ดวงตาสีนิลประดุจพยัคฆ์ของกงโม่เหอค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นและกว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างอดไว้ไม่อยู่เมื่อเสื้อผ้าบนร่างกายของหญิงสาวหลุดร่วงลงไปทีละชิ้น
“บัดซบ!!” อดีตแม่ทัพผู้ห้าวหาญไม่คิดมาก่อนเลยว่าผิวกายเนียนนุ่มของสตรี สามารถทำให้โลหิตของเขาหลั่งไหลออกมาได้โดยไม่ต้องออกแรงห้ำหั่นกัน
ร่างสูงว้าวุ่นใจกับการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หญิงสาวพร้อมกับเช็ดเืกำเดาที่ไหลออกมาไม่หยุดอย่างร้อนรน แต่สักพักความรู้สึกเสียใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
บริเวณลำตัวของจ้าวเฉียงอี้ไม่ว่าจะเป็ด้านหน้าหรือด้านหลังล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำเขียวคล้ำจนเกือบจะเป็ดำทั่วตัวไปหมด
เขาเพิ่งจะคิดได้ว่าองค์หญิงสิบสามเพิ่งจะตกลงมาจากรถม้าแล้วตนยังจับนางพาดเอาไว้กับตัก ควบม้าหลบหนียาวนานมาอีกข้ามวันข้ามคืน เข้าใจแล้วว่าเหตุใดนางจึงดูไร้เรี่ยวแรงและเดินด้วยท่าทางแปลกๆ
เสื้อผ้าบุรุษสีดำสนิทถูกสวมใส่ลงบนตัวของหญิงสาวอย่างระมัดระวัง และสุดท้ายเขาก็อุ้มนางไปวางไว้บนเตียง ใช้ผ้าห่มสกปรกเก่าขาดมาคลุมร่างไว้อีกชั้น
“วุ่นวายชะมัด! ตกลงข้าชิงตัวนางมาเพื่อกลั่นแกล้งตัวเองหรืออย่างไรกันนี่!” ชายหนุ่มบ่นอุบ หลายวันที่ผ่านมาเขารู้ว่าจ้าวเฉียงอี้ป่วยจึงได้ยกเตียงนอนให้นาง ส่วนตัวเองก็ใช้ผ้าผืนบางมาปูทับกองฟางแห้งในกระท่อมต่างฟูก
วันนี้เห็นว่านางฟื้นขึ้นมาแล้ว ยังคิดจะให้นางลงไปนอนที่กองฟางแทนตน กลับกลายเป็ว่าเขาก็ยังคงต้องอดทนนอนดมกลิ่นราชื้นจากกองฟางดังเดิม
……….
เช้าวันต่อมา
“เจียวจิ้น หยุดก่อน" หญิงชราแซ่จางหรี่ตามองถังไม้และกองผ้าริมลำธารด้วยความสงสัย
นางกับหลานชายออกมาตัดฟืนเพื่อนำไปขายในเมือง ไม่คิดว่าจะได้เห็นถังไม้และกองผ้าของสตรีที่ตนพบเมื่อวานวางอยู่ตรงตำแหน่งเดิม เหตุใดสตรีผู้นั้นจึงไม่เก็บกลับไปด้วย?
“เมื่อวานมีสตรีผู้หนึ่งมาซักผ้าริมลำธาร ดูเหมือนว่าจะเป็คนที่มาอยู่ในกระท่อมเก่าหลังนั้นนะ แต่นางไม่ได้เก็บผ้ากลับไป” หญิงชราเล่าความให้หลานชายรับรู้
“ท่านยาย อย่าไปยุ่งเื่ของผู้อื่นเลยขอรับ" จางเจียวจิ้นดึงแขนเสื้อของหญิงชราเอาไว้
ชายหนุ่มวัย 17 ปี ผิวขาวเหลืองรูปร่างผอม หันมองซ้ายทีขวาทีอย่างระแวดระวัง ตัวเขาเป็เด็กกำพร้าที่ถูกพวกอันธพาลรังแกเป็ประจำ ภายหลังแม้จะได้ท่านยายจางรับมาเลี้ยงดูมอบความรักให้ราวกับหลานชายแท้ๆ แต่เขาก็ยังมีนิสัยขลาดเขลา ไม่กล้าสู้หน้าคน ดังนั้นจึงพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนแปลกหน้า
“เจียวจิ้น กระท่อมนายพรานกับกระท่อมของเราห่างกันไม่ไกล หากินอยู่ในป่าเดียวกันอย่างไรก็ต้องพบหน้ากันสักวันเราคงหลบหน้าไปตลอดไม่ได้ อีกอย่าง..บางทีคนที่มาใหม่อาจจะไม่ได้ใจร้ายเหมือนคู่สามีภรรยาคนก่อนก็ได้นะ”
“เราจะวางใจผู้อื่นง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไรเล่าท่านยาย! เรายังไม่รู้จักพวกเขาเสียหน่อยขอรับ!” จางเจียวจิ้นเห็นหญิงชราเดินไปหยิบถังไม้ก็รู้แล้วว่าท่านยายของตนกำลังจะทำสิ่งใด
“ก็เพราะยังไม่รู้จักน่ะสิ เราถึงต้องลองดู! เมื่อวานสตรีผู้นั้นเป็ฝ่ายทักทายข้าก่อน ไม่เหมือนกับคนก่อนหน้าที่ทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ข้าว่านางเป็มิตรนะ เราเอาผ้าไปส่งคืนให้นางกันเถิดจะได้รู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น”
จางเจียวจิ้นยืนอิดออดอยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายก็ต้องยอมพ่ายแพ้แก่ความ้าของหญิงชรา แม้จะหวาดกลัวจนฉี่แทบราดแต่ชายหนุ่มก็ยังฝืนเดินนำหน้าแสดงความปกป้องยายจางอย่างกล้าหาญ
สองยายหลานออกมาตัดฟืนั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดี พอไปถึงที่พักของกงโม่เหอก็เห็นว่าประตูกระท่อมยังปิดสนิทอยู่
“มีใครอยู่ไหม?”หญิงชราส่งเสียงร้องเรียก
กงโม่เหอได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้สักพักแล้ว เมื่อแอบดูจากด้านในเห็นว่าเป็เพียงสตรีสูงวัยกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเขาจึงผลักประตูออกมา สีหน้าและแววตาของชายหนุ่มยังคงระมัดระวัง เกรงว่าข่าวการหายตัวขององค์หญิงสิบสามจะนำพาให้ผู้คนสอดรู้สอดเห็นกับการปรากฏตัวของตนในกระท่อมแห่งนี้
ใบหน้าที่มีรอยแผลยังไม่หายสนิทดีของกงโม่เหอภายใต้เงามืด ดูน่ากลัวจนสองยายหลานต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่น แต่นางจางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะมาผูกมิตร นางจึงทำใจกล้าส่งคำถามออกไปอีกประโยค
“เ้าเป็คนที่มาอยู่ใหม่เช่นนั้นหรือ?”
“ใช่! ข้ากับภรรยาเพิ่งเข้ามาอาศัยอยู่ที่นั่นได้ไม่กี่วัน หมู่บ้านเก่าของเราเกิดโรคระบาด จึงพากันออกเดินทางหาที่อยู่ใหม่จนมาพบที่เข้า ท่านเป็เ้าของกระท่อมหลังนี้เช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่หรอก ที่ดินละแวกนี้ไม่ได้เป็ของผู้ใด เ้าจะอยู่ก็อยู่ไปเถิดเ้าของกระท่อมคนเดิมเขาคงไม่กลับมาอีกแล้วล่ะ” หญิงชราโบกมือปฏิเสธ
“เมื่อวานข้าเห็นสตรีแปลกหน้าคนหนึ่งซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แต่เช้านี้กลับเห็นว่าเสื้อผ้าของนางกลับยังวางอยู่ที่เดิม นางใช่ภรรยาของเ้าหรือไม่?”
กงโม่เหอมองเลยไปยังถังไม้และตะกร้าเสื้อผ้าเปียกที่วางอยู่บนเกวียนด้านหลังผู้มาเยือนทั้งสอง เวลานี้เขาจึงเพิ่งนึกได้ว่าตนลืมเก็บของเ่าั้กลับมา ใบหน้าแข็งกระด้างของกงโม่เหอจึงได้อ่อนโยนลง
“ใช่แล้วขอรับ ภรรยาข้าออกไปซักผ้าเมื่อวานแล้วนางเกิดเป็ลม ข้าพานางกลับมาแล้วแต่ลืมเก็บเสื้อผ้ากลับมาด้วยเองนั่นล่ะ” ร่างสูงก้าวออกจากประตูเดินตรงไปที่เกวียนบรรทุกฟืน ยกตะกร้าและถังไม้ลงจากเกวียนพร้อมโค้งคำนับขอบคุณสองยายหลาน
“ว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นาง! นี่นางป่วยหรอกหรือ? ถึงว่าสิเมื่อวานนางจึงดูปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงพิกล เวลานี้นางอยู่ที่ใดเล่า?”
ชายหนุ่มหันมองเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กเป็สัญญาณว่าจ้าวเฉียงอี้ภรรยาของตนอยู่ด้านใน เขาไม่รู้ว่าจะเชิญสองยายหลานเข้าไปในกระท่อมดีหรือไม่เพราะด้านในสกปรกและเหม็นอับเกินจะบรรยาย และที่เขาต้องทนอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะตั้งใจจะให้หญิงสาวได้รับความลำบากทั้งสิ้น
“ภรรยาของข้ามีไข้สูง ไม่รู้ว่าในเรือนของพวกท่านมียาหรือสมุนไพรอันใดบ้างหรือไม่”
หญิงชราส่ายหน้า นางกับหลานชายเดินทางเข้าเมืองเพื่อนำฟืนไปขายเป็ประจำอยู่แล้วจึงไม่จำเป็ต้องกักตุนเสบียงอาหารหรือยาสมุนไพรหากไม่ใช่ฤดูฝนหรือฤดูหนาวที่ยากแก่การเดินทาง
“เ้าไม่มีเงินพานางไปหาหมอในเมืองหรือไร เราสองคนมีอยู่เล็กน้อย เ้าเอาไปก่อนสิ” นางจางหันไปสะกิดจางเจียวจิ้น ขอเงินจากหลานชาย
“ท่านยาย..เราเพิ่งจะรู้จักพวกเขานะขอรับ..” จางเจียวจิ้นหน้าเหวอ ไม่คิดว่าท่านยายของตนจะใจดีกับคนแปลกหน้าถึงเพียงนี้
“เงินข้ามี เพียงแค่เมื่อวานมันเย็นมากแล้วขอรับ ข้าจึงไม่ได้พานางไปพบท่านหมอ ท่านยาย..น้องชายอย่างไรพวกท่านก็มาถึงที่นี่แล้ว ข้าฝากภรรยาไว้กับท่านสักพักได้หรือไม่ ข้าจะเข้าเมืองไปหาซื้อเสบียงกับยามาให้นางเอง”
สองยายหลานหันมามองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าตอบรับช้าๆ กงโม่เหอไม่ได้คิดจะหยิบยืมเงินของตน อีกทั้งในกระท่อมก็ยังมีสตรีนอนป่วยอยู่ทั้งคน พวกเขาทำใจแข็งไม่ลง
“เ้ารีบไปเถิด..ทางนี้ข้าจะดูแลให้เอง”
คล้อยหลังกงโม่เหอ ท่านยายจางจึงได้ผลักประตูเข้าไปในกระท่อมแต่เพียงลำพัง
“ผ่าเถิด! พวกเขาอยู่กันไปได้อย่างไรนี่!!" หญิงชราถอนหายใจกับความสกปรกภายในกระท่อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นจับตัวหนา ร่างเล็กของจ้าวเฉียงอี้ถูกคลุมทับไว้ด้วยผ้าห่มเก่ามีราขึ้นเป็จุดด่างดำ แม้แต่ฟูกนอนบนเตียงก็ยังมีสีดำคล้ำชนิดที่เรียกได้ว่าผ้าขี้ริ้วในเรือนของนางยังสะอาดกว่า!!
นางจางมองเลยไปที่เตาไฟอีกด้านหนึ่งภายในกระท่อม ดูเหมือนว่าสองสามีภรรยาคงจะทำความสะอาดหม้อไหไว้สำหรับทำอาหารบ้างแล้ว แต่เมื่อนางพยายามมองหาข้าวสารมาเตรียมต้มข้าวให้คนป่วยกลับพบว่ามันเหลืออยู่เพียงไม่กี่เม็ด กงโม่เหอก็คงจะยังไม่ได้กินอาหารก่อนออกจากเรือนไปเช่นกัน
“เจียวจิ้น เ้ากลับไปที่เรือนสักรอบทีเถิด เมื่อเช้าข้าต้มข้าววางไว้บนเตาเ้าไปยกมาที่นี่เลย เราจะกินข้าวกันที่นี่ข้าจะได้เอามาป้อนนางสักหน่อย”
จางเจียวจิ้นได้ยินคำสั่งก็รีบหมุนตัววิ่งกลับไปที่เรือนพักของตนอย่างรวดเร็ว
กลับมาอีกครั้งชายหนุ่มก็ยังไม่กล้าเข้าไปในกระท่อม เพราะด้านในมีภรรยาของผู้อื่นนอนป่วยอยู่ เขาตักข้าวใส่ถ้วยแล้วยื่นส่งให้ท่านยายจางเอาไปป้อนจ้าวเฉียงอี้ที่นอนอยู่ด้านใน
“นางหนู..เ้าฝืนกินสักหน่อยจะได้มีแรง”
โชคยังดีที่จ้าวเฉียงอี้ยังพอมีสติอยู่บ้าง เมื่อหญิงชราร้องเรียก นางก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอ้าปากรับข้าวต้มไปทีละคำอย่างไร้เรี่ยวแรง