ผีเสื้อลายมังกร

    บทที่ 36-สงครามอันซับซ้อน

          เป็นเวลานานเท่าใดแล้วไม่รู้ ที่ยามมีเรื่องทุกข์ใจ เศร้า ผิดหวัง สถานที่ซึ่งเอียนซีหงสาคะนองศึกยึดเอาเป็นที่พึ่งพิงทางใจก็คือ สวนดอกไม้ในเมืองเกียะหยูนั่นเอง

             

            สวนดอกไม้เกียะหยูวันนี้ไม่ได้สะพรั่งไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์เหมือนที่เคยเป็น แต่ก็ยังอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดที่ฟุ้งเข้าจมูก และบางพันธุ์ก็แตกดอกออกช่อดูงดงามยิ่งนัก

             

            บางมุมของสวนเป็นต้นไม้ที่แห้งเหี่ยว เฉา เพราะขาดการดูแล ส่วนกระท่อมทางด้านนั้นก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเฒ่าลู่ตาเฒ่าประหลาดที่เฝ้าดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้มานานปีพลันหายสาบสูญไป

             

            เช่นเดียวกับ…

             

            นึกถึงแค่นี้ ยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวก็มีน้ำตาซึมออกมา จนต้องใช้มือเช็ดน้ำตาป้อย ๆ พลางทรุดตัวลงบนม้านั่งหินอ่อนตัวหนึ่ง

             

            แล้วภาพนั้นก็ย้อนกลับมา

             

            หวูไว่ในสภาพเสื้อผ้าฉีกขาด ดวงตามีประกายอันประหลาด ผมเผ้ายุ่งเหยิง และดาบไม้ในมือกำลังพุ่งเข้ามาทำร้ายท่านเจ้าเมือง ทางเลือกเดียวในตอนนั้นก็คือ ใช้กระบี่ปกป้อง

             

            กระบี่ในมือของเอียนซีแทงเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายของหวูไว่จนเลือดพุ่งออกมา

             

            แต่ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับหงสาคะนองศึกมากที่สุดก็คือ เสียงร้องคราง และดวงตาอันตัดพ้อคู่นั้นของหวูไว่ มันก่อให้เกิดความรู้สึกผิด เสียใจในตัวของหญิงสาวอย่างไม่อาจอธิบายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้

             

             “เหมือนกัน มัวแต่เศร้าผิดหวังกับสิ่งที่ผ่านเลยเหมือนกันทั้งสองคน” เสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นเบื้องหน้า

             

            เอียนซีสะดุ้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแล้วอุทานออกมา

             

            “เฒ่าลู่…ท่าน”

             

            แน่แล้วผู้เฒ่าที่ยืนอยู่เบื้องหน้า คือตาเฒ่าที่เคยดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้มานานปี แต่พลันสูญหายไปในช่วงเวลาที่เกียะหยูเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง

             

            แต่ที่ดูแปลกตาออกไปก็คือ เฒ่าลู่ ไม่ได้อยู่ในเสื้อผ้าอันเก่าซีด และเต็มไปด้วยรอยปะชุนเหมือนที่เคยเป็นมาอีกแล้ว แต่เป็นชุดยาว ตัวโคร่ง เป็นสีขาวกระจ่างตา ใบหน้านั้นดูแช่มชื่น ดวงตาเป็นประกายสุกใส เปี่ยมความสง่างาม ผิดกับที่เคยพบมาก่อนหน้านี้มากนัก

             

            เอียนซีตกตะลึงเฒ่าประหลาดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจนพูดอะไรไม่ออก นอกจากผลุดลุกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว จนทำให้เฒ่าลู่ต้องหัวเราะออกมาเบา ๆ ครั้งหนึ่ง

             

            “อย่ามัวตะลึงอะไรไปเลยคุณหนู ข้ามาเพื่อช่วยเหลือพวกท่าน”

             

            “ช่วยเหลือ…อย่างนั้นหรือ”

             

            “ใช่แล้วมาช่วยไม่ให้ท่านต้องโศกเศร้าไปกว่านี้ เพราะคุณหนูไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วเจ้าเด็กบ้านั่นก็ไม่เคยโกรธ เกลียด หรือน้อยใจอะไรทั้งสิ้น”

             

            แล้วเอียนซีก็ทรุดตัวลงบนม้านั่งหินอ่อนอีกครั้งด้วยความงงงันสุดขีด ดวงตาเบิกโพลง ราวกับรอคอยคำพูดต่อไปจากเฒ่าลู่

             

            “ฟังนะคุณหนู หวูไว่ต้องการความช่วยเหลือ และอีกไม่กี่วันข้างหน้ากำลังจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะอยู่หรือไป จะแพ้หรือชนะ จะได้ทราบกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว”

             

            “พูดอะไรนะเฒ่าลู่ ยิ่งฟังก็ยิ่งงง”

             

            เฒ่าลู่สบตาหงสาคะนองศึกแล้วยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่

             

            “แล้วท่านก็จะเห็นเอง”

             

            …………………………………..

             

             

            เสียงดนตรีคละเคล้าไปกับเสียงอึกทึกของผู้คนที่เดินเข้าออกในตึกรับรองดังอยู่อย่างไม่ขาดสาย สองฟากข้างในตึกอันโอ่อ่า กว้างขวางจัดตั้งโต๊ะกลมขนาดใหญ่ซึ่งถูกจับจองด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ในขณะที่ทางด้านหน้าของประตู หลี่มู่แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวและที่ปรึกษาใหญ่เอียนมู่หลงยืนให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

             

            บรรยากาศครื้นเครงเยี่ยงนี้ไม่เห็นบ่อยนักเนื่องจากอยู่ในภาวะสงคราม แต่วันนี้นับเป็นวาระสุดพิเศษ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 55 ของ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเกียะหยู ซึ่งยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานสหพันธ์นักรบอยู่ด้วย

             

            ตัวแทนของกองกำลังต่างๆ ที่รวมตัวกันเป็นสหพันธ์นักรบเดินทางกันมาอย่างพร้อมพรั่ง เพราะห้วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจากการผนึกกำลังร่วมกันทำให้กองทัพอัศวินดำอ่อนแอ แตกพ่าย หลายครั้งหลายครา

             

            นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองจริง ๆ

             

            หลี่มู่อยู่ในชุดสีขาวอันสง่างาม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางอย่างในดวงตาเจิดจ้าคู่นั้นที่แสดงถึงความหนักใจ

             

            “ฝานซื่อ…ไปดูซิทำไมนางยังไม่ออกมา” แม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวหันไปกระซิบกับที่ปรึกษาประจำตัวที่ยืนเคียงข้างอยู่

             

            “ปล่อยไปก่อนเถิด” เอียนมู่หลงกล่าวทักท้วงแล้วหันมาตบบ่าแม่ทัพหนุ่มเบาๆ

             

            นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่หวูไว่บุกเข้าไปทำร้ายเจ้าเมืองเกียะหยู และเอียนซีเป็นคนลงมือช่วยเหลือด้วยการลงมือกับเด็กหนุ่มจนบาดเจ็บและหายตัวจนบัดนี หงสาคะนองศึกก็เปลี่ยนไป เก็บตัวเงียบ พูดน้อย ไม่ใส่ใจการงานในหน้าที่กองกำลังสอดแนมมากเท่าที่ควร

             

            แม้ไม่ต้องพูดอะไรออกมา หลี่มู่ก็รู้ว่าเพราะอะไร

             

            แล้วเอียนมู่หลงก็กล่าวต่อ

             

            “อย่าเพิ่งคิดอะไร นี่ท่านเจ้าเมืองใกล้จะมาถึงแล้ว วันนี้เป็นวันดีของท่านเจ้าเมืองอย่าลืม”

             

            หลี่มู่ พยักหน้ารับ

             

            ………………………………………

             

             

            ในที่สุดหวังจุนหลงมาแล้ว

             

            เจ้าเมืองเกียะหยูอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อดี เป็นชุดสีเหลืองดูนวลตา มงกุฎเล็กบนศีรษะยิ่งขับเน้นความสง่างามบางอย่างออกมา เมื่อบวกกับดวงตาอันมีประกายเจิดจ้า และรอยยิ้มเหยียดบนใบหน้าด้วยแล้ว ราศีของหวังจุนหลงยิ่งมายิ่งเปล่งปลั่ง และในขณะนี้สายตาทุกคู่ในงานพากันจับจ้องร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ลายงดงามที่ยกพื้นขึ้นสูงและพากันโห่ร้องอวยพรขึ้นมาพร้อมกัน

             

            “ขอบคุณ ขอบคุณ ทุกท่าน” เจ้าเมืองกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

             

            หวังจุนหลงพลันถอนหายใจออกมา

             

            “เสียดายนัก ที่จนถึงบัดนี้พวกกองทัพอัศวินดำยังคงไม่ถูกกำจัดให้หมดสิ้น ถ้าไม่อย่างนั้นละก็…”

             

            เสียงผู้คนในตึกรับรองส่งเสียงงึมงำขึ้นมา ใช่แล้วบางทีถ้าวันใดนายพลซื่อชางถูกกำจัด แผ่นดินคงจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง และถึงตอนนั้นการรวมกองกำลังที่แตกกระจายก็อาจจะรวมตัวกันได้เสียที อันหมายถึงการผนึกแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่งเดียว

             

            ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ใครจะเหมาะสมกับการเป็นผู้นำแห่งไหว่หลายเท่ากับเจ้าเมืองเกียะหยูผู้นี้อีกเล่า

             

            “พูดได้น่าฟังนัก แต่อย่าคิดหลอกลวงผู้คนต่อไปอีกเลย”เสียงหนึ่งกังวานขึ้น จากนั้นปรากฎเงาร่างสีดำร่างหนึ่งไหววาบเข้ามา ก่อนจะปรากฏกายขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าเจ้าเมืองหวังจุนหลง ซึ่งในขณะนี้หลี่มู่ เข้ามายืนปักหลักเคียงข้างพร้อมกระบี่ในมือแล้ว

             

            คนผู้นั้นอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำ และมีผ้าปิดบังศีรษะไว้จนมองไม่เห็นใบหน้า แต่เพียงแค่นั้นก็สร้างความประหลาดใจอย่างล้นเหลือ ชายผู้นี้เป็นใครกัน และมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

             

            “เจ้าคือใคร” แม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวถามขึ้น รู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง

             

            บุรุษในชุดเสื้อคลุมดำไม่ตอบคำ ส่ายหน้าไปมา พลางใช้มือชี้ไปที่หวังจุนหลงอยู่เป็นนาน

             

            ครั้นแล้ว บุรุษลึกลับก็ดึงร่างตัวเองขึ้น เกร็งกำลัง และฟาดฝ่ามือเข้าใส่เจ้าเมืองเกียะหยูด้วยความเร็วดุจสายฟ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เร็วไปกว่าแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาว ที่กราดฝ่ามือออกปะทะโดยแรง ปรากฏเสียงดังโครมใหญ่ ก่อนที่ร่างจะผงะหงายกันไปทั้งคู่

             

            “เจ้าคือหวูไว่…ใช่หรือไม่” หลี่มู่ตะโกนถามออกมา ในขณะที่ผู้คนในห้องประชุมร้องฮือขึ้นมา พากันชักอาวุธในมือออกมา เพราะเป็นที่โจษจันกันไปทั่วก่อนหน้านี้แล้วว่า หวูไว่ หนึ่งในนักรบแห่งป่าสำราญเคยแอบมาทำร้ายท่านเจ้าเมืองเกียะหยูด้วยสาเหตุไม่แน่ชัด และกำลังโดนล่าตัวจ้าละหวั่นอยู่ในขณะนี้

             

            บุรุษลึกลับไม่ตอบรับหรือปฎิเสธ พลันขว้างสิ่งของบางอย่างลงกับพื้นเสียงดัง ตามมาด้วยกลุ่มควันสีเทาจางกลุ่มหนึ่ง ครั้นแล้วความโกลาหลก็เกิดบังเกิดขึ้น เสียงตะโกน กรีดร้อง ดังสลับอยู่ไปมา กระทั่งกลุ่มควันจางไปนั่นแหละ จึงได้เห็นว่าร่างของบุรุษในชุดดำหายไปแล้ว

             

            หลี่มู่ชักกระบี่ออกจากฝัก หันไปมองที่เจ้าเมืองเกียะหยูที่นั่งนิ่งอยู่ครั้งหนึ่ง แล้วจึงหันมามองเอียนมู่หลงและฝานซื่อ

             

            “คุ้มครองท่านเจ้าเมืองด้วย”

             

            กล่าวจบแล้วแม่ทัพหนุ่มก็นำกำลังทหารส่วนหนึ่งพุ่งปราดออกไป ในขณะที่แขกผู้มาเยือนได้แต่นั่งกระซิบกันไปมา บางส่วนก็ทยอยเดินออกจากตึกรับรองไปอย่างเงียบเชียบ

             

            งานเลี้ยงเลิกราในลักษณะนี้เอง

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน