อภินิหารศาสตราวุธ

    ตอนที่​ 150 ภัยพิบัติ​

    ตอนที่​ 150 ภัยพิบัติ​

    1 เดือน​ ผ่านพ้นไป

    "เจ้าสำนัก"

    กลุ่มคนสำนักอินทรีที่​รอดตายจากการปะทะ​กันในช่วงเวลาสุดท้าย​ได้ทัน ต่างจ้องมอง​ดูสถานที่ตั้งของสำนักอินทรีในอดีตจากพื้นที่ห่างไกล​

    ตอนนี้​ที่ตั้งสำนักอินทรีที่เคย​ยิ่งใหญ่​เกรียงไกรหายไปจากแผ่นดินเรียบร้อยเปลี่ยนสภาพกลายเป็นหลุมยักษ์​ขนาดใหญ่​ขึ้นมา

    โดยมีพลังธรรมชาติ​ที่แปรปรวน​เกิดขึ้น​ออกมาต่อเนื่อง​ไม่หยุดหย่อนบริเวณ​ที่ตั้งสำนักอินทรีและรอบๆสำนักจนแทบไม่สิ่งมีชีวิตกล้า​เข้าใกล้​เลย

    พลังธรรมชาติ​ที่เกิดขึ้น​จากพลังอำนาจธาตุ​ของเจ้าสำนักอินทรีกับ เต้าซื่อ แห่งสำนักจันทรคลาส ทำให้มีปรากฏการณ์​ธรรมชาติ​ที่เกินจินตนาการ​ออกมา

    เมื่อจู่ๆท้องฟ้าก็กลายเป็น​กลางวันและบางครั้งก็เปลี่ยนเป็น​กลางคืน​อย่างฉับพลัน​ แล้วยังมีไฟลุกท่วมผืนดินอย่างต่อเนื่อง​ตลอดเวลา​เกิดการสั่นไหวของผืนดิน​ติดต่อ​กันจนไม่สามารถ​สร้างที่อยู่อาศัย​ได้และยังมีพายุหมุนเกิดขึ้นเป็นระยะ ฝนตกลงมาจนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย

    จอมยุทธ​ที่มีปราณระดับ​ต่ำกว่าปราณ​ฟ้าจะถูกลงทัณฑ์​ด้วยภัยพิบัติ​ธรรมชาติ​ที่เกิดขึ้น

    ส่วนปราณ​ฟ้าที่คิดจะเข้าไปในอาณาเขต​ที่ตั้งสำนักอินทรี​ต้องเตรียมใจรับการบาดเจ็บ​ที่จะเกิดขึ้น​ด้วยและมีโอกาสถึงตายได้ถ้าไม่ระวังตัว​

    สำหรับปราณ​ราชันที่มีโอกาสรอดชีวิต​มากสุดจึงมีสิทธิ์​เข้าไปสำรวจอาณาเขต​ที่ตั้งสำนักอินทรี​ในอดีต​ได้

    หลังจาก​เหตุการณ์​ต่อสู้​ของเจ้าสำนักอินทรี​กับสำนักนอกรีต​ก็ไม่มีใครพบเจอเจ้าสำนักอินทรีอีกเลย จนหลายคนต่างคิดไปแล้วว่าเจ้าสำนักอินทรีสละชีวิต​ตัวเองเพื่อกำจัดผู้รอดชีวิต​ของสำนักนอกรีต​

    โดยผู้รอดชีวิต​จากสำนักนอกรีต​ก็ไม่ปรากฏ​ตัวขึ้นมาจากเหตุการณ์​ในครั้งนั้นด้วยเช่นเดียวกัน​จนเวลาล่วงเลย​มาเป็นเดือนเหมือนกับการหายตัวของเจ้าสำนักอินทรี​

    ณ.สำนักมังกร​สุริยัน

    "เจ้าสำนัก​จิ้น หายตัวไปเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างเนี่ย"

    "ไม่มีใครทราบข่าวคราวของเจ้าสำนักจิ้นอีกเลย"

    "รึว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ เจ้าสำนักกัน"

    เหล่าอาวุโส​คนอื่นที่รวมตัว​ประชุมกันหลังจาก​การหายตัวไปของอาวุโส​จิ้น (เจ้าสำนักมังกรสุริยัน)​เป็นเวลาเดือนนึงแล้ว

    ซึ่งทุกคนในทวีปต่างรับทราบข่าวการล่มสลาย​ของพรรค​สำนักต่างๆกันหมดแล้ว ว่าเป็นฝีมือสำนักนอกรีต

    แต่สิ่งนึงที่ทุกคนต่างแปลกใจ​คือสำนักมังกร​สุริยัน กับยังคงอยู่รอดมาได้เพียงสำนักเดียวเท่านั้น​โดยที่ตั้งของสำนักกับไม่ได้รับความเสียหาย​ใดเกิดขึ้น​เลย

    แตกต่าง​จากพรรคสำนักอื่นๆอย่างสิ้นเชิง​ เมื่อที่ตั้งของพรรค สำนักต่างโดนถล่มเละเทะ​จนกลายเป็น​ซากปรักหักพัง​ที่ไม่อาจจะใช้เวลาฟื้นตัว​ได้ในเร็ววัน

    เพราะเหล่าคนที่เคยสังกัด​พรรคหรือสำนักพวกนั้นล้วนถูกฆ่าตายกันเกือบหมดสิ้น เหลือรอดแต่เพียงกลุ่มคนบางส่วนที่วิ่งหนี​เอาตัวรอดมาได้หรือ​ออกไปปฎิบัติ​ภารกิจ​นอกสำนักในเวลานั้นเท่านั้น​

    "ท่านพี่ อาวุโส​จิ้นจะเป็นไรไหม"

    หยางเฟิ่ง กล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วงเมื่ออาวุโส​จิ้นเปรียบเสมือน​ผู้ใหญ่​คนนึงที่มีความสำคัญรองจากหยางเจี่ยงเลยทีเดียว

    "ไม่หรอก อาวุโส​จิ้นเก่งกาจ​จะตาย เดี้ยวคงกลับมา"

    หยางหลง ตอบกลับขึ้นมาเมื่อตนเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายไปไหนกันแน่

    แม้ตอนนี้อาวุโส​จิ้นจะกลายเป็น​เจ้าสำนักแต่พี่น้อง​แฝดหยางก็ยังให้ความเคารพอาวุโส​จิ้นตามเดิม

    ณ.สถานที่พักอันหรูหรา​แห่งนึง

    ตอนนี้​ปรากฏ​ชายหนุ่มคนนึงกำลังนั่งบนบังลังค์​ของกษัตริย์​ที่เป็นผู้ปกครอง​นี้อยู่

    เหล่าข้ารับใช้​ทั้งหลายต่างหวาดกลัว​แก่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างมาก

    "หึหึ พวกนั้นช่างทำผลงานได้ดีเยี่ยม​จริงๆ"

    ชายหนุ่ม ยิ้มเยาะออกมาอย่างชั่วร้ายเมื่อแผนการของตนสำเร็จลุล่วง​ด้วยดี

    ชายหนุ่มคนนี้มีดาบดำวางอยู่ข้างบังลังก์​ที่นั่งของตนเอง

    ชายหนุ่ม​คนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้​นอกจาก หลิวหรง ที่เป็นคนวางแผน​การทั้งหมด​

    "หลิวหรง เจ้าฆ่ากษัตริย์​แล้วยังยึดครอง​บังลังก์​อีกสวรรค์​จะลงโทษ​เจ้า"

    จู่ๆองครักษ์​คนนึงที่เคยรับใช้กษัตริย์​ต่อว่าหลิวหรงอย่างรุนแรง​ เมื่อตนเองทนไม่สามารถ​ทนไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้น​อีกต่อไป​แล้ว

    "โอ้ จนป่านนี้แล้ว ยังมีคนไม่ยอมสวามิภักดิ์​ต่อข้าอีก"

    หลิวหรง จ้องมององครักษ์​ที่ต่อว่าตนเองราวกับคนที่ใกล้จะตายในเร็วๆนี้ขึ้นมา

    "อ๊าก"

    เสียงร้องเจ็บปวด​ทรมานขององครักษ์​ที่ต่อว่าหลิวหรงดังขึ้นมาจนสุดท้าย​ก็ล้มลงนอนแน่นิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว​

    "มีใครอีกไหม"

    ทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าหลิวหรงตอนนี้ต่างไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยออกมาสักครึ่งคำ

    ...

    1เดือน 
    ก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหว​ของสำนักนอกรีต​

    ณ.หุบเขาสาบสูญ​

    ตอนนี้ภายในหุบเขาต่างมีกลุ่มคนทรงอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคางหมิง และ​มีออร่าชั่วร้ายเหมือนกับคางหมิงต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา​

    ทุกคนในที่นี้ต่างเดินทาง​มาประชุม​ร่วมกันเมื่อได้รับทราบข่าวสาร​สิ่งที่เกิดขึ้น​เร็วๆนี้

    "ไม่นึกเลยว่า เจ้าคางหมิงจะมีลูกศิษย์​ด้วย"

    ชายคนนึงในกลุ่มจ้องมอง​ชายตรงหน้าที่มารายงาน​สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ให้รับฟัง

    แม้ชายที่มารายงานข่าวสารแก่กลุ่มบุคคลทรงอำนาจเหล่านี้ถึงเรื่องราว​ที่เกิดขึ้นให้ฟังแต่ตนเองก็ยังต้องนอบน้อม​แก่กลุ่มคนในที่นี้ เมื่อทุกคนต่างอยู่ในจุดสูงสุด​กันทั้งหมด

    "พวกท่านไม่คิดบ้างรึ ว่ามันคือเวลาของพวกท่านแล้ว"

    ชายที่มาแจ้งข่าวสารให้แก่กลุ่มคนทรงอำนาจ​มีอายุ​น้อยสุดในกลุ่มจึงต้องเอ่ยคำพูดอย่างสุภาพ​ออกมา

    "นั่นสินะ ที่เจ้านี้พูดมาก็ถูก มันถึงเวลาของพวกเราที่จะแสดงพลังอำนาจออกมาปกครอง​เบื้องหน้ากันเสียที"

    คนในกลุ่ม กล่าวขึ้นมาอย่างเยือกเย็น​

    "หึหึ เพราะเจ้าคางหมิงมันหยิ่งทระนง​เร็วเกินไปจนต้องพบจุดจบ​น่าอนาถ​เช่นนั้น"

    "ดีแล้วที่มันตายไป ไม่งั้นข้าจะฆ่าด้วยน้ำมือข้าเอง"

    "มันช่างน่าขายหน้าเหลือเกิน ที่มีเจ้ากระจอกเช่นนั้นเคยเป็นพวกเดียว​กันมาก่อนเช่นนี้"

    "แต่อย่างน้อย เจ้านั่นก็ทำตัวมีประโยชน์​บ้างในช่วงเวลาสุดท้าย​ของชีวิต"

    กลุ่มคนทรงอำนาจ เอ่ยนาม คางหมิงออกมาอย่างไม่หวาดกลัว ราวกับว่าตัวตนของ คางหมิง ไม่มีค่าอะไรในสายตาพวกตนเองเลย

    "ถึงเวลาที่ต้องให้โลกรับรู้​แล้วว่าความมืดของจริงเป็นยังไง"

    "ได้เวลาที่ สำนักนอกรีต​ ควรกลับมาผงาดเสียที"

    น้ำเสียงอหังการ​ของชายที่โบกสะบัด​พัดในมือเอ่ยออกมา

     

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารศาสตราวุธ ที่คุณอ่าน