“อืม” หลู่เส่าโหย่วพยักหน้าเบาๆจากนั้นก็พุ่งตัวออกอีกครั้งและกล่าวว่า “อีกครั้ง”
หลู่เม่ยกับหลู่เสี่ยวไป๋ได้แต่เฝ้าดูการต่อสู้ของทั้งสองคนจากข้างสนามเท่านั้นเพราะแม้แต่ความแข็งแกร่งของหลู่เม่ย นั้นก็ยังอีกห่างไกลนัก ถึงแม้นางจะมีพรสวรรค์ระดับยอดเยี่ยมแต่พลังบ่มเพาะของนางยังอยู่ที่ระดับสาวกเท่านั้น
หลังจากผ่านไปสามชั่วยามหลู่เส่าโหย่วก็ได้หอบหายใจออกมา ในที่สุดเขาก็ใช้พลังลมปราณไปจนใกล้จะทนไม่ไหวแล้วแต่เขาก็ได้เรียนรู้อะไรมาไม่น้อย
ส่วนทางฝั่งหลู่หวู๋ซวง นางรู้สึกตกใจอย่างมากตามหลักการแล้ว พลังระดับนักรบนั้นไม่สามารถอดทนได้นานขนาดนี้ แต่ราวกับว่าหลู่เส่าโหย่วมีพลังลมปราณที่ใช้ไม่มีวันหมดอยู่ในร่างเขาอดทนมาจนถึงตอนที่ขนาดนางเองยังรู้สึกเหนื่อย
“เอาล่ะเส่าโหย่ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ อีกสองวันก็จะถึงวันประลองแล้วเจ้าไม่ควรเหนื่อยมากเกินไป เจ้าต้องเติมพลังและเตรียมตัวให้พร้อม”หลู่หวู๋ซวงกล่าว
“อืม” หลู่เส่าโหย่วตอบกลับเบาๆตัวเขาก็ไม่เหลือแรงจะสู้ต่อแล้ว
หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่งหลู่เส่าโหย่วก็กลับไปที่เรือน จากนั้นเขาก็เริ่มปรับลมหายใจฟื้นฟูพลังลมปราณของตัวเอง
วันที่สองหลู่เส่าโหย่วได้ไปที่สนามประลองและต่อสู้กับหลู่หวู๋ซวงอยู่สามชั่วยามหมัดเพลิงคลั่งกับฝ่ามือแยกภูผาของเขาก็ได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะหมัดเพลิงคลั่งที่เขาเริ่มควบคุมมันได้อย่างชำนาญมากขึ้นแล้ว
“เส่าโหย่ว เจ้าต้องเตรียมพร้อมให้ดีพรุ่งนี้คือวันประลองแล้ว” หลู่หวู๋ซวงกล่าวด้วยความเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย
“อืม” หลู่เส่าโหย่วตอบเบาๆวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันสำคัญสำหรับเขาเช่นกัน
“ข้าได้ข่าวว่าครั้งนี้เป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกของนิกายอวิ๋นหยางที่เดินทางมาและยังมีผู้ดูแลอีกจำนวนหนึ่งที่ได้มาถึงเมืองชิงอวิ๋นแล้วข้ากำลังจะไปทักทายสักหน่อยดูเหมือนว่านิกายอวิ๋นหยางจะให้ความสำคัญกับการประลองในเมืองชิงอวิ๋นครั้งนี้มากบางทีพวกเจ้าอาจจะสามารถได้กลายเป็นศิษย์สายตรง เจ้าต้องพยายามให้มากระหว่างการประลองเจ้าต้องพยายามแสดงความสามารถออกมาให้ดี หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็จะมีโอกาสกลายเป็นศิษย์สายตรงมากยิ่งขึ้น” หลู่หวู๋ซวงกล่าว
“ศิษย์สายตรงแตกต่างกับศิษย์แบบอื่นอย่างไร?” หลู่เส่าโหย่วถาม
“ความแตกต่างนั้นมากมายยิ่งนัก หากให้พูดคงจะใช้เวลานานรอเจ้าไปถึงนิกายอวิ๋นหยาง เจ้าจะได้รู้ประโยชน์ของมันเอง” หลู่หวู๋ซวงกล่าว
หลู่เส่าโหย่วไม่ได้ถามอะไรอีกหลู่หวู๋ซวงพูดถึงขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นศิษย์สายตรงย่อมต้องดีกว่าศิษย์ธรรมดามาก รายชื่อศิษย์ธรรมดาของนิกายอวิ๋นหยางก็ทำให้ผู้คนไม่น้อยต่อสู้แย่งชิงกันแล้วถ้าอย่างนั้นศิษย์สายตรงต้องยิ่งกว่านั้นแน่
หลังจากกลับมาที่เรือน หลู่เส่าโหย่วก็ได้ปรับลมหายใจอีกครั้งและพูดคุยกับแม่ของเขาสำหรับการประลองวันพรุ่งนี้เขาไม่ได้รู้สึกประหม่ามากนัก
ในตอนกลางคืน หลังจากกินข้าวเสร็จหลู่เส่าโหย่วก็ได้กลับไปที่ห้องของเขาและหลับตาลงเพื่อพักผ่อนอย่างสงบ รอต้อนรับวันพิเศษที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้สำหรับเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด ตระกูลหลู่ได้เตรียมการเอาไว้หมดแล้ว
แต่ในค่ำคืนนี้สำหรับผู้คนในเมืองชิงอวิ๋นแล้วมันเป็นค่ำคืนที่ตึงเครียดนัก ภายในเรือนที่เงียบสงบมีร่างสามร่างได้อยู่ในห้องห้องหนึ่ง และหนึ่งในนั้น หากหลู่เส่าโหย่วอยู่ที่นี่เขาจะต้องจำนางได้ทันที นางก็คือหยางม่านจากตระกูลหยางที่มีข้อพิพาทกับหลู่หวู๋ซวงที่เทียนเป่าเหมินเมื่อตอนนั้น
และยังมีคนอีกสองคน หนึ่งคนเป็นชายวัยกลางคนที่ใส่ชุดคลุมยาวมีดวงตาที่ลึกซึ้งและกลิ่นอายบางอย่างที่มองไม่เห็นเพียงมองดูก็รู้แล้วว่าไม่น่าใช่คนที่อ่อนแอ
และอีกคนหนึ่ง สวมใส่ชุดรัดรูปเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่ดูอ่อนวัยและสง่างาม อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี ใบหน้าน่ารักและมีสีแดงราวกับดอกท้อที่กำลังออกดอกมีออร่าของความเยาว์วัย ใต้คิ้วที่เรียวยาว มีดวงตาคู่งามกำลังสั่นไหว นางมีลักยิ้มแอบซ่อนอยู่ที่มุมปากผมสีดำที่ปล่อยลงมาตรงๆ ราวกับน้ำตกพาดอยู่บนไหล่ นางผู้นี้ถือว่าเป็นความงดงามที่แท้จริง
“เมี่ยวเอ๋อร์พรุ่งนี้เจ้าต้องระวังไว้หน่อย เจ้าได้เก็บซ่อนมันมาหลายปี ครั้งนี้เจ้าต้องเข้าสู่ห้าอันดับแรก หากเจ้าสามารถกลายเป็นศิษย์สายตรงได้ยิ่งดี”ชายวัยกลางคนกล่าวออกมา ดวงตาจับจ้องไปที่หญิงสาวที่งดงามผู้นั้นแววตาปรากฏความภูมิใจออกมา
ชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหัวหน้าตระกูลหยาง หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมือง นามว่าหยางซ่างเฟิงในเมืองชิงอวิ๋น เขาเป็นบุคคลที่แค่กระทืบเท้าก็ทำให้เมืองชิงอวิ๋นสั่นสะเทือนถึงสามครั้ง
“ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้วการเข้าสู่ห้าอันดับแรกไม่มีปัญหาแน่นอน” หญิงงามได้กล่าวด้วยเสียงที่ไพเราะและยิ้มเบาๆนางมีลักษณะของความบริสุทธิ์สามส่วน ความน่ารักสามส่วน และความสง่างามอีกสามส่วนนอกจากนั้นก็ยังมีความเย้ายวนหนึ่งส่วนด้วย
และหญิงสาวผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนางคือหยางเมี่ยว ผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุคุณหนูสองแห่งตระกูลหยางที่กำลังได้รับความสนใจในช่วงนี้ อายุเพียงสิบเจ็ดปีก็มีพลังบ่มเพาะระดับนักรบขั้นสามและยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุ นับเป็นอัจฉริยะที่หายากอย่างไม่ต้องสงสัย
“น้องสาว เจ้าอย่าประมาทล่ะครั้งนี้ตระกูลหลู่ก็มีหลู่เส่าโหย่วกับหลู่เส่าหู่สองพี่น้องโผล่ขึ้นมา ตระกูลฉินก็มีฉินเทียนห่าวทั้งหมดนี้ไม่มีใครที่รับมือได้ง่ายเลย” หยางม่านกล่าว
“ท่านพี่ ข้าเข้าใจแล้วข้าจะระมัดระวังมากขึ้น” หยางเมี่ยวหัวเราะเบาๆ
ที่เมืองชิงอวิ๋น ณ คฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งภายในห้องที่สว่างไสวนั้นได้มีร่างหลายร่างอยู่ภายใน หวังเหลียงก็รวมอยู่ภายในนั้น
“กวางเอ๋อร์ พรุ่งนี้เจ้าต้องระมัดระวังให้ดีในครั้งนี้ คาดไม่ถึงว่าตระกูลอื่นจะมีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมาเจ้าเก็บซ่อนมานานขนาดนี้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าต้องบดขยี้พวกมันให้หมด” ชายที่สวมใส่ชุดสีเหลืองกล่าวอย่างแผ่วเบา
“ท่านพ่อพรุ่งนี้ข้าจะใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี ข้าจะไม่ให้ตระกูลหวังต้องอับอาย”รุ่นเยาว์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายหวังเหลียงสามส่วนได้กล่าวออกมาคาดว่าน่าจะมีอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี แววตาที่เลือนรางได้ปรากฏความมั่นใจวาบผ่าน
“เหอะตระกูลหลู่กับตระกูลฉินกำลังได้ใจ พรุ่งนี้เมื่อน้องสองลงมือ ข้าเดาว่าพวกมันต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน”หวังเหลียงพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
ในคืนนี้ สำหรับผู้คนในเมืองชิงอวิ๋นแล้วมันเป็นค่ำคืนที่ให้ความรู้สึกตึงเครียด ทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้นผู้คนในเมืองชิงอวิ๋นก็ได้ไปรวมตัวกันที่จัตุรัสของเมืองทีละคน การประลองวันนี้จะถูกจัดขึ้นที่จัตุรัสกลางเมืองหากไปช้า เมื่อถึงตอนนั้นก็จะไม่มีที่ให้ชมแล้ว
ท้องฟ้าพึ่งสว่างขึ้นมาเล็กน้อยบนจัตุรัสก็มีผู้คนมากมายแล้ว เพียงมองแวบแรก ก็คาดเดาได้ว่ามีผู้คนจำนวนหลายหมื่นคนมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก และยังมีผู้คนจำนวนอีกไม่น้อยที่กำลังรีบมาอย่างต่อเนื่อง
“ฮู่ว”
หลู่เส่าโหย่วได้ปล่อยลมหายใจที่ขุ่นมัวออกมาจากร่างกายเขาเก็บท่าประทับลงไปแล้วลืมตาขึ้นมา แสงสว่างในดวงตาของเขาสั่นไหวไม่หยุด
“สามารถเข้านิกายอวิ๋นหยางได้หรือไม่ก็ต้องดูที่วันนี้แล้ว” เมื่อสัมผัสถึงพลังลมปราณที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายหลู่เส่าโหย่วก็ได้กล่าวออกมาเบาๆ
เวลาได้ผ่านไปอย่างช้าๆ บนท้องฟ้าก็ได้มีพระอาทิตย์ส่องแสงลงมาท้องฟ้าสีฟ้าครามวันนี้ไม่มีเมฆ แสงแดดที่ส่องลงมานั้นอบอุ่นแต่ไม่ร้อนเกินไปบางครั้งก็จะมีลมพัดมาเบาๆ นำพากลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิที่พึ่งผ่านฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาทุกอย่างบนพื้นดินได้กลับมางอกเงยอีกครั้ง และกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิก็ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่
มีผู้คนจำนวนมากที่รายล้อมอยู่รอบจัตุรัสแต่กลับไม่มีใครส่งเสียงดัง เมื่อเวลาได้ผ่านไป ทุกคนต่างก็ตั้งตารอคอยผู้เข้าร่วมการประลองมาปรากฏตัวณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ลงเดิมพันแบบสิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งหมดต่างก็ตั้งตารอผลการแข่งขันอย่างใจจดใจจ่อ
และในกลุ่มผู้ชมเหล่านี้หากสังเกตดีๆ จะสามารถพบผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณบางส่วนที่ปะปนอยู่ในกลุ่มคนได้อย่างง่ายดาย