เมื่อดวงเนตรจุติจักรวาลของไป๋ฉีถูกเปิดเผยออกมา ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันปั่นป่วนอย่างช่วยไม่ได้ รากไม้สีทองที่ห้อมล้อมเขาเอาไว้ถูกคลายออก ณ ตอนนั้น พร้อมกับเงาร่างหญิงงามผมสีเขียวที่ปรากฏตัวขึ้นมาจากต้นไม้ทองคำ
"ยินดีด้วยเจ้าได้ผ่านบททดสอบแล้ว นี่คือมรดกของเรา"
เสียงอันไพเราะของหญิงสาวคนนั้นดังขึ้น ต่อมาเบื้องหน้าของไป๋ฉีก็ปรากฏมงกุฎไม้สีทองอร่ามดูประณีตและงดงามเป็นอย่างยิ่ง ไป๋ฉีหยิบเอามงกุฎนั้นขึ้นมา ทว่าเขากลับไม่ได้สวมมัน
"เรียนผู้อาวุโส ข้าขอถามท่านได้หรือไม่ว่าทำไมบททดสอบเหล่านี้ถึงได้เอื้อให้คนที่มีดวงเนตรจุติจักรวาลอย่างพวกเรามากนัก"ไป๋ฉีเงยหน้าขึ้นมองแล้วเอ่ยปากถาม
หญิงงามผมสีเขียวมองมายังไป๋ฉีดวงแววตาลึกซึ้งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ "พวกเรามีหน้าที่สืบทอดมรดกให้พวกเจ้าเพียงเท่านั้น หากอยากรู้มากกว่านี้พวกเจ้าก็ไปถามวิหารหน้าก็แล้วกัน เพราะที่นั่นมีผู้นำของเราอยู่"ว่าแล้วเงาร่างของเธอก็สลายหายไปจากบริเวณนั้น ไป๋ฉีที่ได้เห็นก็พลันคิ้วขมวดอย่างช่วยไม่ได้
"นี่แสดงว่ายังเหลือวิหารมรดกอีกอย่างนั้นหรือ แล้วมันอยู่ที่ไหนกัน"
"เฮ้! น้องชาย อย่าพึ่งคิดมากเลยรีบสืบทอดมรดกเร็วๆเข้าเถอะ"ไป๋หมิงเดินมาข้างๆแล้วตบไหล่น้องชาย ไป๋ฉีพยักหน้าตอบรับ ทว่าเขาไม่ได้คิดที่จะสืบทอดมรดกนี้เองแต่อย่างใดและเลือกที่จะเรียกหรงหรงออกมา
"หรงหรง ออกมาเร็ว"
"วาบ"
สิ้นเสียงของไป๋ฉี วงเวทย์สีขาวขนาดไม่ใหญ่มากปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้า ต่อมาไม่นานนักร่างของเด็กสาวผมสีดำก็ปรากฏขึ้นมา ทว่าเธอกลับอยู่ในสภาพที่ดูงัวเงียยิ่ง
"อื้อ ท่านพ่อเรียกลูกมามีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ"
"ท่านพ่อ!!" ได้ยินที่เด็กน้อยเรียกขาน ทุกคน ณ ที่นี้พากันอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเฟิ่งเจียอินและจินอันหรานพวกเธอถึงกับช็อกไปในทันที
ไป๋ฉียังมิได้กล่าวอธิบายอะไร เขาสวมมงกุฏมรดกให้กับหรงหรงโดยไม่รอช้า "หรงหรง ลูกมีพลังธาตุไม้พอดี มรดกชิ้นนี้เหมาะกันลูกมาก"
สัมผัสได้ถึงพลังที่หลั่งไหลเข้ามาในกาย หรงหรงก็หายงัวเงียแล้วกระโดดเข้าไปกอดไป๋ฉีในทันที "ขอบคุณท่านพ่อที่มอบสิ่งนี้ให้ลูกเจ้าค่ะ แต่หรงหรงได้มามากแล้ว ท่านพ่อให้สิ่งนี้กับชิงชิงไม่ดีกว่าอย่างนั้นหรือ"
ไป๋ฉีลูบผมลูกสาวอย่างเอ็นดู "ลูกต้องรู้ก่อนว่ามรดกที่เหมาะสมกับชิงชิงคือมรดกธาตุน้ำ แม้จะสามารถรับมรดกธาตุอื่นได้อยู่บ้างแต่ประสิทธิภาพของพลังที่สำแดงออกมาก็จะอ่อนด้อยลงไปมาก"
"ดังนั้นหากต้องการให้มรดกสำแดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่จำเป็นต้องมีผู้สืบทอดที่เหมาะสมกับพวกมัน และมงกุฎธาตุไม้นี้ก็เหมาะกับลูกที่สุดแล้วเพราะลูกเองมีธาตุไม้เหมือนกัน"
"ส่วนเรื่องของพี่ชิงชิงลูกก็ไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวพ่อจะหามรดกธาตุน้ำให้กับชิงชิงเองในอนาคต"หลังจากที่ไป๋ฉีกล่าวจบ หรงหรงก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ เช่นนั้นข้าขอตัวไปหลอมรวมพลังก่อนนะเจ้าคะ" หรงหรงยืดตัวเข้าไปหอมแก้มไป๋ฉีหนึ่งครั้ง จากนั้นก็หายไปจากอ้อมแขนของชายหนุ่มกลับสู่มิติสัตว์อัญเชิญโดยไม่รอช้า
ส่วนทางไป๋ฉีเองก็หันมาอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้กับพวกพี่ๆและสาวๆได้ฟัง หลังจากนั้นไม่นานนักทุกคนก็พากันตะลึงงันราวกับว่าตัวเองนั้นฝันไป
พระเจ้า! ตกลงน้องชายของพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาดประเภทไหนกัน นอกจากมีพลังที่หลากหลายแล้วยังเลี้ยงจอมทำลายล้างอย่างมังกรมารเก้าเศียรเอาไว้เป็นลูกสาวอีก ให้ตายสิ! เจ้าเด็กคนนี้นับวันยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจมากขึ้นไปทุกที หากอยู่ด้วยกันนานๆเข้าไม่แน่พวกเขาอาจจะช็อกตายเพราะความตกใจในสักวัน
"ครื่น!!"
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ทั่วทั้งบริเวณก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง มิติรอบค้างก็เริ่มที่จะแตกร้าวช้าๆ พวกไป๋ฉีพากันบินขึ้นกลางอากาศมองดูมิติที่พังทลายด้วยความตกใจ
"ไหน ผู้อาวุโสคนนั้นบอกว่า ยังเหลืออีกหนึ่งวิหารไง ทำไมมิติถึงได้พังทะลายเช่นนี้"ไป๋ฉีบ่นพึมพำ
"น้องชาย พวกเราจะเอาอย่างไรกันดี"ทุกคนกล่าวออกมาพร้อมกัน ไป๋ฉีเองก็ไม่มีเวลาครุ่นคิดอีกต่อไป
"พวกท่านมาอยู่ข้างหน้าข้าเร็ว" ว่าแล้วไป๋ฉีก็เรียกชุดเกราะ ดาร์ก เอ็มเพอร์เรอร์ออกมาสวมใส่
ได้ยินที่ไป๋ฉีพูด ทุกคนก็พลันทำตามอย่างว่าง่ายในใจเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เพราะช่วงเวลาคับขันไป๋ฉีมักจะมีทางออกดีๆให้พวกเขาเสมอ
"ดาร์ก เอ็มเพอร์เรอร์ เข้าสู่โหมดป้องกัน" ปีกมังกรสีดำขนาดใหญ่สี่ปีกปรากฏขึ้นมาด้านหลัง จากมันก็ห่อหุ่มทุกคนเอาไว้ภายในราวกับลูกบอลสีดำขนาดใหญ่
หลังจากนั้นไม่นานห้วงมิติแห่งนี้ก็พลันแตกสลายหายไป ส่วนทางด้านของไป๋ฉีเขารู้สึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังถูกดูดไปที่ไหนสักที่ แต่เขาเองก็ไม่กล้าคลายการป้องกันออกไปดู เพราะกลัวว่าเหล่าพี่น้องและคนรักจะได้รับผลกระทบจากพลังห้วงมิติและพลัดหลงกัน
'อึก! โชคดีที่ชุดเกราะดาร์ก เอ็มเพอร์เรอร์ ชุดนี้สารพัดประโยชน์ หากไม่มีมันล่ะก็ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าจะผ่านสถานการณ์เช่นนี้ไปได้อย่างไร' ไป๋ฉีพูดขึ้นในใจ
"ตูม!"
เวลาไม่รู้ว่าผันผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดไป๋ฉีก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขาพุ่งชนกับพื้นอย่างจัง นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกอย่างดีว่าพวกเขาไม่ได้ล่องลอยอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป
สัมผัสได้ถึงแรงกระทบกระเทือนที่เกิดขึ้นไป๋ฉีทำการปลดโหมดป้องกันของชุดเกราะของตัวเองในทันที เผยให้เห็นเหล่าพี่น้องและคนรักที่ตอนนี้กำลังมองพื้นที่ด้านหน้าด้วยความประหลาดใจ
ไป๋ฉีคลายชุดเกราะออกแล้วมองไปยังจุดที่เหล่าพี่น้องมองกัน สิ่งที่เห็นนั้นคือปราสาทขนาดใหญ่ด้านหนึ่งสลักลวดลายดวงอาทิตย์สีทองเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันอีกด้านกลับสลักลวดลายพระจันทร์สีดำ
แน่นอนบรรยากาศทั้งสองด้านนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงราวกับอยู่ครละซีกโลกเลยก็ว่าได้ ด้านที่สลักลวดลายพระอาทิตย์มีแสงสดใสราวกับกลางวัน ส่วนด้านที่สลักลายพระจันทร์กลับมืดมิดราวกับค่ำคืนที่ไร้ดาวอย่างไรอย่างนั้น
ไป๋ฉีกวาดสายตามองสำรวจไปทั่วปราสาทด้วยความระมัดระวัง ในเวลาต่อมาเขาก็พบกับอักษรโบราณขนาดใหญ่ที่สลักเอาไว้ตรงประตูทางเข้า
"ปราสาทแสงเงา" ชายหนุ่มพึมพำออกมาขณะที่มองไปยังตัวอักษรนั้น ทำเอาทุกคนพากันหันมองไป๋ฉีด้วยความประหลาดใจ เพราะในที่นี้ไม่มีใครรู้จักอักษรโบราณเบื้องหน้านี้เลย แต่อยู่ๆไป๋ฉีกลับพูดมันออกมา