ตอนที่ 4 ดวงดาวที่ไร้ฝัน
ภายในห้องเรียนที่เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดเพราะใกล้สอบปลายภาคเด็กนักเรียนในห้องต่างตั้งใจเรียนกันเต็มที่ คุณครูก็ตั้งใจสอนเช่นกันโดยเน้นย้ำไปที่เนื้อหาส่วนที่จะมีการออกข้อสอบเพื่อนๆในห้องเริ่มคุยกันเื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เื่อนาคตเื่งานที่อยากทำ บางคนก็มีความฝันชัดเจนว่าอยากเป็อะไร อยากเรียนอะไร บางคนก็กำลังหาคำตอบบางคนก็ยังไม่ได้คิด
“ฝันล่ะอยากเรียนอะไร?” คนข้างหลังเอื้อมมือมาสะกิดไหล่คนข้างหน้า ถามตามกระแสเพื่อนๆในห้องที่ดูจริงจังกันเหลือเกิน
“นิเทศการแสดง”ฝากฝันที่กำลังอ่านหนังสือนิยายของพี่ภพไม่แม้แต่จะใช้เวลาทบทวนคำถามและหาคำตอบ แต่กลับตอบทันควันราวกับระบบตอบรับอัตโนมัติ
“นั่นสิ..ผมไม่น่าถามเื่ที่น่าจะรู้อยู่แล้วเลย ฝันนี่ดีจังเลยนะที่รู้ว่าตัวเองอยากเป็อะไรอยากเรียนอะไร” กรยินดีกับฝากฝันที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเป็อะไรและต้องเรียนอะไรเพื่อเป็พื้นฐานในอาชีพนั้นๆ ในขณะที่ตัวเองก็ไม่ได้มีทางเลือกอะไรไม่รู้ว่าชอบอะไร หรืออยากทำอะไร มีแต่คำว่า ต้องทำและต้องเป็ แบกความคาดหวังเอาไว้จนหลังล้าไปหมดแล้ว
“อือ”ที่ตอบรับชัดเจนขนาดนั้น ไม่ใช่เพราะมีความฝันชัดแจ้งแต่เพราะไม่มีทางเดินอื่นให้เลือกเลยต่างหากความฝันคืออะไร ฝันไม่มีและไม่รู้จัก สิ่งที่รู้ตัวมาั้แ่จำความได้ คือ ต้องเข้าวงการเป็นักแสดงและอื่นๆตามที่แม่้าและอยากให้เป็
“นายล่ะ”ฝากฝันถามกลับ ไม่ใช่ว่าอยากรู้ ไม่ได้สนใจความฝันของคนอื่นด้วยซ้ำเพราะตัวเองไม่สามารถฝันอะไรได้ความฝันของคนอื่นจึงไม่จำเป็ต้องสนใจและแสดงความยินดีให้
“ผมต้องเรียนบริหาร”จิตรกรใช้คำว่า “ต้อง”แทนคำว่า “อยาก” นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ ถ้าถามว่าอยากทำอะไรอยากเรียนอะไร ก็ไม่น่าจะได้คำตอบให้ตัวเองเช่นกัน เพราะใช่ว่าจะมีความฝันอะไรนอกจากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
“อืมม”ฝากฝันตอบรับพอเป็พิธี ไม่ได้ตั้งใจฟังเสียด้วยซ้ำแล้วเงยหน้ามองดูเพื่อนในห้องพูดคุยกัน บางคนก็มีแววตาและสีหน้าเปล่งประกายเวลาที่พูดถึงความฝันในชีวิตซึ่งฝากฝันเข้าไม่ถึงความรู้สึกนั้นเลยจริงๆ
“ถึงจะไม่ได้เรียนด้วยกันแต่ผมก็หวังว่าเราจะได้เรียนที่เดียวกันนะ...” เสียงพูดคุยของคนในห้องดังจนกลบประโยคสุดท้ายของจิตรกรจนคนข้างหน้าไม่ได้ยินแต่เขาก็ยิ้มเล็กๆและมองแผ่นหลังของฝากฝันด้วยสายตาที่ยังพอมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตอยู่บ้างถึงแม้จะไม่รู้สึกว่าความฝันของคนอื่นมันน่าสนใจ แต่ความฝันของฝากฝันเขากลับยินดีที่ได้รับรู้และพร้อมจะเป็พลังให้ฝันได้อยู่ในโลกที่สดใสและเต็มไปด้วยเสียงปรบมือกับคำชื่นชม
ใต้ความชุลมุนวุ่นวายของเพื่อนร่วมชั้นที่คุยกันอย่างออกรสออกชาติกลับมีอยู่สองคนที่ไร้ความฝันนั่งหน้านิ่งอยู่ด้านหลังห้อง คนหนึ่งเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่เกิดมาอีกคนเหนื่อยล้ากับการมีชีวิตอยู่ ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าต่างคนก็มีภาระและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่สามารถบอกใครได้ถึงความหนักหนาสาหัสของชีวิตและการแบกรับความฝันและความหวังของคนอื่นเอาไว้ ทั้งๆที่ยังเป็แค่เด็กคนหนึ่งแต่กลับไม่สามารถใช้ชีวิตและมีความสุขแบบเด็กทั่วไปได้
“ฝากฝันจะเล่นซีรีส์เื่นี้เหรอ?เราเห็นข่าวมาสักพักแล้วแต่ไม่กล้าถาม พอดีกำลังคุยกันเื่ความฝันก็เลยลองมาถามดู”เพื่อนผู้หญิงในห้องเปิดให้ดูข่าวบันเทิงที่อยู่ในหน้าเพจข่าวสารวงการบันเทิงเพจหนึ่ง
“นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่กับการรับบทสกายซีรีส์ที่กำลังจะสร้างจากนิยายชื่อดัง ที่แท้คือคนเดียวกับเด็กหนุ่มที่ถูกแชร์ภาพเต็มสื่อโซเชียลใน่ที่ผ่านมา...”ฝากฝันอ่านพาดหัวข่าวเบาๆ แล้วก็เห็นแต่รูปถ่ายตัวเองเต็มไปหมดทั้งที่แอบถ่ายอยู่ในโรงเรียนและจากตอนไปคัดตัวนักแสดง เ้าตัวทำใจและยอมรับได้แล้วเื่ความไม่เป็ส่วนตัวที่จะเห็นหน้าตัวเองโผล่หราไปเสียทุกที่ถ้ามันไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป
“รู้กันหมดทั้งห้องแล้วเหรอ?”ฝันไม่ได้จะเก็บเป็ความลับ แต่ไม่คิดว่าจำเป็ต้องบอกใคร และไม่รู้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับตัวเองออกมาไวขนาดนี้ทั้งๆที่ยังไม่เปิดกอง และตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปในโลกมายาเต็มตัวเลย
“รู้กันทั้งโรงเรียนแล้วแหละแต่ไม่มีใครกล้าคุยกับฝากฝันเท่านั้นเอง...” ขนาดเป็ถึงเพื่อนร่วมห้องยังไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยด้วยเลยมีแค่จังหวะนี้เท่านั้นที่เข้ามาคุยได้อย่างเป็ธรรมชาติ
“ถ้าฝากฝันจะเป็นักแสดงก็ไม่น่ามีใครแปลกใจหรอก เหมือนฝากฝันเกิดมาเพื่อเป็ดาราซะขนาดนี้” เพื่อนผู้หญิงอีกคนเข้ามาร่วมวงสนทนาที่น่าสนใจที่สุดนี้อย่างรวดเร็ว
“เกิดมาเพื่อเป็ดาราเลยเหรอ?”แม้จะยิ้มอย่างมีมารยาทให้เพื่อนที่อุตส่าห์เข้ามาคุยดีด้วยรู้ว่าพวกเธอไม่มีเจตนาร้ายแต่ก็เจ็บไปที่หัวใจชีวิตที่ไร้ทางเลือกนี้จะมีใครเข้าใจเขาบ้างไหม...
“หลักฐานอยู่บนหน้าขนาดนี้ฝากฝันยังสงสัยในคำพูดเราอีกเหรอ?” นอกจากฝากฝันแล้ว ก็มีจิตรกรนี่แหละ สองหนุ่มหล่อที่จรรโลงห้องเรียนให้ดูสว่างไสวแม้จะอยู่เงียบๆกันหลังห้องแต่แสงสว่างก็แผ่รัศมี กระจายวงกว้างส่องไปจนถึงหน้าห้องทำให้ห้องเรียนดูมีชีวิตชีวาจนเด็กห้องอื่นๆพากันอิจฉา
“แต่ว่าเื่นี้... บริษัทของพ่อจิตรกรใช่มั้ยที่จัดสร้าง?”เพื่อนที่เข้ามาเสริมเพิ่งนึกขึ้นได้
“เอ๊ะ?บริษัทของพ่อจิตรกร?” ฝากฝันมองเพื่อนผู้หญิงทั้งสองคนด้วยความสงสัยจนคิ้วขมวด แต่สาวน้อยทั้งสองกลับหันไปจับมือกันแล้วดีใจกรีดร้องแบบออกเสียงไม่ได้เพราะหน้าตางงงวยของฝากฝันนั้นน่ารักเหลือเกิน
“เอ่อคือ” จิตรกรซึ่งนั่งมองฝากฝันอยู่เงียบๆก็ใที่ถูกยิงประเด็นใส่โดยไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะตัวเองก็ไม่ได้คิดจะบอกฝากฝันอยู่แล้วว่ารู้ทุกอย่างั้แ่วันที่ฝันไปคัดตัว
“บริษัทTTPK ไง ชื่อย่อของ ตั้งตระกูลพัฒนากิจ นามสกุลของจิตรกร” เื่ที่ห้องของตัวเองรวมคนดังดาวเด่นที่สุดในรุ่นและของโรงเรียนไว้ย่อมเป็ความภาคภูมิใจของสาวๆในห้อง ทั้งทายาทบริษัทั์ใหญ่ในวงการบันเทิงและคนที่เปรียบเสมือนดวงดาวอันเฉิดฉาย
“?”ฝากฝันหันขวับมามองหน้าจิตรกร
“ครับ?”จิตรกรเลิ่กลั่กทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
“อ้าวฝากฝันไม่รู้เหรอ? งั้นเราไปกันดีกว่าเธอ” สองสาวมองหน้ากันแล้วก็ค่อยๆถอยออกเดินกลับไปยังที่นั่งตัวเองหลังจากทิ้งะเิไว้ให้ พวกเธอเห็นว่าที่ผ่านมาทั้งสองคนสนิทกันดีจิตรกรคอยตามฝากฝันตลอดทั้งๆที่ทั้งพวกเขาไม่เคยเล่นกับใครในห้องเลยแต่กลับคุยกันอยู่แค่สองคนจนเพื่อนๆคิดว่าเป็เพื่อนสนิทกันไปเรียบร้อยแล้วเสียอีก
“โกรธผมรึเปล่า?”ไม่ได้ทำผิดอะไรแต่ถ้าอีกฝ่ายโกรธก็พร้อมจะง้อ
“ทำไมต้องโกรธ?ฝันต่างหากที่ไม่สังเกตเอง” ตอนที่เข้าไปในตึก TTPKก็เห็นป้ายประกาศรายนามผู้บริหารอยู่ แต่ไม่ได้เอะใจเองหรืออาจจะแค่ไม่มีอะไรให้สนใจจนทำให้เอะใจก็ได้
“ก็เผื่อโกรธที่ไม่บอกและไม่ได้ทักวันที่ฝันไปแคสไง”จากที่ไม่คิดว่าจะบอกก็ค่อยๆเผยออกมาเองหมด
“เห็นตอนไหน?”ฝันนึกยังไงก็จำไม่ได้เลยว่าเห็นจิตรกรในวันนั้น
“ในห้องคัดเลือกแต่ฝันไม่เห็นผมหรอกนะ คนเยอะขนาดนั้น”
“งั้นก็เห็นตอนที่ฝันต่อบทสิ”เริ่มรู้สึกเขินขึ้นมาแล้ว
“ครับผมแต่ฝันเก่งมากเลยนะ เก่งจนได้รับคัดเลือกโดยไม่ต้องแคสรอบสองเหมือนบทอื่นเลย”สรุปจิตรกรก็รู้ทุกอย่าง
“นายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกใช่มั้ย?”ถ้าผ่านโดยใช้เส้นสายฝากฝันก็ไม่้าถ้าไม่ผ่านเพราะตัวเองก็จะยินดียอมรับอย่างไม่อิดออด
“ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกเลยทีมงานเขาพิจารณากันตามความเหมาะสม” จิตรกรยกสองมือปฎิเสธ ที่เกี่ยวก็แค่แอบเพิ่มงบให้ก็เท่านั้นเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่มีเหตุผลที่ต้องโกรธนายจะร้อนตัวไปทำไม?” ฝากฝันหันหน้ากลับไป แต่ถ้าผ่านเพราะได้ลูกชายประธานบริษัทช่วยเหลือจะเป็สิ่งที่ทำให้โกรธอย่างแน่นอน
“ฝัน!”รักชาติเดินเข้ามาในห้อง แล้วตรงไปที่โต๊ะของฝากฝันพร้อมกล้องถ่ายภาพในมือ
“ห้องชาติเลิกเรียนแล้วเหรอ?”
“เลิกแล้วไปกันเถอะ ไปถ่ายรูปสวยๆกัน”รักชาติคว้าข้อมือของคนที่กำลังเก็บหนังสือและอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋าอย่างรีบร้อน
“ไปถ่ายรูปกันเหรอไปด้วยสิ” จิตรกรเห็นว่าน่าสนุกดีเลยขอไปด้วย รักชาติไม่ขัดข้อง ยิ่งมีเพื่อนมาช่วยก็ยิ่งดีฝากฝันก็แค่ตามใจรักชาติ จากนั้นทั้งสามหนุ่มก็ไปรอรถที่หน้าโรงเรียน
ฝากฝันกับรักชาติมองหารถของลุงชาญเพราะบอกเอาไว้ว่าหลังเลิกเรียนจะไปหาสถานที่สวยๆถ่ายรูปกันแต่แปลกที่ไม่ว่าจะชะเง้อมองแค่ไหนก็มองไม่เห็นแม้แต่เงาทั้งๆที่ปกติแทบจะไม่ต้องคอยเลย แต่รถคันที่มาจอดตรงหน้าพวกเขากลับเป็รถยนต์อีกคัน
“ไปกันเถอะ”จิตรกรชวนทั้งสองคนขึ้นรถพร้อมเปิดประตูให้โดยไม่ต้องรอพี่อัฒวิ่งมาเปิดประตูให้เลย
ฝากฝันและรักชาติมองหน้ากันอย่างงุนงงจิตรกรบอกไม่ต้องงง นี่รถของเขาเอง แต่ที่ทั้งสองคนสงสัยไม่ใช่เพราะรถของจิตรกรแต่เป็เพราะลุงชาญและรถยนต์คู่กายหายไปต่างหาก
“ไปสวนสาธารณะใกล้ๆนี่ก่อนครับพี่อัฒ”กรแจ้งจุดหมายตามที่ได้คุยกันไว้ระหว่างเดินมารอหน้าโรงเรียนว่าพวกเขาจะไปถ่ายที่ไหนกันบ้าง
สามหนุ่มนั่งเบียดกันอยู่เบาะด้านหลังแม้จะดูน่าอึดอัดเพราะแต่ละคนตัวใหญ่แขนขายาวกันเกินอายุแต่กรกลับรู้สึกสนุกและดีใจที่มีเพื่อนและที่สำคัญ ฝากฝันนั่งรถคันเดียวกับเขาจะมีอะไรน่าตื่นเต้นดีใจไปกว่านี้อีก
เมื่อรถขับออกไป รถอีกคันที่จอดแอบอยู่ไม่ไกลก็ออกตัวตามมาโดยรักษาระยะห่างไม่ให้อัฒและอาร์มที่ขับตามประกบคันหน้าอยู่สังเกตุเห็น
“คุ้มครองคุณหนูอยู่ห่างๆอย่าให้ทีมคุ้มกันนายน้อยผิดสังเกตุล่ะ”ลุงชาญแจ้งหน่วยคุ้มกันของฝากฝันที่กระจายตัวอยู่รอบๆให้ระมัดระวังตัวไม่ให้เป็ที่น่าสงสัย เพราะหน่วยนี้เป็หน่วยที่ได้รับคำสั่งพิเศษมาจากคุณกรณ์ลูกน้องและบอดี้การ์ดคนอื่นในตระกูลไม่มีใครทราบภารกิจลับนี้ เฉพาะลุงชาญและหน่วยลับเท่านั้นที่รู้ถึงการมีตัวตนของฝากฝันกับแม่และแค่หน่วยคุ้มกันของจิตรกรก็เพียงพอแล้วที่จะปกป้องคนสำคัญในรถคันนั้นจึงวางใจในระดับหนึ่ง
ในห้องทำงานของประธานบริษัทTTPKซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารสัญญาสำคัญต่างๆมากมายวางกองอยู่บนโต๊ะรอให้คุณกรณ์ลงนาม
“เวิร์คช็อปเมื่อวันก่อนเป็ยังไงบ้าง?”คุณกรณ์ถามผู้กำกับ ผู้จัดและพี่ภพซึ่งถูกเรียกมาพูดคุยเกี่ยวกับงานละครเื่ใหม่
“เรียบร้อยดีครับนักแสดงทุกคนฝีมือดีมาก โดยเฉพาะน้องพระเอกใหม่ของเรา เข้าถึงบทบาทมากครับ”ผู้กำกับกล่าวชมทุกคน พร้อมเปิดกล้องจะแย่แล้ว
“อย่างนั้นรึ?ดีแล้ว” แม้จะก้มหน้ามองรูปถ่ายของลูกชายที่ติดอยู่ในแฟ้มเอกสารประวัตินักแสดงแต่ภพก็ยังแอบเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่ซุกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“แล้วบทที่ให้ไปแก้ไข ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วหรือยังภพ?”คุณกรณ์หันมาถามพี่ภพมือทอง
“เรียบร้อยหมดแล้วครับเลิฟซีนที่ไม่จำเป็ผมตัดออกหมดเลยครับ เข้าใจครับว่าน้องยังเด็กถึงจะตัวสูงเกือบ180ก็เถอะ”ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ภพอยากเห็นนิยายตัวเองมีชีวิตจริงขึ้นมาเต็มทีแล้ว
“อืม..”คุณกรณ์ดูเอกสารผู้สนับสนุนและงบประมาณอีกครั้ง แล้วก็ยิ้มกับงบที่เพิ่มขึ้นสามเท่ารู้อยู่แล้วว่าเป็ฝีมือจิตรกรและเขาเองก็ไม่ขัดอะไรกลับดีใจเสียอีกที่จิตรกรทำแบบนี้ อีกไม่นานสิ่งที่เขาปูทางไว้ต้องเห็นผลรอแค่เวลาเท่านั้นที่จะบอกความจริง
“งั้นก็เปิดกล้องได้เลย เื่นี้น่าจะใช้เวลาถ่ายทำนานหน่อยเพราะนักแสดงหลายคนยังเป็นักเรียน นักศึกษา เวลาอาจจะลงตัวยากฝากคุณต้อมคุณยุทธดูแลด้วยนะ” คุณกรณ์ฝากผู้กำกับและผู้จัด ให้ดำเนินการต่อไป จากนั้นพวกเขาทั้งสามก็กล่าวลาท่านประธานแล้วออกจากห้องไปเพื่อเตรียมการ
“แคทอ่านนิยายของคุณภพหรือยัง?”ขวัญไม่ได้เข้าเวรเลยมาอยู่ที่บ้านแคทเพราะสามีก็อยู่ที่บริษัททั้งวันเลยถือโอกาสนี้อยู่ดูแลเพื่อนและให้ทานยาอย่างตรงเวลา
“ฝันเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วล่ะงานหนักน่าดูเลย แต่ระดับฝากฝันแล้วไม่ยากหรอก” คุณแม่ยิ้มเปรมใจลูกชายที่ตัวเองฝึกสอนการแสดงมาั้แ่จำความได้มีหรือจะไม่ไหว
“่ปิดเทอมเขาจะมีถ่ายทำนอกสถานที่นะคุณชิตบอกขวัญมา ถ้าแคทไม่สบายใจที่จะให้ลูกไปอยู่ข้างนอกหลายๆวัน แคทบอกเราได้นะ”
“ไม่เป็ไรเลยขวัญไม่เป็ไรเลย ถ้าเื่งานแคทให้ฝันไปได้ทุกที่เพราะอย่างน้อยรักชาติก็ไปด้วยและทีมงานก็คอยดูแลกันเยอะแยะ แคทโอเค” ถ้าคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อจะถือโอกาสเข้าใกล้ฝากฝันก็แทบไม่มีทางเป็ไปได้เพราะฝันถูกสั่งเอาไว้แล้ว
“ถ้าแคทโอเคก็ดีแล้ว...ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เราไปโรงพยาบาลกันนะ ถึงเวลานัดตรวจกับคุณหมอแล้ว”เื่ที่ยากเย็นที่สุดมาถึงอีกครั้งแล้ว
“เอ๊ะ?ไม่เอา แคทไม่ไปโรงพยาบาล แคทไม่ไป ไม่ ไม่ไป” จากที่พูดคุยได้อย่างเป็ปกติเมื่อนึกถึงภาพที่ตัวเองต้องไปโรงพยาบาลแล้วเจอคนแปลกหน้ามากมายภาพที่คนอื่นมองมายังตนแล้วเบะปากใส่ มองด้วยสายตาชิงชัง นินทาว่าร้ายก่นด่าสาปแช่ง ชี้หน้ามายังตัวเองแล้วเหยียดหยามสารพัดก็ผุดขึ้นมาในหัว
“ใจเย็นๆแคทใจเย็นๆก่อน” ขวัญรีบเข้าไปกอดเพื่อนรักที่กำลังมีอาการหวาดผวาจนตัวสั่นเทาเื่ในอดีตผ่านไปกี่ปีก็ไม่เคยลบล้างได้การถูกสังคมโยนตราบาปให้ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดมันโหดร้ายเกินกว่าใครจะจินตนาการไหว
“เราจะไปพบกับคุณหมอแบบส่วนตัวนะแคทจะไม่มีใครเห็นแคทแน่นอน เราจะขึ้นรถที่พี่ชาญลูกน้องคนสนิทของคุณชิตเป็คนขับไปกันแค่พวกเรานะพี่ชาญไม่ใช่คนไม่ดี แคทไม่ต้องกลัว คนอื่นจะไม่เห็นพวกเราแน่นอน ขวัญสัญญา”การปกป้องแคทไม่ให้คนอื่นได้เห็นคืออีกหนึ่งงานที่ขวัญต้องทำแค่คิดว่าจะได้เจอคนอื่นยังออกอาการเสียขนาดนี้ ถ้าแคทต้องเจอคนแปลกหน้าจริงๆขวัญเองก็กลัวจะรับมือลำบาก และรถที่ชาญขับเท่านั้นนอกจากขวัญและชิตที่แคทยอมขึ้นเพราะแคทคิดว่าเป็ลูกน้องของชิตจริงๆ
“จริงนะ ไม่เอาคนอื่นนะ แคทไม่เอาคนอื่นนะ”กว่าจะสงบสติอารมณ์ของเพื่อนลงได้ ขวัญก็กอดเอาไว้อยู่นาน