เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    ภาค 1 ตอนที่ 46 อัสลาน อัศวินโต๊ะกลมแห่งอารากอน

            อัสลานชายผู้เป็นหนึ่งในเสาหลักของอาณาจักรเขานั้นเป็นจอมเวทย์ที่ทรงอำนาจในอาณาจักรแห่งนี้ผู้ที่ต่อกรกับเขาได้นั้นสามารถนับด้วยนิ้วมือได้

            เมื่อเมอร์ลินเขามาในห้อง เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทย์อันน่าสะพรึงที่แผ่ออกมาจากอัสลานบรรยากาศภายในห้องนี้ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของจอมเวทย์

            โดยปกติแล้วอัสลานมักจะปกปิดพลังเวทย์ของตนเองไว้เสมอแต่เนื่องที่นี่เป็นห้องทำงานส่วนตัวของเขาซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามา

            อัสลานจึงไม่ปกปิดพลังของเขาภายในห้องนี้จึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของจอมเวทย์

            หากเป็นผู้อื่นที่เข้ามาในห้องนี้พวกเขานั้นล้วนเหงื่อตกและสูญเสียกำลังกายจนอ่อนแรง

            กลิ่นอายของจอมเวทย์นั้นใช่ว่าผู้ใช้เวทย์หรือนักเวทย์ผู้หนึ่งจะสามารถทนทานกับมันได้

            แต่อย่างไรเสียเมอร์ลินนั้นไม่ใช่ผู้ใช้เวทย์ธรรมดาสามัญเขานั้นยังเป็นถึงผู้ก่อลำต้นผู้หนึ่ง ด้วยอำนาจของพลังปราณเซียนจึงทำให้เขาสามารถทนทานกับกลิ่นอายพลังเวทย์เหล่านี้ได้

            เมลดี้หลี่ตาลงและสังเกตพฤติกรรมของเมอร์ลินมันเป็นไปอย่างที่เธอคิด เด็กน้อยคนนี้ไม่มีปฏิกิริยาต่อกลิ่นอายเวทย์ภายในห้องนี้

            ใช่ว่าเธอจะไม่เคยพาผู้ใดเข้ามาให้ห้องนี้มาก่อนแต่สำหรับผู้ที่มีพลังเวทย์ต่ำกว่านักรบเวทย์พวกเขาเหล่านั้นล้วนแสดงออกซึ่งความอ่อนแรงแทบทั้งสิ้นบางคนถึงกับทรงตัวไม่ได้และบางคนถึงกับล้มลงไป

            ซึ่งเมอร์ลินไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเด็กน้อยผู้ใช้เวทย์ที่เป็นคนมอบความพ่ายแพ้ในการแข่งขันเรื่องความเร็วให้แก่เธอเขาย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            นกฮูกสีฟ้า อัสลานจ้องมองไปยังเด็กน้อยที่เดินเข้ามากับเมลดี้เขามองเมอร์ลินด้วยสายตาที่ล้ำลึกและซับซ้อน

            ไม่มีใครสามารถมองเห็นความคิดของเขาได้

            ห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่ใช้ต้อนรับแขกแต่ละคนที่เข้ามาห้องนี้ครั้งแรกพวกเขาเหล่านั้นล้วนมีการแสดงออกซึ่งความอ่อนแอแทบทั้งสิ้นแม้นักรบเวทย์บางคนเมื่อก้าวเข้ามาในห้องนี้ยังเกิดอาการเหงื่อตก

            แต่เด็กน้อยผู้ใช้เวทย์ผู้นี้กับมีอาการที่ปกติยิ่งนั่นจึงสร้างความน่าสนใจให้แก่อัสลาน

            อัสลานเผยยิ้มที่อ่อนโยนออกมาเพื่อคลายบรรยากาศอันน่าแปลกประหลาดนี้นี่เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับเมอร์ลิน เขาต้องการสร้างความประทับใจแก่เด็กน้อย

            "อาจารย์เด็กคนนี้คือคนที่ท่านเอริกส่งมา” เมลดี้พูดและผายมือไปยังเมอร์ลิน

            “เป็นเกียรติที่ได้พบท่านอัสลาน”เมอร์ลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคารพ เขารู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้คือใคร

            ชายชราตรงหน้านี้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศหากไม่นับว่าเขาเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้แล้วเขาก็ยังเป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมของอาณาจักรอารากอนมิหนำซ้ำยังเป็นหนึ่งในศิษย์ของเอริกอีกด้วย

            ตัวตนของเขาจึงเพียงพอที่จะทำให้เมอร์ลินแสดงความเคารพ

            “นี่เป็นจดหมายของท่านเอริก" เมลดี้ก้าวออกมาด้านหน้าแล้วยื่นจดหมายแนะนำตัวของเมอร์ลินให้แก่อัสลาน

            จดหมายฉบับนี้ยังไม่ถูกแกะออกมานั่นเพราะเมลดี้รู้ว่าตราผนึกนี้คือสัญลักษณ์ของเอริก ด้วยฐานะของเธอจึงไม่สามารถแกะเปิดมันออกมาอ่านได้เธอจึงตัดสินใจมอบจดหมายฉบับนี้ให้แก่อัสลาน

            เมอร์ลินสังเกตคำพูดของเมลดี้เธอได้เรียกอัสลานว่า “อาจารย์” แทนที่จะเป็น “ท่านผู้อำนวยการ” หรือ “ท่านอัสลาน”

            “นั่นหมายความว่านอกจากเมลดี้จะเป็นอาจารย์ของโรงเรียนแห่งนี้แล้วเธอยังเป็นลูกศิษย์ของอัสลานอีกด้วย”เมอร์ลินคิดอย่างเงียบงันภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย

            อัสลานรับจดหมายจากเมลดี้ด้วยรอยยิ้มของชายชราผู้ใจดีมืออันเหี่ยวย่นของเขาก็ทำการลูบคลำตราสัญลักษณ์ของเอริกครู่หนึ่ง ราวกับว่าเขากำลังขบคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่

            สายตาของอัสลานนั้นเต็มไปด้วยความคิดถึงเขาไม่ได้พบกับเอริกผู้เป็นอาจารย์นานมากแล้ว

            ครู่หนึ่งอัสลานก็ตื่นจากภวังค์ เขาทำการลูบไปที่ตราสัญลักษณ์นั้นอย่างอ่อนโยน

            แสงสีฟ้าเหมือนเส้นแสงของใยไหมปรากฏบนตราสัญลักษณ์ตราผนึกจดหมายเรืองแสงออกมา

            ตราผนึกนั้นปรากฏร่างเงาของวงเวทย์เส้นแสงสีฟ้าในโยงผ่านรูปตรา

            วงเวทย์ผสานและสลับไปมาอย่างซับซ้อน

            “ฮืม...” อัสลานคำรามเสียงต่ำออกมา

            ทันใดนั้นตราผนึกก็สลายและกลายเป็นละอองแสง

            อัสลานเปิดซองจดหมายและหยิบกระดาษออกมาอย่างใจเย็น

            สายตาของอัสลานกวาดผ่านจดหมายฉบับนั้นด้วยท่าทีที่เรียบเฉย

            ครู่หนึ่งเขาก็ปลายตามองไปยังเมอร์ลิน

            อัสลานไม่ได้พูดอะไรออกมา นอกจากพยักหน้าอย่างอ่อนโยนและส่งเสียงต่ำออกมาราวกับเข้าใจบางสิ่ง

            "อืม ..."

            มือข้างหนึ่งของอัสลานกำลังลูบหนวดเคราสีขาวช้าๆราวกับว่าเขานั้นทำมันจนติดเป็นนิสัย

            เมื่ออ่านจบอัสลานก็เงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปที่เด็กน้อย

            "เจ้าคงเป็นเซอร์เตสเมอร์ลิน"

            น้ำเสียงที่ทั้งแหบและแสดงถึงความแก่ชรานั้นเป็นเอกลักษณ์ของอัสลานทันทีที่เขาอ่านจดหมายจบเขาก็ได้เอ่ยถามเมอร์ลิน เขาต้องการยืนยันสิ่งที่อยู่ในเนื้อความของจดหมาย

            ดวงตาของเมอร์ลินนั้นยังคงความเรียบเฉยและเย็นชาเขาอมยิ้มและเอ่ย "ถูกต้อง ข้าของชื่อเมอร์ลิน" 

            ในสายตาของอัสลาน เมอร์ลินเป็นเด็กที่หาได้ยาก

            ในการพบกันครั้งแรกเด็กน้อยนั้นไม่แม้แต่มีอาการตื่นเต้นหรือเกิดการประหม่าแต่อย่างใด

            โดยปกติแล้วเด็กน้อยวัยเท่านี้เมื่อได้พบเจอกับเขาครั้งแรกเกือบทุกคนล้วนควบคุมสติของตนเองไว้ไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่เมลดี้ที่เป็นศิษย์ของเขา

            อัสลานมองเมอร์ลิน คาดเดาว่าเด็กน้อยนั้นน่าจะอายุสัก10 ขวบปีแต่การแสดงออกของเด็กน้อยนั้นช่างเก่งกาจเกินวัยในแววตาของเด็กน้อยนั้นไม่มีความสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

            ด้วยวัยเท่านี้แต่กลับบ่มเพาะถึงระดับสูงสุดของผู้ใช้เวทย์นั่นนับว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถไม่น้อย

            เนื้อความในจดหมายของเอริกผู้เป็นอาจารย์ของเขานั้นกล่าวไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย

            อีกทั้งเนื้อความในจดหมายยังกล่าวเสริมอีกว่าเด็กน้อยคนนี้มีระดับฝีมือที่ดีกว่าอาเธอร์ผู้มีศักดิ์เป็นศิษย์น้องของเขานั่นจึงทำให้อัสลานสนใจในตัวของเด็กน้อยมากขึ้น

            เป็นที่รู้กันดีว่าอาเธอร์นั้นได้รับการสั่งสอนจากเอริกผู้เป็นอาจารย์ของเขาโดยตรงด้วยการสั่งสอนอันยอดเยี่ยมนั้นทำให้เด็กหนุ่มวัย 17 ปีมีพลังเวทย์ที่พร้อมจะทะลวงเป็นนักรบเวทย์ได้แล้ว

            ภายในปีนี้อัสลานคงได้ยินข่าวดีจากดยุกโควในการเลื่อนขั้นกลายเป็นนักรบเวทย์ของอาเธอร์

            หากคนคนหนึ่งก้าวมาถึงขอบเขตนักรบเวทย์ได้แล้วทางอาณาจักรจะอวยยศให้แก่พวกเขาให้เป็นขุนนางอัศวินเป็นอย่างน้อย เขาคนนั้นอาจได้รับตำแหน่งบารอนหรือถูกยกเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งให้ปกครอง

            ดังนั้นแล้วไม่ต้องกล่าวถึงจอมเวทย์เพียงแค่นักรบเวทย์ผู้หนึ่งก็สามารถยกให้เป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งได้แล้ว

            เด็กน้อยคนนี้ได้ถูกเอริกประเมินให้อยู่เหนือกว่าอาเธอร์

            นั่นทำให้อัสลานไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเด็กคนนี้จะเปล่งแสงสว่างได้ถึงขนาดไหน

            “ข้ายังมีอีกภารกิจหนึ่งที่ต้องทำ” หลังจากที่เงียบอยู่นานเมอร์ลินก็ได้พูดขึ้น

            เมอร์ลินนั้นเดินตรงไปยังอัสลานด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัว

            เมลดี้ที่สังเกตพฤติกรรมของเด็กน้อยเธอรู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งปกติและเธอก็ได้เข้ามาขวางเมอร์ลินเอาไว้

            พูดตามตรงเมลดี้นั้นสงสัยในความสามารถของเมอร์ลินเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะสามารถเอาชนะเธอเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ด้วยวัยเพียงแค่นี้ได้นั่นจึงทำให้เธอเกิดความระแวงในตัวของเด็กน้อย

            อัสลานนั้นเป็นบุคคลสำคัญของอาณาจักรแห่งนี้นอกจากเขาจะเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้แล้วเขายังเป็นหนึ่งในเสาหลักของอาณาจักรอีกด้วย

            การลอบสังหารจากอาณาจักรข้างเคียงนั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งด้วยความผิดปกติของเมอร์ลินจึงทำให้เธอไม่สามารถไว้ใจได้

            “นั่นเจ้าจะทำอะไร”เมลดี้คำรามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นออกมา

            เมอร์ลินนั้นไม่แยแสต่อการกระทำของเมลดี้เลยแม้แต่น้อยเขาสัมผัสกับแหวนเวทย์เบาๆ จดหมายอีกฉบับก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

            เมอร์ลินเดินอ้อมเลี่ยงผ่านเมลดี้และนำจดหมายฉบับนั้นวางไปที่โต๊ะทำงานของอัสลาน

            จดหมายนั้นถูกวางไว้อย่างเยือกเย็น

            การกระทำของเมอร์ลินนั้นสร้างความตกตะลึงแก่เมลดี้เป็นอย่างมากเพราะในระหว่างที่เมอร์ลินเดินผ่านตัวเธอนั้น เขาได้ใช้ความเร็วที่เธอไม่สามารถตรวจจับได้แม้ว่าเธอนั้นจะอยู่ในอาการเผลอ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปจะทำได้

            เมลดี้นั้นเป็นถึงนักรบเวทย์ระดับ 4 อีกไม่กี่ก้าวเธอก็อาจจะเข้าสู่ขั้นจอมเวทย์ได้แล้วแต่ตอนนี้เธอกลับจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้เวทย์ผู้หนึ่งไม่ได้นั่นจึงทำให้เธอตกตะลึงเป็นอย่างมาก

            อัสลานมองการกระทำของเมอร์ลินอย่างสนใจ

            เมอร์ลินนั้นยังอยู่ในท่าทีที่เรียบเฉยเขาสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยออกมา

            “นี่คืออีกหนึ่งภารกิจที่ข้าได้รับมอบหมายมาท่านเอริกได้สั่งโดยเคร่งครัดว่าให้มอบมันแก่ท่านโดยตรง”

            พูดจบเมอร์ลินก็ค่อยๆ หันไปทางเมลดี้และเอ่ย

            “ขออภัยที่เสียมารยาท”

            ตั้งแต่ต้นจนจบเมอร์ลินนั้นยังคงรักษาความสงบที่ราวกับภูเขาน้ำแข็งไม่ว่าเขาจะพบกับนักรบเวทย์หรือจอมเวทย์ ตัวตนของเขานั้นยังคงอยู่ในท่าทีที่สงบและสุขุมซึ่งภาพลักษณ์นี้ช่างขัดต่อลักษณะรูปร่างของเขาเป็นอย่างมาก

            การแสดงออกของเมอร์ลินได้ขัดลูกนัยน์ตาของเมลดี้เธอมองมันว่าเป็นการกระทำของเด็กที่แก่แดดแก่ลม

            ลึกๆ แล้วเธอนั้นยังคงขุ่นเคืองและไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้ของเธอ

            อัสลานมองไปที่จดหมายและหยิบมันขึ้นมาทันทีที่เขาได้เห็นจดหมายดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง

            ตราประทับของจดหมายนั้นไม่ใช่ตราสัญลักษณ์ประจำตัวของเอริกแต่มันเป็นตรารูปแมนติคอร่า จิตวิญญาณที่อยู่ในอาวุธวิญญาณเวทย์ของเอริก นี่คือตราประทับที่ใช้ติดต่อกันในแบบที่ลับสุดยอด

            ทุกครั้งที่เอริกใช้ตราประทับนี้ข้อมูลภายในจะเป็นความลับสุดยอดมันเป็นเรื่องที่มีผลกระทบในระดับอาณาจักร

            การที่คนผู้หนึ่งจะสามารถเปิดผนึกตราประทับได้เขาคนนั้นจะต้องได้รับรหัสลับเสียก่อน และรหัสลับนั้นจะมีอยู่สองท่อนด้วยกัน นั่นคือท่อนแรกคือท่อนที่ผู้ส่งกับผู้รับได้ตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้วและอีกท่อนหนึ่งคือท่อนที่ผู้ส่งจะส่งถึงผู้รับ

            หากปราศจากรหัสลับสองท่อนนี้แล้วผู้ที่พยายามจะเปิดอ่านจดหมายที่มีตราประทับชนิดนี้ พลังของจิตวิญญาณเวทย์ที่แฝงมานั้นจะทำการระเบิดจดหมายฉบับนี้ทันทีและแรงระเบิดนั้นก็จะเทียบเท่าพลังของผู้ที่ตีตราประทับนั้น

            นั่นจึงหมายความว่าหากเมอร์ลินละเมิดต่อคำสั่งของเอริกฝ่าฝืนเปิดจดหมายฉบับนี้อ่าน จดหมายก็จะทำการระเบิดตัวเองและแรงระเบิดนั้นจะมีพลังในขั้นสูงสุดของขอบเขตจอมเวทย์

            มันย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะทำมัน

            การติดต่อแบบลับสุดยอดนี้ มักจะถูกใช้ในภารกิจลับของอาณาจักรเท่านั้นและการติดต่อรูปแบบนี้มันคือการของกลุ่มอัศวินโต๊ะกลม

            จริงอยู่ว่าแม้เอริกนั้นจะไม่ใช่หนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมในอดีตเขาเคยปฏิเสธคำเชิญให้เข้าร่วมอยู่หลายครั้งเขาเป็นคนเดียวที่กล้าที่จะทำเรื่องแบบนี้

            การเป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมนั้นเป็นเกียรติยศสูงสุดของคนคนหนึ่งแต่เอริกไม่ต้องการที่จะรับมัน เขาปฏิเสธการร้องขอหลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดกษัตริย์ได้ทำร้องขอต่อเขาโดยตรงว่าให้เขานั้นรับตำแหน่งที่ปรึกษาของกลุ่มอัศวินโต๊ะกลมแทน

            ด้วยคำขอจากกษัตริย์นั่นจึงทำให้เอริกไม่สามารถปฏิเสธได้เขานั้นจึงยอมรับข้อเสนอนี้และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเอริกจึงกลายมาเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มอัศวินโต๊ะกลม

            เอริกจึงกลายมาเป็นตัวตนพิเศษในเสาหลักของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้

            สายตาของอัสลานมองไปที่เด็กน้อยอย่างจริงจัง

            การที่เอริกมอบหมายหน้าที่ให้เด็กน้อยคนนี้เป็นผู้ส่งสารนั่นแปลว่าเอริกนั้นไว้ใจและวางใจในตัวเด็กคนนี้เป็นอย่างมาก

            "เขายังมีอะไรฝากถึงข้าอีกหรือไม่" อัสลานหรี่ตาลงแล้วเอ่ยถามเมอร์ลินด้วยท่าทีที่ต่างออกไป

            แต่ทว่าเมอร์ลินนั้นกลับไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาเขากล้าที่จะสบตากับอัสลานอย่างไม่เกรงกลัวและพยักหน้าอย่างช้าๆ

            อัสลานนั้นเข้าใจความหมายของเมอร์ลินในทันทีเขาจึงหันไปพูดกับเมลดี้

            "เมลดี้ เจ้าออกไปก่อน"

            "แต่ท่านอาจารย์"หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ

            "ออกไปก่อน" อัสลานเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ต่ำอีกครั้งอย่างจริงจัง

            ใบหน้าของเมลดี้เปลี่ยนเป็นง้ำงอ นี่เป็นครั้งแรกที่อาจารย์ของเธอแสดงอาการแบบนี้

            เมลดี้คือคุณหนูที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่งนิสัยดั้งเดิมของเธอนั้นจึงมีความดื้อรั้นอยู่มากแม้ว่าตอนนี้เธอจะมีอายุไม่น้อยแล้วนิสัยของเธอนั้นก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

            ว่าแล้วหญิงกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องอย่างไม่พอใจ

            ทันทีที่ร่างของเมลดี้พ้นจากประตูอัสลานก็ทำการสะบัดมือผ่านอากาศครั้งหนึ่ง ภายใต้พลังของจอมเวทย์อันทรงพลังนั้นทำให้ประตูถูกปิดล็อคด้วยเวทมนต์อย่างหนาแน่น

            หลังจากที่ไล่เมลดี้ออกไปและประตูถูกปิดเรียบร้อยแล้วอัสลานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            "เอาล่ะ คราวนี้เชิญเจ้าพูดมันออกมาได้แล้ว"

            เมอร์ลินนั้นยืนอย่างสบายๆก่อนจะยิ้มออกมาและพูดว่า

            "ท่านเอริกนั้นมีเพียงคำพูดสั้นๆอีกหนึ่งประโยค เขานั้นพูดว่า ..."

            เด็กน้อยหยุดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ

            "ผลึกแห่งชีวิต"