่ออก
“เจ็บหรือไม่”
เขาส่ายหัว “ข้าแค่ชานิดหน่อย”
“เด็กโง่” นางพึมพำที่เ้ารู้สึกชาเหน็บไปทั้งตัว เพราะมันหมายถึงเจ็บจนไม่มีอะไรเจ็บไปมากกว่านี้แล้วต่างหากเทียบกันแล้วตัวนางเมื่อก่อนยังโชคร้ายน้อยกว่านี้
“เช่นนั้นต่อไปข้าจะดีกับเ้าให้มาก ๆดีหรือไม่”
“ท่านกำลังให้คำสัตย์กับข้า?”เขาเอื้อนเอ่ยด้วยความลังเล นางย่อมััถึงน้ำเสียงไม่มั่นคง
“แน่นอน! ในเมื่อข้าเป็คนช่วยเ้าไว้ย่อมไม่ต่างจากการเป็เ้าของของเ้า!”
สิ้นคำประกาศอย่างห้าวหาญติ่งหูขาวผ่องเบื้องหน้านางพลันแดงก่ำราวกับจะคั้นเป็สีเืยิ่งผิวของเขาเป็สีขาวจัดประกายแดงบนนั้นยิ่งดูบาดตาเป็พิเศษ
เ้าเด็กหน้าเหม็น! ข้าเพียง้าปลอบขวัญเ้าเท่านั้นไยถึงวกเข้าเื่นี้อีกเล่า!
ดวงจิตแห่งหยก “ใครใช้ให้ท่านพูดจาสองแง่สองง่ามกัน”
เฮ้อแสดงว่าั้แ่ต้นเป็ความผิดของนางสินะ
ดวงจิตแห่งหยกพยักหน้า“ย่อมเป็เช่นนั้น”
เพ้ย! จะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไรในเมื่อท่านดวงจิตผู้ใหญ่เป็คนสั่งให้นางช่วยเหลือเขา
ดวงจิตแห่งหยกแย้ง“แต่เป็ท่านเองที่ไม่อาจตัดใจปล่อยให้เขาตกอยู่ในกำมือผู้ฝึกตนเ่าั้ไม่ใช่หรือ”
นั่นมันก็จริงพอถูกตอกกลับฉีซินอี๋ไปไม่เป็ชั่วขณะ
“ซี๊ดด” เด็กน้อยหลุดเสียงสูดปากแ่เบายามปลายนิ้วนางแตะลงบนาแสดใหม่ฉีซินอี๋ตื่นจากภวังค์รีบหันมาจดจ่อกับบุคคลตรงหน้า
“เ้าอยู่นิ่ง ๆข้าจะช่วยทำแผลให้เดี๋ยวนี้”
แบมือเพียงครั้งเดียวต้นหลงเฟยที่นางเคยเก็บก่อนหน้านี้พลันปรากฏบนมือ“เฟิ่งเสี่ยวข้า้าที่บดยากับผ้าสะอาด”
สาวใช้โผล่ใบหน้ามาครึ่งซีก“คุณหนูเราไม่มีที่บดยา”
“อะไรก็ได้ที่สามารถใช้แทนได้”ดังนั้นเฟิ่งเสี่ยวจึงยกครกกับอ่างน้ำต้มที่พึ่งต้มเสร็จควันยังลอยขึ้นเหนืออากาศพร้อมผ้าสะอาดเข้ามาวางบนโต๊ะด้านข้างฉีซินอี๋
“เ้าออกไปได้แล้ว”ไม่มีสิ่งใด้าอีก หากเฟิ่งเสี่ยวอยากอยู่ดูย่อมได้แต่ในความคิดของฉีวินอี๋ปล่อยให้เ้าเด็กน้อยหน้าเหม็นยืนตัวสั่นเทาจ้องด้วยสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆนอกจากไม่ได้ช่วยอะไรยังเป็การทำลายสมาธินางมากกว่า ดังนั้นไล่เฟิ่งเสี่ยวออกไปย่อมเป็การดีที่สุด
เมื่ออยู่ด้วยการตามลำพังนางเริ่มจดจ่อกับอาการาเ็ของเขาดันร่างเด็กชายลงบนเตียงไม้ ใช้ผ้าสะอาดผืนหนึ่งชุบน้ำเช็ดรอยเืและาแ
ยามผ้าดังกล่าวเลื่อนไปที่ใดเขาจะชักกระตุกเป็ครั้งคราวเกรงว่าาแนี่จะสร้างความเ็ปมากกว่าที่เห็น หากยามนี้นางมีลูกกลอนละก็แค่เม็ดเดียวอาการเจ็บเ่าั้แทบจะหายเป็ปลิดทิ้ง
ดวงจิตแห่งหยก “จะไปยากอะไรท่านแค่ต้องถ่ายทอดพลังปราณสถิตให้เขาสักเล็กน้อยมันจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บให้เขามากทีเดียว”
นางขมวดคิ้ว “แต่ถ่ายทอดไปจะมีผลหรือ?”
ดวงจิตแห่งหยก“แน่นอนว่าถ้าเป็คนธรรมดาสามัญไม่มีแม้แต่พลังปราณสถิตอาจไม่ได้ผลแต่บุคคลตรงหน้าท่านไม่ใช่”
“ถ้าเช่นนั้น...เขาก็เป็ผู้ฝึกตนเหมือนข้า?”
ดวงจิตแห่งหยกส่ายหัว ทำท่าครุ่นคิด“ไม่ใช่เสียทีเดียว”
ดวงตาทั้งสองข้างของนางเบิกโพลน ‘อย่าบอกนะว่าเขาคือสัตว์ิญญาขั้นสูง!!’
ดวงจิตแห่งหยกส่ายหัวอีก“นั่นก็ไม่ใช่อีก”
“แล้วเขาเป็อะไร”
ดวงจิตแห่งหยกลูบคางไร้เคราของตัวเอง“ข้าไม่แน่ใจ ข้าแค่รู้สึกว่าบางทีเขาอาจจะเป็ดวงจิตของอะไรสักอย่างจึงทำให้ข้ามีปฏิกิริยาตอบสนองกับเขายามพบกันครั้งแรกแต่นั่นไม่อาจเป็ไปได้เพราะปกติดวงจิตอย่างพวกเราไร้ตัวต้นนอกเสียจากเป็ดวงจิตของศัสตราวุธระดับขั้นเซียนสูงสุด”
“หึแล้วท่านยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็ดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่”
ดวงจิตแห่งหยก “ถูกต้องเพราะศัสตราวุธระดับเซียนหายสาบสูญไปั้แ่ยุคาดังนั้นหากเทียบกันแล้วย่อมไม่มีใครมากความสามารถเท่าข้าอีกแล้วไม่เช่นนั้นบรรดาผู้ฝึกตนจะพากันสู้รบตบตีเพื่อแย่งข้าทำไม”
อืม ไม่อยากยอมรับเลยแฮะ
ดวงจิตแห่งหยกแค่นเสียงในลำคอ เบือนหน้า“ฮึ ท่านไม่เชื่อก็เื่ของท่าน”
เอาเถอะนางต้องคอยดูแลคนาเ็ไม่มีเวลามาฝึกตีฝีปากกับดวงจิตที่มีวุฒิภาวะเท่าเด็กอมมือคนหนึ่งว่าแล้วหันไปตบไหล่เด็กชายที่แววตาเริ่มปิดลง
“ลุกขึ้นข้าจะช่วยบรรเทาอาการาเ็ภายในของเ้า”
ยามเขาลุกมานั่งหันหลังขัดสมาธิเรือนร่างโคลงเคลงไปมา ฉีซินอี๋ยืดตัวตรงเริ่มทำการจี้จุดไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกายก่อนจะค่อย ๆ ถ่ายเทพลังปราณสถิตเข้าไปในร่างของเขา
กระแสอบอุ่นหลั่งไหลเข้ามา ความเ็ปเจียนตายที่คอยบ่อนทำลายสติสัมปชัญญะเริ่มเบาสบาย สบายจนหนังตาเคลิ้มหลับสบายจนอยากจะเอนเอียงลงพักผ่อนเหมือนดั่งที่เคยทำในอดีต
วูบ!!
เสี้ยววินาทีที่ร่างกายโคลงไปข้างหน้าจากเด็กมนุษย์คนหนึ่งกลับกลายเป็งูตัวสีขาวขดตัวอยู่บนเตียง ฉีซินอี๋สะดุ้งใแทบจะตกเตียง
“นะ นี่มัน...” สัตว์ิญญา! แถมยังเป็สัตว์ิญญาขั้นสูง!!
สัตว์ิญญาขั้นสูงเชียวนะคิดดูว่ากว่าจะมีพลังปราณสถิตเพียงพอหล่อหลอมให้มีร่างกายเป็มนุษย์ต้องตั้งตัวฝึกฝนไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปีแค่นั้นยังไม่พอต้องไต่เต้าพลังปราณสถิตเพื่อให้เข้าสู่ขั้น 6
โดยลำดับขั้นของสัตว์ิญญามีทั้งสิ้น 9ขั้นเหมือนขั้นฝึกตนของมนุษย์เพียงแต่พลังปราณสถิตของสัตว์ิญญาจะทรงประสิทธิภาพมากกว่า
ในเมื่อเขามีพลังปราณสถิตมากถึงขั้น 6แล้วทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองถูกไล่ล่าเช่นนี้ หรือผู้ฝึกตนเ่าั้จะมีอาวุธทรงพลังสำหรับตามจับสัตว์ิญญาขั้นสูงโดยเฉพาะ?
“ไหนท่านบอกว่าเขาไม่ใช่สัตว์ิญญาไง”
ดวงจิตแห่งหยกกระแอมไอ“ข้าแค่ไม่มั่นใจเท่านั้น ในเมื่อเห็นอยู่ตำตาตรงหน้าเช่นนั้นข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งของข้าก็ถูกต้อง”
ฉีซินอี๋ “...”
ท่านช่วยอย่าทำตัวไร้ยางอายมากไปกว่านี้ได้หรือไม่
ระหว่างกำลังครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีกับงูขาวที่ขดตัวจำศีลอยู่ตรงหน้าเฟิ่งเสี่ยวโผล่พรวดเข้ามาด้วยใบหน้าแตกตื่น
“คะ คุณหนู ขะ ข้างนอกนั่น”พูดแทบไม่เป็ภาษา
ฉีซินอี๋กลัวสาวใช้จะใรีบใช้ผ้าห่มผืนเก่าคลุมร่างกายของงูขาวหันไปเอ่ยกับเฟิ่งเสี่ยวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
“เ้าหยุดพักหายใจสักครู่ค่อยพูดกับข้า”
เฟิ่งเสี่ยวน้อยพยักหน้ารัว ๆสูดหายใจเข้าลึก ๆ ทำหลายครั้งกระทั่งใจเย็นลงแต่ความกระวนกระวายยังคงปรากฏทั่วใบหน้า
“คุณหนู ข้างนอกนั่นลานหน้าบ้านของเรามีใครไม่รู้เต็มไปหมด”
นางชะงักสีหน้าผ่อนคลายกลายเป็เคร่งเครียดโดยพลัน
“เ้าช่วยออกไปต้อนรับพวกเขาก่อนทำเท่าที่เ้าทำไหว”
เฟิ่งเสี่ยวมองนางด้วยแววตาหวาดหวั่นจำใจถอยร่นออกไป
ดวงจิตแห่งหยก“เพราะพลังของท่านต่ำเกินไปทำให้ความสามารถของข้ามีขีดจำกัดเกรงว่าพวกคนข้างนอกเ่าั้น่าจะเป็ผู้ฝึกตนขั้นสูงที่คอยไล่ล่าเ้างูขาว”
นางกัดฟันตอบ “ข้าก็ว่างั้น”แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะตามมาไวขนาดนี้ ตอนนี้สถานการณ์ฉุกเฉินนางจนปัญญาไม่รู้จะซ่อนงูขาวไว้ที่ไหน
เกรงว่าคิดจะซ่อนไว้ตามซอกมุมบ้านเพียงพวกนั้นเข้ามาย่อมััได้ทันทียิ่งจะเป็การทำให้เฟิ่งเสี่ยวกับนางตกอยู่ในอันตรายมากกว่าครั้นจะหนีแต่วิชาตัวเบาหรือพลังปราณสถิตแทบเทียบไม่ติดกับพวกนั้นเพียงทะยานออกไปทางหน้าต่างก็ถูกล้อมจับไว้หมดแล้ว
ฉีซินอี๋เคร่งเครียดขมับชื้นเหงื่อมีเส้นเืปูดโปนออกมา
คิดสิ รีบคิดถ้าไม่คิดเ้าจะต้องตายในกำมือเหล่าผู้ฝึกตนแน่โทษฐานที่แอบ่ชิงสัตว์ิญญาขั้นสูงของผู้คนเ่าั้มา
ดวงจิตแห่งหยกกระแอมไอ“ความจริงข้ามีทางเลือกให้ท่านอยู่ทางหนึ่ง แต่เป็เพราะตอนนี้พลังปราณสถิตต่างยังไม่แก่กล้าจึงไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จหรือเปล่า”
“โอกาสสำเร็จมีเท่าไหร่” นางกัดฟันเอ่ย
ดวงจิตแห่งหยก “หนึ่งต่อร้อย”
“ก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนพวกนั้นจับได้ว่าเราลักพาตัวสัตว์ิญญาของพวกเขามา”
สิ้นคำดวงจิตแห่งหยกสั่งให้นางยื่นมือไปเหนืองูขาว“ทำเหมือนยามที่ท่านเที่ยวเก็บพวกยาสมุนไพรระดับต่ำ”
ฉีซินอี๋กลอกตาอย่างต้นหลงเฟยต้นเซียงเหวยเรียกว่าระดับต่ำงั้นหรือ?
“จากนั้นเพ่งพลังปราณสถิตทั้งหมดที่เ้ามีเพราะคราวนี้เป็สัตว์ิญญาที่มีเนื้อหนัง ข้าไม่มั่นใจว่าสามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่ในหยกได้หรือเปล่า”
นางเอ่ย“หากย้ายไม่สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น”
ดวงจิตแห่งหยกลังเลก่อนจะพูดว่า“อย่างเลวร้ายสุดคือดวงจิตแตกซ่าน หรือโชคดีหน่อยก็ร่างกายสูญสลาย”
เพ้ย! ยังกล้าเรียกว่าโชคดีหรือ!
ดวงจิตแห่งหยก “ว่าอย่างไรท่านอยากจะทำอยู่หรือไม่”
ฉีซินอี๋กัดฟันเอ่ยอย่างเคร่งขรึม“ไม่ลองไม่รู้ ท่านว่าจริงไหม”