ซ่งหลินประกาศรายชื่อสองศิษย์สายตรงพร้อมกับให้คารวะอาจารย์จากนั้นจึงจัดแจงคนที่เหลือว่าต้องไปที่ใดแต่กลับมีชื่อของคนผู้หนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยถึง นั่นก็คือ ไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยยืนงงงันอยู่กับที่ในใจมันเต็มไปด้วยความสับสน
ซ่งหลินมองไปที่ไป๋หยุนเฟยใบหน้ามันปรากฏรอยยิ้มขึ้นก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์น้องไป๋อย่าเพิ่งตื่นตระหนกที่ไม่ได้เอ่ยชื่อของเจ้านั้นก็เป็นเพราะมีเรื่องพิเศษซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าที่ต้องประกาศ”
จากนั้นจึงหันไปยังเหล่าศิษย์ใหม่และประกาศว่า“ศิษย์น้องไป๋หยุนเฟย แม้ว่าในการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์จะเดินไม่ถึงระยะสองพันห้าร้อยวาแต่เนื่องจากมีพรสวรรค์การฝึกปรือที่น่าชื่นชมอายุเพียงสิบเก้าปีก็สามารถบรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับปลายเจ้าสำนักจึงตัดสินใจให้การยกเว้นและรับไว้เป็นศิษย์สายตรง!”
หลังจากประโยคนี้ถูกประกาศออกไปทุกคนต่างก็นิ่งงันไปชั่วขณะ สุดท้ายจึงใช้สีหน้าที่เปี่ยมด้วยความตกตะลึงจ้องมองไปยังไป๋หยุนเฟยก่อนจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยเสียงแผ่วเบาแม้แต่เฟยเหนียนและศิษย์สายตรงคนอื่นก็แสดงสีหน้าตื่นตะลึงออกมา
“การยกเว้น... ศิษย์สายตรง?”ไป๋หยุนเฟยเหม่อลอยไปชั่วขณะ ราวกับบังเกิดความสงสัยขึ้น หรือข้าจะยึดมั่นอยากเป็นศิษย์สายตรงเกินไปจนเกิดประสาทหลอนไปเองไป๋หยุนเฟยรีบโคจรพลังวิญญาณ สมองมันก็ปลอดโปร่งขึ้น แต่คล้ายกับจะไม่มีความรู้สึกว่าได้สติจากอาการ‘ประสาทหลอน’แม้แต่น้อย--- เช่นนั้นก็หมายความว่ามันไม่ได้ฟังผิดเพี้ยนไป!!
“ศิษย์พี่ซ่งหลินท่านบอกว่า... ข้าได้เป็นศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนัก?”ไป๋หยุนเฟยเหม่อลอยอยู่เนิ่นนาน มันยังคงไม่ยอมเชื่อจึงถามออกไป
“มิผิดนี่เป็นการตัดสินใจของท่านอาจารย์ แต่ว่า...” ซ่งหลินพยักหน้ามันกล่าวเพียงครึ่งประโยคก็หันหน้ากลับไปประกาศต่อ “ท่านอาจารย์จะให้เจ้าทดสอบอีกหนึ่งอย่าง!”
ไป๋หยุนเฟยสูดหายใจลึกจนเต็มปอดหัวใจที่เต้นระรัวจึงค่อยสงบลงหลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงถามออกไปอย่างระมัดระวัง “การทดสอบใด?”
ซ่งหลินลอบประหลาดใจที่อีกฝ่ายสามารถสงบใจจากความตื่นตะลึงได้อย่างรวดเร็วมันกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ให้เวลาเจ้าสามเดือนในช่วงสามเดือนนี้เจ้าจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับศิษย์สายตรงอีกทั้งจะได้รับการถ่ายทอดวิชาหลอมประดิษฐ์จากท่านอาจารย์ หลังจากสามเดือนหากเจ้าสามารถหลอมประดิษฐ์วัตถุวิญญาณชั้นปฐพีได้ด้วยตนเองก็จะได้รับฐานะศิษย์สายตรงอย่างเป็นทางการแต่หากเจ้าไม่อาจทำได้ก็จะต้องกลับไปเป็นศิษย์สายในดังเดิม!”
หลังจากฟังประกาศจบทุกคนก็ต้องตกตะลึงขึ้นอีกครั้งก่อนจะพร้อมใจกันหันขวับไปมองที่ไป๋หยุนเฟย เหล่าศิษย์ใหม่ล้วนแสดงสีหน้าริษยาออกมาเพราะต่อให้ไม่สามารถเป็นศิษย์สายตรงต่อไปแต่ก็ยังได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเจ้าสำนักถึงสามเดือนเต็มนี่เป็นโชควาสนาที่ร่วงลงมาจากสวรรค์แล้ว เพียงแต่ว่าศิษย์สายตรงที่ยืนอยู่ที่ด้านข้างนั้นกลับแสดงสีหน้าที่เหมือนกันทุกคน --- ‘เป็นไปไม่ได้’!
แม้ภายนอกไป๋หยุนเฟยจะนิ่งสงบแต่ที่จริงแล้วภายในใจกลับพลุ่งพล่านสับสน ไม่ทันตั้งตัว สงสัย ตกตะลึง ยินดี... อารมณ์อันหลากหลายผสมปนเปจนมันไม่อาจสงบใจลงได้ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ สุดท้ายจึงค้อมศีรษะคารวะต่อโค่วฉางคงพร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อมว่า“ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่ให้โอกาสศิษย์ ศิษย์จะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ท่านต้องผิดหวัง!!”
โค่วฉางคงมองไปยังไป๋หยุนเฟยพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากจากนั้นจึงพยักหน้ากล่าวว่า “เจ้าเปี่ยมด้วยพรสวรรค์การฝึกปรือข้าจึงไม่ต้องการจะขุดหลุมฝังอัจฉริยะเช่นเจ้าส่วนเจ้าจะสามารถไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ได้หรือไม่นั้นก็ต้องดูที่ความพยายามของเจ้าเองแล้ว... เอาเถอะพวกเจ้าทั้งหมดตามศิษย์พี่ไปยังยอดเขาที่ได้แบ่งไว้หลังจากนั้นก็รอฟังคำสั่งจากศิษย์พี่พวกเจ้าต่อไป”
……
จากนั้นซ่งหลินและศิษย์สายตรงจึงหาทั้งหมดเดินจากไปยามนี้ภายในห้องโถงจึงเหลือเพียงโค่วฉางคงและผู้อาวุโสทั้งสาม...
“ศิษย์พี่ไป๋หยุนเฟยผู้นี้ควรค่าแก่การที่ท่านจะให้ความสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ผู้อาวุโสที่สองหวงฝู่หนานเอ่ยปากทำลายความเงียบงันถามด้วยสงสัย
โค่วฉางคงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ควรค่าหรือไม่ อีกสามเดือนก็ทราบเอง”
“หรือจะเป็นเพราะมันสนิทสนมกับหงยินบุตรบุญธรรมของราชันสุนัขป่าโลหิตหรือเพราะอาจจะเกี่ยวข้องกับเกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิต?” หวงฝู่หนานครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยปากต่อ “เหตุการณ์ที่มันประสบยามอยู่ในมณฑลฉิงหยุนทำให้ผู้คนต้องสะดุดสนใจมิหนำซ้ำการผุดขึ้นมาของมันก็ประหลาดพิสดารเกินไป หากมันลอบฝึกปรือพลังตั้งแต่เด็กในช่วงสิบปีที่ผ่านมาคงไม่ต้องประสบเหตุการณ์เช่นนั้น แต่หากไม่ได้ฝึกปรือมาตั้งแต่เล็กความสามารถของมันก็พัฒนาขึ้นรวดเร็วจนน่าตระหนกไปแล้ว... แต่หากเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิตแล้วก็อาจจะเป็นไปได้...”
“ไป๋หยุนเฟยผู้นี้ข้ากลับคิดว่าเป็นผู้เยาว์ที่ไม่เลวคนหนึ่ง”ผู้อาวุโสที่สามชางอวี่เอ่ยปากขึ้น “เรื่องในวันนั้นข้าได้สอบถามรุ่ยเอ๋อร์อย่างละเอียดแล้วไป๋หยุนเฟยผู้นี้สมควรมีความประพฤติที่ซื่อตรงเที่ยงธรรมการกระทำก็แสดงออกถึงมารยาท ข้ากลับไม่คิดว่ามันมีอันใดน่าสงสัย...”
หวงฝู่หนานขมวดคิ้วกล่าวขึ้น“เนื่องเพราะจำกัดด้วยเวลา ดังนั้นเรื่องราวหลังจากที่มันออกจากมณฑลฉิงหยุนพวกเราจึงยังไม่ทันได้ตรวจสอบ ข้าว่าทางที่ดี...”
“ข้าสั่งการให้ยุติการตรวจสอบแล้ว” ยามนี้เองผู้ที่เงียบขรึมไม่เอ่ยวาจามาตลอดอย่างผู้อาวุโสใหญ่เซียวปินจื่อจู่ๆก็เอ่ยปากขึ้น“เมื่อคืนข้าได้รับรายงานโดยละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในมณฑลฉิงหยุนแล้วข้ายืนยันได้ว่าไป๋หยุนเฟยมีความเกี่ยวข้องกับเกออี้หยุนดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบอีก”
“โอ? เป็นเรื่องจริงหรือนี่?” หวงฝู่หนานตกตะลึง “มีข่าวลือว่าหลายปีมานี้เกออี้หยุนท่องไปทั่วแผ่นดินราวกับว่ากำลังค้นหาบางอย่าง ข้ายังได้ยินมาอีกว่ายอดฝีมืออันโดดเด่นจากหลายที่ซึ่งปรากฏขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ล้วนเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเกออี้หยุน หรือว่าไป๋หยุนเฟยผู้นี้...”
โค่วฉางคงกล่าวว่า“ไม่ว่าไป๋หยุนเฟยจะประสบกับเรื่องพิสดารอันใดมาก็ตามแต่เรื่องพรสวรรค์การฝึกปรือของมันยังไม่อาจมองข้ามได้โดยง่ายอีกอย่างวันนั้นเฟยเหนียนกับมันก็เคยได้ประมือกันสั้นๆแม้ว่ายามนั้นเฟยเหนียนจะประมาทดูแคลนคู่ต่อสู้ แต่ผู้ที่สามารถรอดพ้นจาก‘กล่องหมื่นกระบี่’โดยไร้รอยขีดข่วนมิหนำซ้ำยังทำร้ายเฟยเหนียนบาดเจ็บความสามารถต้องไม่ธรรมดา... คนเช่นนี้หากอบรมปลูกฝังอย่างใกล้ชิดวันข้างหน้าจะต้องเป็นกำลังสำคัญให้แก่สำนักช่างประดิษฐ์ได้ที่ให้โอกาสได้เป็นศิษย์สายตรง ก็เพื่อจะดูปณิธานและศักยภาพของมันว่ามีเพียงใด”
ผู้อาวุโสใหญ่ใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่จึงกล่าวขึ้น“ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ให้มันกับเย่จือชิวไปที่นั่นเถอะ!”
หวงฝู่หนานตกตะลึง“พรุ่งนี้? ไม่รีบร้อนไปหน่อยหรือ? ทางที่ดีควรให้พวกมันทำความคุ้นเคยกับที่นี่สักระยะก่อน...”
“ไม่จำเป็นสำหรับทั้งคู่แล้ว การเข้าไปด้วยสภาพเช่นนี้จึงจะแสดงให้เห็นว่ามีวาสนาและความสามารถเพียงใด” ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยเสียงทุ้มหนัก“หลังจากถูกกระตุ้นพลังบางส่วนในการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์บางทีผลที่ออกมาอาจจะแปรผันไปเล็กน้อย แต่สำหรับอัจฉริยะเช่นพวกมันแล้วความแตกต่างที่เล็กน้อยราวเส้นผมอาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันนับพันลี้ยามนี้จึงไม่อาจด่วนสรุปได้...”
“ที่นั่นจึงจะถือว่าเป็นสถานที่ทดสอบที่แท้จริง!”
……
ไป๋หยุนเฟยเถียนอวี่หางและศิษย์ใหม่คนอื่นๆรวมยี่สิบสองคน ถูกซ่งหลินและศิษย์ในสำนักอีกจำนวนหนึ่งพาไปยังยอดเขาประจิมระหว่างทางก็แนะนำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสำนักช่างประดิษฐ์ไปด้วย
สำหรับการพักอาศัยศิษย์สายนอกจะพักอยู่บริเวณริมเขาโดยที่ศิษย์สายในจะพักอยู่ใกล้กับยอดเขาร่วมกับศิษย์สายตรงการศึกษาวิชาหลอมประดิษฐ์โดยส่วนใหญ่จะเป็นซ่งหลิน หลี่เถี่ยชุย เหลียนหลิงหมิ่นและศิษย์สายตรงคนอื่นคอยชี้แนะสั่งสอนส่วนเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจะมาสอนวิชาด้วยตนเองตามเวลาที่กำหนดทุกเจ็ดวันจะเปิดห้องเรียนเล็กๆสำหรับศิษย์สายในเพื่อเข้าฟังหนึ่งครั้งทุกหนึ่งเดือนจะเปิดห้องเรียนใหญ่หนึ่งครั้งเพื่อให้ศิษย์ทุกคนได้เข้าฟัง
ศิษย์สายนอกนั้นจะได้รับการถ่ายทอดวิชาหลอมประดิษฐ์ในระดับพื้นฐานเท่านั้นและหน้าที่จัดการงานทั่วไปของสำนักก็ถือเป็นความรับผิดชอบของศิษย์สายนอก
แต่ว่าดังที่เคยได้กล่าวไปแล้ว ศิษย์สายในแม้จะเริ่มต้นในระดับที่สูงกว่าศิษย์สายนอกแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้ไปตลอด หากศิษย์สายนอกมีการแสดงออกที่โดดเด่นและผ่านการสอบภายในได้ก็มีโอกาสที่จะยกระดับขึ้นเป็นศิษย์สายใน ในประวัติศาสตร์ของสำนักช่างประดิษฐ์ตัวอย่างที่ศิษย์สายนอกสามารถเลื่อนฐานะขึ้นเป็นศิษย์สายในและโดดเด่นนำหน้าศิษย์สายในด้วยกันก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีมิหนำซ้ำที่ผ่านมาก็ยังมีอยู่ไม่น้อย
ตลอดทางไป๋หยุนเฟยไม่มีแก่ใจจะชมดูสิ่งรอบตัวแม้แต่ยามศิษย์พี่แนะนำเรื่องราวต่างๆให้ฟังก็เพียงฟังผ่านหูโดยไม่เข้าสมองจิตใจมันเหม่อลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะเป็นเพราะตื่นเต้นที่ถูกรับเป็นศิษย์สายตรงหรือว่ากำลังกังวลต่อสิ่งที่เรียกว่า‘การทดสอบ’อยู่ก็ไม่อาจทราบได้...
เมื่อถึงยอดเขาประจิมแล้วไป๋หยุนเฟยก็ถูกจัดให้พักร่วมกับศิษย์สายในโดยอยู่ในห้องทางฝั่งซ้ายของตึก
เช้าวันรุ่งขึ้นจิตใจของไป๋หยุนเฟยก็สงบกลับมาเป็นปกติ ขณะที่มันกำลังจะครุ่นคิดถึงสถานการณ์ในปัจจุบันศิษย์พี่ใหญ่ซ่งหลินก็มาถึงหน้าประตู
“ศิษย์น้องไป๋อาจารย์มีคำสั่งเรียกตัว ให้เจ้าติดตามข้าไปยังยอดเขาอุดรในบัดดล...”