ชายารองโจวเพ่ยเพ่ยถึงกับใเมื่อเห็นหน้าของอู๋เสี่ยวหรันวันนี้พระชายาคนที่ปกติไม่เคยแต่งตัวใบหน้าก็ปล่อยให้โล้นเกลี้ยงไม่เคยเห็นนางแต่งหน้าทาชาดเช่นนี้เลยสักครั้งแม้จะเป็คนงามก็จริงแต่กลับจืดชืดไร้สีสัน นั่นยิ่งส่งเสริมให้โจวเพ่ยเพ่ยยิ่งดูเป็คนที่งดงามสดใสมากขึ้นไปอีกเมื่อถูกเปรียบเทียบกับพระชายาเอก
แต่กลับกันวันนี้อู๋เสี่ยวหรันนางเหมือน…เหมือนปีศาจจิ้งจอกงามล่มเมืองที่กำลังยิ้มยั่ว โจวเพ่ยเพ่ยต้องสูดหายใจเข้าเพื่อดึงสติกลับมา
“วันนี้หม่อมฉันเห็นพระชายาสดใสเช่นนี้ก็เบาใจเพคะ”
โจวเพ่ยเพ่ยกัดฟันพูดอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก
“่นี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากๆ ท่านอ๋องแทบจะขนของบำรุงมาไว้ที่ตำหนักข้าจนแทบไม่มีที่จะเดินแล้ว ฮิ ฮิ”
อู๋เสี่ยวหรันยกผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากหัวเราะเบาๆ เลียนแบบท่าทางของหญิงงามที่นางเคยเห็นบ่อย ๆ
“ดีแล้วเพคะพระชายาจากนี้ไปท่านจะได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีท่านอ๋องน้อยโดยไว”
โจวเพ่ยเพ่ยหนังตากระตุกแต่ก็ยังสามารถปั้นหน้ายิ้มเหน็บแนมนางได้
“คิก คิกขอบใจพระชายารองอีกครั้ง ว่าแต่วันนี้อุตส่าห์มาถึงนี่คงมิใช่เพียงมาพูดคุยเป็เพื่อนข้าอย่างเดียว”
อู๋เสี่ยวหรันยังคงยิ้มแย้มใบหน้าดูนุ่มนวลอ่อนหวานอยู่เช่นเดิม
“พ่อบ้านโม่รายงานว่าวันนี้พระชายาเรียกให้ร้านเครื่องประดับและร้านตัดเย็บเข้ามาพบที่ตำหนักเห็นว่าพระชายารับของไว้มากมาย ทั้งหมดมีมูลค่าเกินกว่าห้าหมื่นตำลึงเลยทีเดียวคือหม่อมฉันมิได้ว่ากล่าวพระชายานะเพคะ เพียงแต่ แต่ละเรือนกำหนดไว้ให้ใช้เพียงร้อยตำลึงต่อเดือนเพคะครั้งหน้าหวังว่าพระชายา….”
โจวเพ่ยเพ่ยพูดค้างเพียงเท่านี้ก็เงียบไปก้มหน้าลงราวกับว่านางกำลังลำบากใจอย่างหนัก
“โอ้ตายจริง” อู๋เสี่ยวหรันยกมือขึ้นทาบอกและถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “ระเบียบนี้ก็รวมข้าด้วยหรือท่านอ๋องบอกว่าข้าอยากได้อะไรก็ซื้อได้ตามใจท่านอ๋องมิได้บอกเลยว่าไม่ให้เกินร้อยตำลึง เช่นนั้นข้าคงต้องไปขออภัยท่านอ๋องด้วยตัวเองเสียแล้ว” อู๋เสี่ยวหรันทำหน้ารู้สึกผิดอย่างยิ่ง
“มิใช่มิใช่เพคะ พระชายาท่านเข้าใจผิดแล้ว” โจวเพ่ยเพ่ยโบกมือเป็พัลวัน
“เื่เพียงเท่านี้อย่ารบกวนท่านอ๋องเลยเพคะหากพระชายา้าซื้อหาสิ่งใดจะมีใครกล้าขัดใจเล่าเพคะ วันนี้หม่อมฉันเพียงมาเยี่ยมเยือนเพราะเป็ห่วงต้องขอตัวลาไม่รบกวนเวลาสุนทรีของพระชายาแล้วเพคะ” โจวเพ่ยเพ่ยย่อตัวเล็กน้อยแล้วออกไปทันทีสีหน้านางบิดเบี้ยวไปมา
“ฮ่า ๆ ๆ” อู๋เสี่ยวหรันหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางการเดินออกไปอย่างเร่งรีบของพระชายารองโจว
“เหมยฮวาเด็กดีเล่าเื่วันนี้ให้ท่านอ๋องฟังด้วยนะ” อู๋เสี่ยวหรันเอื้อมมือไปเชยคางของเหมยฮวาขึ้นมาสบตานางแล้วยิ้มออกมา
“อย่าให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว” อู๋เสี่ยวหรันย้ำอีกครั้ง
“คือพระชายาท่านอ๋องยกพวกบ่าวทั้งหมดให้ฟังคำสั่งท่านเท่านั้นทุกเื่ไม่ต้องรายงานท่านอ๋องแล้วเ้าค่ะ” เป็เหมยฮวาที่บอกแก่นาง
“อืมดี แต่เื่วันนี้ข้า้าให้บอกยิ่งท่านอ๋องช่วยแสดงละครยิ่งเล่นใหญ่ยิ่งดีข้าจะรอดูหางของสุนัขที่เหลือโผล่ออกมา”
อู๋เสี่ยวหรันปล่อยมือจากคางนางแล้วลุกขึ้น
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”
เหมยฮวาเป็ผู้ที่อยู่กับอู๋เสี่ยวหรันมานานที่สุดยิ่งมองนางยิ่งชอบพระชายา เมื่อก่อนอาจจะเป็เพราะนางเจ็บป่วยจึงดูเศร้าหมอง ทุก ๆสิ่งรอบ ๆ ตัวนางหม่นหมองไปเสียทุกอย่าง
ตอนนี้พระชายาช่างเฉลียวฉลาดเื่ชิงไหวพริบเรือนหลังก็ไม่เป็รอง อีกอย่างตอนนี้พระชายาช่างงดงามยิ่งนักมิน่าท่านอ๋องจึงดูแลพระชายาอย่างดี ้าสิ่งใดก็มิเคยขัด และดูเหมือนว่า่เดือนที่ผ่านมาท่านอ๋องไม่เคยแม้จะค้างอ้างแรมที่ตำหนักอื่นเลย แต่ก็นั่นแหละท่านอ๋องก็ไม่ได้มาพักกับพระชายาของนางเช่นกัน
“เหมยฮวาเ้าเป็อะไรไปถอนหายใจทำไม”
“มะ ไม่มีอะไรเ้าค่ะ”
“อย่าถอนหายใจพร่ำเพรื่อรู้หรือไม่มันจะบั่นทอนกำลังใจคนฟัง”
“บ่าวสมควรตายเ้าค่ะ ขออภัยพระชายาจริง ๆ ที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ”
“ใช่ข้าไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นจงพูดออกมาว่าเ้าเป็อะไร”
“พระชายาอย่าโกรธบ่าวนะเ้าคะคือว่าเื่ท่านอ๋องน้อยเ้าค่ะ หากมีเฉิงอ๋องซื่อจื่อสักคนเท่านี้ท่านก็จะกดหัวพระชายารองโจวผู้นั้นไว้จมดินได้แล้ว” เหมยฮวากัดฟันไปด้วย
“พรืดดด..... ฮ่า ๆเหมยฮวาเ้านี่สมกับเป็หญิงเรือนหลังเสียมากกว่าข้าอีกนะ ฮ่า ๆ”
“โถ่พระชายาทูนหัวของบ่าว” เหมยฮวามุ่ยปาก
“เอาล่ะ ๆ ข้าจะเก็บไปคิดก็แล้วกัน”
“ไปเถอะ” อู๋เสี่ยวหรันฮัมเพลงเบาๆ เดินออกจากศาลา
และวันนี้ก็เป็อีกวันที่เฉิงอ๋องก็ยังมิได้มาร่วมมื้อค่ำกับนางเพราะต้องไปวางแผนการเดินทางที่กรมพิธีการ กำหนดวันเดินทางไว้อีกสามเดือน
“พระชายาท่านอ๋องให้คนมาแจ้งว่ากลับดึกขอรับท่านไม่ต้องรอ”
“ขอบใจมาก”
สามสิบส่งเสียงรายงานนางตอนที่กำลังกินข้าวอยู่โดยไม่ปรากฏตัวออกมาอู๋เสี่ยวหรันมีประสาทััที่ไวอยู่แล้ว ไยจะไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่รอบ ๆตัวนางตลอดเวลา
เพราะในชาติก่อนนาง ‘ เผิงเสี่ยวหรัน’ เป็ถึงบุตรีเพียงผู้เดียวของท่านแม่ทัพเผิงแม่ทัพผู้มีอำนาจมากที่สุดในต้าเลี่ย ตัวนางเองได้สืบทอดทุกสิ่งอย่างมาจากบิดานางได้พิสูจน์ตัวเองอยู่ในสนามรบ และได้รับการยอมรับจากเหล่ารองแม่ทัพทั้งหลายจนสามารถนั่งตำแหน่งแม่ทัพหญิงได้อย่างมั่นคง
ก่อนที่นางจะออกสู่สนามรบและได้นั่งตำแหน่งแม่ทัพนางมีคนรักอยู่แล้ว นั้นคือ ซือหม่าโม่โฉวตอนนั้นเขาเป็เพียงองค์ชายสี่ที่พระมารดามีตำแหน่งเป็ถึงหวงกุ้ยเฟย แต่เป็กุ้ยเฟยอายุสั้นจากไปั้แ่เขายังเด็กถึงกระนั้นเขาก็ถูกเลี้ยงดูจากฮองเฮาเติบโตมาพร้อม ๆ กันกับรัชทายาทเรียกได้ว่าเป็พี่น้องที่ดูจากภายนอกนั้นรักใคร่ผูกพันกันอย่างยิ่ง
เผิงเสี่ยวหรันรู้จักกับซือหม่าโม่โฉวในงานเลี้ยงต้อนรับทูตจากต่างแคว้นโดยการแนะนำของจางิ่เพื่อนในวัยเด็กของนางั้แ่นั้นมาพวกนางทั้งสองก็สานสัมพันธ์กันเรื่อยมา โดยมีจางิ่เป็เหมือนพยานรักของคนทั้งสอง
เผิงเสี่ยวหรันที่รักมั่นปักใจหลังจากเวลาผ่านไปห้าปีนางได้ขึ้นเป็แม่ทัพหญิงตอนนั้นเองที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนมอบรางวัลให้แก่นาง นางมิได้้ารางวัลใดแต่สิ่งที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตของนางนั้นคือขอพระราชทานสมรสระหว่างนางและซือหม่าโม่โฉว และนั่นเองเป็จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในชีวิตนาง
เพราะหลังจากนางแต่งให้ซือหม่าโม่โฉวแล้วระหว่างชายแดนก็มีเื่ระหองระแหงตลอดนางจำต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนมากกว่าอยู่ในเมืองหลวงทำให้เกิดระยะห่างระหว่างพวกนางทั้งสองมากขึ้นทุกวัน สำหรับนางแล้วยังคงรักมั่นปักใจอยู่เช่นเดิมระหว่างที่นางอยู่ชายแดนสามีของนางจะส่งจดหมายข้าวของเครื่องใช้ของแทนใจมาถึงนางมิได้ขาด
จนกระทั่งวันหนึ่งซือหม่าโม่โฉวผู้เป็สามีของนางบอกนางว่าเขาไม่้าเป็เพียงองค์ชายและรับตำแหน่งอ๋องอีกต่อไปเขาอยากขึ้นไปยังตำแหน่งสูงสุด ด้วยความรักและความหลงโดยไม่มีเงื่อนไขนางไม่ได้คิดหน้าคิดหลังสุดท้ายนางลงมือทำทุกอย่างที่จะช่วยส่งเขาจนถึงฝั่งฝันจนได้
ฉากชีวิตสุดท้ายที่นางรอคอยมีลูกและสามีที่นางรักยิ่งอยู่ด้วยกันในวังอย่างสงบสุขและมีความสุขตลอดไป
แต่คำว่าตลอดไปสำหรับเขาไม่เหมือนของนางเมื่อส่งเขาขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดแล้วเขากลับมองว่านางคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดแทน
อู๋เสี่ยวหรันที่นึกถึงอดีตนางก็เผลอกำหมัดและตะเกียบไว้แน่น
“เป๊าะ!” เสียงของตะเกียบที่หักในมือนาง ปลุกนางให้ออกจากภวังค์ของอดีตทำให้นางได้เห็นว่ามีเืไหลลงมาตามเศษตะเกียบและไหลลงข้อมือนางทำให้แขนเสื้อสีขาวถูกย้อมด้วยสีแดงทันที
“พระชายาปล่อยมือก่อนเ้าค่ะ บ่าวจะไปตามหมอ”
เหมยฮวาและเหลียนฮวาวิ่งเข้ามา เหลียนฮวาเห็นดังนั้นก็ทำท่าจะวิ่งออกไป แต่ถูกอู๋เสี่ยวหรันห้ามไว้ก่อน
“ไม่ต้องตามหมอ เ้าทำแผลให้ข้าแล้วกัน”
“แต่...”
“ไม่มีแต่”
“เ้าค่ะพระชายารอสักครู่”
เหลียนฮวาวิ่งออกไปโดยไว
ตอนนั้นเองที่มีเสียงเปิดประตูเข้ามาจากด้านนอกเป็เฉิงอ๋องที่กลับมาก่อนเวลา เขาเห็นเืที่ย้อมแขนเสื้อนางก็รีบถลาเข้ามาแล้วจับมือนางทันที
“หรันเอ๋อร์เกิดอะไรขึ้น ทำไมเืไหลเช่นนี้”เฉิงอ๋องจ้องเขม็งไปที่สาวใช้
“พี่เสวี่ยเยวียนเป็ข้าที่ซุ่มซ่ามเองเ้าค่ะ”อู๋เสี่ยวหรันตอบเขา
“ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ พระชายายามาแล้วเพคะ”เหลียนฮวาวิ่งเข้ามาพร้อมกับกล่องยา
“ส่งมาข้าทำเองไปยกน้ำร้อนกับผ้าสะอาดมาก็พอ”เฉิงอ๋องออกคำสั่ง อู๋เสี่ยวหรันพยักหน้าให้ทุกคนจากนั้นทั้งหมดก็ออกไปเหลือเพียงนางและเฉิงอ๋องเท่านั้น
เมื่อได้น้ำร้อนมาแล้วเขาลงมือล้างและทำแผลให้นางด้วยตัวเองนางไม่ได้รู้สึกเจ็บแม้แต่นิด เพราะหัวใจที่เ็ปแผลเพียงเท่านี้ไม่สามารถสร้างความรู้สึกอันใดได้เลย …
เฉิงอ๋องทำแผลให้อู๋เสี่ยวหรันอย่างเบามือเพราะั้แ่เด็กนางขี้แยและอ่อนแอมาตลอดแผลเพียงเล็กน้อยก็ทำให้น้ำตานางไหลพรากได้แล้ว
“เหตุใดจึงไม่ระวังถึงเพียงนี้ มีเื่อันใดให้เ้าโมโหกระนั้นหรือเ้าดูสิเศษไม้ติดอยู่ในเนื้อ ข้าต้องดึงมันออกอาจจะเจ็บเล็กน้อย”
เสียงของเขายังคงอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนพี่ชายที่กำลังบ่นน้องสาวแต่ก็กลัวน้องสาวจะเจ็บไปด้วย
“พี่เสวี่ยเยวียนข้าทนได้เ้าค่ะตอนนี้ข้าโตแล้วนะ”อู๋เสี่ยวหรันตอบเขาและยิ้มบาง ๆ ให้
เฉินอ๋องเขาค่อย ๆดึงเศษไม้ที่หักออกมาจากตะเกียบออกช้า ๆ เมื่อเศษไม้ถูกดึงออกมาแล้วทำให้มีเืไหลทะลักเพิ่มอีก เขารีบเอาผ้าสะอาดซับเืแล้วกดไว้เบา ๆเพื่อให้เืหยุดไหล
อู๋เสี่ยวหรันมองการกระทำของเขามองมือของนางที่เขาจับไว้เบา ๆ แล้วเริ่มทายาลงไปถึงแม้มือเขาจะใหญ่กว่ามือของนางมาก แต่นางแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บเลยเพราะเขาทำมันอย่างเบามือยิ่งนัก
จากนั้นเขาก็เริ่มนำผ้ามาพันไว้ที่มือทุกการกระทำของเขาลื่นไหลอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
‘อู๋เสี่ยวหรันเ้าช่างโชคดีจริงๆ ที่มีพี่ชายเช่นเขา’