“พ่อหนุ่มน้อยอย่างเจ้าดูองอาจ ไม่เหมือนกับพี่ชายของเจ้า”
“ไม่ผิด พี่ชายข้าหลักแหลม ข้าย่อมเทียบไม่ได้ ทว่าข้ามีพละกำลังมากกว่าพี่ใหญ่มากนักข้าจะบอกให้ท่านฟัง ตอนนี้ข้าสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ หนึ่งต่อสี่เชียวนะ…”
ลั่วจิ่งซีเริ่มคุยโวราวกับไม่มีผู้อื่นอยู่ส่วนลั่วจิ่งเฉินที่อยู่ด้านข้างปรามเขาไม่อยู่ด้วยซ้ำ
“โอ๊ย พี่ใหญ่ จะดึงทำไม ข้ายังพูดไม่จบ”
คำพูดนี้ทำให้ลั่วจิ่งเฉินปล่อยมือโดยทำอะไรไม่ได้ช่างเถอะ นานๆ ทีอาซีจะดีใจเพียงนี้ เขาอยากเล่าก็ปล่อยให้เล่าไปถึงอย่างไรมีตนเองจับตาดูอยู่ข้างๆ คงไม่เกิดเรื่องอะไรใหญ่โตหรอก
ด้านบนหลังคาจ้าวจือชิงที่แอบดูมาตลอดกำลังด่าทอลั่วจิ่งเฉินว่าไม่มีหลักการ
เวลานี้แล้วการเผชิญกับคนแปลกหน้า ความระมัดระวังตัวของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน? เจ้าจะเห็นว่านางเป็นเพียงสตรีและเป็นผู้ใหญ่แล้วผ่อนเบาความระวังตัวต่อนางไม่ได้! นางคือใคร?นางคือบุคคลที่ติดตามเวินจ้านและห้ำหั่นกับศัตรูนับพันบนสนามรบพวกเจ้าคิดว่านางคือสตรีผู้อ่อนแอที่ทำอะไรไม่เป็นเลยหรือ?
เขาประหม่าและไม่ทันระวังจนเหยียบกระเบื้องหนึ่งแผ่นเสียงของกระเบื้องหล่นลงบนพื้นลานบ้านและดึงดูดความสนใจของทั้งสามคน
ลั่วจิ่งซีรู้ว่าที่นี่มีผู้อารักขาลับจึงคิดว่าพวกเขาคงไม่ทันระวังและทำหล่นลงมา จึงรีบพูดเบนความสนใจ
“ลมที่นี่แรงจริง ถึงขั้นทำให้กระเบื้องหล่นลงมา”
ฉินอี๋ถอนสายตากลับมาเงียบๆมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ตัวเกร็งเล็กน้อย นางรู้สึกชอบใจอย่างบอกไม่ถูกไม่ว่าสองคนนี้จะทำอะไร นางก็รู้สึกว่าดีงามไปหมด
รอจนเวินจ้านกับเยี่ยนรั่วเสวี่ยออกมาก็แสดงว่าพวกเขาควรจากไปแล้ว
เพียงแต่ฉินอี๋กลับไม่มีความคิดอยากจากไปแม้แต่น้อยเมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้ว ลั่วจิ่งซีเหมือนจะไม่อยากให้ฉินอี๋ไปเช่นกัน
“ฮูหยินมาเยี่ยมบ้านครั้งแรก พี่ใหญ่ ด้วยมารยาทแล้วเราควรเชิญให้ทานอาหารร่วมกันก่อนหรือไม่?”
ลั่วจิ่งซีโน้มตัวกระซิบข้างหูลั่วจิ่งเฉินด้วยความสามารถทางการได้ยินของเวินจ้าน ย่อมได้ยิน
เขามองฉินอี๋แวบหนึ่งช่วงที่ผ่านมา พวกนางคุยกันอะไรกัน? เหตุใดเจ้าเด็กนี่จึงดูเป็นมิตรกับฮูหยินของตนเป็นพิเศษ
“กินข้าวหรือ! ดีข้าเองก็ไม่ได้กินข้าวข้างนอกมานานมากแล้ว”
ความสามารถในการฟังของฉินอี๋ก็ดีเช่นกันฉับพลันจึงตอบตกลงไปทันที
คราวนี้ไม่ต้องรอให้ลั่วจิ่งเฉินพูดอะไรคนเขาก็ตอบตกลงอยู่ทานข้าวแล้ว เพียงแต่เหมือนเวินจ้านจะไม่ยินยอมนักแต่ทำอะไรไม่ได้เมื่อถูกฉินอี๋หยุดยั้งด้วยสายตา
ลั่วจิ่งซีเห็นท่าทางไม่ยินดีของเวินจ้านจึงเอ่ยด้วยท่าทางทะเล้น “หากท่านโหวมีธุระจะไปก่อนได้แน่นอนว่าเราจะดูแลฮูหยินเป็นอย่างดี ถึงเวลาจะต้องนางส่งกลับไปให้ท่านโหวถึงจวนแน่”
ใช่แล้วเขาไม่หวังให้เวินจ้านอยู่ต่อ เดิมทีคิดว่าเวินจ้านจะต้องไม่อยู่ต่อแน่ แต่พอได้ยินลั่วจิ่งซีพูดเช่นนั้นอีกฝ่ายก็นั่งลงทันที
“ฮูหยินพูดถูก เพราะถึงอย่างไร ข้าเคยมาหลายครั้งแต่กลับไม่เคยอยู่ทานข้าวแม้แต่ครั้งเดียว ย่อมไม่สมเหตุสมผลจะปล่อยให้ผู้อื่นคิดว่าข้าผิดแปลกจากผู้อื่นไม่ได้”
เยี่ยนรั่วเสวี่ยมองดูและรีบเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะรีบไปเตรียม!”
ลั่วจิ่งเฉินในฐานะประมุขใหญ่ในบ้านเมื่อมารดาไม่อยู่ เขาย่อมต้องเป็นผู้ดูแลจัดการ
“ท่านโหว ฮูหยิน” เขาลุกขึ้นเรียก “แล้วก็ผู้เฒ่าเฝิง พวกท่านโปรดรอที่นี่ก่อน เมื่ออาหารเรียบร้อยข้าจะมาตามพวกท่าน”
ลั่วจิ่งเฉินยกมือขึ้นกล่าวขอตัวฉินอี๋หันกลับไปมองทางเขาอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
เหมือนจะอ่านความสงสัยของนางออกลั่วจิ่งซีจึงยิ้มแย้มอธิบาย “ฮูหยินไม่ต้องห่วงพี่ชายข้าไปทำอาหารน่ะ”
“อะไรนะ? เขาไปทำอาหาร? บ้านเจ้าไม่มีบ่าวคอยรับใช้หรือ?” สำหรับเรื่องที่ลั่วจิ่งเฉินไปทำอาหารฉินอี๋ได้โพล่งความประหลาดใจของตนออกมา กระทั่งนางเองก็รู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
“จะเอาบ่าวรับใช้ไปทำไม ทำอาหารมิใช่เรื่องยากเย็น อีกอย่างท่านแม่ข้าทำอาหารอร่อยยิ่งนัก ครั้งหน้าฮูหยินมา ต้องลองชิมรสมือของท่านแม่ข้า”
สำหรับท่านแม่ที่ลั่วจิ่งซีกล่าวถึงฉินอี๋รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
“ในเมื่อแม่เจ้าอยู่ เหตุใดไม่เห็นแม่เจ้าออกมา?” น้ำเสียงของฉินอี๋ดูตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว “ในบ้านมีแขกมาเหตุใดจึงยังให้เด็กหนุ่มเข้าครัว”
เมื่อได้ยินว่านางเข้าใจผิดลั่วจิ่งซีจึงรีบอธิบาย “ท่านแม่ข้าได้รับเชิญจากท่านน้าตู้ให้เข้าวังไปช่วยงานประมูลช่วงนี้จึงไม่มีเวลาดูแลเรื่องในบ้าน อีกอย่าง พวกข้าไม่ใช่เด็กๆแล้วที่จะต้องให้ท่านแม่จัดการให้ทุกเรื่อง”
“ฮูหยิน ข้าทราบถึงความหวังดีของท่าน เพียงแต่สำหรับพวกข้าแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร”
ลั่วจิ่งซีพูดอย่างไม่ถือสาแต่คนที่ฟังกลับรู้สึกทึ่ง
“แม่เจ้าเข้าวัง? นางรู้จักกับตู้หมิงเจวียนหรือ?”
“รู้จักสิ สถานความงามของน้าตู้ก็เป็นร้านที่ร่วมกันทำกับท่านแม่ข้า”
เมื่อพูดถึงตรงนี้กระทั่งสายตาของเวินจ้านก็แฝงด้วยความสงสัย “ไหนบอกว่านี่คือกิจการของสกุลตู้มิใช่หรือ?”
พอเวินจ้านเอ่ยเดิมทีลั่วจิ่งซีที่คิดจะพูดต่อ กลับรีบปิดปากทันใดฉินอี๋เห็นท่าทางของเขาถึงกับหัวเราะชอบใจ “เด็กดีเลิกหลอกล่อให้อยากรู้ได้แล้ว ข้ากำลังอยากรู้ยิ่งนัก”
“ฮ่าๆ ในเมื่อฮูหยินอยากรู้ เช่นนั้นข้าก็จะเล่าให้ฮูหยินฟัง”
ขณะพูดเขาก็เดินไปเข้าไปหาก่อนจะย่อตัวลงกระซิบข้างหูฉินอี๋เพราะกลัวเสียงจะดังจนเวินจ้านได้ยิน แต่เวินจ้านกลับกำลังเงี่ยหูฟังการสนทนาของทั้งสอง
ส่วนจ้าวจือชิงที่อยู่บนหลังคาได้แต่มองดูลั่วจิงซีเปิดเผยเรื่องของชีเหนียงแต่ตอนนี้มิใช่สิ่งที่เขาอยากห้ามก็ห้ามได้ เพราะหากเขาปรากฏตัวเกรงว่าความลับคงถูกเปิดเผยหมด
เจ้าเด็กสมองทึบดูสิว่าอีกเดี๋ยวเขาจะจัดการอย่างไร!
ลั่วจิ่งซีที่พูดพล่ามอยู่จู่ๆ ก็รู้สึกเสียวลำคอขึ้นมา จึงยื่นมือไปลูบ ที่แท้ก็มีน้ำฝนหยดลงที่คอของเขา
“โอ๊ย ฝนตกแล้ว รีบเข้าบ้านเร็ว”
ฝนที่ตกลงมากะทันหันทำให้พวกเขาต้องติดอยู่ที่ถนนทิศใต้ ส่วนงานประมูลในพระราชวังก็ค่อยๆดำเนินมาจนถึงจุดสิ้นสุด
…...
เหมือนที่ชีเหนียงคาดการณ์ไว้เนื่องจากกฎระเบียบที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้องค์หญิงเฉาหยางไม่ได้ผลประโยชน์แต่อย่างใดแม้ว่านางจะประมูลได้สูตรไปหลายใบ แต่ก็ต้องจ่ายเงินไปมากมายกว่าจะได้มา
“ชีเหนียง เจ้าว่าเงินเหล่านี้ จะมาจากเงินที่ฝ่าบาทให้นางหรือไม่?” ตู้หมิงเจวียนกับลั่วชีเหนียงติดอยู่ในวังหลวงเพราะฝนขณะที่รออยู่ในห้องรับรอง จึงพูดคุยกัน
ชีเหนียงมองนางด้วยความเอ็นดูตู้หมิงเจวียนก็รู้ว่านางให้ตนเองระมัดระวัง
“ข้ารู้ ก็แค่สงสัยเท่านั้น”
ชีเหนียงเองก็กดเสียงต่ำ “ใช่หรือไม่ แล้วจะมีอะไรน่าคิด สุดท้ายเงินเหล่านี้ก็เข้าคลังหลวงเมื่อเข้าคลังหลวงก็คือเงินของแผ่นดิน เงินของฮ่องเต้ จะใช้อย่างไร ใช้ที่ไหนใช่เรื่องที่เราควบคุมได้หรือ”
นางรู้ว่าตู้หมิงเจวียนสงสัยเช่นนี้ก็เพราะท่าทีขององค์หญิงเฉาหยางในวันนี้กับสองวันที่แล้วต่างกัน ตอนแรกดูดุร้ายมากนักสายตาที่มองมาแทบอยากจะฉีกพวกนางให้ได้ ต่อมากลับยิ้มแย้มแจ่มใสนี่ยังไม่ชัดอีกหรือว่านางคงได้รับการชดเชยหรือปลอบประโลมแล้ว
ครั้งนี้ที่เข้าวังถือว่านางได้ตระหนักเห็นถึงความรักและโปรดปรานของฮ่องเต้ที่มีต่อองค์หญิงเฉาหยางอย่างแท้จริงในบรรดาพระที่นั่งของเหล่าองค์หญิงและองค์ชายมีเพียงนางที่ได้นั่งที่นั่งแรกจากฝั่งซ้ายของฮ่องเต้กระทั่งองค์รัชทายาทยังต้องอยู่ด้านล่างนางอีก
-----