จอมโจรทลายสวรรค์

    ตอนที่ 36 ผนึกอัคคี

           หลิ่งอี้นั่งชันเข่าสองมือยันพื้นพยุงตัวขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ข้อพับขาด้านขวามีการอาบาดเจ็บไม่อาจฝืนยืนได้นาน

     

           “ฮ่า ฮะ…อุ๊บ”  เสียงหัวเราะดังขึ้นจากศิษย์บางกลุ่มก่อนจะหายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าสองมือของหลิ่งอี้กระชับหมัดอย่างแนบแน่นข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดใบหน้าแดงก่ำจรดใบหูมันพยายามฝืนกลั่นเพลิงโทสะไม่ให้ตกหลุมพรางที่ศิษย์พี่หนานจิ้งที่เตรียมไว้ ต้วนกงฝูจ้องมองหลิ่งอี้ด้วยแววตาน่าสมเพช ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจอย่างที่สุด

     

           หลิ่งอี้ฝืนยืนได้เพียงชั่วครู่ก่อนนั่งลงกับพื้นลานฝึกอีกครั้ง มันพยายามปกปิดสีหน้าอดกลั่นความเจ็บที่ขาขวา“สิ่งที่ข้าพูดไป ข้าเตือนเจ้าด้วยความหวังดี สวะอย่างไรก็เป็นเพียงสวะเจ้าควรรู้ตัวดีว่าเจ้าควรอยู่ที่ใด ฮ่า ฮ่า” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยวาจาเหยียดหยามหลิ่งอี้อย่างไม่ไว้หน้า

     

           หลิ่งอี้จ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยใบหน้าใสซื่อพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“เหตุใด ศิษย์พี่หนานจิ้งถึงต้องเจาะจงลงมือสั่งสอนข้าด้วยตัวเอง” ศิษย์พี่หนานจิ้งจ้องมองหลิ่งอี้ด้วยแววตาเย็นชา“ฮ่า ฮ่า ข้าเพียงแต่อยากจะสั่งสอนพวกที่ไม่เจียมตัวเอง ให้รู้ตัวว่ามันควรอยู่ที่ใด”

     

           “หึ เป็นศิษย์พี่ก็สมควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่แต่เห่าไปวันๆ” สุ่มเสียงลึกลับดังอย่างกึกก้องศิษย์พี่หนานจิ้งหันไปตามต้นเสียงอย่างเกรี้ยวกราด “ใคร ! ใครมันกล้าสอดปาก” พลังในร่างแผ่พุ่งออกอย่างฉับพลันทว่ารอบพวกมันกลับไม่มีใครแสดงตัว หลิ่งอี้ยามได้ยินเสียง สีหน้าพลันเปลี่ยนอย่างตื่นตระหนกมันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบา“ซุน! อย่าตกหลุมพลางของมัน”

     

           ศิษย์พี่หนานจิ้งหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็วทว่าสายตากลับมาหยุดที่ชายคนนึงที่มันหมายหัวไว้ “ฮุ่ยซุน” รอบกายมันในยามนี้ปกคลุมไอความร้อนสีแดงพร้อมที่เผาผลาญทุกสิ่ง“เป็นเจ้า ! ดูเหมือนเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดพลันพุ่งทะยานออกอย่างฉับพลัน ศิษย์พี่หนานจิ้งอยู่ห่างจากมันเพียงสามก้าวมันปล่อยหมัดพื้นฐานของสำนักที่สาธิตต่อหน้าศิษย์น้องทุกคนอย่างดุดันจิตผันแปรปกคลุมแขนทั้งสองข้างอย่างเข้มข้น เฟยซุนเร่งรีบกางม่านอัคคีอย่างตื่นตระหนักสุดขีด มันไม่คาดคิดว่าศิษย์พี่ผู้นี้จะบ้าดีเดือดถึงกับกล้าลงมือต่อหน้าผู้คนนี้เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบตัวมันกระจายตัวออกด้วยความตกใจ เหลือเพียงเฟยซุนที่ยืนหยัดหมายมั่นปัดป้องเพลงหมัดของศิษย์พี่บ้าคลั่งผู้นี้

     

           ต้วนกงฝูจ้องมองทุกการกระทำของเฟยซุนราวกับดูคนโง่งมที่ไม่คิดรักชีวิต “ตายไปซะ”กงฝูปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้ายอย่างชัดแจ้ง ทว่าเจี่ยงซวนอี้กลับจ้องมองเฟยซุนด้วยสายตานิ่งสงบยืนพินิจอย่างถี่ถ้วน “ถึงแม้ตัวมันจะต้องเดือดร้อน แต่มันก็ไม่ลังเลที่เข้าไปช่วยสหายของมันชั่งน่าสนใจจริงๆ”

     

           หลิ่งอี้จ้องมองแผ่นหลังศิษย์พี่หนานจิ้งพลันเอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึงสุดขีด“อย่า ! ซุนหนีไป อย่าฝืนรับหมัดนั้น” หลิ่งอี้ตะโกนขึ้นอย่างกึกก้อง ศิษย์พี่หนานจิ้งยามได้ยินเสียงหลิ่งอี้ตระโกนออกมาด้วยความหวาดหวั่นมันปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้ายขึ้นที่มุมปาก “ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าหลบพ้นหรอก”

     

    เปรี้ยงงงงงงงงงงงง

     

           ทุกสายตายบนลานฝึกจับจ้องด้วยแววตาตกตะลึงมันไม่คาดจะมีการต่อสู้ดุเดือดบนลานฝึกหมัดของศิษย์พี่แฝงไปด้วยจิตผันแปรอย่างเข้มข้นปะทะเข้ากับม่านเพลิง เพียงวินาทีแรกที่ปะทะกันม่านเพลงแตกราวกับปุยนุ่น ท่อนแขนของศิษย์พี่กำลังพุ่งเข้าสู่หน้าอกของซุนสะเก็ดไฟแตกกระจายไปทั่วลานเหล่าศิษย์น้อยใหญ่ต่างหลบอย่างตื่นตระหนกมีเพียงหลิ่งอี้ที่ไม่อาจฝืนกายขยับหลบสะเก็ดไฟที่กำลังพุ่งใส่ มันพยายามกระเสือกกระสนเอี้ยวตัวหลบเสก็ดไฟที่กำลังมาถึงตัวมันคาดคำนวณมิอาจหลบพ้นทำได้เพียงหลับตายกมือทั้งสองข้างป้องกันปิดบังใบหน้าตามสัญชาตญาณ  ตูมม   เสียงเสก็ดไฟระเบิดดังเพียงชั่วครู่มันรีบสัมผัสร่างกายอย่างเร่งรีบ มันกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ดวงตาทั้งสองของมันค่อยๆเปิดออกอย่างช้ามันพบชายหนุ่มท่าที่คุ้นตายืนขว้างกั้นเส้นทางเสก็ดไฟ มือขวาของมันนั้นปกคลุมไปด้วยพลังปราณมีควันลอยขึ้นอย่างเบาบางหลิ่งอี้พยายามพินิจอย่างถี่ถ้วนว่าคนที่ช่วยมันคือใคร ทว่าหลิ่งอี้ยังไม่ทันได้ครุ่นคิดกลับถูกกระชากเสื้อลากไถลไปกับพื้นอย่างทุลักทุเลโดยไร้ปราณี“เจี่ยงซวนอี้ ข้าคิดไม่ถึงจะเป็นเจ้า แต่ถ้าช่วยก็ทำเบาหน่อยสิ จะฆ่าข้าหรือยังไง”หลิ่งอี้จ้องมองซวนอี้มันอย่างไม่เข้าใจเพราะเจี่ยงซวนอี้คือคนที่มันคิดในใจที่อยู่ในลำดับท้ายๆที่จะมาช่วยมันได้“ข้าไม่อยากให้สิ่งที่สหายเจ้าตัดสินใจทำลงไปต้องสูญเปล่า” หลิ่งอี้มองมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป“เจ้าก็ไม่ได้เย็นชาดั่งกับคนอื่นที่เค้าว่ากัน” เจี่ยงซวนอี้  “…”  ไม่ตอบหลิ่งอี้พลันจ้องมองไปยังที่เฟยซุนกำลังประมือกับศิษย์พี่หนานจิ้งอย่างบ้าดีเดือด

     

           หมัดของศิษย์พี่หนานจิ้งที่กำลังพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเฟยซุนทว่ามันหาได้มีความหวาดหวั่นแต่อย่างใด ใบหน้าของมันค่อยๆปรากฏรอยยิ้ม เปลวเพลิงรูปดอกบัวค่อยๆปรากฎบนหน้าผากซุน“ผนึกอัคคี” หนึ่งในห้าของทักษะสุริยันสะบั้นวิญญาณ เพียงเสี้ยววิที่มันเอ่ยม่านเพลิงพลันเปลี่ยนแปลงดอกบัวอัคคีห่อหุ้มตัวมันอย่างฉับพลันศิษย์พี่หนานจิ้งพลันเปลี่ยนสีหน้าอย่างหวาดหวั่นแต่มันไม่อาจดึงมือคืนได้ทัน ฝ่ามือจิตผันแปรของมันปะทะเข้ากับผนึกอัคคีความเข้มข้นของเปลวเพลิงต่างกับม่านเพลิงราวฟ้ากับดิน ปังงงง  เสียงดังลั่นสนั่นไปทั่วลาน กร๊อบ ปรากฏเสียงดังคล้ายกระดูกร้าวเปลวเพลิงของราชันเทพอัคคีเผาผลาญจิตผันแปรหายไปจากฝ่ามือจนหมดสิ้น แววตาศิษย์พี่หนานจิ้งเต็มไปด้วยความตกตะลึงสุดขีดมันรีบดึงมือกลับคืนสีหน้ามันพลันบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

     

           “ฮ่า ฮ่า เป็นอย่างไรบ้างศิษย์พี่ คิดตัวเองมีไหวพริบมากมายเพียงใด จนสามารถตัดสินว่าคนไหนคู่ควรกับคำว่าสวะอย่างนั้นหรือศิษย์พี่หนานจิ้ง” เฟยซุนเอ่ยคำเย้ยหยันสร้างความอับอายให้แก่ศิษย์พี่หนานจิ้งเป็นอย่างมาก ต้วนกงฝูตกตะลึงเป็นอย่างมากมันไม่คาดคิดว่าลูกพี่ลูกน้องของมันจะพลาดท่าได้ทั่วร่างสั่นสะท้านไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ฮุ่ยซุน เจ้าบังอาจทำร้ายศิษย์พี่วันนี้เจ้าต้องตาย” ต้วนกงฝูกำลังทะยานพุ่งเข้าหามัน ทว่ากลับมีเสียงที่คุ้นเคย “หยุดมือก่อน”ศิษย์พี่หนานจิ้งลุกขึ้นยืนอย่างมั่งคง แววตาในยามนี้ลุกไหม้แฝงด้วยเปลวเพลิงโทสะอย่างที่สุดมันปลดปล่อยปราณแผ่ปกคลุมทั่วลาน ทุกคนที่อยู่บนลานฝึกสัมผัสได้ถึงปราณอันเกรี้ยวกราด“นะ…นี้มันแรงกดดันลมปราณนักสู้ขั้นสอง” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นอย่างตื่นตระหนกสุดขีดสัมผัสของทุกคนที่อยู่บนลานสามารถรับรู้ได้เช่นกัน 

     

           “ซุน ! เจ้ารีบหนีไปเร็ว เจ้าสู้มันไม่ได้หรอก” หลิ่งอี้ตะโกนเรียกซุนด้วนอาการสั่นสะท้านไปทั่วร่างศิษย์พี่หนานจิ้งแผ่ลมปราณออกมาอย่างเข้มข้นกดทับร่างเฟยซุนอย่างไร้ปราณีด้วยพลังปราณห่างกันเกือบหนึ่งช่วงชั้นใหญ่ มันไม่กล้าฝืนรับแรงกดดันปราณอันเข้มข้นนี้ เฟยซุนรีบเร่งกางผนึกอัคคีเข้าต้านพลันรีบย้ายร่างออกจากบริเวณนั้นผนึกอัคคีที่สามารถป้องกันกระบวนท่าพื้นฐานผสานจิตผันแปรได้เมื่อครู่ ทว่าคราวนี้กับถูกแรงกดดันปราณของนักสู้ขั้นสองบดขยี้สลายหายไปอย่างไรร่องรอย

     

           มันพลันจ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยสีเรียบเฉย “ไม่ปากดีแล้วเหรอ ข้าเพียงประมาทไม่ได้ใช้ปราณอย่างเต็มที่ไหนคราวนี้ลองปากดีอีกครั้งสิ” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดมันระเบิดพลังปราณสุดขีดพุ่งทะยานไปราวสายฟ้าฟาดพริบตาเดียวปลายเท้าข้างขวาผสานจิตผันแปรกำลังเข้าสู่ใบหน้าด้านซ้ายของมัน

     

           มันเร่งรีบยกมือทั้งสองทั้งสองข้างขึ้นป้องกันทางใบหน้าด้านซ้ายอย่างฉับพลันสองเท้ากับขยับกระโดดออกไปตามแรงเหวี่ยง “ผะ…” ทว่ามันไม่อาจใช้ผนึกอัคคีได้ทันท่วงทีปลายเท้าของศิษย์พี่หนานจิ้งปะทะเข้ากับท่อนแขนของมันอย่างรุนแรง


    เปรี้ยงง เฟยซุนถูกเตะจนตัวพุ่งออกจากลานฝึกความเร็วราวกับดาวหางร่วงหล่นจากฟากฟ้าปะทะเข้ากับกำแพงตูมม หลิ่งอี้ที่จ้องมองทุกเหตุการณ์กับตื่นตระหนกสุดขีด มันพยายามลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลทว่าเจี่ยงซวนอี้กลับดันให้มันนั่งลงกับพื้น “ปล่อยข้า ข้าจะไปดูมัน” หลิ่งอี้เอ่ยอย่างร้อนรน“มันยังไม่ตาย เจ้าไม่ต้องไปแช่งมัน” เจี่ยงซวนอี้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เย็นชา “จริงเหรอแต่ปล่อยให้มันโดนอัดต่อไปแบบนี้ มันคงต้องตกตายไปแน่น” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอย่างกังวล“…” เจี่ยงซวนอี้ไม่ตอบกลับหลิ่งอี้แต่อย่างใด

     

           ต้วนกงฝูแสดงสีหน้าอย่างสะใจ มันรีบวิ่งไปหาลูกพี่ลูกน้องด้วยสีหน้ายินดีทว่าหนานจิ้งกับยังแสดงสีหน้าตรึงเครียดเช่นเดิม “ข้ารู้สึกเหมือนจะเตะโดนมันไม่เต็มฝ่าเท้าเจ้าถอยไปก่อน” เมื่อต้วนกงฝูได้ยินมันไม่อาจระงับความแตกตื่นนี้ได้ “จะ…จริงหรือพี่หนานจิ้ง”กงฝูจ้องมองไปยังบริเวณกำแพง “ข้าไม่แน่นใจ”หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งครึม

     

    ณห้องโถงหมู่ตึกไขมังกร

     

           ฟูหลิวรีบเร่งเข้าไปห้องโถงหมู่ตึกไขมังกรด้วยสีหน้าตื่นตระหนกผู้อาวุโสตงฟางสัมผัสถึงความผิดปกติ “เจ้าเข้ามาอย่างเร่งรีบ มีเรืองด่วนอะไร ว่ามา” ฟูหลิวจ้องมองอาจารย์อย่างลึกล้ำ“ท่านอาจารย์ ตอนนี้ที่ลานฝึกศิษย์พี่หนานจิ้งกำลังประฝีมือกับศิษย์น้องฮุ่ยซุนอย่างน่าหวาดหวั่น”ผู้อาวุโสตงฟางขมวดคิ้วลึก “มันเริ่มเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะฮ่า ฮ่า” ฟูหลิวจ้องมองผู้อาวุโสตงฟางด้วยสายตาประหลาด“ท่านอาจารย์วางแผนไว้” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ“ใช่ ข้าจะทดสอบฝีมือเจ้าเด็กที่ชื่อฮุ่ยซุนว่ามีฝีมือกล้าแข็งเพียงใดแล้วตอนนี้พวกมันประมือเป็นอย่างไรบ้าง”

     

           “เรียนอาจารย์ ตอนนี้ทั้งสองกำลังสัประยุทธ์กันอย่างน่าหวาดหวั่น ก่อนที่ข้ากำลังเข้ามารายงานศิษย์หนานจิ้งดูเหมือนจะเสียเปรียบศิษย์น้องฮุ่ยซุนเล็กน้อย”ฟูหลิวเอ่ยเหตุการณ์ตามตรง ผู้อาวุโสตงฟางขมวดคิ้วลึกอีกครั้ง “หนานจิ้งมันอยู่ในระดับลมปราณนักสู้ขั้นสองแถมยังสามารถใช้ได้ถึงจิตผันแปรแต่ฮุ่ยซุนมันมีลมปราณอยู่ที่ลมปราณก่อตั้งขั้นสี่พลังปราณทั้งสองห่างกันเกือบหนึ่งช่วงใหญ่ เจ้ายังบอกว่าหนานจิ้งยังเสียเปรียบอีกอย่างนั้นหรือ”ผู้อาวุโสตงฟางขมวดคิ้วลึกราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่ศิษย์รายงาน“เรียนอาจารย์ศิษย์พี่หนานจิ้งนั้นประมาทในการประมือช่วงแรกศิษย์พี่ใช้เพียงกระบวนท่าพื้นฐานผสานจิตผันแปรเข้าสัประยุทธ์กับถูกศิษย์น้องฮุ่ยซุนลวงหลอกใช้ม่านเพลิงแข็งอ่อนจนศิษย์พี่ติดกับได้รับบาดเจ็บที่มือ ”

     

           ไม่กี่อึดใจกงซุนที่รับหน้าที่จับตาฮุ่ยซุนเร่งรีบด้วยใบหน้าแตกตื่นเข้ามารายงานยามที่มันเข้ามามันเห็นฟูหลิวมันคาดคิดอาจารย์มันคงรู้เรื่องหมดแล้ว “เรียนท่านอาจารย์คงทราบเรื่องศิษย์น้องฮุ่ยซุนกับศิษย์พี่หนานจิ้งแล้ว ศิษย์ขอรายงานเพิ่มเติมขณะนี้ศิษย์น้องฮุ่ยซุนถูกศิษย์พี่ใช้จิตผันแปรเตะเข้าที่ใบหน้าเต็มแรงจนร่างลอยละริ้วจมอยู่ในกองกำแพง”กงซุนรายงานอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่พักหายใจแม้แต่น้อย

     

           “พวกเจ้าตามข้ามา” ยามได้ยินศิษย์ทั้งสองเข้ามารายงานผู้อาวุโสตงฟางรู้สึกสนใจเหตุการณ์มันต้องการเห็นด้วยตาทั้งสองข้าง ทั้งสามเร่งรีบทะยานออกไปลานฝึกอย่างฉับพลัน ผู้อาวุโสตงฟางใช้เวลาไม่กี่อึดใจผู้อาวุโสตงฟางกลับยืนอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่บริเวณรอบๆลานฝึก เพื่อลอบคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆผ่านไปหลายอึดใจศิษย์ทั้งสองตามมาด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย

     

           หนานจิ้งแผ่สัมผัสปราณเข้าตรวจจับการคงอยู่ของฮุ่ยซุนทว่ากลับไม่พบร่างของมันแต่อย่างใด สีหน้าของมันเริ่มเคร่งเครียด “มันหายไปไหนของมัน”เพียงไม่กี่อึดใจข้างๆกายของมันกลับมาเสียงลึกลับเอ่ยขึ้นอย่างกระทันหัน “หาข้าอยู่อย่างนั้นเหรอศิษย์พี่”จู่ๆข้างหลังปรากฏเงาสายหนึ่ง มันมาพร้อมเสียงกระซิบอันเผาเบา “ฝ่ามืออัคคี” เพียงเสี้ยววินาทีฝ่ามือของมันปะทะเข้ากับกลุ่มพลังปราณ เฟยซุนตื่นตะหนกสุดขีด ฝ่ามืออัคคีปะทะเข้ากับกลุ่มปราณที่ปกคลุมรอบกายศิษย์พี่หนานจิ้งฝ่ามืออัคคีโหมกระหน่ำพยายามเผาผลาญปราณคุ้มกายของศิษย์หนานจิ้งอย่างน่าหวาดหวั่นทว่าด้วยพลังปราณห่างเกือบหนึ่งช่วงชั้นใหญ่ฝ่ามืออัคคีเผาผลาญปราณคุ้มกายได้เพียงเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นศิษหนานจิ้งก็ถูกฝ่ามืออัคคีกระแทกกระเด็นไกลถึงห้าก้าว

     

           “บ้าเอ้ย ไม่คิดว่ามันมีปราณคุ้มกายกล้าแกร่งเช่นนี้” เฟยซุนสบถอย่างหัวเสียง  “นับว่าเจ้าใจกล้ามาที่กล้าท้าทายข้าเช่นนี้  ต่อไปนี้ข้าจะไม่ออมมือให้เจ้าแล้ว” ฝ่ามือขวาหนานจิ้งถูกห่อหุ้มไปด้วยจิตผันแปรฝ่ามือซ้ายปกห่อหุ้มไปด้วยอัสนีสีฟ้าส่องแสงกระพริบไปทั่วลาน ทว่าแววตามันกับสงบนิ่งสังเกตการกระทำของคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้า

     

           กงซุนจ้องมองการกระทำของศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยสีหน้าตื่นตระหนกพลันเร่งรีบบอกอาจารย์ให้หยุดยั้งการต่อสู้ของทั้งสอง“อาจารย์ ! ศิษย์พี่หนานจิ้งคิดจะฆ่าศิษย์น้องฮุ่ยซุนจริงๆแล้วนะ โปรดช่วยหยุดยั้งการประมือครั้งนี้ด้วย”กงซุนเอ่ยอย่างตื่นตระหนก “หุบปากแล้วจ้องมองแววตาของฮุ่ยซุน แววตานี้มันไม่ใช่ของคนที่จะยอมแพ้พวกเจ้าทั้งสองจงดูไว้ซะ” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

     

    คล้ายกับเรื่องจอมโจรทลายสวรรค์ ที่คุณอ่าน