เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่45รอบเดียวคงพอมั้ง




        วันนี้หัวหน้าตึกหมื่นเทพนัดหมายเล้งปวยเพื่อพาให้ไปรับทราบถึงรายละเอียดของการเป็นศิษย์สายตรงที่เข้าไปอยู่ในที่กลางหุบเขา   ดังนั้นจึงมีโอกาสตามท่านเข้าไปยังเขตที่เป็นสัดส่วนของศิษย์สายใน  ทำให้พบความแตกต่างในความเป็นศิษย์สายในกับสายนอกอย่างเทียบกันไม่ได้เลย   ไม่ว่าจะในเรื่องของความเป็นอยู่  ทรัพยากร  กระทั่งระบบการฝึกฝน
       “จุดเด่นของตึกหมื่นเทพคือการฝึกฝนในเรื่องพลังด้านจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง  ที่พอจะชดเชยความเสียเปรียบในเรื่องทรัพยากรได้บ้าง”   นี่คือสิ่งที่เล้งปวยบอกกับตัวเอง  ในระหว่างรอให้ศิษย์สายในทุกคนลุกออกมาจนพร้อมหน้ากันจากการเพาะบ่มทางจิตวิญญาณ
       “ขอแจ้งข่าวดีให้ศิษย์ใหม่ทุกคนมีกำลังใจ  จากนี้ไปทางตึกเราได้มีศิษย์สายตรงแล้ว  ซึ่งเราจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าเราบ่อยขึ้น  นี่คือเล้งปวยศิษย์สายตรง”  พลางผายมือมาที่เล้งปวยที่ยืนข้างๆ
         มีส่วนน้อยที่มีอาการดีใจแต่ส่วนใหญ่เพียงพยักหน้ารับทราบอย่างไม่ได้กระตือรีอล้นนัก  ถึงกับมีบางคนที่คิดว่าเป็นเรื่องตลกโดยเฉพาะคนที่ยังคิดว่าเขาแค่เป็นศิษย์ขยะตามที่คนพูดกันนั้น 
    “ท่านอาจารย์ไป๋เทียนหยู  เกิดไม่สบายกระทันหันหรือไรหรือปลงไมตกเรื่องของศิษย์สายตรงจนเลอะเลือนแน่ๆ ถึงได้ตัดสินใจเช่นนั้น”  บางคนคิดขึ้นมาอย่างไม่ยอมรับในใจ   “หากศิษย์ขยะอย่างเล้งปวยเป็นศิษย์สายตรงได้…เหอะๆๆ ใยมิใช่ทุกคนในที่นี้เป็นได้ยิ่งกว่า”“หากมิใช่ข้าเกรงใจพวกท่านที่เป็นระดับผู้อาวุโส  อยากจะเรียกมันออกมาซัดให้สลบให้ดูเลยเชื่อสิ” ซ่างไกว ที่เป็นศิษย์สายในอารมณ์ร้อนคนหนื่งคิดขึ้นมา
    ดังนั้นเล้งปวยที่ทราบจากการอ่านจิตพวกมันด้วยกายเงามังกรศักดิ์สิทธิ์พลันกล่าวว่า
     “ เรียนท่านอาจารย์ไป๋  ข้ารู้สึกประทับใจในความก้าวหน้าของของศิษย์สายในทุกคนที่สามารถเลื่อนระดับพลังได้รวดเร็วเช่นนี้  ข้าย่อมทั้งเคารพและนับถือในศิษย์สายในอย่างยิ่ง…”
    “ดี !  ที่มันยังเจียมตัวอยู่บ้างไม่ถึงกับกล้าเผยอตัวมาเทียบชั้นกับพวกเรายังพออภัยให้ได้” บางคนกำลังคิดขึ้นมา
    “…แต่ข้าเพียงอยากเรียนรู้จากพวกเขาสักท่าสองท่าบ้างเท่านั้นเอง  ไม่ทราบท่านอาจารย์จะอนุญาตหรือไม่”   มันเพียงคล้ายทำเป็นขออนุญาต  แต่จริงๆแล้วมันย่อมอ่านใจหัวหน้าตึกที่อยากจะให้มีการประลองทดสอบอย่างยิ่งเพียงแต่ไม่กล้า  เพราะมันอยากจะเห็นพลังการต่อสู้ของเล้งปวยกับตาตังเองอยู่แล้ว
    “ได้ !    ถือเป็นการฝึกฝนที่ดี  จะทำให้ได้รับประสพการการต่อสู้จริงๆ แต่ต้องระวังอย่าให้มีการบาดเจ็บหละ   ว่าแต่เจ้าจะประลองกี่รอบดีหละเล้งปวย”
    “แค่รอบเดียวคงพอกระมังมั้ง ครับท่านอาจารย์ไป๋”  
    “ฮื้อแค่รอบเดียวเองเหรอนึกว่าจะสักหลายๆรอบให้พวกเขาหลายๆคนได้ฝึก……”   ในใจท่านหัวหน้าตึกอยากเห็นเขาสู้กับหลายๆคนอย่างที่ได้ยินมา  แต่เล้งปวยพลันตัดบทขึ้นมา
    “ข้าหมายถึงรอบเดียวแต่ให้ทั้ง 9 คนเข้ามาพร้อมกันเลยจะได้ไม่เสียเวลารอกันนะครับท่านอาจารย์”   พอมันพูดเช่นนี้พลันมีเสียงแค่นเหอะเบาๆขึ้นมาในกลุ่มศิษย์สายใน
    “มันงี่เง่าจนบัดซบสมกับที่เป็นศิษย์ขยะจริงๆ” คนที่แค่นเสียง ที่มีนามว่า  ซ่างไกว นั้นไม่อาจรับได้ในสิ่งที่เล้งปวยพูดขึ้นมา”
    “หึเยี่ยงนี้ยิ่งถูกใจข้าที่สุดเลย”  อาจารย์ไป๋เทียนหยูคิดคำนึงขึ้นจนอยากหัวเราะแต่ต้องรักษาภาพลักษณ์
       แล้วทุกคนก็ได้ลงไปยืนประจันอยู่กลางลานประลองนั้นแล้ว  เล้งปวยพลันยืนมือไพล่หลังท่าทางสบายใจอย่างยิ่ง   สีหน้าที่ราบเรียบนั้นดูไม่ออกว่ากำลังคิดอันใดอยู่  ผิดกับอีกฝ่ายทั้ง 9 คน ที่ตื่นเต้นจนตึงเคลียดขึ้นมา     คนที่เคยเห็นพลังของเขามาก่อนย่อมเคลียดเตรียมรับการเปลี่ยนแปลง ส่วนอีกกลุ่มที่ยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตานั้นพลันเคลียดที่เห็นท่าทางไม่ใส่ใจดั่งเหยียดหยามดูแคลนพวกเขาของมัน  โดยเฉพาะ ช่างไกวนั่นดูออกชัดเจนที่สุด
    “เริ่มได้”  เสียงอาจารย์ท่านหนึ่งที่คอยควบคุมการฝึกฝนได้สั่งขึ้นด้วยเสียงอันดังชัดเจน ได้ยินเช่นนั้นบางคนก็พลันชักอาวุธออกมา
       “หึ  ในเมื่อเจ้ากล้าดูแคลนศิษย์สายในอย่างข้าก็ถือว่าเป็นคราซวยของเจ้าก็แล้วกัน   สมควรที่จะได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดบ้าง”    ซ่างไกว ที่เกิดอารมณ์โมโหคิดพร้อมกับแววตาอันเหี้ยมเกรียมของมันฉายออกมาวูบวาบ  มันคิดที่จะชิงลงมือจัดการกับคนโอหังที่เบื้องหน้านี้ก่อนใคร       แน่นอนว่าเล้งปวยย่อมรู้ได้ด้วยเคล็ดลมหายใจแห่งมังกรที่สามารถอ่านใจของฝ่ายตรงกันข้ามได้อยู่แล้ว    ในขณะที่เสียง  เพ้ย!  ร้องดังขึ้นมาคนอื่นก็เริ่มหมุนเคลื่อนขบวนไปรอบๆดังกงจักรจนปรากฏคลื่นพลังแห่งอาวุธหนุนเนื่องเข้าหาเล้งปวยจนมีเสียงครืนๆ   แต่กลับมีซ่างไกว ที่พลันตวาดขึ้นมา  “จงนอนให้กับข้า “ ร่างพุ่งเข้าหาเล้งปวยที่ยืนอยู่ตรงกลางขบวนราวสายฟ้าหวังเผด็จศึกภายในหมัดเดียวเท่านั้น  
        ตูม  ม !!!!       อ้าก า  า   า !!!!   เห็นร่างของมันยามที่พุ่งเข้าใส่เล้งปวยนั้นรวดเร็วยิ่งแต่ในยามกระดอนกลับยื่งเร็วกว่าเป็นสองเท่า   จนลอยข้ามคนอื่นๆออกไปไกล  ย่อมไม่มีใครทราบว่าที่แท้มันกลับสลบไปเพราะพลังของมันสะท้อนใส่ตังเอง  เหตุที่เกิดกระทันหันย่อมทำให้อาจารย์ไป๋เทียนหยูนั้นถึงกับตกตะลึงเลยทีเดียวที่ซ่างไกว กับแพ้ในหมัดเดียว
        แต่คลื่นพลังอันมหาศาลที่เกิดจากการหมุนของกงจักรแห่งอาวุธที่เหลืออีกแปดคนนั้นยังมิได้หยุดยั้งลง ตรงกันข้ามยามนี้กลับทวีความรุนแรงขึ้นมาจนสูงสุดแล้งพุ่งเข้าหาเล้งปวยประหนึ่งว่าจะบดขยี้ให้อีกฝ่ายเป็นจุลไปในชั่วพริบตาฉนั้น  
        ในยามที่ปกติพวกมันที่เป็นอัจฉริยะบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่ล้วนโดดเด่นแต่ละคนนั้นรับมือยากอย่างยิ่งอยู่แล้ว  ในยามนี้พลันมารวมกันถึงแปดคน   อานุภาพย่อมต้องประเมินไม่ได้แล้ว
     ตูม ม  ม   ม    ม      ม       ม           ม  อ้าก  า    า  !     !
        สิ้นเสียงระเบิดอันรุนแรงดังขึ้น   เห็นฝุ่นละอองพลันกระจัดกระจายทั้งเศษใบไม้ ดิน หิน  ปลิวกระเด็น  คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ    เหล่าอาจารย์ทั้งหลายตกตะลึงอยู่ตั้งนาน  กว่าจะรู้สึกตัววิ่งเข้าไปดูบรรดาศิษย์แต่ละคน   ปลิวกระเด็นออกมาดุจว่าวขาดสาย   แต่ว่ายังโชคดีที่ทุกคนแค่บอบช้ำภายในและสลบไปเท่านั้นไม่มีอะไรมาก  แต่มันได้สร้างความรู้สึกหวาดผวาที่มีต่อเล้งปวยขึ้นลึกๆภายในจิตใจของศิษย์สายในทุกคนไปตลอดกาล
       แน่นอนย่อมมีแต่เล้งปวยที่ทราบว่านี่เป็นเพียงแค่ผลที่เกิดจากปราณพลังคุ้มครองร่างของมันเพียงแปดส่วนไม่ใช่ทั้งหมด  มิเช่นนั้นคงมีบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น
    หัวหน้าตึกหมื่นเทพนั้น   แม้ภายนอกจะมิได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก  แต่ภายในนั้นตื่นตนกต่อสิ่งที่เห็นจนกระทั่งไม่สามารถพูดออกมาได้   ในชีวิตชราของมันพบเห็นการต่อสู้ของอัจฉริยะรุ่นเยาว์มามากมายจนนับไม่ถ้วน  แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้มันอึ้งอยู่นานที่สุด
    “ไม่นึกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งจนป่านนี้เลยเล้งปวย เราหลงกังวลกับเจ้าจนแทบแย่   แต่กลับกลายเป็นพวกมันพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว  เยี่ยงนี้จะไม่ทำให้ข้าตื่นเต้นดีใจได้ยังไง
      รอจนขนย้ายผู้บาดเจ็บออกไปหมดแล้ว  เล้งปวยจึงได้หันไปกล่าวกับอาจารย์ไป๋เทียนหยูว่า
      “ท่านอาจารย์หัวหน้าตึก…หากข้าพอมีวิธีช่วยให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาในเวลาอันสั้นนี้ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร” 
    “เจ้าว่า…เจ้ามีวิธี  โอ!  ไหนลองว่ามา”  มันตาลุกวาว  ในสถานการณ์ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้   มันย่อมจนปัญญาอย่างยิ่ง  ยามได้ยินเช่นนั้นย่อมอดที่จะลิงโลดขึ้นมาไม่ได้
    “การที่ทางอาจารย์ได้เน้นฝึกจิตวิญญาณด้วยสมาธิให้พวกเขานั้น  ส่งผลให้พวกเขามีพลังทางจิตวิญญาณที่สูงส่งอย่างมากกว่าทางกายภาพอยู่แล้วในยามนี้   เพียงใช้โอสถกระตุ้นการเลื่อนระดับก็จะเพิ่มพลังทางกายภาพให้เข้าสู่จุดสมดุลได้ไม่ยาก  ”
    “ที่เจ้าพูดนั้นย่อมพูดได้ถูกต้องอย่างยิ่ง เพียงแต่   โอ !  เราจะหาโอสถมากมายนั้นมาจากที่ใด  ที่เรามีอยู่ในตอนนี้ก็แค่เพียงโอสถปราณม่วงระดับ1ให้พวกเขาคนละ 2 เม็ด ต่อเดือนเท่านั้น  ในขณะที่ตึกอสูรฟ้าได้ถึงคนละ 4 เม็ด”
    “นั่นไม่เป็นปัญหา  ผู้เยาว์พอมีโอสถปราณม่วงระดับ 3 อยู่ไม่น้อย   ท่านรับไปให้พวกมันในตอนนี้ก่อนเลยคนละหนึ่งเม็ด”  พลันมีกลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาพร้อมกับได้ปรากฎโอสถ 9 เม็ดขึ้นบนฝ่ามือของเล้งปวย
    “โอสถระดับ 3 !  อาจารย์หัวหน้าตึกพลันอุทานเสียงดังออกมา  นี่เจ้า…เจ้า…ไฉนมีโอสถระดับนี้ได้มากมายขนาดนั้น”  มันมองเล้งปวยจนตาค้างแล้ว
    “ผู้เยาว์ เป็นนักปรุงยา”  มันกล่าวอย่างราบเรียบ
    “สวรรค์!เจ้าถึงกับเป็นนักปรุงยา   ประเสริฐ!  ประเสริฐอย่างยิ่ง”   มันไม่อาจเก็บอาการได้ต่อไป
       “เพียงต่อไปท่านอาจารย์ท่านหัวหน้าตึกให้คนเตรียมสมุนไพรตามนี้ให้ได้มากเท่าไหร่  ผู้เยาว์รับปากจะปรุงโอสถให้ได้ทุกเดือนจนถึงวันประลอง”    ไป๋เทียนหยูรีบรับมาอย่างกุลีกุจอ และบอกจะหาให้โดยเร็ว คล้ายกลัวว่าอีกฝ่ายจะพลันเปลี่ยนใจ  ก็ปาน


    …
    /ไปๆมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นศิษย์ใครเป็นอาจารย์











    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน