อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 96เล่ห์กล

    ทันทีที่ได้รับสัญญาณ  ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงกว่ายี่สิบคนก็ตรงเข้าโจมตีเสี่ยวจือจือทันที  อสรพิษสาวยิ้มร้ายกาจทีหนึ่ง ดวงตาสีน้ำเงินเปล่งประกายวูบพร้อมกับระเบิดปราณธาตุน้ำแข็งออกมา…  ปราณธาตุกลายพันธุ์อันรุนแรงพัดพาให้องครักษ์เหล่านั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งอันเย็นเยียบ  


    “โอ้…. สัตว์อสูรกลายพันธุ์หรือนี่ ?!”  เสียงอุทานเสแสร้งดังมาจากชายผู้หนึ่งด้านข้าง  


    เครื่องแบบองครักษ์ของเขาหรูหรากว่าผู้อื่นไม่น้อย ดูแล้วน่าจะเป็นผู้นำขององครักษ์ชุดนี้  เขามิได้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย เพียงยืนกอดอกมองมายังร่างของอสรพิษครึ่งสาวงามอย่างสนใจ 


    เหล่าองครักษ์ทั้งยี่สิบกว่าคนตั้งหลักได้อีกครั้ง  พวกมันพุ่งเข้าหาเสี่ยวจือจืออย่างรวดเร็ว และคราวนี้แฝงด้วยความระมัดระวังมากขึ้น 


    ฝั่งของมู่เชียนนั้น ฉินซือหยวนระเบิดพลังปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางออกมา คิดจะข่มขวัญนาง ทว่ามู่เชียนกลับยืนนิ่งเฉย ในมือบางปรากฏดาบแสงวายุขึ้น  ฉินซือหยวนมองอาวุธนั่นด้วยดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย แน่นอนว่าบุคคลระดับเขาย่อมไม่ขาดแคลนอาวุธเวทย์ระดับฟ้าอยู่แล้ว 


    “ไม่คิดว่าน้องมู่ถึงกับมีอาวุธเวทย์ระดับสูงเช่นนี้…  อย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”


    กระบี่ยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของฉินซือหยวนเช่นกัน  เขาสะบัดเล็กน้อยปราณกระบี่ก็กระจายออกมาทำให้ต้นหญ้ารอบด้านถึงกับไหวเอนด้วยแรงสั่นสะเทือนนั้น  มู่เชียนมองปราดเดียวก็มั่นใจว่านั่นคืออาวุธเวทย์ระดับฟ้าเช่นกัน


    “ระวังด้วยเล่า..” เสียงเสแสร้งเอ่ยเตือนเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนที่ร่างของฉินซือหยวนจะพุ่งเข้าหานางอย่างรวดเร็ว เขาแสร้งพลิกด้านทื่อของกระบี่เข้าใส่..  ท่วงท่าอวดโอ่ยิ่ง 


    มู่เชียนมองท่าร่างนั้นอย่างเฉยชา ดาบยกขึ้นรับกระบี่ตามปกติ ในขณะที่ขายกเตะสูง   ปราณมหาศาลพุ่งพรวดขึ้นฟ้า ฉินซือหยวนพลิกหลบได้หวุดหวิด 


    เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บแปลบ ขณะปราณของนางพุ่งเฉียดใบหน้าของเขาไป สีหน้ามั่นใจในตัวเองพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย 


    รัชทายาทแห่งแคว้นฉินรู้แล้วว่า กับสตรีนางนี้ไม่อาจออมมือได้อีก กระบี่ในมือเขาถูกฟันออกรัวเร็วราวกับพายุ ทว่าดาบในมือของนางกลับตอบโต้ได้รวดเร็วยิ่งกว่า เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายโจมตีแทน  ฉินซือหยวนทั้งหลบทั้งถอยมือไม้พันกันวุ่นวาย  

     

    “ดูแล้วเชียนเอ๋อเชี่ยวชาญเพลงดาบไม่น้อย” 


    เสียงเอ่ยเอาเปรียบนางยังคงดังต่อไป ขณะที่มู่เชียนขมวดคิ้วไม่พอใจ มือเล็กเพิ่มความรวดเร็วของเพลงดาบขึ้นตามอารมณ์ที่โกรธกรุ่น  สุดท้ายก็ฟันลงบนแขนข้างหนึ่งของฉินซือหยวน


    “เป๊ง..!”  เสียงฟังประหลาดไม่เหมือนการตัดผ่านเนื้อแม้แต่น้อย…


    แขนของบุรุษตรงหน้าปรากฏเกราะเวทย์หุ้มแขนช่วงล่างตั้งแต่ข้อศอกลงมา นางรู้ทันทีว่านี่ก็คืออาวุธเวทย์ระดับฟ้าเช่นกัน ไม่นึกว่าเจ้าคนต่ำช้านี่กับมีไว้ในครอบครองถึงสองชิ้น 


    ฉินซือหยวนรับดาบของนางด้วยแขนอย่างกระหยิ่มใจ อุตส่าห์คิดว่าจะได้เห็นความประทับใจในดวงตานิ่งเฉยของนาง ทว่าดวงตาสีน้ำตาลกลับไม่มีความแปลกใจแม้แต่น้อย มีเพียงคิ้วเรียวที่ขมวดแน่นกว่าเดิม พร้อมกับเพลงดาบที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก


    แผนการชั่วร้ายแล่นผ่านสมองของเขา  ร่างสูงได้จังหวะพลิกตัวไปด้านหลัง แล้วใช้แขนที่มีเกราะกอดร่างบางไว้ ในขณะที่มืออีกข้างฉวยโอกาสลูบแก้มซ้ายของเด็กสาว มู่เชียนคิดไม่ถึงว่าจะถูกล่วงเกิน ความโกรธพุ่งพรวดในใจ ปราณมหาศาลของในระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงสุดระเบิดออกมาจากร่างทำให้ ฉินซือหยวนจำต้องกระเด็นถอยหลังไป  ขณะที่นางหันมาตวัดดาบใส่แขนข้างที่แตะต้องนางเมื่อครู่จนขาดกระเด็น !


    “อ้ากกก…” 


    “ฝ่าบาท !”   หัวหน้าองครักษ์ที่ยืนมองการต่อสู้ของเสี่ยวจือจืออยู่ด้านข้าง ได้ยินเสียงร้องก็รีบพุ่งร่างเข้ามาหาฉินซือหยวนอย่างรวดเร็ว  ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน


    ‘องค์รัชทายาทจะเกิดเรื่องไม่ได้ !’ 


    ปราชญ์โอสถผู้หนึ่งตรงเข้ามาให้การรักษาอย่างรวดเร็วเช่นกัน  รัชทายาทจากแคว้นอันดับหนึ่งของทวีปเช่นเขาเดินทางย่อมต้องมีผู้ใช้ปราณโอสถชั้นสูงมาด้วยอยู่แล้ว…  


    “ทรงเป็นอย่างไรบ้าง ?” หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นสอบถามอย่างร้อนใจ


    “แผลเรียบสนิทดี สามารถต่อแขนได้ไม่มีปัญหา ทว่าคงไม่อาจขยับได้อีกหลายวัน” ผู้ให้การรักษายังคงทุ่มเทปราณโอสถออกมาเพื่อสมานแผลของนายเหนือหัวอย่างต่อเนื่อง เกรงว่าต้องใช้เวลาราวสามสี่ชั่วยามจึงจะสำเร็จ


    ฉินซือหยวนนอนอยู่กับพื้นด้วยใบหน้าซีดขาว ดวงตาแดงก่ำเหลือบมองร่างบางอย่างเคียดแค้น  ทว่าภาพที่เห็นนั้นเกินคาดอย่างยิ่ง


    ระหว่างที่พวกเขาตรวจรักษากันอยู่นั้นไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ เหล่าองครักษ์ทั้งหมดก็พ่ายแพ้สิ้นแล้ว  ร่างของพวกเขาคนสุดท้ายเพิ่งสลายออกไปจากมิติในสภาพที่ถูกธนูปราณปักร่างจนพรุน


    เมื่อมู่เชียนและเสี่ยวจือจือร่วมมือกัน ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงเหล่านี้ก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ยามนี้นายบ่าวทั้งสองหันกลับมามองสามคนที่เหลืออยู่อย่างเย็นชา  


    “เมิ่งหลุน… เจ้าไปจัดการนางให้ข้า  ข้าต้องการให้นางตาย !!” ฉินซือหยวนออกคำสั่งเสียงแหบแห้ง


    นับแต่ฉินซือหยวนเกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้  ไม่ว่านางจะเป็นสตรีในตำนานหรือไม่  เขาก็ไม่คิดสนใจอีกแล้ว แม้การฆ่านางอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหากับแคว้นต้าเยว่บ้าง ทว่าหากลงมือเสียในสถานที่รกร้างแห่งนี้ ผู้ใดจะทราบเล่าว่าเป็นฝีมือของแคว้นฉิน


    หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นพยักหน้ารับคำสั่งก่อนจะลุกขึ้นและเดินมาหานางช้าๆ ปราณธาตุในร่างของเขาดูลึกล้ำกว่าผู้อื่นมาก ทว่าเมื่อมู่เชียนพยายามเพ่งสำรวจกลับถูกพลังอันแข็งแกร่งดีดออกมา


    เสี่ยวจือจือเห็นศัตรูเดินเข้ามาหา หางใหญ่โตก็พลันสะบัดฟาดลงอย่างรวดเร็ว


    “เกราะวายุ…!”  


    ปราณธาตุลมรวมตัวอยู่ด้านหน้าเมิ่งหลุน ต้านรับการโจมตีของเสี่ยวจือจือไว้ได้อย่างหมดจด ริมฝีปากงดงามพ่นปราณพิษน้ำแข็งเข้าใส่ ทว่าก็ไม่สามารถฝ่าไปได้เช่นกัน



    มู่เชียนพิจารณาเกราะวายุด้วยความแปลกใจ..  ที่แท้นอกจากนางมีปราชญ์ยุทธ์คนอื่นที่สามารถใช้เกราะวายุได้ด้วย… หรือเขาจะเป็นปราชญ์ยุทธ์ธาตุลมบริสุทธิ์


    ความคิดยังวนเวียนอยู่ในหัว ศรเพลิงนับพันก็ปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้า  เมิ่งหลุนสร้างมันออกมาได้ทั้งที่เกราะวายุยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคง มือหนาสะบัดทีหนึ่ง ศรเหล่านั้นพุ่งลงมาโจมตีมู่เชียนและเสี่ยวจือจือทันที


    “เกราะวายุ !”  มู่เชียนสร้างเกราะวายุขึ้นครอบร่างของตนและเสี่ยวจือจือไว้ได้ทันที 


    พายุธนูเพลิงยังคงร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง มู่เชียนมองศัตรูร้ายกาจตรงหน้าด้วยสายตาเคร่งเครียด   นางพยายามสัมผัสยันต์ในร่างเขาก็กลับไม่พบ 


    ‘นี่มันอะไรกัน ?!’


    พายุลูกศรหายไปแล้ว เช่นเดียวกับเกราะวายุของทั้งคู่  ร่างของมู่เชียนพุ่งวูบเข้าหาเมิ่งหลุนอีกครั้ง  มือบางฟันดาบแสงวายุออกไป ทว่าเป้าหมายที่ควรอยู่ตรงหน้ากลับไม่มีอีกแล้ว ความเร็วของเขาถึงกับเหนือกว่านาง !!


    ขณะที่มู่เชียนงุนงงอยู่นั้นเสียงกรีดร้องด้านหลังก็ทำให้นางรู้สึกตัว นางหันไปมองทันที


    กระบี่ปราณธาตุลมในมือชายผู้นั้นเพิ่งตวัดฉับ ผ่านหางของเสี่ยวจือจือจนขาดสะบั้น ขณะที่เสียงกรีดร้องยังไม่จางไป ดาบเล่มนั้นก็พลันพุ่งเข้าใส่ร่างส่วนบนอันเป็นจุดตายของอสรพิษสาวทันที 


    “ฟุ่บ…”   มู่เชียนส่งร่างของเสี่ยวจือจือเข้าไปซ่อนในมิติกำไลได้ทันเวลา 


    เห็นกระบี่ในมือตัดผ่านได้แค่เงาร่างเป้าหมาย เมิ่งหลุนกลับมิได้มีท่าทีแปลกใจ  เขาหันหลังกลับมาช้าๆ มองมู่เชียนที่ยืนอยู่ลำพังพร้อมกับคลี่ยิ้มร้ายกาจ


    “เจ้าไม่ใช่ปราชญ์ยุทธ์สินะ”  มู่เชียนสรุปออกมาได้ในที่สุด


    สามารถใช้ปราณธาตุได้มากกว่าหนึ่งสายในเวลาเดียวกัน   ปราณธาตุในตัวก็มหาศาลเกินกว่าจะเป็นระดับปราชญ์ยุทธ์  ทั้งสัมผัสพิเศษของนางยังไม่อาจรับรู้ตำแหน่งของยันต์หู่ลี่ในร่างนั้นได้ …. ย่อมมีเหตุผลเดียวเท่านั้น


    แคว้นฉินเล่นเล่ห์หาทางนำคนที่เหนือกว่าปราชญ์ยุทธ์เข้ามาได้แล้ว….  คนผู้นี้คือผู้ฝึกตนระดับจ้าวยุทธ์… !!  



    “หึ..หึ..”  เสียงหัวเราะของฉินซือหยวนดังขึ้น


    “น่าเสียดาย ถึงรู้แล้วเจ้าก็ไม่อาจรอดชีวิตไปบอกผู้อื่นได้อยู่ดี” 


    มู่เชียนกวาดตามองเมิ่งหลุนและฉินซือหยวนด้วยสายตาแข็งกร้าว


    “เมื่อข้าออกมา หวังว่าพวกเจ้าจะยังอยู่ตรงนี้.. !”  นางเอ่ยเสียงนิ่ง ก่อนที่ร่างของนางจะหายวับไปทันที ฉินซือหยวนพลันสะดุ้งร่างขึ้นอย่างตกใจ


    “ไปไหนแล้ว…!!”  รัชทายาทแคว้นฉินตะคอกถามเสียงดัง  


    หากความจริงเรื่องที่เขาแอบพาจ้าวยุทธ์เข้ามาแพร่ไปย่อมเสียชื่อแคว้นฉินอย่างมาก  และหากนางไปบอกแคว้นต้าเยว่ว่าแคว้นฉินคิดฆ่านาง นั่นย่อมไม่เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น  ต้าเยว่อาจมองว่าพวกเขาไม่ไว้หน้าได้ … มีเพียงนางตายต่อหน้าเขาจึงจะวางใจ 


    “ทูลองค์รัชทายาท…  ข้าคิดว่านางมีอาวุธประเภทมิติ  ที่สามารถหลบซ่อนตัวได้” เมิ่งหลุนเอ่ยคาดเดา


    “หาวิธีเร็วสิ..  ไม่อาจให้นางรอดไปได้ !”  ฉินซือหยวนเอ่ยอย่างร้อนใจ


    “ขอรัชทายาททรงวางพระทัย ไม่ว่าจะหลบอย่างไรนางก็ต้องอออกมาก่อนหุบเขาหู่ลี่ปิด” 


    ไม่เช่นนั้นนางจะยินดีใช้ชีวิตอยู่ในเทือกเขารกร้างอันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรตามลำพัง  อีกสามปีให้หลังค่อยออกไปหรือ ?….   ฉินซือหยวนคิดแล้วใบหน้าก็ผ่อนคลายลงบ้าง


    “พวกเรารอนางอยู่ที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกำจัดนางให้ได้ !”


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน