โจวเถาเถากลับไปที่ห้องครัวนางขมวดคิ้วกับลูกชิ้นที่มีรอยนิ้วมือเปื้อนอยู่ในชาม หญิงสาววางลูกชิ้นไว้ด้านข้างแล้วจึงเริ่มทอดลูกชิ้นเพิ่มใหม่อีกครั้ง
หลังอาหารเย็นนางพาลูกชายออกไปเดินเล่นริมสันเขาดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตก แต่ยังมีแสงระเรื่อสีทองส่องสว่างไปตามผืนดินที่รกร้าง ลมเย็นๆ ในปลายฤดูร่วงพัดมาพาเอาเสียงคร่ำครวญร่ำไห้แผ่วเบามาด้วย
“ท่านแม่..มีเสียงคนร้องไห้” เด็กน้อยเอ่ยขึ้น โจวเถาเถาหยุดยืนฟังตามที่ลูกชายบอก นางได้ยินเสียงคนร่ำไห้จริงๆ เมื่อมองตามที่เสี่ยวหงเอ๋อชี้นิ้วไป นางเห็นกลุ่มคนล้อมรอบอยู่ที่ริมน้ำ มีเสียงผู้หญิงร่ำไห้ผสมผสานกับกับเสียงด่าทอออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้น
“นังหญิงสารเลว!! สะใภ้อย่างเจ้าช่างนำความแปดเปื้อนมาสู่บรรพบุรุษของตระกูลข้าเสียจริงๆ”
นางหยางทั้งตบทั้งตีรัวกำปั้นทุบลงบนร่างของสะใภ้ที่ชื่อเจียงเสี่ยวเหมียน
ในฐานะที่นางเป็นสะใภ้สิ่งที่นางทำได้คือแค่อดทนเอาไว้เท่านั้น น้ำตาของนางไหลออกมาเงียบๆ
“โอ๊ย!!” เสียงร้องโหยหวนของนางดังขึ้น
“ทำไมเจ้าไม่ตายไปนะ? เอาแต่ร้องไห้ๆ ตั้งใจจะให้ใครเห็นใจเจ้าหรือ?”
ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มคนดูทนไม่ได้อดพูดเกลี้ยกล่อมนางขึ้นมาว่า
“พี่หยาง!อย่าทุบตีนางอีกเลย ถ้าพี่ตีนางอีก ..นางคงจะได้ตายจริงๆ แล้ว!”
นางหยางสะบัดเสียงพูดอย่างเย็นชา"เจ้ากับข้าอยู่บ้านกันแค่สองคนถ้าไม่ใช่เจ้าขโมยจะเป็นใครได้อีก”
“ข้าไม่ได้ขโมย...ข้าไม่ได้ขโมยจริงๆ” นางเจียงยังคงส่ายหัวพูดซ้ำอยู่อย่างนั้น
“หากเจ้าไม่ได้ขโมยแล้วเจ้าเอาเงินห้าสิบเหวินมาจากไหน?”
ใบหน้าของนางเจียงแข็งทื่อ น้ำตาเต็มเบ้าตาหากนางไม่สามารถตอบคำถามได้ ท่าทางของนางเจียงทำให้ผู้คนพากันสงสัยในตัวของนาง ทำให้เรื่องที่นางขโมยเงินแม่สามีดูจะเป็นเรื่องจริงมากยิ่งขึ้น
นี่คงจะเป็นแม่สามีที่ชั่วร้ายเหมือนในละครเป็นแน่..
โจวเถาเถาอยากจะช่วย..หากแต่เมื่อคิดว่านางเป็นคนนอกแล้วก็ได้แต่ลังเล ในสมัยโบราณเรื่องราวของแม่ผัวกับลูกสะใภ้นั้นนับได้ว่าเป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่อาจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างเด็ดขาด ถ้าได้แต่งเป็นสะใภ้แล้วไม่ว่าจะโดนแม่สามีกดขี่ข่มเหงก็ได้แต่ต้องยอมจำทนเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้วที่ผู้อาวุโสจะสั่งสอนสะใภ้ในครอบครัว เว้นแต่จะเป็นหญิงที่ร้ายกาจเหมือนหวังเสี่ยวเตี๋ยที่ไม่ได้สนใจไว้หน้าใครทั้งนั้น นางเป็นแบบนี้ได้เพราะนางไม่มีสามีนั่นเอง โจวเถาเถาจับหน้าผากของนางขยิบตาให้นางเจียงถามหาหลักฐานจากนางหยาง
นางเจียงมองนางอย่างสับสน หากนางหยางกลับพูดขึ้นว่า
“ลูกสะใภ้ของข้ามือเท้าสกปรกแอบลักขโมยเงินจากที่บ้านไปช่วยเหลือครอบครัวเดิมของนาง”
นางเจียงสะอื้นรีบโต้กลับปากคอสั่นว่า “ไม่มี ข้าไม่ได้ทำแบบนั้น” ในขณะที่โจวเถาเถากำลังตัดสินใจว่าจะช่วยนางดีหรือไม่นั้น ฝูอันก็เดินออกมาจากกลุ่มคนพูดกับนางหยางว่า
“ป้าหยางเงินห้าสิบเหวินนั้น ข้าเห็นเสี่ยวเหมียนเก็บได้จากถนนที่ในเมือง ข้าได้เห็นกับตาข้าเอง”
ฝูอันเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เมื่อเขาพูดแบบนี้จึงไม่มีใครสงสัยในคำพูดของเขาอีก แม้แต่นางหยางเองก็แทบจะหุบปากไม่ทัน สตรีชาวบ้านผู้หนึ่งช่วยพยุงนางเจียงขึ้นมาและปลอบนางว่า
“เจ้าอย่าได้คิดมากไป…แม่สามีเจ้าเป็นคนนิสัยแบบนั้นเอง เจ้าต้องยอมตามนางบ้าง"
ผู้คนที่อยู่รอบข้างพากันพยักหน้าเกลี้ยกล่อมนาง เมื่อมองไปที่หน้าตาที่ทั้งบวมทั้งเขียวช้ำของนางเจียงแล้ว แววตาของโจวเถาเถาก็เวทนาปนสงสาร
“ไปนั่งที่บ้านข้าสักครู่เถอะ”
นางเจียงเงยหน้าขึ้นมองโจวเถาเถา นางยืนบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ใบหน้าอ้วนๆ ของนางไม่มีวี่แววเยาะเย้ยหรือรังเกียจแต่อย่างใด ดวงตานางจริงใจจนทำให้นางเจียงอดพยักหน้ารับไม่ได้
นางเจียงเดินตามสองแม่ลูกไปยังกระท่อมมุงจากที่พวกเขาอาศัยอยู่ เป็นครั้งแรกที่นางมาที่นี่ แม้ว่าบ้านจะดูทรุดโทรมหากแต่ว่ากลับสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย นางเจียงได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับหวังเสี่ยวเตี๋ยผู้นี้ว่าทั้งขี้เกียจทั้งสกปรก แต่เมื่อได้มาเห็นแล้วนางคิดว่าไม่ได้ดูแย่เหมือนกับข่าวลือนั้น
“แผลที่ใบหน้าเจ้าต้องประคบหน่อย” นางเจียงส่ายหน้าหากแม่สามีรู้นางอาจจะโดนทุบตีอีก
“หงเอ๋อไปต้มไข่มาให้น้าเจียงสักสองฟองเถอะ”
เด็กน้อยรับคำกระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งตื๋อออกไป
“ไม่ต้องๆ” นางเจียงรีบบอกหากหงเอ๋อกลับไม่หยุดวิ่งเร็วรี่ไปที่ห้องครัว
“เอาล่ะ..มาดื่มชาให้ชุ่มคอก่อนเถอะ” ชาถ้วยนี้นางผสมน้ำจากบ่อน้ำพุในมิติลับของนางเอาไว้ แม้ว่าจะรักษาให้หายทันทีไม่ได้แต่อย่างน้อยก็พอจะบรรเทาอาการเจ็บปวดได้บ้าง.. ถ้าหากนางใช้น้ำจากน้ำพุรักษานางโดยตรงอาการบาดเจ็บของนางจะหายทันที ต่อไปแม่สามีของนางอาจจะทำเรื่องรุนแรงโหดเหี้ยมกับนางมากยิ่งขึ้น นางเจียงรับถ้วยชาไป
“ขอบคุณ”
“เจ้ากินข้าวเย็นหรือยัง?”
นางเจียงยังไม่ได้กินหากแต่นางอยากบอกว่านางกินแล้ว แต่โจวเถาเถาก็คงจะรู้ว่านางโกหก นางจึงได้แต่เงียบก้มหัวลง เสี่ยวหงเอ๋อเดินกลับมาพร้อมกับไข่ต้มสองใบ เขาวางไข่เอาไว้บนหน้าของนางเจียง
“ท่านป้า..กิน”
เจียงซื่อมองเด็กน้อย นางคิดว่าเด็กคนนี้เมื่อก่อนช่างผอมมากนัก หากแต่ตอนนี้เขาดูดีขึ้นมากใบหน้าก็มีเลือดฝาดมากขึ้น เมื่อนางเจียงคิดเปรียบเทียบกับลูกของนาง น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ..
“ท่านน้าอย่าร้องไห้..” หงเอ๋อยืนเขย่งเท้าเข็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยนหัวใจของนางเจียงกลับอบอุ่นขึ้น “อย่าร้องไห้อีกเลย”
เด็กตัวน้อยช่างอบอุ่นมีใจดีมีเมตตา โจวเถาเถาตาเป็นประกายเมื่อมองดูลูกชายของนาง
นางหันมาพูดกับนางเจียงว่า “ถ้าเจ้าขุ่นข้องหมองใจก็อย่าเอาแต่เก็บไว้ในใจ เจ้าสามารถปรับทุกข์พูดคุยกับข้าได้ หากเก็บเอาไว้มากเข้ามันจะไม่ดีกับสุขภาพของเจ้า” นางเจียงพยักหน้า โจวเถาเถาปอกเปลือกไข่ แล้วให้นางใช้ไข่กลิ้งไปมาประคบที่ใบหน้า
“ข้าจะไปหาอะไรมาให้กิน ..หงเอ๋อมานี่ คุยกับท่านน้า อย่าให้นางร้องไห้อีก "โจวเถาเถาสั่งลูกชายก่อนออกไปทำกับข้าว
โจวเถาเถาเข้าครัวหยิบแป้งหมี่ขาวมาสองสามกำมือ นางทำบะหมี่ม้วนด้วยมือ เทน้ำจากบ่อน้ำพุของนางผสมลงไปใส่กระหล่ำปลีแล้วโรยด้วยต้นหอมเล็กน้อย ในครัวก็มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว…หญิงสาวยกชามก๋วยเตี๋ยวเข้ามาในห้องหลัก เห็นนางเจียงกำลังยิ้มไม่รู้ว่าหงเอ๋อคุยอะไรกับนาง
“กินซะ…กำลังร้อนๆ”
นางเจียงมองที่ชามก๋วยเตี๋ยว น้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง
“ขอบคุณ” นางไม่รู้ว่าจะพูดอะไรที่จะแสดงความรู้สึกในขณะนี้ออกมาได้ จึงได้แต่พูดคำธรรมดาๆ สองคำที่เต็มไปด้วยความจริงใจกับโจวเถาเถา หลังจากกินบะหมี่อุ่นๆ ใบหน้าของนางเจียงก็มีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง..
*********