หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 50 หลงรัก

    เมื่อฟ้าสว่างฉันยังไม่เห็นเฟยเจินกลับมาจากไปย้ายไหเหล้า ใจหนึ่งคิดเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่รอยพลังวิญญาณของเฟยเจินก็ยังอยู่บนหลังฉันปกติไม่ได้เลือนหายไปไหน บางทีเขาอาจกำลังเพลิดเพลินกับการได้ท่องเที่ยวอย่างอิสระที่ไหนสักแห่งก็ได้ ไว้รอดูคืนนี้ถ้าเฟยเจินยังไม่กลับมา คงต้องเรียกเขาจากพลังวิญญาญซะแล้ว


    ฉันจึงเดินไปที่หน้าห้องพักของหมอจง ใจหนึ่งอยากไปเยี่ยมดูอาการว่าหมอจงเป็นอย่างไรบ้าง แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่เมื่อคืนจูบปากกับอาจารย์ แต่เห็นประตูห้องพักยังปิดสนิท บางทีหมอจงอาจจะยังนอนหลับอยู่ จึงเดินไปที่โรงครัวแล้วถามอาการกับฉิงคุนเอาดีกว่า ซึ่งก็เจอฉิงคุนกำลังนั่งกินอาหารแต่เช้าอยู่ที่โรงครัว


    จึงกล่าวทักทายเขาตามมารยาท ฉิงคุนสะดุ้งตกใจรีบหันกลับมามอง แต่สายตากลับมองหาอะไรบางอย่าง แล้วถามว่าเสวี๋ยฉีไม่ตามมาด้วยเหรอ ฉันส่ายหน้าบอกว่าเสวี๋ยฉีไปกักตนตั้งแต่ก่อนฟ้าสว่าง ฉิงคุนก็ทำท่าทางโล่งใจพร้อมกับชวนให้มานั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน แล้วถามว่าเสวี๋ยฉีเป็นชาวยุทธงั้นเหรอ อีกทั้งยังพูดว่าหมอจงก็มีวิชายุทธแต่ไม่เห็นต้องไปกักตนเลย


    ฉันตอบว่าเพราะเสวี๋ยฉีต้องฝึกพลังยุทธขั้นสูงสุด จึงจำเป็นต้องไปกักตนจะได้สำเร็จไวๆ ฉิงคุนก็พูดสวนทันทีว่าขนาดยังไม่สำเร็จขั้นสูงสุดยังร้ายกาจขนาดนี้ ถ้าสำเร็จขั้นสูงสุดเมื่อไหร่คนที่ถูกพิษคงไม่มีเวลารอหมอมารักษา ฉันจึงได้แต่ยิ้มเพราะที่ฉิงคุนพูดนั้นล้วนถูกต้อง เพราะพิษของเสวี๋ยฉีนั้นรุนแรงจนฉันเจ็บปวดไปทั้งตัว เล่นเอาหมดแรงนอนเป็นผักเกือบทั้งคืน


    แล้วพ่อครัวก็เดินออกมาจากในห้องเก็บของด้านหลัง เพราะได้ยินเสียงฉันพูดคุยกับฉิงคุน พ่อครัวจึงบอกว่าเช้านี้มีข้าวต้ม เพราะฉิงคุนบอกว่าหมอจงป่วย ส่วนฉิงคุนก็บอกว่าอยากกินข้าวต้มเหมือนกัน เช้านี้พ่อครัวจึงต้มข้าวต้มหม้อใหญ่หม้อเดียว ส่วนมื้อกลางวันจะทำกระเพาะปลาน้ำแดง


    ฉันพยักหน้าตอบว่าเช้านี้อยากกินข้าวต้มเหมือนกัน พ่อครัวจึงตักข้าต้มให้ถ้วยหนึ่ง แล้วพูดเปรยๆว่าเช้านี้เป็นอะไรกันทำไมอยากกินข้าวพร้อมกันเหมือนคนป่วย จากนั้นพ่อครัวก็เดินกลับเข้าไปในห้องด้านหลังเพื่อไปจัดเก็บของที่เพิ่งซื้อมาจากตลาด


    ฉิงคุนเมื่อเห็นว่าพ่อครัวเดินเข้าไปด้านในแล้ว ก็หันมาถามฉันว่าอาการป่วยดีขึ้นแล้วเหรอ ฉันตอบว่าดีขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนตอนนี้เป็นปกติดีไม่ต้องกังวล ฉิงคุนก็พูดต่ออีกว่าเช้านี้จะให้ฉันยกอาหารไปให้หมอจง และฝากให้ฉันทำแผลให้หมอจงด้วย


    แต่น่าเสียดายยาใส่แผลหายเร็วที่หมอหวังให้ไว้หมดแล้ว และให้ฉันดูแลหมอจงแทนเขาด้วย เพราะเขาจะต้องไปส่งยารักษาให้คนป่วยต่างอำเภอ ปกติหมอจงจะเป็นคนไปด้วยตัวเอง เพราะจะได้ตรวจเยี่ยมอาการคนป่วยด้วย แต่ตอนนี้หมอจงไปเองไม่ได้เขาจึงต้องไปตรวจเยี่ยมแทน


    ฉันจึงบอกฉิงคุนว่าเรื่องยาใส่แผลหายเร็วฉันมีพกติดตัว แต่เมื่อคืนหมดแรงจึงลืมให้เขาใส่แผลให้หมอจง จึงหยิบยาออกมาแบ่งให้ฉิงคุนเก็บไว้ใช้ แต่ฉันกลับสังเกตุเห็นสีหน้าเขาดูไม่ค่อยร่าเริง พูดน้อยคุยน้อยดูแปลกไป อีกทั้งยังกล้าฝากหมอจงไว้กับฉันโดยลำพังอีก ทั้งๆที่ปกติฉิงคุนจะคอยดูแลใส่ใจหมอจงมากกว่าใครๆ จึงถามฉิงคุนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาทำไมจึงดูผิดปกติไป หรือว่าเขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า


    ฉิงคุนจึงวางตะเกียบที่กำลังคีบผักดองใส่ในถ้วยข้าว แล้วหันมาพูดด้วยสีหน้าดูเศร้าหมองกังวลใจ พูดติติงตัวเองว่าเขาไม่กล้าสู้หน้าหมอจง เขาเป็นศิษย์พี่แท้ๆแต่กลับช่วยอะไรหมอจงเมื่อคืนไม่ได้เลย มิหนำซ้ำยังกรีดฝ่ามือหมอจงเป็นแผลใหญ่ เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นศิษย์พี่ที่ไร้ประโยชน์ ถ้าเมื่อคืนไม่ได้ฉันช่วยดูดพิษให้หมอจงป่านนี้คงจะไม่รอด เขาไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของหมอเทวะเลยด้วยซ้ำ


    ฉันจึงบอกฉิงคุนว่าอย่าคิดมากและอย่าติติงตัวเองเช่นนั้น ถ้าเมื่อคืนไม่ได้เขาช่วยกดจุดไล่พิษ ฉันก็อาจช่วยหมอจงไม่ทันเพราะพิษแทรกซึมเร็วมาก ในสายตาฉันมองว่าฉิงคุนเป็นศิษย์พี่ที่ดีและเป็นคนเก่งซึ่งฉันเองยังเก่งได้ไม่เท่า ทั้งรับผิดชอบดูแลและทำงานแทนหมอจงได้ทุกอย่าง หมอจงจึงไว้วางใจรับเขาเป็นศิษย์ ทั้งๆที่มีคนอีกมากมายอยากเป็นลูกศิษย์ของหมอจง แต่หมอจงกลับยอมรับแค่ฉิงคุนคนเดียว จงอย่าคิดว่าตัวเองไร้ประโยชน์อีกเลย


    ฉิงคุนจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดว่า เขามีอีกหลายเรื่องเมื่อคืนที่อยากจะถามฉัน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเพราะจะต้องไปแล้ว ไม่อยากให้คนป่วยรอนาน เพราะต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งชั่วยามกว่าจะไปถึงบ้านคนป่วย ซึ่งก่อนที่เขาจะออกไปยังกำชับให้ฉันยกอาหารและทำแผลให้หมอจงด้วย จากนั้นฉิงคุนก็เดินกลับไปหยิบยาห่อใหญ่เจ็ดห่อมัดเรียงซ้อนกัน เดินถือไปขึ้นม้าวิ่งควบออกไปจากเรือน


    ฉันจึงเดินกลับไปที่หน้าห้องพักของหมอจง เพื่อดูว่าหมอจงตื่นหรือยังก็ยังเห็นประตูห้องปิดอยู่ ในใจก็คิดว่าขอให้หมอจงจำตอนที่ดูดพิษด้วยปากไม่ได้ทีเถอะ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหมอจงถามออกมาจากภายในห้องว่าใคร ฉันจึงตอบว่าตอนนี้ฉิงคุนออกไปส่งยาสมุนไพรให้คนป่วยต่างอำเภอ วันนี้ฉันจึงรับหน้าที่ยกอาหารและจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ จึงเดินมาดูว่าเขาตื่นหรือยัง


    หมอจงจึงบอกให้ฉันเปิดประตูเข้าไปเพราะตอนนี้ตื่นแล้ว ก็พบเขากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ฉันจึงเดินเข้าไปด้านในแม้สายตาไม่อยากสอดส่ายมองดูสภาพภายในห้อง แต่ด้วยภายในห้องตกแต่งแบบเรียบง่าย ข้าวของถูกจัดเก็บไว้เป็นระเบียบโล่งตา


    แล้วสายตาก็มองไปเห็นตู้หลังหนึ่ง วางตั้งอยู่ที่มุมห้องภายในตู้มีหม้อสีเงินใบหนึ่งลวดลายสวยงามสะดุดตา คล้ายหม้อต้มยาขนาดเท่าชามใส่น้ำแกง วางอยู่ในตู้สะดุดตาสะดุดใจฉันเหลือเกิน แต่ไม่กล้าเอ่ยถามเกี่ยวกับหม้อใบนั้น เกรงหมอจงจะคิดว่าฉันมีสายตาสอดส่องข้าวของภายในห้อง ฉันจึงละสายตาจากหม้อใบนั้น แล้วนั่งลงข้างๆหมอจงก็ถามฉันว่า


         หมอจง : ข้าจำได้ว่ามือข้ามีแผลแค่แห่งเดียว แต่ทำไมตอนนี้กลับมีแผลที่มืออีกข้าง?

          อันฉี : เอ่อ…ศิษย์พี่กรีดแผลเพื่อรีดพิษให้อาจารย์ แต่เลือดแข็งตัวเลือดพิษจึงไม่ไหลออกมา


    หมอจง : แต่เจ้าดูดพิษให้ข้ามิใช่รึ? ไม่มีวิธีอื่นถอนพิษให้ข้ารึไง?

    อันฉี : ก็มี แต่ว่าไม่อยากพูดเลย เอ่อ…สามารถดูดพิษออกทางหนอนน้อยหรือทางทวาร แต่ข้าไม่มีทางดูดพิษให้ทางนั้นเด็ดขาด!!


    ทำให้หมอจงหน้าแดงรู้สึกอายทำสีหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินฉันพูดออกไปตรงๆ จึงพูดแก้อายด้วยการตักเตือนว่าฉันพูดจาไม่สำรวม แต่กล่าวขอบใจที่ฉันช่วยชีวิตเขา แล้วหมอจงก็เปลี่ยนเรื่องพูดคุยทันที บอกว่าเขาเคยคิดว่าฉันคงมีร่างกายต้านทานพืชพิษธรรมดา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถต้านทานพิษร้ายแรงที่เกือบฆ่าเขาให้ตายได้เลย แต่ฉันกลับยังเป็นปกติช่างน่าพิศวงเหลือเกิน


    แล้วก็บ่นเปรยๆพร้อมกับถอนหายใจว่ามือเจ็บอยู่อย่างนี้จะทำงานได้ยังไง ฉันรีบบอกหมอจงว่ามียาหญ้าหวานพกเก็บติดตัวไว้ เดี๋ยวจะใส่ยาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ หมอจงจึงยื่นมือมาให้ฉันทำแผล แล้วก้มหน้าดูแผนที่ฉบับหนึ่งที่กางอยู่บนโต๊ะ เขาไล่นิ้วไปบนแผนที่เหมือนกำลังค้นหาสถานที่ใดสักแห่งบนแผนที่ฉบับนั้น


    ซึ่งในขณะใส่ยาฉันแอบวางนิ้วแตะลากไปบนปากแผล ส่งพลังรักษาทำให้บาดแผลสมานกันจนหายเป็นปกติ แล้วรีบโปะยากับพันแผลที่มือให้ทันที หมอจงก็หันมามองทำหน้าสงสัยพูดว่าเมื่อกี้เขารู้สึกร้อนที่บาดแผล แต่ตอนนี้มือหายเจ็บแล้วพร้อมกับกำมือคลายมือให้ดูว่าไม่รู้สึกเจ็บ


    ฉันจึงบอกเขาว่ายาหญ้าหวานของหมอหวังเป็นยาดีทำให้หายเจ็บเร็ว แต่รอให้ถึงตอนเย็นค่อยแกะผ้าพันแผลออก แล้วก็ลุกเดินออกไปที่โรงครัวเพื่อยกอาหารเช้ามาให้หมอจงกินที่ห้องพัก จากนั้นจึงขอตัวออกไปดูสมุนไพรที่ชาวบ้านเพิ่งนำมาส่งที่ลานหน้าเรือน


    ขณะที่ฉันกำลังตรวจดูสมุนไพรและกำลังจ่ายเงินค่าสมุนไพรให้ชาวบ้านอยู่นั้น ก็มีรถม้าคันใหญ่วิ่งมาจอดที่หน้าเรือน คุณหนูเฉิงเหม่ยอิงกำลังก้าวเท้าลงมาจากรถม้า สวมใส่อาภรณ์สีขาวขลิบแดงสวยงาม ในมือถือโถอาหารโถใหญ่ลงมาด้วย แต่ครั้งนี้เหม่ยอิงมากับหญิงรับใช้คนหนึ่งที่ติดตามมา


    เหม่ยอิงเดินเข้ามาหาฉันด้วยกิริยาท่าทางที่ดูเป็นมิตรมากกว่าเมื่อวาน บอกฉันว่าจะขอเข้าพบหมอจง เพราะเมื่อวานหมอจงบอกว่าเพิ่งหายป่วยจากถูกพืชพิษ จึงนำอาหารมาให้หมอจงกิน ฉันจึงบอกเหม่ยอิงว่าหมอจงเพิ่งกินอาหารเช้าไปเมื่อตะกี้เอง แต่ฉันจะเข้าไปแจ้งหมอจงที่ห้องพักให้ทราบ จึงเชิญเหม่ยองให้เข้ามานั่งรอที่ห้องรับรอง


    แล้วเดินไปบอกหมอจงว่าเหม่ยอิงมาขอพบ ทำปิ่นโตอาหารให้ด้วย แต่หมอจงไม่ยอมให้เหม่ยอิงเข้าพบ อีกทั้งยังไม่ยอมบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมไม่ให้เข้าพบ แต่กลับปิดประตูห้องพักเงียบไปซะเฉยๆ ฉันจึงตะโกนถามว่าจะให้บอกเหม่ยอิงว่ายังไง หมอจงก็ตะโกนตอบกลับมาว่าป่วยต้องการพักผ่อน


    ฉันถึงกับอึ้งไม่คิดว่าหมอจงจะกล้าปฏิเสธไม่ยอมออกมาพบกับคุณหนูเฉิงลูกสาวของราชครู ช่างกล้าหักหน้าไม่เกรงกลัวอำนาจของราชครูเลย ฉันจึงเดินกลับไปหาเหม่ยอิงที่นั่งรออยู่ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม หวังจะได้พบกับหมอจงเต็มที่ แต่ก็ต้องหุบยิ้มเปลี่ยนเป็นหน้าเศร้าหมอง เมื่อได้ยินฉันบอกว่าหมอจงป่วยเพราะถูกพืชพิษอีกครั้งเมื่อคืน หมอจงต้องการพักผ่อนจึงออกมาพบไม่ได้


    ด้วยความสงสารและเห็นใจในสีหน้าเศร้าๆของเหม่ยอิง จึงแนะนำเหม่ยอิงว่าให้กลับไปก่อน ค่อยมาอีกครั้งหลังจากที่หมอจงหายป่วย คิดว่าสักสองหรือสามวันหมอจงน่าจะหายดี แต่จู่ๆเหม่ยอิงก็เปลี่ยนอารมณ์ฮึดอะไรขึ้นมาไม่รู้พูดว่า “ฮึ! พี่หยูคิดว่าจะหลบหน้าข้าได้ตลอดไปรึ!”


    แล้วเหม่ยอิงก็ยื่นปิ่นโตโถนั้นให้ฉัน บอกว่าฝากปิ่นโตอาหารไปให้หมอจงกินด้วย ถ้าหมอจงไม่กินก็ให้ฉันกินแทน พรุ่งนี้นางจะมาใหม่จะไม่ยอมแพ้หรอก ฉันรับปิ่นโตไว้แล้วพยักหน้าว่าได้ ในใจก็คิดว่าหมอจงกับเหม่ยอิงต้องมีอะไรกันสักอย่างแน่ๆ แต่ที่มองออกแน่ๆเลยคือเหม่ยอิงต้องมีใจชอบหมอจงแน่นอน แต่ไม่อยากถามเพราะไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นอีกแล้ว


    จากนั้นเหม่ยอิงก็เดินออกไปจากเรือน ฉันจึงนำปิ่นโตอาหารกลิ่นหอมฉุยไปให้หมอจง แต่หมอจงบอกว่าไม่กิน บอกให้ฉันยกไปกินเองได้เลย หรือถ้าไม่กินก็ให้เททิ้งไปซะ แม้ไม่รู้เหตุผลที่หมอจงทำใจร้ายกับเหม่ยอิง แต่ก็ไม่น่าจะใจร้ายทำถึงขนาดนี้เลยนี่นา ฉันจึงยกโถอาหารเดินไปที่โรงครัว เพราะคิดว่าจะนำไปเททิ้ง แต่กลิ่นอาหารในโถนั้นหอมยั่วน้ำลายเหลือเกิน จึงคิดว่าจะลองชิมสักชิ้นหนึ่งก่อนถ้าไม่อร่อยค่อยเททิ้ง


    เมื่อเดินมาถึงโรงครัว พ่อครัวก็ถามทันทีว่าโถอาหารของคุณหนูเฉิงเหรอ ทำให้ฉันแปลกใจว่าทำไมพ่อครัวรู้ พร้อมกับเปิดฝาโถอาหารข้างในเป็นหมูสามชั้นทอดตุ๋นพะโล้กลิ่นหอม พ่อครัวจึงยื่นหน้ามาดูแล้วดมกลิ่นหอม เขาบอกว่าโถอาหารแบบนี้มีเพียงคนเดียวแหละคือคุณหนูเฉิง


    แล้วพ่อครัวก็หยิบตะเกียบมาถือไว้ในมือ บอกฉันว่าถ้าฉันไม่กินเขาจะกินเอง เพราะอาหารที่คุณหนูเฉิงทำมาอร่อยกว่าอาหารฝีมือเขาตั้งเยอะ ฉันจึงหยิบตะเกียบมาคีบหมูสามชั้นชิ้นหนึ่งใส่ปาก ก็ร้องว่าอื้อหืออร่อยจริงๆด้วย จึงยื่นโถอาหารให้พ่อครัวมากินด้วยกัน พ่อครัวจึงคีบหมูสามชั้นกินแล้วเล่าให้ฟังแค่ว่า


    เฉิงเหม่ยอิงเคยปรุงอาหารมาให้หมอจงกินหลายครั้งแล้ว แต่หมอจงไม่เคยกินเลยสักครั้ง มีแต่เขากับฉิงคุนนี่แหละที่รับหน้าที่กินอาหารของเหม่ยอิงที่นำมาทุกครั้ง อีกทั้งหมอจงยังไม่เคยให้เหม่ยอิงเข้าพบเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้งเช่นกัน จึงไม่มีใครรู้ว่าหมอจงคิดอย่างไรกับเหม่ยอิง แต่เหม่ยอิงดูท่าทางแล้วจะมีใจชอบพอหมอจงไม่เบา


    กระทั่งตอนเย็นฉิงคุนกลับจากส่งยาสมุนไพร จึงเล่ารายงานเหตุการณ์วันนี้ให้ฉิงคุนฟัง และถามฉิงคุนถึงหม้อสีเงินคล้ายหม้อต้มยาที่ฉันเห็นในห้องพักของหมอจง เพราะรู้สึกสนใจหม้อใบนั้นจึงอยากรู้ว่าเป็นหม้ออะไร


    ฉิงคุนตอบว่านั่นคือ หม้อต้มยาราชัน เป็นของตกทอดประจำตระกูลจง สามารถต้มยาได้ทุกชนิดแม้แต่ยาพิษร้ายแรงก็ต้มได้ หม้อไม่สึกหรอไม่กร่อนละลาย ที่สำคัญยาที่ต้มในหม้อใบนั้นจะให้ผลดีกว่ายาต้มหม้อทั่วไปหลายเท่า แต่ฉิงคุนก็ไม่เคยเห็นหมอจงนำออกมาต้มยาเลย จึงไม่รู้ว่าปรุงยาได้ดีจริงตามคำเล่าลือหรือเปล่า

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน