Pioneer Era

    ตอนที่ 38 ข่าวลือในรั้วโรงเรียน (3)

    วันที่ 6 เดือนเอนมูว์ทัวร์

    ***ประธานสีเทา [เซอร์ไว]

    “เป็นอีกวันที่สงบสุข…”

    ภาพของชนเผ่าอาร์โธโพดาสูงสามเมตรกำลังสะท้อนอยู่บนแผ่นกระจกตรงหน้าของเรา

    ไม่สิ ยุคนี้ต้องเรียกว่าเผ่า [มนุษย์มด] แล้วสินะ

    ภาพของชายที่มีร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำตาลแดง มีปีก แขน และขาของแมลง อีกทั้งยังมีใบหน้าที่คล้ายมดถูกหักเขี้ยว ภาพดังกล่าวที่ฉายบนกระจก คือภาพสะท้อนของตัวเราเอง

    เรา [เซอร์ไว] บุตรแห่งราชินี [บอส] มดระดับมดองครักษ์ที่ยอมหักเขี้ยวตัวเองออกเพื่อหนีออกมาจากใต้อำนาจของมารดาตัวเอง

    “ได้เวลาทำงาน”

    เราพูดกับตัวเองที่สะท้อนบนผืนกระจกพร้อมกับสวมสูทสีเทาตัวเก่ง ก่อนจะจัดแต่งผิวกายให้เงางามด้วยน้ำมันทาตัว

    ห้องไม้ทรงสี่เหลี่ยมขนาดแปดคูณแปด ผืนฝ้าเปิดโล่งจนเห็นโครงไม้หลังคาที่กรุด้วยหญ้าฟาง หน้าต่างไม้ดูเก่าแก่ รวมไปถึงเครื่องเรือนไม้ที่เรียบง่าย และมีกลิ่นของเปลือกไม้หอมลอยโฉยตลบไปทั่ว

    ห้องขนาดเล็กแห่งนี้คือบ้านของเราเอง

    หากมีใครมาเห็นคงตกใจว่า “นี่คือบ้านของประธานบริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ สาขาดรีมแลนด์] จริง ๆ นะหรือ? ”

    “ของนะ มีแต่พอเพียงใช้งาน มันดีที่สุดแล้ว”

    ใช่ พวกของนอกกายอย่างที่อยู่กับสิ่งของเครื่องใช้นะ มีแต่พองามนั่นละดีที่สุดแล้ว

    ไม่ต้องลำบากเสียเวลาทำความสะอาดนาน ใช้งานง่าย และยังไม่ต้องมานั่งห่วงสมบัติในภายหลังอีกด้วย

    เพราะมีแนวคิดแบบนี้ เลยไม่อยากอยู่ใต้ท่านแม่ซึ่งเอาแต่ผลิตประชากรไม่หยุดแบบนั้น

    ตามปกติเผ่าของเรามักจะเชื่อฟังองค์ราชินีโดยสัญชาตญาณแบบไร้ทางต่อต้าน แต่สำหรับเราที่หนีออกมาคงเป็นพวกผ่าเหล่าผ่ากอละมั้ง

    ว่ากันว่าในหมู่ประชากรเผ่ามนุษย์มด จะมีพวกผ่าเหล่าแบบเราอยู่สักหนึ่งในหมื่นคนได้

    “ได้เวลาทำงานแล้ว”

    ปิดไฟปิดน้ำเรียบร้อย ปิดประตูไม้บานหนาตรงหน้า แล้วลั่นกุญแจเหล็กก่อนจะเดินออกไปตามถนนเพื่อมุ่งสู่บริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ สาขาดรีมแลนด์]

    แต่ก่อนจะไปทำงาน คงต้องขอแวะสถานที่หนึ่งก่อน



    เส้นทางเลียบสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยแมกไม้ท้องถิ่นเริ่มบางตาลง แล้วถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างของเผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติที่เพิ่มมากขึ้น

    หากเทียบอารยะธรรมจากทั้งห้าเผ่าแล้ว จะพบว่าอารยะธรรมการก่อสร้างของเผ่ามนุษย์กับภูตินั้นจะเหมาะสมที่สุดกับการสร้างเมือง

    เผ่ามนุษย์มดจะถนัดการสร้างอาคารใต้ดิน สิ่งก่อสร้างของเผ่ายักษ์จะหยาบเกินไป ส่วนเผ่ามนุษย์นกชอบสร้างอาคารโดยไม่คำนึงถึงบันได เพราะเห็นว่าตัวเองบินได้

    สุดท้ายเลยมาจบที่เผ่ามนุษย์กับภูติซึ่งมีความละเอียดอ่อนมากกว่าแทน

    “สิ่งก่อสร้างเผ่ามนุษย์นี่ละดีที่สุด”

    แต่ถ้าถามเรา เรานั้นมีความชื่นชอบในสิ่งก่อสร้างของเผ่ามนุษย์มากที่สุด เพราะแบบนั้นเลยเลือกที่จะสร้างเป็นบ้านไม้เก่าแก่ตั้งอยู่ริมสวนสาธารณะอย่างที่เห็น

    "ถึงแล้ว"

    สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหลังจากเดินผ่านต้นไม้ที่มีหนามแหลมสีแดง กับต้นหญ้าด้ายดำ คืออาคารสีเทาขนาดสามชั้น

    อาคารหลังนี้มีการสลักลวดลายลงบนหัวเสาเป็นเกลียวม้วนงดงาม และมีผลงานวิจิตรศิลป์จำนวนมากประดับทุกมุมของบานหน้าต่างและประตู

    เห็นพวกเผ่ามนุษย์เรียกมันว่าศิลปะยุคโรแมนติกอะไรนี่แหละ

    "เซอร์ไวมาแล้ว! "

    "พี่เซอร์ไวมาแล้ว! "

    เด็กช่วงอายุตั้งแต่สามถึงสิบขวบจากเผ่าพันธุ์ทั้งห้าต่างกรูเข้ามาหา

    มนุษย์ มนุษย์มด ยักษ์ มนุษย์นก และภูติ

    พวกเขาคือเด็กกำพร้าพ่อแม่และเป็นครอบครัวคนสำคัญของเรา

    "พี่เซอร์ไวครับ วันนี้มาเช็คสภาพที่พักเหมือนอย่างเคยสินะครับ! "

    "ใช่แล้ว"

    เพื่อดูแลครอบครัวตัวเองจำนวนมากนับร้อยให้อยู่รอด เราจึงใช้ความมั่งคั่งของตัวเองมาดูแลเหล่าเด็กที่ถูกมองข้ามเอาไว้

    ทำไมถึงทำแบบนี้? บางทีอาจเป็นเพราะแค่รู้สึกเหงาที่ต้องอยู่คนเดียวนั่นละ

    รับเลี้ยงเด็กเกิดใหม่ที่หิวโหยเพราะจำนวนประชากรที่มากเกินเหตุจากฝีมือของเหล่าราชินี

    ดูแลเด็กต่างเผ่าที่สูญเสียพ่อแม่จากอุบัติเหตุต่าง ๆ

    พอรู้ตัวอีกที ก็กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลางไปแล้ว

    “กำแพงตรงนี้เริ่มทำท่าจะไม่ค่อยดี แถมสีผนังตรงนี้ยังจางไปมาก ท่อน้ำทิ้งก็เริ่มเก่าแล้ว”

    เราคอยตรวจตราดูแลอาคารของเด็กกำพร้าด้วยตัวเอง

    การได้ทำเพื่อเห็นรอยยิ้มของครอบครัวตัวเองนั้น มันคือความสุขของเรา

    เด็กกำพร้าที่เห็นตรงหน้ามีนับร้อย แต่ความจรังยังมีมากกว่านี้ในสถานที่ต่าง ๆ รวมไปถึงในสถานที่ทำงานด้วย

    หากเด็กกำพร้าคนไหนโตขึ้น ผมก็มักจะใช้เส้นสายให้พวกเขาได้เข้ามาทำงานเก็บเงิน

    พอรู้ตัวอีกที ครอบครัวของผมก็ใหญ่มากจนมีเกือบนับพันคนได้

    ซึ่งมันต้องต้องการเงินจำนวนมากเพื่อใช้ในการดูแลพวกเขาทั้งหมด

    “ดูเหมือนว่าจะมีให้ซ่อมแซมเท่านี้ งั้นขอตัวไปทำงานก่อนนะ พวกเจ้าเองก็ตั้งใจเรียนให้มาก ๆ เข้าซะละ”

    “ได้เลยพี่ใหญ่! ”

    “อืม! ”

    ผมเดินตัดออกจากสวนสาธารณะกลับสู่ถนนหลักของเมือง

    ทิวทัศน์ได้เปลี่ยนไปเป็นภาพของเมืองที่ล้ำสมัย

    มีถนนสีขาวและเส้นทางเดินลอยฟ้าซ้อนกันเป็นหลายชั้น มีอาคารทรงไข่และตึกสูงเหยียดท้องฟ้าขึ้นเรียงราย มีต้นไม้นานาพันธ์ุขึ้นแทรกทุกมุมเมืองจนเขียวขจีสดใส

    ถึงความสูงของเมืองจะถูกควบคุมไม่ให้สูงกว่าสิบห้าเมตรอันเนื่องจากแสงลึกลับของหอคอยใจกลางทวีป แต่ก็ยังนับว่าเป็นเมืองนิคมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เมืองในทวีปหลักที่พวกเราหนีมา



    “นี่ข้าเอง ที่เดิมเหมือนทุกครั้ง”

    “ได้ครับท่านประธาน”

    มันเป็นนิสัยเสียอย่างหนึ่งของเรา

    ทุกครั้งที่เริ่มทำงาน เราจะเปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงที่ดุดัน รวมไปถึงวิธีการพูดจาที่ฟังดูเย่อหยิ่งในทันที

    รถคันเก่งสีเทาติดล้อทรงกลมวิ่งมาจอดตรงหน้าราวกับนัดกันเอาไว้ก่อนแล้ว

    มันมีรูปร่างเรียวยาว มีรูปทรงที่สามารถลดแรงเสียดทานลม และมีกระจกสีเทาเข้มสวยงามดุดันคล้ายผู้ชาย เป็นรถยนต์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีของพวกเผ่าภูติ ซึ่งสามารถหมุนล้อได้ 360 องศาด้วยพลังสนามแม่เหล็ก

    มันวิ่งได้รวดเร็ว แถมยังรักธรรมชาติมาก เพราะมีแรงเสียดทานกับตัวรถที่แทบจะกลายเป็นศูนย์ เลยเกิดอัตราพลังงานเสียเปล่าที่ต่ำมากทีเดียว

    “ทางนี้ครับท่านประธาน”

    “ดี”

    ลูกน้องเผ่ามนุษย์รูปร่างสูงผิวสีขาวเปิดบานประตูตรงหน้าให้กับเรา

    กว่าจะถึงบริษัทคงกินเวลาอีกราวสิบนาทีได้

    “มีคนเพิ่มขึ้นอีกแล้วสินะ…”

    นอกจากการดูแลเด็กกำพร้าแล้ว ปากท้องของพนักงานในบริษัทเองก็สำคัญไม่แพ้กัน



    เรานั้นเริ่มคิดตั้งบริษัทก็เมื่อตอนที่ตัวเองอายุได้ 15 ปี

    ครอบครัวเด็กกำพร้าของเราเริ่มใหญ่ขึ้นจนไม่สามารถดูแลไหว

    ดังนั้นจึงมองหาช่องทางทำเงิน แล้วสมัครเข้าทำงานใน บริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ]

    แน่นอนว่าเงินเดือนพนักงานมันไม่พอเลี้ยงเด็กกำพร้าจำนวนมากไหวหรอก

    ดังนั้นเราจึงแอบออกไปเปิดบริษัท [บริษัทอาร์โธร์โพดา พาส คอมพานี] ที่เน้นทำธุรกิจขนส่ง ด้วยคนของครอบครัวของเราเอง

    เราทำการปลอมแปลงเอกสาร ตีมึนสับเปลี่ยนคู่สัญญา ดึงงานทั้งหมดของ บริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] ไปป้อนให้กับ [บริษัทอาร์โธร์โพดา พาส คอมพานี] อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั้งกลายเป็นป้อนงาน 100% ให้กับ [บริษัทอาร์โธร์โพดา พาส คอมพานี]

    ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้เราสามารถช่วยชีวิตของคนนับร้อยที่ยากจน ช่วยชีวิตของเด็กกำพร้าให้กลับมามีกินอิ่มท้องได้อีกครั้ง

    แถมยังมีผลพลอยได้ที่ทำกำไรให้กับบริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] เลยถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

    พอรู้ตัวอีกที ตัวเราก็กลายเป็นประธานของบริษัทสาขาในทวีปใหม่ไปแล้ว

    ด้วยตำแหน่งนี้ เลยสามารถดึงคนของตัวเองเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญของบริษัทได้อย่างไม่เป็นที่น่ากังขา รวมไปถึงทำให้ [บริษัทอาร์โธร์โพดา พาส คอมพานี] ขึ้นมาโดดเด่นในวงการ แล้วกลายเป็นบริษัทพันธมิตรสำคัญของ [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] ได้ในท้ายที่สุด

    แน่นอนว่าตัวยะมะโตะกับเอสเทอนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย ว่าบริษัทของตัวเองกำลังถูกคนของครอบครัวเรากลืนกินยึดอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ

    เพราะสองคนนั้นบ้าวิจัยกับอ่านหนังสือ สร้างบริษัทมาเพื่อเน้นทำงานวิจัยโดยไม่สนใจผลประกอบการหรือองค์กรเลย

    พูดตามตรงว่าถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเราช่วยวิ่งเต้นใต้ดินให้ ป่านนี้บริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] ก็ยังคงเป็นได้แค่บริษัทขนาดครัวเรือนเท่านั้น

    ยอมรับว่าเคยทำเรื่องชั่วโกงกินหลายครั้ง แต่โลกนี้มันสีเทา ถ้าเอาแต่ทำธุรกิจซื่อตรง คิดว่าจะสามารถดูแลพนักงานและลูกน้องนับร้อยให้มีกินได้หรือยังไงกัน?

    จริงสิ พอพูดถึงเรื่องโกงกินแล้ว…

    “บริษัทก่อสร้างที่ถูกตรวจสอบเป็นยังไงบ้าง? ”

    “หนีไม่ทัน โดนจับยัดตารางหมดแล้วครับ แต่กระผมให้สายลับไปเก็บกู้หลักฐานมาก่อนแล้ว ดังนั้นวางใจได้เลยว่าไม่มีใครสามารถสาวมาถึงตัวท่านประธานได้ครับ”

    “ดีมาก”

    “ครับผม”

    สำหรับเราแล้ว พวกคนนอกครอบครัวถือว่าไม่จำเป็นต้องไปทำดีด้วยหรอก



    “จริงสิ...ท่านประธานครับ จำเจ้านักเรียนโลภมากที่ชื่อว่า [โฮป] ได้หรือเปล่าครับ? ”

    “ไอคนที่ไม่ยอมรับราคาขายแร่ภูติดี ๆ แล้วมาต่อรองราคาแพงขึ้นคนนั้นนะเรอะ? ”

    “ใช่ครับ”

    นักเรียนเผ่ามนุษย์ที่ชื่อโฮป เด็กหนุ่มกำพร้าพ่อแม่ที่ยากจนและน่าสงสาร

    ตอนแรกคิดว่าน่าสงสารอยู่หรอก เลยยอมรับซื้อแร่ภูติกับข้อมูลไร้ที่มาในราคาแพงกว่าตลาด 1.2 เท่าให้

    แต่มันดันโลภมาก มาต่อราคาอยากได้เงินมากกว่านั้น เราเลยสนองให้ด้วยการปั้นมันเป็นกรรมการพิเศษของเหมืองแร่ไปซะ

    แถมมันดันรับไปอย่างดีใจอีกซะอย่างงั้น

    อยากได้เงินเยอะมันก็ต้องมีความเสียงที่คุ้มค่าหน่อยกันสิฟะ

    “แล้วทำไมหรือ? ”

    “คือว่าตอนนี้มีข่าวลือในรั้วโรงเรียน ว่ากลุ่มของเขาค้นพบอารยธรรมใหม่บนทวีปซึ่งไม่มีใครเคยทำได้มาก่อนนะสิครับ”

    “...ดวงแข็งชะมัด”

    ถ้าเป็นแบบนี้ก็แย่นะสิ

    เวลาคนดังเป็นฝ่ายถูกกระทำ พวกนี้มักได้รับความเห็นใจจากสังคม ดังนั้นคงจะซี้ซั้วอะไรกับมันมากไม่ได้แล้วละ

    “ยังมีอีกครับ ตอนนี้คนเริ่มลือกันหนาหูแล้วว่าเด็กภูติหัวเขียวในกลุ่มของมัน คือคนเดียวกับลูกสาวของ ยะมะโตะกับเอสเทอนะครับ”

    “ตายหอง...”

    เป็นเพื่อนกับใครไม่เป็น ดันเสือกเป็นเพื่อนกับท่านประธานใหญ่ซะอย่างงั้น

    โอ้ย… เริ่มชักรู้สึกเครียดลงกระเพาะแล้วแฮะ

    ว่าแล้วก็เปิดขวดน้ำที่วางเอาไว้ข้าง ๆ ขึ้นมาเพื่อดื่มลงคอไป

    “แถมยังลือกันว่าสตรีเผ่ายักษ์ที่เป็นเพื่อนเขา แท้ที่จริงอาจจะเป็นลูกสาวคนสุดท้องของบานา เพราะว่ามีหน้าตาคล้ายกับ [แครอท] ที่เป็นภรรยาของของเขาครับ”

    *พรวด! *

    ข้อมูลนี้ถึงกับทำให้เราต้องพ่นน้ำออกมาจากปาก

    ลูกของวีรบุรุษเผ่ายักษ์ [บานา] คนนั้นเนี่ยนะ?

    “ความน่าเชื่อถือของข่าวมีมากแค่ไหน? ”

    “ข่าวจากนักเขียนกระทู้ [โยเยล] มีความน่าเชื่อสูงมากครับ เพราะผมส่งสายไปสืบแล้ว พบว่ามีมูลความจริงแทบทั้งหมดเลยครับ”

    รู้มั้ยว่าบรรดาลูก ๆ ของไอเจ้ายักษ์ [บานา] ที่เคยแวะเวียนมาทวีปใหม่ในฐานะนักเรียนกทุนในอดีตนะ แม่งได้ก่อเรื่องปวดหัวให้กับเรามามากแค่ไหน?

    เป็นพวกบ้าความยุติธรรมลงสายเลือด พวกแม่งดันไปเห็นการซื้อขายของเถือน แล้วถล่มท่าเรือจนพังทั้งแถบไปพร้อมกับจับครอบครัวของเราไปถึงร้อยกว่าคนเลยนะเฟ้ย

    ผลลัพธ์จากความยุตธรรมบ้า ๆ ของพวกมัน ถึงกับทำให้ผลกระกอบการตก ต้องเสียค่าซ่อมท่าเรือ จ่ายค่าทำขวัญ แล้วยังต้องช่วยครอบครัวที่น่ารักออกมาจากคุก ต้องสูญเงินไปมากจนบริษัทสาขาล้มทั้งยืนไปเลยนะเฟ้ย!

    แล้วปีนี้ยังต้องมาเจอกับลูกสาวคนสุดท้องของแม่มอีกเรอะ!?

    “เออ… ยังมีอีกครับ ดูเหมือนว่าเพื่อนในกลุ่มของโฮปอีกคนจะเป็นดิวซ์กับเอซ พวกเขาเป็นลูกของวีรสตรีเผ่ามนุษย์ที่ชื่อว่า [เอรีส] ครับ”

    “เอรีสอย่างงั้นหรือ…”

    ชื่อนี้เคยได้ยินมาจากแม่ตอนสมัยเด็กอยู่บ้าง

    ว่ากันว่าเป็นเผ่ามนุษย์ที่น่ากลัวที่สุดในอดีต เพราะเป็นนักรบที่สามารถเอาชนะตาแก่ [ฮอร์เนส] ผู้เก่งกาจคนนั้นมาแล้ว

    “แถมยังดูเหมือนว่าโฮปยังสนิทกับชนเผ่าท้องถิ่นที่ชื่อว่า [ไพไรน์] ด้วยครับ รายงานข้อมูลจากสายสืบ เห็นว่า [ไพไรน์] เป็นคนสำคัญของชนเผ่าท้องถิ่น ประมาณว่าเป็นตัวตนที่ได้รับการยอมรับจากพระเจ้าอะไรแบบนั้นครับ”

    “โคตรพ่อโคตรแม่เด็กเส้นเลยเว้ยเฮ้ย”

    ฟังชื่อเพื่อนของแม่งแต่ละคนแล้วรู้สึกอยากเอาหัวเขกเต้าหู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด

    ลูกสาวท่านประธานใหญ่ ลูกสาวของวีรบุรุษเผ่ายักษ์ กับวีรสตรีเผ่ามนุษย์ แล้วนี่ยังเป็นเพื่อนกับคนสำคัญของชนเผ่าท้องถิ่นอีกด้วย

    ไอคนที่ชื่อว่าโฮปนี่เกิดมาใต้ดาวดวงไหนกันแน่ฟะ?

    แต่ว่านะ

    “ฮุ ฮุ ฮุ”

    “เออ…”

    “ฮุ ฮุ ฮุ… ฮะ ฮะ... ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    “ท่านประธาน… ครับ? ”

    “วะ ฮะ ฮะ ฮะ! แบบนี้มันก็เยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรือยังไง? ”

    เจ้าหนุ่มที่ชื่อว่าโฮปนะเป็นคนซื่อและหัวช้าจะตาย

    คนแบบนี้ถ้าเลี้ยงดูให้ดี มันจะซื่อสัตย์กับเราอย่างไม่น่าเชื่อเลยละ

    “ดีละ ห้อง VIP ของงานคอนเสิร์ต [เปอร์ไซต์] ที่พวกเราเป็นเจ้าภาพยังเหลือที่นั่งอยู่สินะ? ฝากแกไปเชิญเจ้าหนุ่มโฮปกับเพื่อนของมันมาหน่อยเป็นยังไงกัน? ”

    ตัดสินใจแล้ว เปลี่ยนจากที่ให้มันเป็นตัวตายตัวแทนของโครงการเหมืองแร่ ไปเป็นสะพานทองคำเพื่อเชื่อมพวกเราสู่เหล่าคนดังดีกว่า

    ทั้งหมดก็เพื่อคุณภาพชีวิตของลูกน้องและครอบครัวของพวกเรา

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน