วันนี้หัวหน้าตึกหมื่นเทพนัดหมายเล้งปวยเพื่อพาให้ไปรับทราบถึงรายละเอียดของการเป็นศิษย์สายตรงที่เข้าไปอยู่ในที่กลางหุบเขา ดังนั้นจึงมีโอกาสตามท่านเข้าไปยังเขตที่เป็นสัดส่วนของศิษย์สายใน ทำให้พบความแตกต่างในความเป็นศิษย์สายในกับสายนอกอย่างเทียบกันไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเรื่องของความเป็นอยู่ ทรัพยากร กระทั่งระบบการฝึกฝน
“จุดเด่นของตึกหมื่นเทพคือการฝึกฝนในเรื่องพลังด้านจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง ที่พอจะชดเชยความเสียเปรียบในเรื่องทรัพยากรได้บ้าง” นี่คือสิ่งที่เล้งปวยบอกกับตัวเอง ในระหว่างรอให้ศิษย์สายในทุกคนลุกออกมาจนพร้อมหน้ากันจากการเพาะบ่มทางจิตวิญญาณ
“ขอแจ้งข่าวดีให้ศิษย์ใหม่ทุกคนมีกำลังใจ จากนี้ไปทางตึกเราได้มีศิษย์สายตรงแล้ว ซึ่งเราจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าเราบ่อยขึ้น นี่คือเล้งปวยศิษย์สายตรง” พลางผายมือมาที่เล้งปวยที่ยืนข้างๆ
มีส่วนน้อยที่มีอาการดีใจแต่ส่วนใหญ่เพียงพยักหน้ารับทราบอย่างไม่ได้กระตือรีอล้นนัก ถึงกับมีบางคนที่คิดว่าเป็นเรื่องตลกโดยเฉพาะคนที่ยังคิดว่าเขาแค่เป็นศิษย์ขยะตามที่คนพูดกันนั้น
“ท่านอาจารย์ไป๋เทียนหยู เกิดไม่สบายกระทันหันหรือไรหรือปลงไมตกเรื่องของศิษย์สายตรงจนเลอะเลือนแน่ๆ ถึงได้ตัดสินใจเช่นนั้น” บางคนคิดขึ้นมาอย่างไม่ยอมรับในใจ “หากศิษย์ขยะอย่างเล้งปวยเป็นศิษย์สายตรงได้…เหอะๆๆ ใยมิใช่ทุกคนในที่นี้เป็นได้ยิ่งกว่า”“หากมิใช่ข้าเกรงใจพวกท่านที่เป็นระดับผู้อาวุโส อยากจะเรียกมันออกมาซัดให้สลบให้ดูเลยเชื่อสิ” ซ่างไกว ที่เป็นศิษย์สายในอารมณ์ร้อนคนหนื่งคิดขึ้นมา
ดังนั้นเล้งปวยที่ทราบจากการอ่านจิตพวกมันด้วยกายเงามังกรศักดิ์สิทธิ์พลันกล่าวว่า
“ เรียนท่านอาจารย์ไป๋ ข้ารู้สึกประทับใจในความก้าวหน้าของของศิษย์สายในทุกคนที่สามารถเลื่อนระดับพลังได้รวดเร็วเช่นนี้ ข้าย่อมทั้งเคารพและนับถือในศิษย์สายในอย่างยิ่ง…”
“ดี ! ที่มันยังเจียมตัวอยู่บ้างไม่ถึงกับกล้าเผยอตัวมาเทียบชั้นกับพวกเรายังพออภัยให้ได้” บางคนกำลังคิดขึ้นมา
“…แต่ข้าเพียงอยากเรียนรู้จากพวกเขาสักท่าสองท่าบ้างเท่านั้นเอง ไม่ทราบท่านอาจารย์จะอนุญาตหรือไม่” มันเพียงคล้ายทำเป็นขออนุญาต แต่จริงๆแล้วมันย่อมอ่านใจหัวหน้าตึกที่อยากจะให้มีการประลองทดสอบอย่างยิ่งเพียงแต่ไม่กล้า เพราะมันอยากจะเห็นพลังการต่อสู้ของเล้งปวยกับตาตังเองอยู่แล้ว
“ได้ ! ถือเป็นการฝึกฝนที่ดี จะทำให้ได้รับประสพการการต่อสู้จริงๆ แต่ต้องระวังอย่าให้มีการบาดเจ็บหละ ว่าแต่เจ้าจะประลองกี่รอบดีหละเล้งปวย”
“แค่รอบเดียวคงพอกระมังมั้ง ครับท่านอาจารย์ไป๋”
“ฮื้อแค่รอบเดียวเองเหรอนึกว่าจะสักหลายๆรอบให้พวกเขาหลายๆคนได้ฝึก……” ในใจท่านหัวหน้าตึกอยากเห็นเขาสู้กับหลายๆคนอย่างที่ได้ยินมา แต่เล้งปวยพลันตัดบทขึ้นมา
“ข้าหมายถึงรอบเดียวแต่ให้ทั้ง 9 คนเข้ามาพร้อมกันเลยจะได้ไม่เสียเวลารอกันนะครับท่านอาจารย์” พอมันพูดเช่นนี้พลันมีเสียงแค่นเหอะเบาๆขึ้นมาในกลุ่มศิษย์สายใน
“มันงี่เง่าจนบัดซบสมกับที่เป็นศิษย์ขยะจริงๆ” คนที่แค่นเสียง ที่มีนามว่า ซ่างไกว นั้นไม่อาจรับได้ในสิ่งที่เล้งปวยพูดขึ้นมา”
“หึเยี่ยงนี้ยิ่งถูกใจข้าที่สุดเลย” อาจารย์ไป๋เทียนหยูคิดคำนึงขึ้นจนอยากหัวเราะแต่ต้องรักษาภาพลักษณ์
แล้วทุกคนก็ได้ลงไปยืนประจันอยู่กลางลานประลองนั้นแล้ว เล้งปวยพลันยืนมือไพล่หลังท่าทางสบายใจอย่างยิ่ง สีหน้าที่ราบเรียบนั้นดูไม่ออกว่ากำลังคิดอันใดอยู่ ผิดกับอีกฝ่ายทั้ง 9 คน ที่ตื่นเต้นจนตึงเคลียดขึ้นมา คนที่เคยเห็นพลังของเขามาก่อนย่อมเคลียดเตรียมรับการเปลี่ยนแปลง ส่วนอีกกลุ่มที่ยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตานั้นพลันเคลียดที่เห็นท่าทางไม่ใส่ใจดั่งเหยียดหยามดูแคลนพวกเขาของมัน โดยเฉพาะ ช่างไกวนั่นดูออกชัดเจนที่สุด
“เริ่มได้” เสียงอาจารย์ท่านหนึ่งที่คอยควบคุมการฝึกฝนได้สั่งขึ้นด้วยเสียงอันดังชัดเจน ได้ยินเช่นนั้นบางคนก็พลันชักอาวุธออกมา
“หึ ในเมื่อเจ้ากล้าดูแคลนศิษย์สายในอย่างข้าก็ถือว่าเป็นคราซวยของเจ้าก็แล้วกัน สมควรที่จะได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดบ้าง” ซ่างไกว ที่เกิดอารมณ์โมโหคิดพร้อมกับแววตาอันเหี้ยมเกรียมของมันฉายออกมาวูบวาบ มันคิดที่จะชิงลงมือจัดการกับคนโอหังที่เบื้องหน้านี้ก่อนใคร แน่นอนว่าเล้งปวยย่อมรู้ได้ด้วยเคล็ดลมหายใจแห่งมังกรที่สามารถอ่านใจของฝ่ายตรงกันข้ามได้อยู่แล้ว ในขณะที่เสียง เพ้ย! ร้องดังขึ้นมาคนอื่นก็เริ่มหมุนเคลื่อนขบวนไปรอบๆดังกงจักรจนปรากฏคลื่นพลังแห่งอาวุธหนุนเนื่องเข้าหาเล้งปวยจนมีเสียงครืนๆ แต่กลับมีซ่างไกว ที่พลันตวาดขึ้นมา “จงนอนให้กับข้า “ ร่างพุ่งเข้าหาเล้งปวยที่ยืนอยู่ตรงกลางขบวนราวสายฟ้าหวังเผด็จศึกภายในหมัดเดียวเท่านั้น
ตูม ม !!!! อ้าก า า า !!!! เห็นร่างของมันยามที่พุ่งเข้าใส่เล้งปวยนั้นรวดเร็วยิ่งแต่ในยามกระดอนกลับยื่งเร็วกว่าเป็นสองเท่า จนลอยข้ามคนอื่นๆออกไปไกล ย่อมไม่มีใครทราบว่าที่แท้มันกลับสลบไปเพราะพลังของมันสะท้อนใส่ตังเอง เหตุที่เกิดกระทันหันย่อมทำให้อาจารย์ไป๋เทียนหยูนั้นถึงกับตกตะลึงเลยทีเดียวที่ซ่างไกว กับแพ้ในหมัดเดียว
แต่คลื่นพลังอันมหาศาลที่เกิดจากการหมุนของกงจักรแห่งอาวุธที่เหลืออีกแปดคนนั้นยังมิได้หยุดยั้งลง ตรงกันข้ามยามนี้กลับทวีความรุนแรงขึ้นมาจนสูงสุดแล้งพุ่งเข้าหาเล้งปวยประหนึ่งว่าจะบดขยี้ให้อีกฝ่ายเป็นจุลไปในชั่วพริบตาฉนั้น
ในยามที่ปกติพวกมันที่เป็นอัจฉริยะบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่ล้วนโดดเด่นแต่ละคนนั้นรับมือยากอย่างยิ่งอยู่แล้ว ในยามนี้พลันมารวมกันถึงแปดคน อานุภาพย่อมต้องประเมินไม่ได้แล้ว
ตูม ม ม ม ม ม ม ม อ้าก า า ! !
สิ้นเสียงระเบิดอันรุนแรงดังขึ้น เห็นฝุ่นละอองพลันกระจัดกระจายทั้งเศษใบไม้ ดิน หิน ปลิวกระเด็น คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เหล่าอาจารย์ทั้งหลายตกตะลึงอยู่ตั้งนาน กว่าจะรู้สึกตัววิ่งเข้าไปดูบรรดาศิษย์แต่ละคน ปลิวกระเด็นออกมาดุจว่าวขาดสาย แต่ว่ายังโชคดีที่ทุกคนแค่บอบช้ำภายในและสลบไปเท่านั้นไม่มีอะไรมาก แต่มันได้สร้างความรู้สึกหวาดผวาที่มีต่อเล้งปวยขึ้นลึกๆภายในจิตใจของศิษย์สายในทุกคนไปตลอดกาล
แน่นอนย่อมมีแต่เล้งปวยที่ทราบว่านี่เป็นเพียงแค่ผลที่เกิดจากปราณพลังคุ้มครองร่างของมันเพียงแปดส่วนไม่ใช่ทั้งหมด มิเช่นนั้นคงมีบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น
หัวหน้าตึกหมื่นเทพนั้น แม้ภายนอกจะมิได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก แต่ภายในนั้นตื่นตนกต่อสิ่งที่เห็นจนกระทั่งไม่สามารถพูดออกมาได้ ในชีวิตชราของมันพบเห็นการต่อสู้ของอัจฉริยะรุ่นเยาว์มามากมายจนนับไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้มันอึ้งอยู่นานที่สุด
“ไม่นึกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งจนป่านนี้เลยเล้งปวย เราหลงกังวลกับเจ้าจนแทบแย่ แต่กลับกลายเป็นพวกมันพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว เยี่ยงนี้จะไม่ทำให้ข้าตื่นเต้นดีใจได้ยังไง
รอจนขนย้ายผู้บาดเจ็บออกไปหมดแล้ว เล้งปวยจึงได้หันไปกล่าวกับอาจารย์ไป๋เทียนหยูว่า
“ท่านอาจารย์หัวหน้าตึก…หากข้าพอมีวิธีช่วยให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาในเวลาอันสั้นนี้ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร”
“เจ้าว่า…เจ้ามีวิธี โอ! ไหนลองว่ามา” มันตาลุกวาว ในสถานการณ์ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้ มันย่อมจนปัญญาอย่างยิ่ง ยามได้ยินเช่นนั้นย่อมอดที่จะลิงโลดขึ้นมาไม่ได้
“การที่ทางอาจารย์ได้เน้นฝึกจิตวิญญาณด้วยสมาธิให้พวกเขานั้น ส่งผลให้พวกเขามีพลังทางจิตวิญญาณที่สูงส่งอย่างมากกว่าทางกายภาพอยู่แล้วในยามนี้ เพียงใช้โอสถกระตุ้นการเลื่อนระดับก็จะเพิ่มพลังทางกายภาพให้เข้าสู่จุดสมดุลได้ไม่ยาก ”
“ที่เจ้าพูดนั้นย่อมพูดได้ถูกต้องอย่างยิ่ง เพียงแต่ โอ ! เราจะหาโอสถมากมายนั้นมาจากที่ใด ที่เรามีอยู่ในตอนนี้ก็แค่เพียงโอสถปราณม่วงระดับ1ให้พวกเขาคนละ 2 เม็ด ต่อเดือนเท่านั้น ในขณะที่ตึกอสูรฟ้าได้ถึงคนละ 4 เม็ด”
“นั่นไม่เป็นปัญหา ผู้เยาว์พอมีโอสถปราณม่วงระดับ 3 อยู่ไม่น้อย ท่านรับไปให้พวกมันในตอนนี้ก่อนเลยคนละหนึ่งเม็ด” พลันมีกลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาพร้อมกับได้ปรากฎโอสถ 9 เม็ดขึ้นบนฝ่ามือของเล้งปวย
“โอสถระดับ 3 ! อาจารย์หัวหน้าตึกพลันอุทานเสียงดังออกมา นี่เจ้า…เจ้า…ไฉนมีโอสถระดับนี้ได้มากมายขนาดนั้น” มันมองเล้งปวยจนตาค้างแล้ว
“ผู้เยาว์ เป็นนักปรุงยา” มันกล่าวอย่างราบเรียบ
“สวรรค์!เจ้าถึงกับเป็นนักปรุงยา ประเสริฐ! ประเสริฐอย่างยิ่ง” มันไม่อาจเก็บอาการได้ต่อไป
“เพียงต่อไปท่านอาจารย์ท่านหัวหน้าตึกให้คนเตรียมสมุนไพรตามนี้ให้ได้มากเท่าไหร่ ผู้เยาว์รับปากจะปรุงโอสถให้ได้ทุกเดือนจนถึงวันประลอง” ไป๋เทียนหยูรีบรับมาอย่างกุลีกุจอ และบอกจะหาให้โดยเร็ว คล้ายกลัวว่าอีกฝ่ายจะพลันเปลี่ยนใจ ก็ปาน
…
/ไปๆมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นศิษย์ใครเป็นอาจารย์