ชูล่าลืมตาขึ้นเมื่อหูได้ยินเสียงแว่วของคลื่น ทีแรกเขาคิดไปเองจนกระทั่งตื่นขึ้นมาเห็น ชูล่ามองไปรอบ ๆ และพบว่าตนเองนอนอยู่กลางทะเล ที่ขอบฟ้านั้นมีแสงจันทร์ยามค่ำคืนสีเหลืองส้มสะท้อนประกายบนคลื่นน้ำ เขาลุกขึ้นยืนและพบว่าน้ำนั้นลึกเพียงแค่น่อง ชูล่ามองที่ไหล่ซ้ายของตนเองแต่ไม่มีแผลอย่างที่เคยมี จึงพอจะอนุมานได้ว่านี่คงเป็โลกแห่งความฝันอีกเช่นเคย
ชูล่าเริ่มออกเดินสำรวจ แต่เดินไปได้เพียงไม่ถึงยี่สิบก้าวก็กระแทกเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นจนล้มลง ชูล่าลุกขึ้นแล้วใช้ฝ่ามือลูบไปบนอากาศทั้งสี่ด้าน เขาลองเคาะดู มันไม่มีเสียงแต่รู้สึกได้ถึงความแข็ง จริง ๆ แล้วที่นี่ไม่ได้กว้างอย่างที่ตาเห็น แต่เป็ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่โปรงใส ชูล่ากอดอกและคิดหาวิธีที่จะออกไปจากความฝันบ้า ๆ นี่
เขามองหาเอลฟิเอน่าเพราะคิดว่าเธอคงปรากฏตัวขึ้นอย่างทุกทีที่เคยทำ และก็อย่างที่คิดไว้ เธออยู่ในชุดกระโปรงสีขาวนวลพร้อมกับใบหน้าหม่นหมองนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นน้ำ
“โคเด็ค… แอสโทรเบต… ช่วยด้วย… ช่วยด้วย”
เอลฟิเอน่าบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า หรือความจริงเธออาจจะกำลังบ้าอยู่แล้วก็เป็ได้ ชูล่าคิดในใจเมื่อได้ยินคำพร่ำบ่นของเอลฟิเอน่า ผู้หญิงคนนี้ชอบโผล่มาและยัดเยียดความฝันอันเสียสติมาให้ชูล่าอยู่บ่อยครั้งจนบางทีก็แอบแปลกใจว่าที่ยืนอยู่นี่คือความฝันของชูล่าหรือของเอลฟิเอน่ากันแน่
ในระหว่างที่คิดนั้นเอง เอลฟิเอน่าก็ลุกขึ้นอย่างกะทันหันจนชูล่าใ เธอยืนมือมาที่หน้าชูล่า วัตถุสีเงินวาววางอยู่บนฝ่ามือเล็ก ๆ นั้น
“ให้ฉัน?”
เอลฟิเอน่าพยักหน้า ชูล่าพินิจพิเคราะห์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มันคือลูกบิดประตูธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปตามร้านขายเครื่องมือ แต่เมื่อส่องกับแสงสว่างของดวงจันทร์ ชูล่าก็สังเกตเห็นข้อความบางอย่างที่สลักไว้บนลูกบิดประตูนั้น
ปัญญาจะสร้างหนทางที่ถูกต้อง
มันดูคล้ายคลึงกับตัวอักษรที่สลักอยู่บนรูปปั้นัและรูปปั้นอัศวินที่ชานชาลาใต้ดินอย่างมาก และข้อความถัดมาด้านล่างอักษรประหลาดนั้นเป็ตัวอักษรปกติที่ใช้กันทั่วไป เขียนไว้ว่า “ปัญญาจะสร้างหนทางที่ถูกต้อง”
“หมายความว่าอะไร?”
เอลฟิเอน่าไม่ตอบ เมื่อเห็นว่าสุดปัญญาที่จะถาม ชูล่าจึงเดินสำรวจไปทั่วห้องและพบกับรูกลวงสีดำ ลอยอยู่กลางอากาศ เขาเสียบลูกบิดประตูเข้าไปในรูนั้น มันใส่ได้พอดิบพอดีราวกับจงใจให้เป็เช่นนั้น ชูล่าออกแรงบิดเบา ๆ บานประตูก็ปรากฏขึ้นมา ชูล่าก้าวออกจากห้องและโดยมีเสียงของเอลฟิเอน่าพูดไล่หลังตามมา
“ใกล้แล้ว… ฉันรู้สึกถึงได้”
ทันใดนั้น ชูล่าก็ถูกลำแสงสีขาวดูดกลืนเข้าไปเหมือนเช่นเคย ก่อนที่จะเข้าใจในคำพูดของเอลฟิเอน่า
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
ชูล่าลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดสนิท เขารู้สึกว่าบนร่างมีบางสิ่งหนัก ๆ กดทับอยู่ หวังว่าคงไม่ใช่ซากรถไฟหรือั ชูล่าใช้พลังสร้างเปลวไฟขึ้น เมื่อรอบกายมีแสงสว่างจึงพบว่าสิ่งที่ทับอยู่บนร่างก็คือเศษไม้ที่ร่วงลงมาพร้อมกัน เขาลุกขึ้นมองไป้า มันสูงจนดูไม่รู้ว่าพวกเขาตกลงมาลึกแค่ไหน ชูล่าก้าวไปข้างหน้าและทันใดนั้นก็กลิ้งหัวคะมำ
เมื่อสาดเปลวไฟส่องดูวัตถุที่เขาเหยียบอยู่ มันคือร่างของัที่ไร้ลมหายใจ สาเหตุที่ทำให้เขารอดตายมาได้ก็เพราะได้เ้าัตัวนี้เป็เบาะชั้นดี แต่คนอื่นล่ะ?
ชูล่าใช้เศษไม้มาก่อไฟเพื่อเร่งแสงสว่าง และพบว่าซากของขบวนรถไฟ กองอยู่ไม่ไกลจากกันด้วยสภาพพังยับเยินโดยมีกรงเล็บของัที่ยังคงเกี่ยวติดแน่นอยู่กับตู้ขบวน ชูล่าปีนขึ้นไปภายในเพื่อสำรวจดูว่ามีใครอยู่บ้าง ที่นั่นเอง บรูซนอนสลบไม่ได้สติอยู่ข้างใน ถัดไปอีกมุมหนึ่งเซซิลขดตัวกอดอาลูลุเอาไว้แน่นและสลบไปในท่านั้น ชูล่าแบกชายหนุ่มทั้งคู่กับเด็กสาวอีกหนึ่ง “ตัว” ออกจากตู้ขบวนมายังจุดที่ก่อกองไฟและพยายามปลุกให้ตื่น
“...ที่นี่ที่ไหน?”
บรูซถามราวกับลืมเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เขาพยายามเรียบเรียงความคิดอยู่สักพักกว่าจะจำได้ว่าตัวเองตกมาจากเหวพร้อมกับรถจักรั์กับัไฟตัวแสบ ในตอนนั้นเองเซซิลก็ตื่นขึ้นมาและดูท่าทางแข็งแรงปลอดภัยดี
เหลือเพียงอาลูลุ ที่เรียกยังไงก็ไม่ยอมตื่น เซซิลคิดว่าแรงช็อกจากการกระทบกระเทือนอาจทำให้ระบบการทำงานหยุดลงชั่วคราว แต่ก็ไม่น่าจะใช้เวลาซ่อมนานนัก ชูล่ารู้สึกว่าเซซิลดูเป็ห่วงอาลูลุมากราวกับเป็ของสำคัญ จึงชักชวนบรูซออกไปสำรวจพื้นที่เพื่อจะหาทางออกจากก้นหลุมมืด ๆ นี้
ชูล่าสะบัดเปลวไฟที่มือเพื่อจุดกับท่อนไม้ใช้แทนคบเพลิงและยื่นให้กับบรูซ
“ดูเหมือนจะใช้ได้ชำนาญขึ้นแล้วนี่นา ไอ้นั้นน่ะ”
บรูซชี้ที่เปลวไฟในมือพลางชมเปาะ แต่ชูล่ากลับแปลกใจว่าทำไมตนเองถึงรู้สึกว่าคุ้นเคยกับมันจึงใช้ได้อย่างช่ำชองทั้งที่เพิ่งจะเรียนรู้ได้ไม่นาน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย
ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามร่องเหวเพื่อตามหาจุดของหน้าผาที่พอจะปีนขึ้นไปข้างบนได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีเลย ร่องเหวค่อยๆแคบลงและสุดทางนั้นเป็โพรงถ้ำขนาดใหญ่ที่ถูกหินก้อนใหญ่ขวางทางเอาไว้จนเหลือเพียงช่องขนาดเล็ก ทั้งคู่ลอดเข้าไปอย่างยากลำบากและพบว่าภายในนั้นเป็ห้องขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษซากชิ้นส่วนของเหล่าเครื่องจักรกลมากมาย รวมถึงขยะจำพวกโลหะต่างๆ กองสุมกันจนดูราวกับูเาลูกใหญ่หลายสิบลูก
“โอ้โฮ จะเรียกว่าถังขยะั์ก็ได้นะเนี่ย…”
ยังมีเครื่องจักรรวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าอีกมากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้ ขนาดมีเครื่องจักราบางส่วนเองก็ถูกทำลายและทิ้งไว้ที่นี่ บรูซมองสภาพของจักรกลรับใช้ในครัวเรือนรุ่นโบราณที่ตอนนี้หมดสภาพการใช้งาน เหลือเพียงส่วนของศีรษะกลิ้งอยู่บนพื้น ดวงตาพลาสติกสีเขียวของมันจ้องตรงมายังบรูซราวกับ้าจะสื่อสารกับเขา
“กลับกันเถอะ… บางทีเราอาจปีนกองขยะพวกนี้ขึ้นไป้าได้”
ที่นี่เป็สุสานหุ่นยนต์ที่ไม่น่าพิสมัยพอ ๆ กับสุสานของคน ชูล่ารู้สึกเหม็นกลิ่นสนิมที่ผสมกับกลิ่นของน้ำมัน กลิ่นแสบจมูกชวนสำรอกจนต้องรีบชวนบรูซกลับออกจากที่นี่
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
เซซิลยังคงง่วนอยู่กับการซ่อมอาลูลุ แผ่นหลังของเธอถูกดึงออกมาให้เห็นถึงแผงวงจรภายในที่ดูน่าเวียนหัว
“วงจรภายในซับซ้อนและละเอียดอ่อนจนต้องใช้เวลาในการศึกษาอยู่นาน แต่ก็พอแก้ขัดไปได้บ้าง”
“เวลาในการศึกษาอยู่นาน? หมายความว่ายังไง? นายไม่ใช่คนสร้างเ้านี่หรอกเหรอ?”
เซซิลส่ายหน้า
“ฉันไม่ใช่เ้าของอาลูลุ เ้าของที่แท้จริงคือซิลเวีย หล่อนมอบเธอไว้ให้กับฉันก่อนจะหายสาบสูญไป”
เมื่อมองไปยังกลไกภายในที่สลับซับซ้อนในตัวอาลูลุแล้ว เซซิลก็อดที่อิจฉาไม่ได้ เพราะมันคือสิ่งที่เขาทำไม่ได้แต่ซิลเวียทำได้ การสร้างสรรค์ระบบปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถแสดงอารมณ์ได้ใกล้เคียงสิ่งมีชีวิตมากที่สุด ด้วยความละเอียดอ่อนที่เซซิลไม่มีวันชนะซิลเวีย
“เอาล่ะ… เรียบร้อยแล้ว”
เซซิลเปิดระบบการทำงานของอาลูลุ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นพร้อมกับระบบไฟฟ้าแบบพิเศษ ผู้ช่วยตัวน้อยตื่นขึ้นอีกครั้ง อาลูลุบิดี้เีและอ้าปากหาวกว้างเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เซซิลถอนหายใจอย่างโล่งอกและภาคภูมิใจที่ตนเองก็สามารถเอาชนะกลไกของซิลเวียได้เช่นกัน
“อาลูลุ ไหนลองทดสอบระบบสำรองข้อมูลดูซิ”
“ไม่ต้องมาสั่งฉัน ไอ้บ้า!”
อาลูลุหันหน้ามาพร้อมกับทำตาขวางใส่เซซิลอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน จากนั้นก็แลบลิ้นใส่พร้อมกับหัวเราะ
“เอ่อ… สงสัยว่าระบบแสดงอารมณ์ยังคงรวนอยู่…”
เซซิลเก็บความภูมิใจเมื่อครู่เอาไว้ในลิ้นชักสมองเหมือนเดิม
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
ทุกคนเหยียบย่างไปบนูเาเศษซากของเหล่าจักรกลและเครื่องใช้ไฟฟ้าย่างระมัดระวัง แต่ก็มีบ่อยครั้งที่จะมีใครสักคนสะดุดล้ม ชูล่าต้องทนหงุดหงิดกับการปีนูเาขยะไปพร้อม ๆ กับการกลั่นแกล้งของอาลูลุ ทั้งทึ้งผมและรั้งเขาทั้งสองข้างของชูล่าเล่นเป็ของสนุก บางครั้งอาลูลุก็ยื่นมือมาปิดตาชูล่าในขณะที่กำลังก้าวย่างระมัดระวังจนเกือบกลิ้งตกลงไป
“ใครก็ได้ช่วยเอายัยนี่ออกไปจากหัวฉันที!”
บรูซกับเซซิลพากันส่ายหน้าพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาปีนต่อไป ทิ้งชูล่าให้เผชิญหน้ากับอาลูลุที่กลายเป็ตัวป่วนอยู่คนเดียว แต่หลังจากผ่านวิกฤติอันยากลำบากมาแล้ว ทุกคนก็ปีนขึ้นมาจนถึงยอดหุบเหว ชูล่าหอบหายใจอย่างเหนื่อย อาจเป็่เวลาที่เหนื่อยยิ่งกว่าสู้กับัเลยทีเดียว
้าของถังขยะั์นั้นเป็ลานกว้างเหมือนกับโรงเก็บของขนาดใหญ่ที่บัดนี้เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่า เซซิลรู้สึกแปลกใจว่าทำไมสิ่งก่อสร้างแบนี้ถึงได้มาอยู่ใต้ดิน และที่สำคัญ ความใหญ่โตของมันมีไว้เพื่อเก็บอะไรกันแน่
“ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกัน แต่ดูไม่ค่อยดีเลย… อ๊ะ! ดูนั่นสิ มีลิฟต์อยู่ที่นั่น”
บรูซชี้ให้ทุกคนดู มันเป็ลิฟต์ขนของแบบเปิดที่ถูกทิ้งร้างมานาน ดูได้จากสภาพของเหล็กที่ถูกสนิมเกาะและสายพานที่ดูเก่าจนน่ากลัว เซซิลเข้าไปดูว่ามันยังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีปัญหาอะไรสำหรับการเปิดใช้งานมันอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ค่อยมีใครพิสมัยใช้บริการเ้าลิฟต์ตัวนี้นัก แต่มันก็เป็ทางเดียวในการออกไปจากที่นี่
ลิฟต์ขนของพาทุกคนขึ้นมายังอีกห้องอย่างทุลักทุเล มีครั้งหนึ่งที่จู่ ๆ สายพานก็หยุดทำงานเอากลางทางจนทำเอาทุกคนใจหาย ที่เบื้องหน้าของทุกคนมีทางเดินยาวที่ถูกสร้างอย่างทันสมัยปรากฏอยู่ คาดคะเนด้วยสายตาแล้วยาวประมาณห้าสิบเมตร มิหนำซ้ำบนพื้นทางเดินเต็มไปด้วยรูแปลก ๆ เต็มไปหมด ราวกับรูฟองอากาศของเนยแข็ง เมื่อชูล่าเหยียบลงไปบนพื้น แสงไฟจากระบบอัตโนมัติก็ติดขึ้นที่ผนังห้องและทอดยาวไปจนสุดประตูอีกด้าน
ทุกคนเดินไปตามทางเดินตรงไปยังสุดทางและประตูบานใหญ่ที่สลักลวดลายอันวิจิตรที่เกี่ยวกับนิทานเื่ผู้พิชิตัเอาไว้อีกเช่นเดียวกันกับรูปสลักที่ชานชาลา บานประตูซ้ายเป็รูปชายหนุ่มปราบัยืนกุมหอกในมือและจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยท่าทางองอาจ ส่วนของประตูอีกบานนั้นเป็ัที่มีดวงตาอันดุร้ายจ้องมองไปเบื้องหน้าเช่นเดียวกันกับชายหนุ่ม ชูล่าสังเกตเห็นอักษรประหลาดที่ไม่ทราบคำแปลเหมือนทุกครั้งถูกสลักไว้ย่างหยาบ ๆ ตรงขอบของบานประตู
“เอาล่ะ มาดูกันว่าเราจะเปิดประตูบานนี้ได้ยังไง”
บรูชกับชูล่าช่วยกันออกแรงผลักจากนั้นก็ดึงและสุดท้ายก็ช่วยกันกระแทกอย่างเต็มแรง แต่ดูเหมือนว่าประตูจะแข็งแรงหนาแน่นเกินพลังของมนุษย์นัก เมื่อใช้แรงไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก เซซิลจึงพยายามที่จะสั่งการให้อาลูลุค้นหากลไกที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่ไม่ว่าจะพูดเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอม ทุกคนจึงต้องกลับมาคิดหาทางอีกครั้ง
ชูล่ายืนกอดอกและคิดถึงคำพูดของเอลฟิเอน่าในความฝันครั้งล่าสุด เผื่อว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง เขาพยายามเค้นความจำออกมาจากสมองที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้มากที่สุด และบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเบา ๆ
“โค… โค… เด็ค… เออ ใช่ๆ โคเด็ค”
“โคเด็คซิสเต็ม ทำงาน ยืนยันการเข้ารหัส”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้น เสียงที่ทุ้มต่ำและแตกพร่าไร้สำเนียง แน่นอนว่ามันเป็เสียงของระบบกลไกอัตโนมัติ ด้านหลังประตูบานนั้นก็ปรากฏจอภาพแสดงข้อความในอักษรประหลาดเต็มไปหมด ตัวอักษรนั้นวิ่งเป็แถวยาวและหยุดลง
“กรุณาป้อนรหัสผ่านเป็รหัสคำพูด”
เสียงอัตโนมัติเงียบไป ท่ามกลางสายตาของบรูชและเซซิลที่หันมองมาทางชูล่า
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ สาบานได้!”
ชูล่าปฏิเสธอย่างทันควัน ในขณะที่เสียงสัญญาณอัตโนมัติเริ่มพล่ามอีกครั้ง
“รหัสผ่านผิดพลาด กรุณาป้อนรหัสใหม่”
“โธ่เว้ย! หุบปากเถอะน่า!”
“รหัสผ่านผิดพลาดซ้ำซ้อน เข้าสู่ระบบต่อต้านผู้บุกรุก ยืนยันการกำจัดระดับหนึ่ง”
สุดปัญญาที่เซซิลจะปิดปากชูล่าได้ทัน แสงไฟสีขาวในห้องแปรเปลี่ยนไปเป็แสงไฟสีแดงกระพริบพร้อมกับสัญญาณเตือนภัยเสียงแหลม ทุกคนออกวิ่งกลับไปยังประตูทางเข้าเท่าที่จะเร็วได้ แต่ก็ยังเร็วไม่พอสำหรับระบบป้องกันอัตโนมัติ ตอนนี้ทุกคนถูกปิดท้ายอยู่ในห้องทั้งสองด้าน และบางอย่างที่เร็วร้ายกว่านั้นกำลังจะเกิดขึ้น
พื้นห้องที่เคยเต็มไปด้วยรูพรุนนั้นถูกแทนที่ด้วยเหล็กแหลมที่พุ่งแทงขึ้นจากพื้นด้วยความเร็วสูงและยาวไปจนสุดเพดาน มันค่อย ๆ แทงขึ้นมาทีละแถวจากประตูทางเข้า จนทุกคนต้องวิ่งถอยมาตั้งหลักยังประตูเ้าปัญหา เหล็กแหลมยังคงไล่ตามพวกเขามาด้วยอัตราความเร็วคงที่ และหากยังไม่ทำอะไรซักอย่างในตอนนี้ อีกไม่เกินห้านาที พื้นที่ทั้งหมดจะถูกแทนที่ด้วยหนามแหลมไร้ทางหนี นับเป็สถานการณ์ที่บีบบังคับและเข้าตาจนเกินกว่าจะกลั่นกรองความคิดอันเฉียบแหลมได้อย่างฉับไว
“นี่! ทำอะไรเข้าซักอย่างสิ”
บรูซเร่งเร้าด้วยความตื่นตระหนก
“เงียบหน่อย กำลังใช้ความคิดอยู่”
เซซิลตวาดกลับพร้อมกับเค้นมันสมองเพื่อจะรอดพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปให้ได้ เมื่อคิดย้อนไปถึงคำพูดเข้ารหัสของชูล่า เซซิลรู้จักมัน โคเด็คคือรหัสลับทางวิทยาศาสตร์ที่มีไว้ใช้ป้องกันการล้วงข้อมูลการวิจัยและเคยเป็ที่นิยม ตัวอักษรโคเด็คมีทั้งหมดยี่สิบหกตัว แต่เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบของตัวอักษรบนบานประตูแล้วนับว่าต่างกันเยอะ
มันไม่ใช่โคเด็ค แต่เป็อักษรประหลาดที่ไม่มีใครรู้จัก อาจเป็ของโบราณหรือถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็ไม่มีใครรู้ แต่เซซิลค่อนข้างมั่นใจว่าข้อความบนนั้นคือรหัสผ่านที่ถูกใครสักคนสลักเอาไว้เพื่อป้องกันการลืม ดังนั้นหากถอดตัวอักษรพวกนั้นออกมาได้พวกเขาก็จะรอด อุปสรรคมีเพียงเวลาอันจำกัดเท่านั้น
“ชูล่า นายรู้อะไรเกี่ยวกับโคเด็คอีกบ้าง บอกมาให้หมด”
ชูล่าพยายามคิด เขานึกย้อนไปถึงความฝันประหลาด คิดถึงประโยคคำพูดที่สื่อความหมายไม่ได้ของเอลฟิเอน่า ประโยคที่ว่า “โคเด็ค… แอสโทรเบต… ช่วยด้วย… ช่วยด้วย”กับข้อความที่สลักไว้บนกลอนประตู รวมถึงอักษรบนรูปสลักัและอัศวินซึ่งชูล่ารู้สึกว่ามันคล้ายกับที่อยู่บนประตูบานนี้มาก
“แอสโทรเบต… แอสโทรเบต นี่มัน…”
เซซิลไม่เข้าใจความหมายของแอสโทรเบต บางทีมันอาจจะเป็ชื่อเรียกของอักษรประหลาด แต่ก็อาจไม่ จนกระทั่งอาลูลุที่นิ่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาอย่างลอย ๆ
“แอสโทรโลจิคคั่ล อัลฟ่าเบต”
มันคืออักขระดวงดาว มีไว้ใช้เขียนแทนตัวอักษรย่อของหมู่ดาวต่าง ๆ ซึ่งคนที่เป็คนคิดค้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นักวิทยาศาสตร์นามว่าซิลเวียนั่นเอง นับว่าเป็หนี้อาลูลุอยู่ไม่ใช่น้อย เซซิลเชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างเข้าด้วยกันได้ทั้งหมดแล้ว เขาหยิบนาฬิกาทรงกลมไม่มีเข็มขึ้นมาและเป็ดังคาด บนหน้าปัดนั้นมีอักขระดวงดาวที่ถูกเขียนกำกับไว้คู่กับอักษรโคเด็คราวกับว่าจงใจทำขึ้นเพื่อใช้ถอดรหัสลับเหล่านี้
“เร็วเข้า ๆ”
หนามแหลมไล่ตามหลังพวกเขามาจวนจะถึงแล้ว เซซิลต้องใช้ความเร็วในการถอดรหัสแต่ละตัวอักษรท่ามกลางความตื่นตระหนกของบรูซและชูล่า รหัสทั้งหมดถูกถอดและเขียนขึ้นใหม่ในรูปของตัวอักษรโคเด็ค
“เมตามอโฟซิส!”
เซซิละโขึ้น และในตอนนั้นเองไฟสีแดงในห้องก็เปลี่ยนกลับเป็สีขาว เสียงสัญญาณเตือนเงียบลง หนามแหลมหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของชูล่าพอดีและจากนั้นมันก็หดกลับลงไปในรูเหมือนเดิม ชูล่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ทุกคนไม่อยากจะอยู่ในห้องนั้นนานนักจึงรีบวิ่งออกมานั่งพักอยู่ด้านนอกซึ่งเป็โถงโล่งทรงกลม บรูชถามถึงความหมายของรหัสผ่านที่เขาไม่เข้าใจ เซซิลจึงอธิบายให้ฟังถึงความเชื่อมโยงของมัน
“เมตามอโฟซิส หมายถึงการเปลี่ยนรูปเหมือนในเื่ผู้พิชิตั หากัและอัศวินจะเทียบได้กับโคเด็คและแอสโทรเบตก็คงไม่แปลก เพราะซิลเวียคิดค้นมันขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเื่นี้”
“ปริศนา ที่มันยังคงเป็ปริศนาอยู่ก็เพียงเพราะมันขาดฟันเฟืองที่จะเชื่อมต่อความเป็จริงไงล่ะ”
เซซิลมองนาฬิกาไร้เข็มที่ซิลเวียให้เอาไว้พลางคิดถึงคำพูดตัวเอง บางทีเธออาจจะคาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้แล้วก็เป็ได้ จะอย่างไรก็ตาม เซซิลเชื่อว่าเื่ราวทุกอย่างจะมากันอีกไม่นานนี้ เขาคาดหวังถึงความสำเร็จอย่างลุล่วงของเป้าหมายแม้ว่าบางทีมันอาจจะไม่เป็อย่างที่คิดนัก