หิมะในซูโจวตกไม่หนัก เพียงลมวสันต์พัดผ่านก็ละลายกลายเป็นสายน้ำส่วนเยี่ยนเจาเจาที่ตัวเล็กบอบบางมาโดยตลอดก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดราวกับต้นอ่อนงอกเงย
ดวงหน้ากลมมนดั้งเดิมของนางหายไปแล้วส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นพรวดพราด มองจากที่ไกลๆ ในที่สุดก็มีท่าทางของ“บุตรสาวในเรือนเบ่งบาน [1]” แล้ว
นางผอมเพรียว คล้ายคลึงกับฝ่าบาทและองค์หญิงตอนยังเด็กไม่มีเค้าโครงของเยี่ยนเหิงบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย
บางคราวเยี่ยนเจาเจาส่องคันฉ่องก็ยิ้มกับตนเองว่าช่างเหมือนคนสกุลเหลียงเก่าจริงๆ ผิวพรรณขาวผ่องดั้งจมูกโด่งเป็นสัน เบ้าตาลึกเล็กน้อย เพียงแต่งแต้มสีชาดบางๆ บนริมฝีปากใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือก็งดงามหยาดฟ้ามาดิน
ตั้งแต่นางตัดมือที่แทรกแซงเข้ามาของทางบ้านเยี่ยนฟางอู๋ในเมืองเซียงเฉิงก็เลิกยาที่ควรและไม่ควรทานไปหลายตัว
ดังนั้นยาที่จะเอาเข้าปากจึงถูกปรับเปลี่ยนและตรวจสอบโดยหนานหมิงเหอผลตกค้างที่ยาเหลือไว้ก่อนหน้าลดลง ลักษณะภายนอกเลยดูดีขึ้นมาก รัศมีความอ่อนแอขาดสารอาหารก่อนหน้าก็หายไปด้วย
เยี่ยนเจาเจาอารมณ์ดีนางกำลังรอพี่ชายรองของตนกลับมา
เยี่ยนเจาเจาไม่เคยถามว่าหนานหมิงเหอออกไปทำอะไรกล่าวให้ถูกก็คือนางเชื่อใจหนานหมิงเหออย่างถึงที่สุด เพียงตั้งหน้าตั้งตารอพี่ชายรองกลับมาร่วมงานเทศกาลหยวนเซียวด้วยกันกับนางเท่านั้น
เทศกาลโคมไฟ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าเทศกาลซ่างหยวน [2]เยี่ยนเจาเจาชอบเทศกาลการรวมตัวกันเช่นนี้ยิ่งนัก
ปีก่อนๆ ท่านแม่นางมักฝึกทหารใหม่อยู่ข้างนอกไม่ค่อยอยู่ที่จวนสักเท่าไร นางจึงใช้เวลากลางวันร่วมกับท่านป้าในวังตกค่ำกลับจวนไปทานขนมหยวนเซียว [3] กับท่านพ่อ จากนั้นค่อยออกไปชมโคมไฟด้วยกันกับพี่ชายรองอย่างสนุกสนาน
น่าเสียดายที่ปีนี้นางอยู่ซูโจวแล้ว
ไร้ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้า ไม่ได้ฉลองอะไรเลย
สิ่งนี้ทำให้เยี่ยนเจาเจาสลดใจโชคดีที่หนานหมิงเหอสัญญากับนางว่าจะกลับมาก่อนเทศกาลโคมไฟเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลซ่างหยวนกับนางแน่
ด้วยความคาดหวังที่มีต่อหนานหมิงเหอเยี่ยนเจาเจาเลยนับนิ้วถอยหลังรอวันที่หนานหมิงเหอจะกลับมาทุกวัน
พอถึงวันที่สิบห้าเดือนหนึ่ง สตรีสูงศักดิ์ล้ำค่าผู้สิบนิ้วไม่เคยสัมผัสน้ำเย็นเดือนสาม[4] อย่างเยี่ยนเจาเจาก็ยืนกรานจะเข้าครัวทำขนมหยวนเซียวทั้งที่นางทำไม่เป็นจึงตั้งใจดูแม่ครัวปั้นขนมหยวนเซียว และนึกได้ว่าพี่ชายรองของตนชอบกินรสหวานที่สุดเลยทำห่อไส้งาดำหลายลูก ใส่น้ำตาลเพิ่มลงไปมากหน่อยโดยเฉพาะ ทั้งหอมทั้งหวานมั่นใจว่าพี่ชายรองจะต้องชอบ
เยี่ยนเจาเจาตั้งใจอุ่นขนมหยวนเซียวเหล่านี้ในห้องครัวเล็กและสวมกระโปรงกับเสื้ออ๋าวปักดิ้นเงินตามความชอบของหนานหมิงเหอจากนั้นรอหนานหมิงเหอกลับมาอย่างกระตือรือร้น ส่งคนไปไต่ถามที่ประตูใหญ่ทุกๆครึ่งชั่วยามว่าชิวเกอเอ๋อร์กลับมาหรือยัง จนสุดท้ายทนไม่ไหวเหาะไปเฝ้าหน้าประตูชั้นรองด้วยตัวเอง
หยวนอีย่วนในฐานะที่เป็นเจ้านายของจวนครึ่งหนึ่งอาจรู้ว่าหนานหมิงเหอไม่อยู่ ก็กระตือรือร้นเสียยิ่งกว่าเยี่ยนเจาเจาไม่เอ่ยปากพูดกับเยี่ยนเจาเจา เพียงสวมใส่อาภรณ์เดินพล่านตรงเรือนหน้าของจวนเหมือนคนไม่มีหลักแหล่ง
เยี่ยนเจาเจามองอาภรณ์บนร่างนางรู้สึกเหมือนคุ้นตาจากที่ไหนมาก่อนสักพักถึงนึกออกว่าอาภรณ์ตัวนี้ไม่ต่างกับที่ตนเองเคยใส่ก่อนตายมากนัก
นี่มันของอัปมงคลไม่รู้ว่าหยวนอีย่วนรู้เรื่องพวกนี้หรือไม่สายตาเพ่งมองร่างเยี่ยนเจาเจาด้วยแววคลุมเครือจนเยี่ยนเจาเจาบังเกิดโทสะเรียกให้คนไล่นางกลับเข้าเรือนตนเองไปเสีย
ตอนนี้นางจดจ่ออยู่กับการรอคอยหนานหมิงเหอกลับมาไม่มีอารมณ์มาเล่นแง่กับหยวนอีย่วน
แต่หนานหมิงเหอผู้รักษาสัจจะเสมอกลับผิดสัญญาเสียแล้ว
เยี่ยนเจาเจารอตั้งแต่ช่วงพลบค่ำ จนกระทั่งดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนหนานหมิงเหอก็ยังไม่กลับมา
เจินเจินกับอ้ายอ้ายถูกเหล่าผู้เฒ่ารับออกไปเทศกาลซ่างหยวนแล้วผู้อาวุโสหยวนมู่ต้องลมหนาวรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงกลับเรือนไปพักผ่อนตั้งแต่เนิ่นๆส่วนหงซิ่วก็เผอิญดื่มสุรามากไปหน่อยช่วงมื้อค่ำ เยี่ยนเจาเจาเห็นนางปวดศีรษะจึงเรียกให้นางกลับไปนอน
เหลือเพียงเยี่ยนเจาเจาเฝ้าคอยอย่างเดียวดาย
ไร้ผู้คนข้างกายเยี่ยนเจาเจาอ้างว้างโดดเดี่ยวไปทั้งใจ
ซูโจวไม่ใช่บ้านนาง นางจึงอดเศร้าสลดไม่ได้
ใบหน้าเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความโศกเศร้ากระทั่งสาวใช้ในครัวเล็กยังมาบอกว่าชิวเกอเอ๋อร์อาจไม่กลับมาวันนี้แล้วแต่นางยังยืนกรานให้จุดถ่านอุ่นขนมหยวนเซียว บอกว่าหากนางง่วงก็ไปนอนเสียนางจะเป็นคนก่อไฟเอง
สาวใช้คนนั้นจะกล้าปล่อยให้นางก่อไฟเองได้อย่างไรเยี่ยนเจาเจาก็เฝ้าอยู่ในครัวกับนาง แหงนหน้าเหม่อมองพระจันทร์เต็มดวงบนขอบฟ้าอยู่ข้างหน้าต่างครัวราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง
ท้องฟ้าเมืองซูโจวให้ความรู้สึกว่าอยู่ต่ำกว่าเมืองเซียงเฉิงมากจานสีเงินวงใหญ่ลอยอยู่บนท้องนภา โปรยแสงสลัวตกลงกระทบผืนดิน
เวลานี้ กระทั่งเด็กๆเล่นกันสนุกสนานข้างนอกยังเข้านอนแล้ว แต่เยี่ยนเจาเจากลับไม่รู้สึกง่วงงุนสักนิด
นางไม่รู้ว่าเหตุใด หัวใจจึงพลันเต้นกระหน่ำขึ้นมา
เยี่ยนเจาเจาไม่กลัวหนานหมิงเหอผิดคำสัญญาแค่งานเทศกาลหนึ่งเท่านั้น ไม่ฉลองก็ไม่เป็นไรนางกังวลว่าจะเกิดเรื่องกับหนานหมิงเหอมากกว่า
นางไม่รู้ว่าเบื้องหลังหนานหมิงเหอมีอะไรอยู่บ้างและก็ไม่เคยถามความลับของหนานหมิงเหอต้องน่ากลัวกว่าของนางมากแน่
แต่เป็นเพราะความไม่รู้นี้เองที่ทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกกังวลอย่างกะทันหันใจนางเต้นระรัวจนเหมือนจะกระดอนขึ้นมาถึงคอหอย และกระจ่างเกือบจะในทันทีว่าที่หนานหมิงเหอไม่กลับมาคงจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแล้ว
สติสัมปชัญญะในยามปกติของเยี่ยนเจาเจาหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเกี่ยวกับหนานหมิงเหอตั้งแต่นางตระหนักว่าอาจเกิดเหตุกับหนานหมิงเหอ ทั่วทั้งร่างก็สั่นเทา ไม่เอาขนมหยวนเซียวในโรงครัวหมุนตัววิ่งเข้าไปในเรือนทันที
นางรู้มาคร่าวๆ ว่าหนานหมิงเหอเดินทางขึ้นเหนือ
เพราะในบรรดาของที่หนานหมิงเหอเตรียมไป มียาแก้อาการเมาเรือจำนวนมากสำหรับเดินทางทางน้ำแถมมีอาภรณ์ผ้าเนื้อหนามากมาย หากลงใต้จากซูโจวปกติจะไม่ไปทางน้ำและไม่จำเป็นต้องเตรียมอาภรณ์หนาๆ
แล้วขึ้นเหนือไปที่ใด?
ไปเมืองเซียงเฉิงที่แสนวุ่นวายหรือไปสถานที่อื่นที่เยี่ยนเจาเจาไม่คุ้นเคย?
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้
นางรีบวิ่งไปที่เรือนตนเองพุ่งทะยานเข้าไปในห้องนอนของหนานหมิงเหอ พยายามมองหาจดหมายทั่วไปของหนานหมิงเหอกลับคาดไม่ถึงว่าจดหมายเหล่านี้จะหายไปแล้ว ถูกเก็บกวาดจนสะอาดขนาดเศษกระดาษยังไม่เห็นสักแผ่น
นี่ทำให้เยี่ยนเจาเจาไม่สบายใจเล็กน้อย
นางข่มใจให้สงบลงใคร่ครวญว่าหนานหมิงเหอไปทางไหนแล้ว เห็นชัดว่าขึ้นเหนือ เดินทางยาวนานยากลำบากเหตุใดปีก่อนเขาจึงสัญญาว่าจะกลับมาฉลองเทศกาลซ่างหยวนกับตน?
คำถามพวกนี้ซับซ้อน กอปรกับเยี่ยนเจาเจากระสับกระส่ายทำอย่างไรก็สงบใจไม่ลง ไม่รู้สักนิดว่าความคิดของตนเริ่มจากตรงไหน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งวุ่นวาย
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ตนขุดความกล้ามาจากที่ใดนางรู้ว่าหนานหมิงเหอทิ้งคนไว้คอยปกป้องตนในเมืองซูโจวจำนวนหนึ่งจึงกล้าถอดอาภรณ์ทั้งหมดออก เปลี่ยนเป็นชุดสีดำเรียบๆ ที่หงซิ่วใส่
รูปโฉมของนางโดดเด่นออกไปเช่นนี้ไม่ได้ จึงหยิบผลทับทิมจากจานผลไม้มาปอกเปลือกแล้วละเลงน้ำจากเปลือกทับทิมลงบนใบหน้า ให้ทั้งใบหน้าซีดเหลืองเหมือนเทียนไขค่อยรู้สึกพอใจขึ้นบ้าง
ไม่รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาคิดอะไรอยู่ นางควานหาขวดกระปุกกองใหญ่ ซึ่งเป็นยาช่วยชีวิตหลายชนิดทั้งหมดในตู้ยาของหนานหมิงเหอออกมารีบร้อนเก็บใส่ย่าม แล้วแอบวิ่งออกไปข้างนอกทันที
เวลานี้ประตูหน้าลั่นกลอนไปแล้วเยี่ยนเจาเจารู้ว่ามีเพียงประตูข้างเล็กๆ ที่นางบ่าวหวงชอบไปดื่มเหล้าจุดเดียวน่าจะยังไม่ลั่นดาลนางแสร้งปลอมตัวเป็นหงซิ่ว วิ่งออกไปคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ใกล้กับประตูเล็กด้านข้างนางหวงกำลังดื่มสุราอยู่ตามคาด โดยมีสาวใช้ข้างกายสองคนกำลังฟังนางคุยโวเยี่ยนเจาเจาโยนเงินสองตำลึงตกรางวัลให้ลวกๆก่อนกล่าวว่าจ้าวเจี่ยเอ๋อร์สั่งนางออกไปซื้อของ พวกนางก็ไม่ใส่ใจนักยังดื่มสุราของตนเองต่อ
เยี่ยนเจาเจามาถึงถนนอย่างราบรื่นวิ่งไปทางตรอกหงหลิวแหล่งรวมทั้งคนดีและเลว สถานที่แห่งนั้นสลับซับซ้อนวุ่นวายมีคนสารพัดรูปแบบในทุกสาขาอาชีพ คนไร้สำมะโนครัวก็มีไม่น้อย เป็นแหล่งซ่อนตัวได้ดีที่สุดหมิงอีกับหมิงเอ้อร์ซึ่งหนานหมิงเหอทิ้งไว้ให้นางก็อยู่ตรอกหงหลิว
วันนี้เป็นวันงานเทศกาล แม้พวกเด็กๆจะกลับไปแล้ว แต่บนถนนยังคงครึกครื้น มีกลุ่มคนเดินกระจัดกระจายบนท้องถนนเยี่ยนเจาเจาเป็นเด็กสาวตัวเล็กอยู่ข้างนอกเลยไม่สะดุดตาเท่าไร ไม่นานก็เดินมาจนถึงถนนหงหลิวอย่างราบรื่น
ตอนเยี่ยนเจาเจาอยู่เคียงข้างเหลียงอินในช่วงตกอับที่สุดในชีวิตก็อาศัยอยู่ในตรอกเช่นนี้ จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติมากมายตลอดทางเลยไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ
สถานที่เช่นนี้ห้ามทำตัวลับๆ ล่อๆ เด็ดขาด หากทำเมื่อไรจะดูมีลับลมคมในแทนนางจึงยืดเอว เดินตัวตรงไปอีกด้านด้วยท่วงท่าสบายๆ แต่ในใจกลับวิตกกังวลจนแทบบ้า
หมิงอีและหมิงเอ้อร์เป็นลูกน้องโดยตรงของหนานหมิงเหอขอเพียงนางรีบไปที่นั่น ย่อมต้องรู้ตำแหน่งของพี่ชายรองอย่างแน่นอนจากนั้นค่อยวางแผนก็ยังไม่สาย
เพียงแต่เยี่ยนเจาเจาใจร้อนเกินไปเลยลืมว่าการแต่งตัวของนางดูเป็นหญิงรับใช้จากตระกูลใหญ่เหล่าตัวปัญหาขี้เกียจสันหลังยาวทำอะไรไม่เป็น ชอบฉกชิงวิ่งราวกลั่นแกล้งเด็กสาวที่อ่อนแอกว่าสตรีทั่วไปเหล่านี้
นางพึ่งจะเดินในตรอกหงหลิวได้ครึ่งทางก็มีบุรุษอวลกลิ่นสุราคละคลุ้งท่าทางชั่วช้าสองคนมาขวางนางไว้กล่าวว่าอยากยืมเงินนางไปใช้สักเล็กน้อย
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าคนพวกนี้ต่อให้เห็นเงินก็จะยังตอแยไม่หยุดในเมื่อนางกล้าหนีออกมา ตนเองย่อมรู้ดีแก่ใจ จึงไร้ซึ่งความกลัว
เยี่ยนเจาเจาไม่สนใจพวกเขา เดินจ้ำอ้าวต่อไปเมื่อชายสองคนนั้นเห็นท่าทีของนางก็เกิดโทสะในทันใด จะจับนางไว้ทั้งซ้ายขวา
ทันทีที่เยี่ยนเจาเจากลอกตาแผนหนึ่งพลันผุดขึ้นมา
ในสถานที่เช่นตรอกหงหลิวไม่มีใครมาสนใจว่าจะมีคนตาย นางจึงตั้งใจหันศีรษะกลับไปทอดสายตามองสองคนนั้นก่อนจะรีบสุดชีวิตไปทางตันที่มืดมิดที่สุด
ชายสองคนแลกเปลี่ยนสายตากัน ต่างรู้สึกมีหวังเลยไล่ตามไปด้วย
รอบบริเวณทางเข้าซอยตันนั้นน่าจะเป็นด้านหลังของโรงครัวซ้ายขวาวางถังใส่น้ำล้างถ้วยชามเรียงราย บนพื้นค่อนข้างลื่นเยี่ยนเจาเจาที่ใส่รองเท้าพื้นนุ่มยังดี แต่ชายฉกรรจ์เมาเหล้าทั้งสองไม่ค่อยไหวนักเพียงเดินเข้ามาเท้าก็ลื่นขาพันกัน ล้มหัวคะมำลงบนพื้นทันใด
พวกเขาหกล้มอย่างเดียวก็แล้วไปเถอะมือเท้าดันปัดถังซ้ายขวาคว่ำลงมาด้วยน้ำล้างจานมันเยิ้มเหม็นกลิ่นคาวในนั้นพลันสาดใส่พวกเขาจนหนาวเหน็บยังไม่ทันตอบสนองสิ่งใดก็โดนเตะศีรษะจังๆ ไปคนละทีทำเอาพวกเขามองเห็นดวงดาวเลยทีเดียว
--------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] บุตรสาวในเรือนเบ่งบาน หมายถึงบุตรสาวในครอบครัวเติบโตแล้ว บทประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์“บทเพลงของความเสียใจไร้สิ้นสุด” ของไป๋จวีอี้กวีช่วงกลางราชวงศ์ถัง
[2] เทศกาลซ่างหยวน ตามประเพณีของลัทธิเต๋าวันที่ 15 ในเดือนแรกของปฏิทินจันทรคติเรียกว่า ซ่างหยวน ตรงกับคำเรียก "เทพแห่งฟ้า"
[3] ขนมหยวนเซียว หมายถึง ขนมทังหยวนหรือบัวลอยซึ่งชาวจีนมีความเชื่อว่ารูปร่างกลมๆ ของทังหยวนและชามกลมๆ ที่บรรจุทังหยวนเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่าง "กลมเกลียว" ของคนในครอบครัวและเป็นขนมมงคลนำพาความสุข โชคดี สมหวังมาให้กับครอบครัวในปีใหม่ที่จะมาถึง
[4] สิบนิ้วไม่เคยสัมผัสน้ำเย็นเดือนสาม หมายถึงครอบครัวมีฐานะ ชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องลำบากทำงานบ้านงานบ้านเอง