บรรยากาศภายในกำแพงวิญญาณในเวลานี้กลับกลายเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
ทั้งสี่คนทำได้เพียงจ้องมองไปยังหวงเยี่ยอย่างจริงจัง ดวงตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งหวาดระแวง สงสัย และเคร่งเครียดปะปนกันไปอย่างหนัก ในทางตรงกันข้าม ตัวของหวงเยี่ยกลับเผยรอยยิ้มแฉ่งออกมาอย่างไร้พิษภัย
ใบหน้าของเขาดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆทั้งสิ้น ทำท่าราวกับว่าคำถามเมื่อครู่ มันเป็นเพียงการหยอกล้อธรรมดาเท่านั้น
กระทั่งในที่สุด หลี่เซียงเหลียนก็ถอนหายใจยาว ดูคล้ายคนที่ตัดสินใจเปิดม่านความลับที่ปิดซ่อนไว้มานานแสนนาน ตัวของเขาจ้องมองไปยังหวงเยี่ยตรงๆและจริงจัง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทางอันหนักแน่น
“วิธีการสร้างตราสัญลักษณ์สงคราม.. ทางสมาพันธ์นักล่ามังกรได้รับมันมาจากซากอารยธรรมของเผ่าพันธุ์ที่ชื่อว่ามนุษย์ศักดิ์สิทธิ์!”
หลี่เซียงเหลียนหลุบตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังรื้อฟื้นข้อมูลที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
“ในประวัติศาสตร์ที่เราได้ค้นพบ พวกเขาเดินทางมายังโลกของเราเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนแล้ว ทว่าเป็นเพียงกลุ่มที่แยกย่อยเท่านั้น แบบออกเดินทางไปทั่วทั้งจักรวาลต้นกำเนิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และวิวัฒนาการให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อาศัยอยู่ตามดาวเคราะห์ต่างๆ”
“โลกของเราในช่วงสมัยดังกล่าวแทบจะไม่มีอะไรอยู่เลย.. ไม่ใช่สิ”
เขาส่ายหน้าเล็กน้อย
แก้คำพูดของตนเอง
“โลกของเราได้มีเผ่าพันธุ์มนุษย์เดินทางกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งรกรากและถิ่นฐานอารยธรรมขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อนแล้ว!”
“แต่ในประวัติศาสตร์ที่พวกเราได้พบเจอมา.. เห็นว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์รูปแบบต่างๆเหล่านี้ได้ถูกเผ่าพันธุ์มังกรที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวไล่ล่ามาจนถึงระบบสุริยะของพวกเรา เดินทางมาจนถึงดาวโลก และต้องถูกกวาดล้างไปในที่สุด ทำให้ซากอารยธรรมของพวกเขาต้องสูญหายภายใต้ผืนแผ่นดิน เหลือเพียงเศษเสี้ยวความรู้ที่ถูกฝังกลบอยู่ในชั้นหินและซากโครงสร้างโบราณ”
“อันที่จริงพวกข้ามีข้อสันนิษฐานที่ชัดเจน ว่าพวกเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มาเยี่ยมเยียนดาวโลกของเรา..”
“พวกเขาได้ทำให้ดาวเคราะห์โลกของพวกเราที่ดูธรรมดา ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณและเพรียบพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย!”
“หรือก็คือเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภูมิอากาศ ให้เหมาะสมสำหรับนักล่ามังกรยังไงละ”
คำกล่าวนั้นหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความสัตย์จริง
ทั้งสามคนที่เหลือพยักหน้ารับพร้อมกันโดยไม่ลังเล เป็นการยืนยันสิ่งที่พวกเขารับรู้ร่วมกันมาเนิ่นนาน
หวงเยี่ยฟังอย่างตั้งใจ รอยยิ้มแฉ่งของเขาค่อยๆจางลงเล็กน้อย กลายเป็นความสงบนิ่งที่ลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม
หลี่เซียงเหลียนกล่าวต่อด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
“ตราสัญลักษณ์สงครามที่เจ้าถืออยู่.. เป็นหนึ่งในองค์ความรู้ที่พวกเราขุดค้นได้จากซากอารยธรรมของมนุษย์ศักดิ์สิทธิ์!”
“สมบัติล้ำค่าระดับต่ำรูปแบบเช่นนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจของพวกเราโดยสมบูรณ์แบบ พวกเราเผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุคสมัยนี้เพียงแค่ถอดรหัสบางส่วน นำหลักการพื้นฐานมาปรับใช้ และทำซ้ำกระบวนการตามแบบแผนที่พบในซากโครงสร้างเท่านั้น!”
“แต่แก่นแท้ของมันยังคงเป็นของพวกเขาไม่ใช่ของเราอยู่ดี”
“นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความลับนี้จึงต้องถูกปิดบัง หากมนุษย์ทั่วไปได้รับรู้ว่าอารยธรรมของเรายืนอยู่บนเศษซากของผู้ที่ถูกกวาดล้าง และกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ความหวาดกลัวจะลุกลามไปทั่วทั้งโลก!”
คำพูดนั้นทำให้ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ตัวของหวงเยี่ยยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้วละ”
“ส่วนเรื่องที่ว่าข้ารับรู้เรื่องราวต่างๆของซากอารยธรรมและจักรวาลต้นกำเนิดได้ยังไง อันนี้ข้าขอไม่ตอบมันละกัน แต่ข้าหวงเยี่ยให้สัตย์สาบานเลยว่าเรื่องภายในวันนี้ ข้าจะไม่แพร่งพรายออกไปโดยเด็ดขาด เพราะมันถือเป็นความลับที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวด!”
คำว่าสัตย์สาบานดังหนักแน่นเหมือนตราประทับที่สลักลงในห้วงจิต ทำให้หลี่เซียงเหลียน เจิ้งหงอี้ อวี้หวงเทียน และเสวี่ยหยาต้องมองหน้ากันอีกครั้ง ความเคร่งเครียดในแววตาค่อยๆคลายลงเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีมั่นคงของชายหนุ่มตรงหน้า
ในที่สุด หลี่เซียงเหลียนก็พยักหน้ารับช้าๆ อีกสามคนทำตามโดยพร้อมเพรียง เป็นการยืนยันความไว้วางใจที่พวกเขามอบให้
“หวงเยี่ย! ไว้ให้เจ้าเป็นนักล่ามังกรระดับสิบเมื่อไหร่ พวกข้าจะนำพาเจ้าไปหาเหล่าผู้มีอำนาจที่แท้จริงในสมาพันธ์นักล่ามังกร”
“ไม่ใช่สิ พวกท่านเป็นดั่งเสาหลักที่คอยปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์มากว่าสองร้อยปี เพราะงั้น..”
ยังไม่ทันที่หลี่เซียงเหลียนจะกล่าวจบ หวงเยี่ยก็เอ่ยขึ้นอย่างหน้าตาเฉย น้ำเสียงราบเรียบเกินคาด
“จักรพรรดิมังกรเงินศักดิ์สิทธิ์ ท่านหลงกู่เยว่เอ๋อ!”
เพียงประโยคเดียวก็เสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางพื้นที่ปิดล้อม ทั้งสี่คนสำลักน้ำลายในลำคอพร้อมกันโดยแทบไม่ได้นัดหมาย สีหน้าของแต่ละคนซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า
“นะ.. นะ.. นี่เจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน!”
เจิ้งหงอี้แทบจะสะดุดคำพูดของตนเอง อวี้หวงเทียนถลึงตาใส่หวงเยี่ยอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะที่เสวี่ยหยาถึงกับก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ส่วนหลี่เซียงเหลียนก็สูดลมหายใจเข้าแรงๆแล้วรีบพูดขึ้น
“นี่มันความลับสุดยอดที่เป็นความลับระดับสุดยอดเลยนะ!”
ทั้งสี่คนจ้องมองหวงเยี่ยเหมมือนกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากต่างมิติ ทว่าตัวของหวงเยี่ยกลับยักไหล่ขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะตอบออกมาอย่างเรียบง่าย
“เจอนางก่อนที่จะเดินทางมาถึงมหานครเทียนหมิงน่ะ”
“ในตอนนั้นนางกำลังทะยานผ่านท้องฟ้าด้วยร่างมังกรสีเงินขนาดใหญ่นับหลายกิโลเมตร จึงได้พูดคุยกันเล็กน้อย”
คำพูดของชายหนุ่มเป็นธรรมชาติราวกับกำลังเล่าเรื่องพบเจอคนรู้จักทั่วไป
“อันที่จริงเรื่องราวทั้งหมดที่ข้ารู้.. ก็เป็นนางที่ได้เล่าให้กับข้าฟังทั้งหมดนั่นแหละ”
ถึงจะพูดเช่นนั้นออกมา แต่ภายในใจหวงเยี่ยกลับลอบหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ เพราะตัวของเขาได้ใช้ประโยชน์จากหลงกู่เยว่เอ๋อเป็นเกราะกำบังคำโกหกอย่างแนบเนียน ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ และไม่มีใครกล้าสงสัยในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวตนระดับนั้น
“นะ.. นั่นมัน..”
ทว่าไม่ใช่กับทั้งสี่คนที่กำลังยืนอ้าปากค้างอยู่อีกครั้ง
สีหน้าของพวกเขาดูตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับโลกที่เคยมั่นคงกำลังสั่นคลอนต่อหน้าต่อตา
ในที่สุด หลี่เซียงเหลียนก็ยกมือกุมขมับ ราวกับพยายามจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงอยู่ภายในศีรษะ
“งะ.. งั้นเหรอ..”
“มันเป็นแบบนี้นี่เอง!”
“นี่ท่านหลงกู่เยว่เอ๋อคิดยังไงถึงได้บอกความลับอันยิ่งใหญ่นี้ให้กับเจ้าเนี่ย?!”
“ไม่ใช่สิ ถึงกับเปิดเผยการคงอยู่ของตนให้กับเจ้าทราบด้วย!”
“ให้ตายเถอะ ท่านผู้นั้น!”
น้ำเสียงบ่นของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความไม่เข้าใจ
เพราะเรื่องราวที่ควรจะเป็นความลับสูงสุดของมนุษย์ กลับถูกเอ่ยออกมาอย่างง่ายดายภายในพื้นที่ปิดล้อมแห่งนี้
และยิ่งกว่านั้น ชายหนุ่มตรงหน้ายังอ้างถึงตัวตนที่อยู่เหนือกว่าพวกเขาอย่างไม่หวั่นเกรงอีกด้วย
..
นางบอกเกี่ยวอะไร 55+