ทันทีที่ได้รับสัญญาณ ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงกว่ายี่สิบคนก็ตรงเข้าโจมตีเสี่ยวจือจือทันที อสรพิษสาวยิ้มร้ายกาจทีหนึ่ง ดวงตาสีน้ำเงินเปล่งประกายวูบพร้อมกับระเบิดปราณธาตุน้ำแข็งออกมา… ปราณธาตุกลายพันธุ์อันรุนแรงพัดพาให้องครักษ์เหล่านั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งอันเย็นเยียบ
“โอ้…. สัตว์อสูรกลายพันธุ์หรือนี่ ?!” เสียงอุทานเสแสร้งดังมาจากชายผู้หนึ่งด้านข้าง
เครื่องแบบองครักษ์ของเขาหรูหรากว่าผู้อื่นไม่น้อย ดูแล้วน่าจะเป็นผู้นำขององครักษ์ชุดนี้ เขามิได้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย เพียงยืนกอดอกมองมายังร่างของอสรพิษครึ่งสาวงามอย่างสนใจ
เหล่าองครักษ์ทั้งยี่สิบกว่าคนตั้งหลักได้อีกครั้ง พวกมันพุ่งเข้าหาเสี่ยวจือจืออย่างรวดเร็ว และคราวนี้แฝงด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
ฝั่งของมู่เชียนนั้น ฉินซือหยวนระเบิดพลังปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางออกมา คิดจะข่มขวัญนาง ทว่ามู่เชียนกลับยืนนิ่งเฉย ในมือบางปรากฏดาบแสงวายุขึ้น ฉินซือหยวนมองอาวุธนั่นด้วยดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย แน่นอนว่าบุคคลระดับเขาย่อมไม่ขาดแคลนอาวุธเวทย์ระดับฟ้าอยู่แล้ว
“ไม่คิดว่าน้องมู่ถึงกับมีอาวุธเวทย์ระดับสูงเช่นนี้… อย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
กระบี่ยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของฉินซือหยวนเช่นกัน เขาสะบัดเล็กน้อยปราณกระบี่ก็กระจายออกมาทำให้ต้นหญ้ารอบด้านถึงกับไหวเอนด้วยแรงสั่นสะเทือนนั้น มู่เชียนมองปราดเดียวก็มั่นใจว่านั่นคืออาวุธเวทย์ระดับฟ้าเช่นกัน
“ระวังด้วยเล่า..” เสียงเสแสร้งเอ่ยเตือนเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนที่ร่างของฉินซือหยวนจะพุ่งเข้าหานางอย่างรวดเร็ว เขาแสร้งพลิกด้านทื่อของกระบี่เข้าใส่.. ท่วงท่าอวดโอ่ยิ่ง
มู่เชียนมองท่าร่างนั้นอย่างเฉยชา ดาบยกขึ้นรับกระบี่ตามปกติ ในขณะที่ขายกเตะสูง ปราณมหาศาลพุ่งพรวดขึ้นฟ้า ฉินซือหยวนพลิกหลบได้หวุดหวิด
เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บแปลบ ขณะปราณของนางพุ่งเฉียดใบหน้าของเขาไป สีหน้ามั่นใจในตัวเองพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
รัชทายาทแห่งแคว้นฉินรู้แล้วว่า กับสตรีนางนี้ไม่อาจออมมือได้อีก กระบี่ในมือเขาถูกฟันออกรัวเร็วราวกับพายุ ทว่าดาบในมือของนางกลับตอบโต้ได้รวดเร็วยิ่งกว่า เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายโจมตีแทน ฉินซือหยวนทั้งหลบทั้งถอยมือไม้พันกันวุ่นวาย
“ดูแล้วเชียนเอ๋อเชี่ยวชาญเพลงดาบไม่น้อย”
เสียงเอ่ยเอาเปรียบนางยังคงดังต่อไป ขณะที่มู่เชียนขมวดคิ้วไม่พอใจ มือเล็กเพิ่มความรวดเร็วของเพลงดาบขึ้นตามอารมณ์ที่โกรธกรุ่น สุดท้ายก็ฟันลงบนแขนข้างหนึ่งของฉินซือหยวน
“เป๊ง..!” เสียงฟังประหลาดไม่เหมือนการตัดผ่านเนื้อแม้แต่น้อย…
แขนของบุรุษตรงหน้าปรากฏเกราะเวทย์หุ้มแขนช่วงล่างตั้งแต่ข้อศอกลงมา นางรู้ทันทีว่านี่ก็คืออาวุธเวทย์ระดับฟ้าเช่นกัน ไม่นึกว่าเจ้าคนต่ำช้านี่กับมีไว้ในครอบครองถึงสองชิ้น
ฉินซือหยวนรับดาบของนางด้วยแขนอย่างกระหยิ่มใจ อุตส่าห์คิดว่าจะได้เห็นความประทับใจในดวงตานิ่งเฉยของนาง ทว่าดวงตาสีน้ำตาลกลับไม่มีความแปลกใจแม้แต่น้อย มีเพียงคิ้วเรียวที่ขมวดแน่นกว่าเดิม พร้อมกับเพลงดาบที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
แผนการชั่วร้ายแล่นผ่านสมองของเขา ร่างสูงได้จังหวะพลิกตัวไปด้านหลัง แล้วใช้แขนที่มีเกราะกอดร่างบางไว้ ในขณะที่มืออีกข้างฉวยโอกาสลูบแก้มซ้ายของเด็กสาว มู่เชียนคิดไม่ถึงว่าจะถูกล่วงเกิน ความโกรธพุ่งพรวดในใจ ปราณมหาศาลของในระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงสุดระเบิดออกมาจากร่างทำให้ ฉินซือหยวนจำต้องกระเด็นถอยหลังไป ขณะที่นางหันมาตวัดดาบใส่แขนข้างที่แตะต้องนางเมื่อครู่จนขาดกระเด็น !
“อ้ากกก…”
“ฝ่าบาท !” หัวหน้าองครักษ์ที่ยืนมองการต่อสู้ของเสี่ยวจือจืออยู่ด้านข้าง ได้ยินเสียงร้องก็รีบพุ่งร่างเข้ามาหาฉินซือหยวนอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน
‘องค์รัชทายาทจะเกิดเรื่องไม่ได้ !’
ปราชญ์โอสถผู้หนึ่งตรงเข้ามาให้การรักษาอย่างรวดเร็วเช่นกัน รัชทายาทจากแคว้นอันดับหนึ่งของทวีปเช่นเขาเดินทางย่อมต้องมีผู้ใช้ปราณโอสถชั้นสูงมาด้วยอยู่แล้ว…
“ทรงเป็นอย่างไรบ้าง ?” หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นสอบถามอย่างร้อนใจ
“แผลเรียบสนิทดี สามารถต่อแขนได้ไม่มีปัญหา ทว่าคงไม่อาจขยับได้อีกหลายวัน” ผู้ให้การรักษายังคงทุ่มเทปราณโอสถออกมาเพื่อสมานแผลของนายเหนือหัวอย่างต่อเนื่อง เกรงว่าต้องใช้เวลาราวสามสี่ชั่วยามจึงจะสำเร็จ
ฉินซือหยวนนอนอยู่กับพื้นด้วยใบหน้าซีดขาว ดวงตาแดงก่ำเหลือบมองร่างบางอย่างเคียดแค้น ทว่าภาพที่เห็นนั้นเกินคาดอย่างยิ่ง
ระหว่างที่พวกเขาตรวจรักษากันอยู่นั้นไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ เหล่าองครักษ์ทั้งหมดก็พ่ายแพ้สิ้นแล้ว ร่างของพวกเขาคนสุดท้ายเพิ่งสลายออกไปจากมิติในสภาพที่ถูกธนูปราณปักร่างจนพรุน
เมื่อมู่เชียนและเสี่ยวจือจือร่วมมือกัน ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงเหล่านี้ก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ยามนี้นายบ่าวทั้งสองหันกลับมามองสามคนที่เหลืออยู่อย่างเย็นชา
“เมิ่งหลุน… เจ้าไปจัดการนางให้ข้า ข้าต้องการให้นางตาย !!” ฉินซือหยวนออกคำสั่งเสียงแหบแห้ง
นับแต่ฉินซือหยวนเกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ ไม่ว่านางจะเป็นสตรีในตำนานหรือไม่ เขาก็ไม่คิดสนใจอีกแล้ว แม้การฆ่านางอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหากับแคว้นต้าเยว่บ้าง ทว่าหากลงมือเสียในสถานที่รกร้างแห่งนี้ ผู้ใดจะทราบเล่าว่าเป็นฝีมือของแคว้นฉิน
หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นพยักหน้ารับคำสั่งก่อนจะลุกขึ้นและเดินมาหานางช้าๆ ปราณธาตุในร่างของเขาดูลึกล้ำกว่าผู้อื่นมาก ทว่าเมื่อมู่เชียนพยายามเพ่งสำรวจกลับถูกพลังอันแข็งแกร่งดีดออกมา
เสี่ยวจือจือเห็นศัตรูเดินเข้ามาหา หางใหญ่โตก็พลันสะบัดฟาดลงอย่างรวดเร็ว
“เกราะวายุ…!”
ปราณธาตุลมรวมตัวอยู่ด้านหน้าเมิ่งหลุน ต้านรับการโจมตีของเสี่ยวจือจือไว้ได้อย่างหมดจด ริมฝีปากงดงามพ่นปราณพิษน้ำแข็งเข้าใส่ ทว่าก็ไม่สามารถฝ่าไปได้เช่นกัน
มู่เชียนพิจารณาเกราะวายุด้วยความแปลกใจ.. ที่แท้นอกจากนางมีปราชญ์ยุทธ์คนอื่นที่สามารถใช้เกราะวายุได้ด้วย… หรือเขาจะเป็นปราชญ์ยุทธ์ธาตุลมบริสุทธิ์
ความคิดยังวนเวียนอยู่ในหัว ศรเพลิงนับพันก็ปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้า เมิ่งหลุนสร้างมันออกมาได้ทั้งที่เกราะวายุยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคง มือหนาสะบัดทีหนึ่ง ศรเหล่านั้นพุ่งลงมาโจมตีมู่เชียนและเสี่ยวจือจือทันที
“เกราะวายุ !” มู่เชียนสร้างเกราะวายุขึ้นครอบร่างของตนและเสี่ยวจือจือไว้ได้ทันที
พายุธนูเพลิงยังคงร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง มู่เชียนมองศัตรูร้ายกาจตรงหน้าด้วยสายตาเคร่งเครียด นางพยายามสัมผัสยันต์ในร่างเขาก็กลับไม่พบ
‘นี่มันอะไรกัน ?!’
พายุลูกศรหายไปแล้ว เช่นเดียวกับเกราะวายุของทั้งคู่ ร่างของมู่เชียนพุ่งวูบเข้าหาเมิ่งหลุนอีกครั้ง มือบางฟันดาบแสงวายุออกไป ทว่าเป้าหมายที่ควรอยู่ตรงหน้ากลับไม่มีอีกแล้ว ความเร็วของเขาถึงกับเหนือกว่านาง !!
ขณะที่มู่เชียนงุนงงอยู่นั้นเสียงกรีดร้องด้านหลังก็ทำให้นางรู้สึกตัว นางหันไปมองทันที
กระบี่ปราณธาตุลมในมือชายผู้นั้นเพิ่งตวัดฉับ ผ่านหางของเสี่ยวจือจือจนขาดสะบั้น ขณะที่เสียงกรีดร้องยังไม่จางไป ดาบเล่มนั้นก็พลันพุ่งเข้าใส่ร่างส่วนบนอันเป็นจุดตายของอสรพิษสาวทันที
“ฟุ่บ…” มู่เชียนส่งร่างของเสี่ยวจือจือเข้าไปซ่อนในมิติกำไลได้ทันเวลา
เห็นกระบี่ในมือตัดผ่านได้แค่เงาร่างเป้าหมาย เมิ่งหลุนกลับมิได้มีท่าทีแปลกใจ เขาหันหลังกลับมาช้าๆ มองมู่เชียนที่ยืนอยู่ลำพังพร้อมกับคลี่ยิ้มร้ายกาจ
“เจ้าไม่ใช่ปราชญ์ยุทธ์สินะ” มู่เชียนสรุปออกมาได้ในที่สุด
สามารถใช้ปราณธาตุได้มากกว่าหนึ่งสายในเวลาเดียวกัน ปราณธาตุในตัวก็มหาศาลเกินกว่าจะเป็นระดับปราชญ์ยุทธ์ ทั้งสัมผัสพิเศษของนางยังไม่อาจรับรู้ตำแหน่งของยันต์หู่ลี่ในร่างนั้นได้ …. ย่อมมีเหตุผลเดียวเท่านั้น
แคว้นฉินเล่นเล่ห์หาทางนำคนที่เหนือกว่าปราชญ์ยุทธ์เข้ามาได้แล้ว…. คนผู้นี้คือผู้ฝึกตนระดับจ้าวยุทธ์… !!
“หึ..หึ..” เสียงหัวเราะของฉินซือหยวนดังขึ้น
“น่าเสียดาย ถึงรู้แล้วเจ้าก็ไม่อาจรอดชีวิตไปบอกผู้อื่นได้อยู่ดี”
มู่เชียนกวาดตามองเมิ่งหลุนและฉินซือหยวนด้วยสายตาแข็งกร้าว
“เมื่อข้าออกมา หวังว่าพวกเจ้าจะยังอยู่ตรงนี้.. !” นางเอ่ยเสียงนิ่ง ก่อนที่ร่างของนางจะหายวับไปทันที ฉินซือหยวนพลันสะดุ้งร่างขึ้นอย่างตกใจ
“ไปไหนแล้ว…!!” รัชทายาทแคว้นฉินตะคอกถามเสียงดัง
หากความจริงเรื่องที่เขาแอบพาจ้าวยุทธ์เข้ามาแพร่ไปย่อมเสียชื่อแคว้นฉินอย่างมาก และหากนางไปบอกแคว้นต้าเยว่ว่าแคว้นฉินคิดฆ่านาง นั่นย่อมไม่เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น ต้าเยว่อาจมองว่าพวกเขาไม่ไว้หน้าได้ … มีเพียงนางตายต่อหน้าเขาจึงจะวางใจ
“ทูลองค์รัชทายาท… ข้าคิดว่านางมีอาวุธประเภทมิติ ที่สามารถหลบซ่อนตัวได้” เมิ่งหลุนเอ่ยคาดเดา
“หาวิธีเร็วสิ.. ไม่อาจให้นางรอดไปได้ !” ฉินซือหยวนเอ่ยอย่างร้อนใจ
“ขอรัชทายาททรงวางพระทัย ไม่ว่าจะหลบอย่างไรนางก็ต้องอออกมาก่อนหุบเขาหู่ลี่ปิด”
ไม่เช่นนั้นนางจะยินดีใช้ชีวิตอยู่ในเทือกเขารกร้างอันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรตามลำพัง อีกสามปีให้หลังค่อยออกไปหรือ ?…. ฉินซือหยวนคิดแล้วใบหน้าก็ผ่อนคลายลงบ้าง
“พวกเรารอนางอยู่ที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกำจัดนางให้ได้ !”