วีรบุรุษอหังการ

    36 เลือดนองทุ่งหญ้า


             

            ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา  สลับกับเนินยกสูงที่คล้ายกับภูเขาขนาดย่อมในบางพื้นที่  ภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหญ้าใบเขียว  มีแม่น้ำโม่เอ่อร์เก๋อเล่อที่ยาวคดเคี้ยวพาดผ่านทุ่งหญ้าเขียวสดแห่งนี้  ม้าป่าฝูงใหญ่ล้วนแตกตื่นวิ่งหนีเมื่อพบพานกับผู้คน  หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีกำลังเดินทางท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ  สตรีบนหลังม้าที่สวยสดงดงามกับหนึ่งบุรุษเยาว์วัยที่เดินจูงม้าสีขาวสง่างาม  พวกเขากำลังเดินทางเลียบริมน้ำอย่างไม่เร่งรีบ


            เอี้ยนเฟยซาเป็นบุรุษที่จูงม้า โชงหมิงยังคงถืออุดมการณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง  บรรทุกสตรีอยู่บนหลังด้วยความเต็มใจ แต่ไม่ยินยอมให้ชายหนุ่มขึ้นขี่อยู่บนหลังของมัน  นั่นทำให้เขารู้สึกไม่พอใจบ่นอุบตลอดการเดินทาง หนึ่งคนหนึ่งม้าทะเลาะกันตั้งแต่เริ่มเดินทางจนถึงบัดนี้


            หมอเทวะไม่อาจหาตัวยามาให้กับเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยครบตามกำหนด จึงส่งเอี้ยนเฟยซาออกเดินทางพร้อมกับนางเพื่อไล่เก็บสมุนไพรรักษาโรคท้องร่วงตามรายทาง  พร้อมทั้งเป็นหมอที่ให้การรักษาคนเจ็บป่วยตามเส้นทางที่พวกเขาผ่านไป  ช่วงเวลาที่อยู่บนเขาแม้จะไม่ยาวนานนัก แต่เขาก็ได้เรียนรู้วิชาแพทย์เบื้องต้นและการใช้สมุนไพรมาพอสมควร ที่สำคัญหมอเทวะเห็นว่าควรปล่อยให้ชายหนุ่มได้ออกเดินทางตามความฝัน  ดีกว่าอยู่ฝึกวิชาบนป่าเขาเช่นนี้  มีแต่พยัคฆ์ที่ออกไล่ล่าเท่านั้น  จึงจะได้ลิ้มลองเลือดเนื้อสดใหม่



            เอี้ยนเฟยซาหันมาลูบหัวอาชางามสง่าด้านข้าง  พลางกล่าวว่า 

        

            “โชงหมิง เมื่อไหร่เจ้าถึงจะทำตัวเป็นม้าที่ดีกับเจ้าของเสียที  ตั้งแต่ติดตามข้ามานี่  เคยมีสักครั้งไหมที่เชื่อฟังคำสั่ง  ยินยอมให้ข้าขี่อยู่บนหลังโดยไม่ขัดขืน  และก็ดูเจ้าในตอนนี้สิ  แลดูมีความสุขเหลือเกินที่มีสาวงามนั่นอยู่บนหลัง ดูข้าสิต้องแบกกระเป๋ายาใบใหญ่ที่ทั้งหนักและรุงรัง”


            โชงหมิงเหมือนจะเข้าใจคำพูดของชายหนุ่ม  มันสะบัดหางไปมาอย่างมีความสุข  พร้อมกับส่งเสียงออกมาทางปากคล้ายกับเยาะเย้ยเจ้าของคราหนึ่ง สาวงามบนหลังม้าหัวร่อออกมาด้วยน้ำเสียงไพเราะ  เอี้ยนเฟยซาได้แต่ก่นด่าไปคำหนึ่ง  แล้วหันมาพูดกับจวงซูเม่ยที่แย้มยิ้มว่า

     

            “ทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้  ท่านท่องเที่ยวทุกพื้นที่แล้วหรือยัง?”


            “ข้าคิดว่าน่าจะเกือบแล้ว  สมัยก่อนชาวยุทธ์จากแดนมนุษย์บางส่วนที่หลบหนีการไล่ล่า  มักจะมายังที่นี่เพื่อหลบภัย แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่สงบสุขไม่มียอดฝีมือเทพคนไหนแผ่ขยายอำนาจปกครอง  พวกมันก็รวมกลุ่มกันทำเรื่องชั่วร้าย  ทำนิสัยเหิมเกริมออกปล้นฆ่าชิงทรัพย์ตามอำเภอใจ  ในฐานะจอมยุทธ์แดนเทพคนหนึ่ง  ข้าจึงลงมือชำระพวกหนักแผ่นดิน ไล่เข่นฆ่าพวกมันในทุ่งหญ้าแห่งนี้เป็นเวลาเกือบสามปี  ความสงบสุขของที่นี่จึงกลับมาอีกครั้ง”


            “พวกมันมีเท่าไหร่กัน?  ท่านถึงเสียเวลาไปตั้งสามปี”


            เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยทำหน้าครุ่นคิด  สายตามองดูทุ่งหญ้าเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาล  สักพักจึงกล่าวว่า


            “หนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบเก้าคน”


            “หนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบเก้าคน?  เยอะแยะถึงเพียงนั้น  โอ  จิตใจท่านทำด้วยอะไรถึงยังคงอยู่อย่างปรกติสุขได้  หากเป็นข้าคงกลายเป็นคนวิกลจริตไปแล้ว”


            “บางทีข้าอาจจะวิกลจริตไปแล้วก็ได้  ที่จริงแล้วตลอดสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา  ข้าสังหารไปทั้งหมดสามพันหกร้อยเก้าสิบสามคน  ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เกือบทั้งสิ้น  การท่องยุทธภพแดนมนุษย์เป็นอะไรที่สนุกสนานกว่าที่คิด สามารถหาเงินได้จากการตัดหัวเหล่าโจรร้ายที่มีค่าหัว ทั้งยังได้รับการเชิดชูยกย่องจากผู้คนว่าเป็นผู้มีพระคุณ  ทำให้ข้ารู้สึกดีที่ได้ล่าค่าหัวและส่งพวกบาปหนาลงสู่ปรโลก”


            เอี้ยนเฟยซาถึงกับหยุดเดิน  เขาหันหน้าไปมองดูสตรีงดงามใจอำมหิตบนหลังม้า  ภายใต้ใบหน้าที่สวยสะคราญเลอโฉมนี้  กลับซ่อนนักฆ่าเลือดเย็นไว้อย่างมิดชิด  หากเขาทำสิ่งใดขัดข้องใจนาง  ใช่จะโดนสังหารทิ้งในทุ่งหญ้าแห่งนี้หรือไม่  ชายหนุ่มถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว

     

            เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยหัวเราะออกมาด้วยความสมใจ นางจ้องมองดูใบหน้าขาวซีดของเอี้ยนเฟยซาที่แลดูสิ้นหวัง  พลางกล่าวว่า


            “แต่ข้าไม่เคยเข่นฆ่าคนดีมาก่อน  ผู้ที่ตายใต้คมกระบี่เล่มนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนชั่วช้าสมควรตายทั้งสิ้น  ไม่ใช่ฆาตกรก็เป็นโจรร้ายปล้นฆ่าข่มขืน  พวกมันล้วนเลวทรามสมควรตาย”


            “ข้าไม่ได้อยู่ในคนจำพวกนั้น”


            เอี้ยนเฟยซาพูดออกมาด้วยความโล่งอก สายตายังแอบชำเลืองมองสตรีผู้นี้ด้วยความระแวดระวัง  นั่นเป็นอาการที่เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน  เขาชื่นชอบในความงามของนางจนคล้ายมีอาการแอบหลงรัก แต่ก็หวาดหวั่นเกรงกลัวในวีรกรรมเข่นฆ่าสามพันหกร้อยเก้าสิบสามศพของนางเช่นกัน  เข้าตำรากลืนไม่เข้าคายไม่ออก  ทำได้แค่ฝืนทำตัวให้เป็นปรกติสุขเท่านั้น


            “เหตุไฉนไม่สดใสร่าเริงเหมือนเดิม  การหุบปากเงียบเช่นนี้ไม่เหมาะกับนิสัยของเจ้าเลย  รู้ไหมความเงียบมันทำให้ข้าเศร้าโศก เมื่อเศร้าโศกก็มีเพียงสิ่งเดียวที่ดับมันได้  นั่นคือการฆ่าคน”


            เอี้ยนเฟยซาสะดุ้งโหยง  หันไปมองดูจวงซูเม่ยด้วยสายตาหวาดระแวง  นางกลับมองมาทางเขาอย่างยิ้มแย้ม  คล้ายคาดเดาพฤติกรรมของเขาออก กลายเป็นชายหนุ่มที่เสียท่าให้กับหญิงสาวอีกครั้ง  ต้องหันหน้ากลับไปด้วยความกระดาก  เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าในตอนนี้เอง


            ม้าโชงหมิงหยุดเดินอย่างกะทันหันเพราะถูกสะกดไว้ด้วยกำลังภายใน  เป็นการกระทำของจวงซูเม่ยเอง  หล่อนหลับตาลงแล้วทำจมูกฟุดฟิด  หันหน้าไปทางซ้ายทีขวาที  เมื่อลืมตาขึ้นสายตาก็เปลี่ยนไป  กลายเป็นเยือกเย็นหนักแน่น  หันมากล่าวกับเอี้ยนเฟยซาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


            “กลิ่นคาวโลหิตมากมายโชยมาตามลม คงมีการนองเลือดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสถานที่ไม่ห่างไกลมากนักเป็นทางทิศใต้  ข้าจะล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง  เจ้าที่ตามหลังมาให้เดินทางเลียบขอบแม่น้ำไปเรื่อยๆ  และคอยสังเกตดูสัญลักษณ์บอกทางของข้าให้ดี”


            พูดจบก็ลูบขนคอโชงหมิงพร้อมกับส่งเสียงคราหนึ่ง  ม้าแสนรู้ก็ออกวิ่งทันที  คนและม้าประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เพียงไม่นานทั้งคนทั้งม้าก็กลายเป็นเพียงเงาดำจุดหนึ่งบนผืนหญ้าเขียวขจี  ผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็หายไปจากจักษุ ทิ้งให้เอี้ยนเฟยซาที่แบกกระเป๋ายายืนมองด้วยความงุนงง  เขาไม่ได้กลิ่นคาวโลหิตแม้แต่นิดเดียว ไฉนนางถึงบอกว่าได้กลิ่นคาวโลหิตมากมายปานนั้น  หรือจมูกของนักฆ่าจะได้กลิ่นโลหิตดีกว่าคนทั่วไป  เขาแอบเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ 


            เอี้ยนเฟยซาออกเดินทางอีกครั้ง  เขาใช้วิชาตัวเบาตามแบบที่ตนเองเพิ่งค้นพบ ด้วยการที่ตนเองมีพลังลมปราณเต็มเปี่ยมภายในร่างกายอยู่แล้ว  การจะเดินวิ่งระยะสั้นล้วนไม่เป็นอุปสรรคอันใด  แต่พอต้องเดินทางเร่งรีบข้ามวันข้ามคืนที่มีระยะทางยาวไกล พลังลมปราณของตนเองล้วนมีช่วงเวลาที่เหือดแห้ง  เหมือนกับตอนที่แบกร่างเจียวซินหลบหนีจากหลวนคุน  คนหมดสิ้นเรี่ยวแรงไม่สามารถฝืนเดินทางต่อไปได้  แต่เมื่อได้มาฝึกวิชาที่ธารน้ำตกและได้วิ่งขึ้นยอดเขาต้าซานหลายวัน เขาค้นพบว่าตนเองสามารถใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายในท่วงท่าที่ประหยัดพลังลมปราณ  มีการสูญเสียพลังลมปราณลดน้อยลงเมื่อเคลื่อนที่ด้วยท่าทางนั้น  รวมไปถึงค้นพบวิธีควบคุมการใช้ลมปราณในปริมาณที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เหมือนการเติมฟืนไฟเข้าเตาในปริมาณที่เหมาะสม  ที่ผ่านมาเขาอาศัยหลักเติมฟืนไฟเต็มอัตรามาตลอด ทำให้สูญเสียท่อนฟืนโดยเปล่าประโยชน์ไปไม่น้อย ซึ่งฟืนไฟก็เปรียบเสมือนพลังลมปราณในร่างกายนั่นเอง


            ชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาที่เพิ่งค้นพบได้ไม่นานในการพุ่งทะยานเลียบขอบแม่น้ำไป ในทุ่งหญ้าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้ การเดินทางเลียบริมน้ำเช่นนี้ถือเป็นการเดินทางที่การันตีได้ว่าจะไม่หลงทาง  อย่างน้อยก็พบเจอกับหมู่บ้านของผู้คน  ชนเผ่าที่อาศัยตามทุ่งหญ้ามักจะสร้างที่อยู่อาศัยไม่ห่างจากแหล่งน้ำ  เมื่อเดินทางผ่านไปได้ประมาณสองเค่อ  คนก็เริ่มรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา  ชายหนุ่มไม่อยากแตะต้องน้ำในถุงหนังของตนเอง  จึงกระโดดลงไปยังริมน้ำ  เดินผ่านหาดทรายที่น้อยครั้งจะพบเจอในที่แบบนี้  มีรอยเท้าสัตว์เลี้ยงจำพวกแพะแกะเต็มไปหมด เขาเสาะหาแหล่งน้ำที่สงบนิ่งและคิดว่าสะอาดที่สุด  ใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาดื่มกินอย่างกระหาย  ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างกำลังลอยขึ้นมาจากในน้ำ  เมื่อเขาสำรวจให้ชัดเจนอีกรอบหนึ่ง  ต้องผงะถอยหลังร่ำร้องออกมาอย่างลืมตัว  นั่นเป็นศพของมนุษย์ที่กำลังลอยอืดอยู่ในน้ำ

     

            เอี้ยนเฟยซารีบกระโดดขึ้นไปบนฝั่ง  สอดส่ายสายตามองไปจนทั่วแหล่งน้ำ  ก็พบว่ามีซากศพนับสิบกำลังลอยอืดอยู่ในแหล่งน้ำแห่งนี้  เขาต้องก้มตัวลงอาเจียนออกมาอย่างไม่คิดชีวิต  ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตั้งสติกลับมาได้  รีบลงน้ำไปสำรวจดูซากศพเหล่านั้นอีกครั้ง  สำรวจทุกซากศพที่ลอยอยู่ในแหล่งน้ำแห่งนี้


            “ดูจากการแต่งกายแล้ว  คงเป็นคนเลี้ยงสัตว์บนทุ่งหญ้าแห่งนี้  ร่องรอยบาดแผลสมควรเกิดจากอาวุธมีคมประเภทดาบกระบี่  ตายมาแล้วไม่ต่ำกว่าหกชั่วยาม  ทุกคนล้วนถูกฟาดฟันตายในกระบวนท่าเดียว แสดงว่าคนที่ลงมือสมควรเป็นยอดฝีมือในการใช้ดาบกระบี่  นี่เป็นฝีมือของผู้ใดกันแน่ หรือว่าจะเป็นเหล่าโจรร้ายออกปล้นฆ่าชิงทรัพย์  นางบอกว่าได้กำจัดไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?”


            เอี้ยนเฟยซารีบขึ้นมาจากน้ำ  หยิบถุงหนังบรรจุน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย  จากนั้นก็ออกวิ่งต่อไปตามแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว  สายตาก็คอยค้นหาสัญลักษณ์ของจวงซูเม่ย แต่วิ่งมาได้ครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่เจอสัญลักษณ์อันใดในระหว่างทาง  จึงหยุดเท้าพักผ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง อาศัยร่มเงาของมันในการพักผ่อนฟื้นฟูลมปราณ  เมื่อใช้สายตาเงยหน้ามองขึ้นไปตามลำต้น  ก็ค้นพบรอยกระบี่แกะสลักลูกศรชี้ไปทางทิศใต้รอยหนึ่ง เพียงดูจากร่องรอยกระบี่ที่ดูหนักแน่นมั่นคง  ก็มั่นใจว่าเป็นรอยกระบี่ของจวงซูเม่ยอย่างแน่นอน  เขาทำการพักผ่อนเพียงเค่อเดียวก็มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ยิ่งเดินหน้าต่อไปก็ยิ่งออกห่างจากแม่น้ำมากขึ้นเรื่อย ๆในที่สุดก็ไม่พบเห็นแม่น้ำอีกเลย


            เอี้ยนเฟยซาวิ่งต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง  ผ่านไปสองเค่อเขาได้ขึ้นเนินแห่งหนึ่ง  ยังไม่ทันจะถึงบนเนินดี  กลิ่นคาวโลหิตพุ่งเข้าใส่จมูกของเขาอย่างต่อเนื่อง เมื่อขึ้นจนถึงบนเนินก็พบเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มแทบจะหยุดเต้น มันเป็นภาพที่สยดสยองที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา  ซากศพไร้ศีรษะนับร้อยนอนเกลื่อนกลาดระเนระนาดอยู่บนพื้น  ที่น่าสยดสยองคือศีรษะของพวกมันถูกตัดทิ้งทุกศพ  เมื่อกวาดตามองไปโดยรอบก็พบศีรษะของร่างเหล่านั้น  มันถูกบรรจุไว้ในกรงสัตว์ขนาดใหญ่  กรงที่เคยขังแพะแกะเพื่อนำไปขาย แต่ตอนนี้มันได้บรรจุศีรษะมนุษย์นับร้อยจนเต็มล้นออกมา  ดวงตาของพวกมันเบิกโพลนด้วยตื่นตระหนก  คล้ายกับว่าพบเห็นสิ่งที่น่ากลัวก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ  เมื่อทำการตรวจสอบดูแล้ว  ศพพวกนี้สมควรถูกกำจัดไปเมื่อสองชั่วยามที่แล้วนี่เอง  เขาสังเกตเห็นศพ ๆหนึ่งถูกพาดไว้บนก้อนหินใหญ่ที่เด่นชัดสะดุดตา จึงเดินเข้าไปดูศพนั้น ร่างที่ถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้าท่อนบนออกไป ที่กลางหลังสลักอักษรด้วยกระบี่ชุดหนึ่ง ความว่า  ‘ไปทางทิศตะวันตก  ระวังฝูงสุนัขแตกตื่น’ 


            เอี้ยนเฟยซาไม่รอช้ารีบพุ่งตัวลงจากเนินเขา  ไปยังทิศตะวันตกด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด  เขารีบตั้งสติควบคุมลมปราณภายในร่าง  ผสานจิตใจเข้ากับธรรมชาติรอบกาย  ดึงดูดลมปราณจากธรรมชาติเข้ามาทดแทนส่วนที่ถูกใช้ไปก่อนหน้านี้ นี่เป็นข้อดีของการสำเร็จขั้นลมปราณ

    ธรรมชาติแรกเริ่ม ผู้ใช้สามารถดูดซึมธาตุธรรมชาติอันบริสุทธิ์เข้ามาในร่าง  แล้วแปรเปลี่ยนเป็นลมปราณของตนเองได้ตลอดเวลา ในการเดินทางที่ไม่รู้จุดหมายปลายทางเช่นนี้  ชายหนุ่มจึงสามารถสงบจิตใจ  เชื่อมต่อกับธรรมชาติที่ผ่านพบได้


            เอี้ยนเฟยซาได้ยินเสียงเป่าแตรดังขึ้นจากทิศที่กำลังมุ่งไป จึงผ่อนฝีเท้าลงกลายเป็นย่องเงียบอย่างระมัดระวัง  เขาไต่ขึ้นเนินเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้แห่งหนึ่ง มองลงไปยังทุ่งหญ้าเบื้องล่างที่ตัดผ่านกลางด้วยแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง  ปรากฏกระโจมนับพันตั้งเรียงรายเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ล้อมสัตว์เลี้ยงนับหมื่นตัวไว้ข้างใน มีผู้คนมากมายกำลังวุ่นวายกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น  รวมไปถึงเหล่าเวรยามที่เดินสำรวจรอบค่ายตลอดเวลา เขาพยายามสอดส่ายสายตาควานหาตัวจวงซูเม่ยกับม้าโชงหมิง  แต่ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยแมกไม้มากมายเช่นนี้  ยากที่จะค้นหาเจอ  จึงใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวไปยังต้นไม้ทีละต้น ๆด้วยความระมัดระวัง เพื่อค้นหาสัญลักษณ์ที่นางทิ้งเอาไว้ แต่ค้นหาเป็นเวลาหลายชั่วยามก็ยังไม่พบเจอ จนตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดในยามรัตติกาลก็มาเยือน 


            ในขณะที่เอี้ยนเฟยซาที่ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรต่อ ก็พบเห็นเงาหลังจวงซูเม่ยพุ่งตัวไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้กับค่ายกระโจม  จึงรีบติดตามไป  เมื่อมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ก็พบเห็นโชงหมิงกำลังนั่งอยู่ที่นั่น  มีเสียงผิวปากดังขึ้นจากเบื้องบน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบเห็นเทพสตรีเดียวดายอยู่บนนั้น  ชายหนุ่มรีบกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้  นั่งลงข้างนางงามด้วยความระมัดระวัง  แสงจากจันทราสาดส่องเล็ดลอดมาถึงที่นี่  แต่เวรยามไม่มีทางมองเห็นพวกเขาที่แอบซ่อนลึกเข้าไปในดงไม้ได้


            “พวกมันเป็นใคร  ทำไมถึงมีจำนวนมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้”


            จวงซูเม่ยใช้สายตาเพ่งมองดูเข้าไปในค่ายกระโจม  ภายใต้แสงจันทร์ที่ฉาบไล้ใบหน้าขาวสะอาดนั้น  นางช่างงดงามน่าดูนัก  หล่อนหันมายิ้มให้เขาคราหนึ่ง  พร้อมกับกล่าวว่า


            “พวกมันเป็นโจรกลุ่มใหญ่ที่สุดของแผ่นดินนี้”


            “โจรกลุ่มใหญ่  แล้วทำไมท่านไม่บุกตะลุยเข้าไปสังหารพวกมันให้สิ้นซากไปเลย”


            “เจ้าเคยได้ยินหรือไม่  จับโจรต้องจับหัวหน้า ดังนั้นการบุกทะลวงเข้าไปเข่นฆ่าผู้คนรังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น  เมื่อมีการต่อสู้วุ่นวาย  อาจทำให้สัตว์เลี้ยงวิ่งหนีแตกกระเจิง  นั่นจะเป็นการทำร้ายคนเร่ร่อนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงตัวจริง  หากไม่มีสัตว์เลี้ยงพวกนี้  คนพวกนี้จะไม่สามารถผ่านฤดูหนาวอันแสนสาหัสที่กำลังจะมาถึงได้”


            เอี้ยนเฟยซาพยักหน้าตอบรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง  หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมา  ย่อมสร้างความโกลาหลวุ่นวาย  ถึงตอนนั้นเหล่าสัตว์เลี้ยงไม่แตกตื่นวุ่นวายก็แปลกไปแล้ว  หากสัตว์เลี้ยงแตกตื่นวิ่งไปคนละทิศคนละทาง  จะตามกลับมาให้ได้ทั้งหมดก็คงยาก  แถมส่วนหนึ่งต้องกลายเป็นอาหารของฝูงหมาป่าในทุ่งหญ้าอย่างแน่นอน


            “แล้วพวกมันเป็นใคร  มาจากไหน ทำไมถึงออกมาปล้นชิงสัตว์เลี้ยงถึงที่นี่?”


            “พวกนี้เป็นคนของพรรคมาร  ข้าจดจำระดับผู้นำขบวนได้หลายคน  พวกมันไม่ได้ปล้นชิงแค่สัตว์เลี้ยง  ยังปล้นเอาเสบียงและบุรุษฉกรรจ์ไปด้วย  คล้ายกับกำลังรวบรวมเสบียงและแรงงานเพื่อที่จะทำการรบครั้งใหญ่  ด้วยเหตุนี้ข้าจึงยังไม่วู่วามทำการใดให้มันตื่นตัว  ต้องการสืบสาวเรื่องราวให้กระจ่างชัดก่อน”


            “พวกมารอีกแล้วเหรอ?”


            จวงซูเม่ยหันยิ้มให้กับชายหนุ่มคราหนึ่ง นางรู้ว่าคนผู้นี้มีความแค้นกับพรรคมารอย่างลึกล้ำ  และครั้งนี้โอกาสแก้แค้นมาถึงแล้วด้วย


            “ข้าได้เข้าไปสำรวจในค่ายแล้วรอบหนึ่ง หนึ่งในผู้นำโจรปล้นชิงขบวนนี้มีสหายเก่าของเจ้าอยู่ด้วย  หากไม่มีอะไรยุ่งยาก  ข้าจะเปิดโอกาสให้เจ้าได้ทักทายมันสักครา”


            “สหายเก่า?”


            “ใช่แล้ว  สหายเก่าที่กำนัลหนึ่งฝ่ามือให้กับเจ้า”


            “เจี่ยจงเฉิง?”


            ไม่มีเสียงตอบรับจากจวงซูเม่ย  แต่แน่นอนว่าคำตอบคือใช่อย่างแน่นอน  มีฝ่ามือเดียวที่เคยทำร้ายเขาบาดเจ็บสาหัส ฝ่ามือโลกันตร์ที่เคยทำร้ายเขาเกือบสิ้นลมหายใจ  หากจะให้แค้นคนผู้หนึ่งจับใจ  ย่อมต้องเป็นคนจากพรรคมารผู้นี้  ตอนนี้วรยุทธ์ของตนเองพัฒนาไปไกลมากแล้ว  จึงไม่รู้สึกเกรงกลัวมันอีก 


            เอี้ยนเฟยซากำด้ามดาบแนบแน่นจนเหงื่อไหลออกตามง่ามมือ  ตอนนี้เขาต้องการต่อสู้กับเจี่ยจงเฉิงมากกว่าสิ่งใด  ความแค้นต้องได้รับการสะสาง  

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน