บทที่16 หมู่บ้านหยาง
นับั้แ่วันที่สามารถสะสมพรเอาไว้ใช้ได้ ก็ผ่านมาได้หนึ่งเดือนแล้ว ถามว่ารู้ได้ไง เพราะในโลกอดีตคงไม่มีปฏิทินถึงมีอันผิงก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเรามีพรให้ขอได้ เธอจึงขอมีปฏิทินแค่อยากรู้ ก็นึกในใจว่า ข้าขอดูปฏิทิน
ตรงหน้าจะปฏิทินขึ้นมา รูปแบบก็เหมือนโลกปัจจุบันนั่นแหละ ง่ายดีและแต่ละช่องของวันก็สามารถจดอะไรลงไปได้ ถือเป็การบันทึกช่วยความจำไปในตัวแต่กว่าจะได้ปฏิทินตามที่้าก็เสียพรไปหลายข้อ
เอานะ ขนาดแอปพิเคชั่นต่างๆ ยังต้องปรับปรุงเรื่อยๆ เลย
เพราะี้เีจำว่าพรที่สะสมเหลือกี่ข้อ เธอก็ขอพรง่ายๆ แค่ถามว่าเหลือพรกี่ข้อ มันก็จะขึ้นเป็ตัวเลขขึ้นมาให้เห็น
และอันผิงก็ขอพรให้ระบบมีตัวตนขึ้นมาในรูปลักษณ์ของจิ้งจอกน้อยสีขาวบริสุทธิ์ เพราะนิยายที่เคยอ่านตัวเอกของเื่มักมีสัตว์ภูติ สัตว์เทพ สัตว์อสูร เธอก็อยากมีบ้างถึงความสามารถจะไม่เทพเท่าที่เคยอ่านมา
พร้อมทั้งใช้พรอีกข้อเพื่อตั้งชื่อมันว่า เสี่ยวหลงเป่า เวลาเรียกถามชื่อนี้ช่างน่ารักดีแท้
ถึงแม้จะเป็การขอพรไปอย่างไร้สาระ แต่แค่เห็นความน่ารักเสี่ยวหลงเป่าสำหรับเธอถือว่าคุ้ม ส่วนระบบจะชอบหรือไม่ อันผิงรู้สึกได้ลางๆ ว่ามันคงไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่า
พรข้อต่อมา อันผิงเลยลองขอพรให้สามารถดูรายการโทรทัศน์ได้เพื่อความบันเทิงในชีวิตที่เงียบเหงาในโลกใบนี้ ลองคิดดูสิว่าถ้ามาจากโลกปัจจุบันที่ต่อให้อยู่บ้านก็ไม่เบื่อ
แต่เสี่ยวหลงเป่าอธิบายว่า มันคนละมิติไม่สามารถทำได้
คิดว่าเธอจะยอมแพ้เหรอ
เธอจึงเปลี่ยนเป็นิยายจากโลกเก่า ปรากฏว่าทำได้อันผิงจากเดิมก็เป็พวกที่เก็บตัวเพราะติดซีรีส์อยู่แล้วเธอจึงแกล้งหลับเพื่อที่จะอ่านนิยายจากในหัวจากโลกเดิมต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อนิยายอ่าน แต่มาโลกนี้อยากอ่านเื่ไหนก็แค่เอ่ยบอกในใจก็อ่านได้แล้ว
เธอคิดอย่างนั้น แต่บางเื่ เสี่ยวหลงเป่าก็เตือนขึ้นว่านิยายเื่นี้ยังไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ขอรับ ขอให้ท่านรอไปก่อน กำลังดำเนินเื่
อันผิงคิด มีอย่างนี้ด้วย สรุปมันเป็ระบบห้องสมุดใช่ไหม
ตอนนี้เธอจึงเหลือพรอยู่ 15 ข้อตัวเลขยังเป็ที่พึงพอใจอยู่
เมื่อได้มาอ่านนิยายอีกรอบ เธอกลับมาคิดว่า ในอนาคตเมื่อโตขึ้นจะทำอาชีพเป็นักเขียนนิยายดีไหมเหมือนกับนิยายเื่หนึ่งที่เคยอ่าน ที่ตัวเอกไปอยู่ในโลกคู่ขนานและทำให้ตนเองเด่นขึ้นมาในสาขาอาชีพซุปตาร์ เอ่ยแค่นี้น่าจะพอคิดออกใช่ไหมถึงแม้ตัวเอกจะอาศัยข้อมูลจากโลกเก่าตัวเอง หยิบยืมนิยายจากที่โลกเดิมมาเล่าในรายการวิทยุในโลกคู่ขนาน จึงทำให้คนชื่นชอบ จนตัวเอกคนนี้ ดังในสาขาวิทยุแต่สุดท้ายอาชีพนี้ก็โดนปาดหน้าเค้ก เพราะเส้นสายของเหล่าหัวหน้าและจบลงด้วยตัวเอกเปิดโปง และออกจากงานนี้ ไปสู่สาขาอาชีพใหม่แทน
เพราะนิยายเื่หนึ่งมีจำนวนตอนมากถึงหนึ่งพันตอนขึ้นทำให้อันผิงติดจนงอมแงม ทำให้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเตียงนอนนั่นทำให้ท่านแม่และอันหยางเริ่มมีความวิตกกังวล ว่าเธอจะกลับไปป่วยอีกครั้ง
เมื่อเห็นสีหน้าของท่านแม่และพี่ชาย เธอเลยต้องลดละเลิกไปโดยการออกไปเล่นกับเด็กผู้หญิงข้างนอกบ้าง เพื่อความสบายใจของคนในครอบครัวเด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือจางชิวเหมย
กลับมาเข้าเื่ก่อน แน่นอนว่าแค่รายได้จากเห็ดบัวก็ทำให้ครอบครัวของอันผิงสุขสบาย และเผื่อแผ่ไปยังคนในหมู่บ้านด้วย ถ้าได้ออกไปนอกบ้านก็จะเห็นสีหน้าชาวบ้านเปี่ยมไปด้วยความสุข
ก็จะไม่สุขได้อย่างไรล่ะ ถึงเห็ดบัวจะขายให้เถ้าแก่อู๋ได้ชั่งละ 900อีแปะ บ้านหนึ่งเก็บได้วันละเกือบ 10 ชั่งรับเงินไปแล้วเหนาะๆ วันล่ะเกือบ 10 ตำลึงเงิน
ฐานะชาวบ้านตอนนี้นับว่า จะฟุ้งเฟ้อสักหน่อย ก็ไม่น่าเกลียด
แม้แต่เถ้าแก่อู๋ นอกจากกำไรจากการรับซื้อเห็ดบัวยังมีรายได้เพิ่มจากฟางข้าว ที่ตอนนี้ไปเสาะหามาจากอำเภออื่น ทำไมเป็อย่างนั้นนะเหรอก็เพราะว่าคนจากหมู่บ้านอื่นที่แต่งมาเป็สะใภ้หรือเขย กลับไปสอนวิธีเพาะเห็ดบัวให้กับบ้านเก่าของตนเอง ในส่วนนี้อันผิงไม่ได้ขอพรให้พวกเขาปลูกมันขึ้นได้ เหมือนกับหมู่บ้านหยางเธอให้มันเป็ตามดวงของพวกเขา
ในหมู่ผู้คนย่อมต้องมีคนฉลาดในเื่การเกษตรไม่งั้นในอนาคตเห็ดบัวหรือเห็ดฟางจะมีให้เห็นโดยทั่วไปเหรอ หนึ่งในคนใดคนหนึ่งคงจะพัฒนามันได้โดยไม่ต้องพึ่งพรของเธอเสียด้วยซ้ำ
แต่ ณ ตอนนี้ ได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่า ผลผลิตพอได้แต่ไม่ได้ดีเท่าหมู่บ้านหยาง ทำให้ราคาที่มาจากหมู่บ้านอื่นได้ชั่งหนึ่ง ไม่เกิน 500อีแปะ จำนวนเงินเท่านี้ ที่เป็รายได้ต่อวันแม้จะไม่เท่าหมู่บ้านหยาง แต่การขายครั้งนึงก็ได้ถึง 500 อีแปะ เก็บได้วันละสองชั่ง ก็เท่ากับ 1 ตำลึงเงินเลยนะเท่ากับรายได้สามสี่เดือนเชียวนะ
เพราะกลัวว่าคนที่รวยอยู่แล้ว จะทำการเพาะเห็ดเพื่อตัดราคาของชาวบ้านก็นะถ้าผลผลิตเยอะ ราคาในตลาดมันก็ลดลง เธอก็เลยขอพรไว้ว่า แค่ระยะเวลาสามปีนี้คนที่รวยอยู่แล้วไม่สามารถเพาะเห็ดบัวขึ้น
แต่ถ้าพ้นสามปี พวกเขาจะลองปลูกอีกครั้ง ก็เป็ไปตามปกติที่ควรจะเป็
และสิ้นปีหน้าอันผิงคาดการณ์ว่าการเพาะเห็ดบัวคงแพร่หลายไปทั้งอำเภอเจียงใต้เป็แน่
แต่เพราะฟางข้าวมีจำกัด เพราะชาวนาไม่ทำนาตลอดทั้งปีเหมือนเกษตรกรในโลกปัจจุบันอาจด้วยปัจจัยเื่น้ำ พวกเขาจึงมีแปลงเพาะเห็ดบ้านล่ะแปลงสองแปลงแค่นั้น
ทำไมถึงกำหนดได้นะเหรอ ก็เพราะผู้ใหญ่บ้านจำกัดจำนวนเอาไว้เพื่อที่ทุกคนจะได้มีรายได้เท่าเทียมกัน ที่สำคัญตอนแรกบางบ้านที่ยากจน ที่ไม่มีเงินซื้อฟางข้าวและเมล็ดบัว ผู้ใหญ่บ้านก็ใจป้ำลงทุนให้พวกเขาก่อน แล้วพอขายเห็ดฟางได้ก็ให้ร้านเถ้าแก่อู๋หักไว้
อีกอย่างการลงทุนไม่ได้มากอะไรถ้าเทียบจากเขาหักจากชาวบ้านที่ไม่มีทุนในการเพาะเห็ดบัวคนละ 900อีแปะ ตอนนี้เงินในกระเป๋าผู้ใหญ่บ้านคงมากโข แต่ยังดีที่เขาไม่โลภมากเพราะเขาหักในครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น เหมือนขายชั่งแรกนั้นปล่อยฟรีคนทำไม่ได้รายได้
ตอนที่อันผิงได้ยินเื่นี้แอบชมเื่การมีหัวคิดในเื่การจัดการงานด้านการปกครองนี้ของผู้ใหญ่บ้านเพราะถึงเขาจะโกงกินบ้างเพื่อตัวเอง แต่เขายังมองภาพรวมของหมู่บ้านถ้าคนในหมู่บ้านอยู่ดีกินดี ก็จะบ่งบอกถึงความสามารถของผู้นำหมู่บ้าน
แถมตอนนี้ยังได้หน้าตรงที่ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านใกล้เคียงเริ่มมาพูดคุยเื่เพาะเห็ดบัว และในอนาคตนายอำเภอหรือแม้แต่เ้าหน้าที่การเกษตรก็มาดูงานที่หมู่บ้านหยางด้วยไม่อยากจะคิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะได้หน้ามากแค่ไหน
กลับมาที่เถ้าแก่อู๋ เพราะเม็ดบัวที่เสียนั้นหายากเขาจึงต้องซื้อเม็ดบัวที่ยังดีอยู่มากองไว้กับที่เป็ราอยู่แล้วถึงจะได้เม็ดบัวที่เอาไปเพาะเห็ดได้ จึงทำให้เขามีเม็ดบัวที่ใช้ในการเพาะเห็ดขาย
นี่ก็สมกับอาชีพพ่อค้า ถึงแม้เม็ดบัวเชื้อราจากเมื่อก่อนที่ต้องทิ้งตอนนี้กลับมีราคาที่แพง ชั่งละ 50 อีแปะแทนที่แพงขึ้น เพราะต้องซื้อของดีมาทำเป็ของเสีย
ทีแรกอันผิงนึกว่าจะมีผลต่อคนที่ยากจนอยู่ก่อนแล้วที่จะไม่สามารถหาซื้อได้ แต่ว่าคนในหมู่บ้านที่ขายเห็ดบัวได้กลับซื้อไปให้พวกญาติๆ ต่างหมู่บ้านของพวกเขา โดยไม่มีการบ่นอะไร ถ้าเทียบกับคนรวยคนจนถือว่านิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่า พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจกัน
เถ้าแก่อู๋ยังได้รายได้จากวัสดุที่ใช้เพาะเห็ดแต่ว่าตาเฒ่าหวังกลับขาดทุน เพราะได้ข่าวว่ากว้านซื้อฟางข้าวมาเพาะเห็ดบัวเองแม้ผู้ใหญ่บ้านจะเข้าไปขอร้องว่าให้พักการเพาะเห็ดก่อน แต่คนโลภมากอย่างตาเฒ่าหวังหาได้ฟังไม่ และเป็เพราะพรที่อันผิงขอไว้ก่อนแล้ว เห็ดจึงเพาะไม่ขึ้น
สมน้ำหน้า อันผิงกล่าวสามคำนี้ในใจ
แม้ว่าตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านจะมีรายได้จากเห็ดบัวแต่พวกเขาก็ยังคงทำงานสวน งานไร่ ทำนา ไปรับจ้างกันปกติ แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือการจ้างงานจากนอกหมู่บ้านมาสร้างบ้านและการจับจ่ายซื้ออาหารมาเป็เสบียงสำหรับหน้าหนาวที่จะมาถึงอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
อันผิงดีใจที่พวกเขาไม่เหมือนคนสมัยใหม่จากโลกเดิม ถ้ามีเงินก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายรู้ตัวอีกทีเงินก็หมด อาจเพราะพวกชาวบ้านรู้ซึ้งถึงความจน และความอดอยากเมื่อมีขึ้นมาเขาจึงเลือกที่จะเก็บเอาไว้ หรือใช้อะไรที่มันจำเป็
ตอนนี้หลายบ้านซื้อเกวียนเทียมลาและวัวบ้างบ้านอาจซื้อแค่ลาเอาไว้แบกของ ลดหลั่นไปตามฐานะเดิมของแต่ละบ้านแบบค่อยเป็ค่อยไป สิ่งสำคัญคือพวกเขาซ่อมแซมบ้าน และบางคนเลือกที่จะปลูกใหม่คนงานจากต่างหมู่บ้านจึงเข้ามากันคึกคัก
และเมื่อมีแรงงานเข้ามามากผู้ใหญ่บ้านก็เลยพาพวกชาวบ้านให้นำเงินไปฝากไว้ที่ร้านฝากเงินจินเป่าในเมืองร้านเดียวกับที่ท่านแม่ฝากไว้ เพื่อความปลอดภัยต่อเงินทองของพวกเขาแต่ก็ใช่ว่ามีเท่าไหร่ก็เอาไปฝากหมด ยังไงซะก็ต้องมีซ่อนไว้ในบ้านด้วย
ตอนนี้บ้านอันผิง ก็ยังจ้างอาจางฝายไปส่งเห็ดที่ร้านอาหารเหมือนเดิมเพราะหลงจู๊ขอไว้ แต่อันผิงคาดเดาว่าอีกไม่นานฟางข้าวก็จะหาไม่ได้แล้ว เอาไว้ค่อยคิดอีกทีในส่วนรายได้ตรงนี้ของครอบครัวจาง แต่เธอคิดว่า ท่านแม่คงยังจ้างอาจางฝายขนผักที่บ้านไปขายอยู่และเพิ่มเติมบ้านท่านป้าโจว และสะใภ้หลิวด้วย ก็น่าจะพอมีรายได้อยู่
ครอบครัวจางตอนนี้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นสะใภ้จางได้กินยาบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงทำให้สุขภาพเริ่มกลับมาแข็งแรงพร้อมทั้งอาหารการกินก็ดีขึ้น จึงไม่ต้องนอนติดเตียงอย่างแต่ก่อนแล้วเริ่มทำงานบ้าน ทำอาหาร และดูแลลูกๆ ได้แล้ว
สีหน้าของอาจางฝายจึงมีแต่ความสุขเขาถือครอบครัวอันเป็ผู้มีพระคุณอยู่เสมอ
ส่วนบ้านสะใภ้หลิว ต้นเดือนสามีก็หายป่วย ร่างกายกลับมาแข็งแรงจึงไปทำงานที่ไร่ได้ปกติแล้ว และยังมีข่าวดีสะใภ้หลิวตั้งท้อง หลังจากรอมานานดีว่าเป็ครอบครัวชาวบ้าน พวกเขาแค่มีเงินให้พอกินอยู่ก็ลำบากแล้ว คงไม่มีเงินไปแต่งอนุเพิ่มได้และถ้าไม่มีลูกจริงๆ ก็ต้องรับเลี้ยงลูกของพี่น้องในตระกูลแทน
ทั้งสองสามีภรรยาจึงดีใจมากอันผิงเดาว่าน่าจะมีส่วนมาจากการขอพรเื่สุขภาพแข็งแรงเป็แน่
ต่อมาบ้านป้าโจวก็มีข่าวดี ลูกชายคนโตกลับมาที่บ้านพร้อมพาหญิงสาวมาด้วย และแจ้งว่าจะแต่งงาน แต่ว่าที่สะใภ้กำพร้าพ่อแม่และมีน้องสาวที่อายุเท่าอันหยางอีก 1 คนครอบครัวโจวที่เป็คนดีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้คัดค้านอะไรแต่เดิมครอบครัวมีเงินเก็บอยู่มาก รวมกับการขายเห็ดฟางจึงถือว่าเป็ครอบครัวที่ไม่เดือนร้อนเื่เงินทองจึงรับว่าที่สะใภ้ได้อย่างง่ายดาย มีเพียงข้อแม้เดียวคือลูกชายคนโตต้องกลับมารับ่ต่อจากลุงโจว
โดยให้บ้านหลิวนั้นเป็พ่อแม่บุญธรรมฝั่งเ้าสาวแทนงานแต่งงานจะมีตอนกลางเดือน ตอนนี้คนในหมู่บ้านจึงมาพูดคุยกันเื่จัดงานที่มีก่อนหน้าหนาวที่จะมาถึงนี้
อันผิงได้เจอว่าที่สะใภ้ของท่านป้าโจวเธอจึงใช้การค้นหาสะใภ้ป้าโจวเพื่อดูว่าเป็คนอย่างไรเพราะอนาคตต้องมาเป็เพื่อนบ้านกัน ได้ความว่า การแต่งงานนี้เป็เพียงแค่รักฝ่ายเดียวของลูกชายท่านป้าโจวแต่ว่าที่สะใภ้ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะกำพร้าพ่อแม่ จึงไม่มีคนปกป้องต้องหลบภัยผู้คนที่จ้องจะเอาเปรียบและหลอกสองพี่น้องไปขายรอดปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าเก่งแล้ว จับพลัดจับพลูมาเจอกับลูกชายป้าโจว จึงยึดเกาะไว้แน่น
แต่อย่างไรล่ะ สำหรับอันผิงแล้วเธอไม่มีเหตุผลที่คิดจะเปิดโปงเพราะก็ไม่เห็นประโยชน์อะไร เพราะถึงอย่างไรการแต่งงานของคนสมัยก่อนก็มักจะคลุมถุงชนอยู่แล้ว ส่วนน้องสาวของว่าที่สะใภ้ อาจเพราะเจอคนมามากจึงมีนิสัยไม่กลัวคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่เข้าหา ทำเพียงยืนมองอยู่ข้างๆ คนเป็พี่สาวแต่สายตาของเด็กหญิงจะพินิจพิเคราะห์ดู อาจเพราะเจอผู้คนไม่ดีมามาก
เมื่อสำรวจว่าที่สะใภ้ที่อนาคตจะมาเป็เพื่อนบ้าน อันผิงจึงสำรวจประวัติของลูกชายคนโตของป้าโจวด้วย ได้ความว่าเป็คนดีอย่างป้าโจวและลุงโจว จึงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง
เพื่อให้ได้แต่งงาน ตอนนี้เขาจึงฝากว่าที่ภรรยาไว้ที่บ้านและตนเองเดินทางกลับไปในเมือง เพื่อลาออกจากงานในเมือง เพื่อมารับ่ต่อจากพ่อแม่