ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สลับกับเนินยกสูงที่คล้ายกับภูเขาขนาดย่อมในบางพื้นที่ ภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหญ้าใบเขียว มีแม่น้ำโม่เอ่อร์เก๋อเล่อที่ยาวคดเคี้ยวพาดผ่านทุ่งหญ้าเขียวสดแห่งนี้ ม้าป่าฝูงใหญ่ล้วนแตกตื่นวิ่งหนีเมื่อพบพานกับผู้คน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีกำลังเดินทางท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ สตรีบนหลังม้าที่สวยสดงดงามกับหนึ่งบุรุษเยาว์วัยที่เดินจูงม้าสีขาวสง่างาม พวกเขากำลังเดินทางเลียบริมน้ำอย่างไม่เร่งรีบ
เอี้ยนเฟยซาเป็นบุรุษที่จูงม้า โชงหมิงยังคงถืออุดมการณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง บรรทุกสตรีอยู่บนหลังด้วยความเต็มใจ แต่ไม่ยินยอมให้ชายหนุ่มขึ้นขี่อยู่บนหลังของมัน นั่นทำให้เขารู้สึกไม่พอใจบ่นอุบตลอดการเดินทาง หนึ่งคนหนึ่งม้าทะเลาะกันตั้งแต่เริ่มเดินทางจนถึงบัดนี้
หมอเทวะไม่อาจหาตัวยามาให้กับเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยครบตามกำหนด จึงส่งเอี้ยนเฟยซาออกเดินทางพร้อมกับนางเพื่อไล่เก็บสมุนไพรรักษาโรคท้องร่วงตามรายทาง พร้อมทั้งเป็นหมอที่ให้การรักษาคนเจ็บป่วยตามเส้นทางที่พวกเขาผ่านไป ช่วงเวลาที่อยู่บนเขาแม้จะไม่ยาวนานนัก แต่เขาก็ได้เรียนรู้วิชาแพทย์เบื้องต้นและการใช้สมุนไพรมาพอสมควร ที่สำคัญหมอเทวะเห็นว่าควรปล่อยให้ชายหนุ่มได้ออกเดินทางตามความฝัน ดีกว่าอยู่ฝึกวิชาบนป่าเขาเช่นนี้ มีแต่พยัคฆ์ที่ออกไล่ล่าเท่านั้น จึงจะได้ลิ้มลองเลือดเนื้อสดใหม่
เอี้ยนเฟยซาหันมาลูบหัวอาชางามสง่าด้านข้าง พลางกล่าวว่า
“โชงหมิง เมื่อไหร่เจ้าถึงจะทำตัวเป็นม้าที่ดีกับเจ้าของเสียที ตั้งแต่ติดตามข้ามานี่ เคยมีสักครั้งไหมที่เชื่อฟังคำสั่ง ยินยอมให้ข้าขี่อยู่บนหลังโดยไม่ขัดขืน และก็ดูเจ้าในตอนนี้สิ แลดูมีความสุขเหลือเกินที่มีสาวงามนั่นอยู่บนหลัง ดูข้าสิต้องแบกกระเป๋ายาใบใหญ่ที่ทั้งหนักและรุงรัง”
โชงหมิงเหมือนจะเข้าใจคำพูดของชายหนุ่ม มันสะบัดหางไปมาอย่างมีความสุข พร้อมกับส่งเสียงออกมาทางปากคล้ายกับเยาะเย้ยเจ้าของคราหนึ่ง สาวงามบนหลังม้าหัวร่อออกมาด้วยน้ำเสียงไพเราะ เอี้ยนเฟยซาได้แต่ก่นด่าไปคำหนึ่ง แล้วหันมาพูดกับจวงซูเม่ยที่แย้มยิ้มว่า
“ทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ ท่านท่องเที่ยวทุกพื้นที่แล้วหรือยัง?”
“ข้าคิดว่าน่าจะเกือบแล้ว สมัยก่อนชาวยุทธ์จากแดนมนุษย์บางส่วนที่หลบหนีการไล่ล่า มักจะมายังที่นี่เพื่อหลบภัย แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่สงบสุขไม่มียอดฝีมือเทพคนไหนแผ่ขยายอำนาจปกครอง พวกมันก็รวมกลุ่มกันทำเรื่องชั่วร้าย ทำนิสัยเหิมเกริมออกปล้นฆ่าชิงทรัพย์ตามอำเภอใจ ในฐานะจอมยุทธ์แดนเทพคนหนึ่ง ข้าจึงลงมือชำระพวกหนักแผ่นดิน ไล่เข่นฆ่าพวกมันในทุ่งหญ้าแห่งนี้เป็นเวลาเกือบสามปี ความสงบสุขของที่นี่จึงกลับมาอีกครั้ง”
“พวกมันมีเท่าไหร่กัน? ท่านถึงเสียเวลาไปตั้งสามปี”
เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยทำหน้าครุ่นคิด สายตามองดูทุ่งหญ้าเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาล สักพักจึงกล่าวว่า
“หนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบเก้าคน”
“หนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบเก้าคน? เยอะแยะถึงเพียงนั้น โอ จิตใจท่านทำด้วยอะไรถึงยังคงอยู่อย่างปรกติสุขได้ หากเป็นข้าคงกลายเป็นคนวิกลจริตไปแล้ว”
“บางทีข้าอาจจะวิกลจริตไปแล้วก็ได้ ที่จริงแล้วตลอดสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ข้าสังหารไปทั้งหมดสามพันหกร้อยเก้าสิบสามคน ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เกือบทั้งสิ้น การท่องยุทธภพแดนมนุษย์เป็นอะไรที่สนุกสนานกว่าที่คิด สามารถหาเงินได้จากการตัดหัวเหล่าโจรร้ายที่มีค่าหัว ทั้งยังได้รับการเชิดชูยกย่องจากผู้คนว่าเป็นผู้มีพระคุณ ทำให้ข้ารู้สึกดีที่ได้ล่าค่าหัวและส่งพวกบาปหนาลงสู่ปรโลก”
เอี้ยนเฟยซาถึงกับหยุดเดิน เขาหันหน้าไปมองดูสตรีงดงามใจอำมหิตบนหลังม้า ภายใต้ใบหน้าที่สวยสะคราญเลอโฉมนี้ กลับซ่อนนักฆ่าเลือดเย็นไว้อย่างมิดชิด หากเขาทำสิ่งใดขัดข้องใจนาง ใช่จะโดนสังหารทิ้งในทุ่งหญ้าแห่งนี้หรือไม่ ชายหนุ่มถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยหัวเราะออกมาด้วยความสมใจ นางจ้องมองดูใบหน้าขาวซีดของเอี้ยนเฟยซาที่แลดูสิ้นหวัง พลางกล่าวว่า
“แต่ข้าไม่เคยเข่นฆ่าคนดีมาก่อน ผู้ที่ตายใต้คมกระบี่เล่มนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนชั่วช้าสมควรตายทั้งสิ้น ไม่ใช่ฆาตกรก็เป็นโจรร้ายปล้นฆ่าข่มขืน พวกมันล้วนเลวทรามสมควรตาย”
“ข้าไม่ได้อยู่ในคนจำพวกนั้น”
เอี้ยนเฟยซาพูดออกมาด้วยความโล่งอก สายตายังแอบชำเลืองมองสตรีผู้นี้ด้วยความระแวดระวัง นั่นเป็นอาการที่เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน เขาชื่นชอบในความงามของนางจนคล้ายมีอาการแอบหลงรัก แต่ก็หวาดหวั่นเกรงกลัวในวีรกรรมเข่นฆ่าสามพันหกร้อยเก้าสิบสามศพของนางเช่นกัน เข้าตำรากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำได้แค่ฝืนทำตัวให้เป็นปรกติสุขเท่านั้น
“เหตุไฉนไม่สดใสร่าเริงเหมือนเดิม การหุบปากเงียบเช่นนี้ไม่เหมาะกับนิสัยของเจ้าเลย รู้ไหมความเงียบมันทำให้ข้าเศร้าโศก เมื่อเศร้าโศกก็มีเพียงสิ่งเดียวที่ดับมันได้ นั่นคือการฆ่าคน”
เอี้ยนเฟยซาสะดุ้งโหยง หันไปมองดูจวงซูเม่ยด้วยสายตาหวาดระแวง นางกลับมองมาทางเขาอย่างยิ้มแย้ม คล้ายคาดเดาพฤติกรรมของเขาออก กลายเป็นชายหนุ่มที่เสียท่าให้กับหญิงสาวอีกครั้ง ต้องหันหน้ากลับไปด้วยความกระดาก เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าในตอนนี้เอง
ม้าโชงหมิงหยุดเดินอย่างกะทันหันเพราะถูกสะกดไว้ด้วยกำลังภายใน เป็นการกระทำของจวงซูเม่ยเอง หล่อนหลับตาลงแล้วทำจมูกฟุดฟิด หันหน้าไปทางซ้ายทีขวาที เมื่อลืมตาขึ้นสายตาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเยือกเย็นหนักแน่น หันมากล่าวกับเอี้ยนเฟยซาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“กลิ่นคาวโลหิตมากมายโชยมาตามลม คงมีการนองเลือดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสถานที่ไม่ห่างไกลมากนักเป็นทางทิศใต้ ข้าจะล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง เจ้าที่ตามหลังมาให้เดินทางเลียบขอบแม่น้ำไปเรื่อยๆ และคอยสังเกตดูสัญลักษณ์บอกทางของข้าให้ดี”
พูดจบก็ลูบขนคอโชงหมิงพร้อมกับส่งเสียงคราหนึ่ง ม้าแสนรู้ก็ออกวิ่งทันที คนและม้าประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานทั้งคนทั้งม้าก็กลายเป็นเพียงเงาดำจุดหนึ่งบนผืนหญ้าเขียวขจี ผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็หายไปจากจักษุ ทิ้งให้เอี้ยนเฟยซาที่แบกกระเป๋ายายืนมองด้วยความงุนงง เขาไม่ได้กลิ่นคาวโลหิตแม้แต่นิดเดียว ไฉนนางถึงบอกว่าได้กลิ่นคาวโลหิตมากมายปานนั้น หรือจมูกของนักฆ่าจะได้กลิ่นโลหิตดีกว่าคนทั่วไป เขาแอบเห็นด้วยกับเหตุผลนี้
เอี้ยนเฟยซาออกเดินทางอีกครั้ง เขาใช้วิชาตัวเบาตามแบบที่ตนเองเพิ่งค้นพบ ด้วยการที่ตนเองมีพลังลมปราณเต็มเปี่ยมภายในร่างกายอยู่แล้ว การจะเดินวิ่งระยะสั้นล้วนไม่เป็นอุปสรรคอันใด แต่พอต้องเดินทางเร่งรีบข้ามวันข้ามคืนที่มีระยะทางยาวไกล พลังลมปราณของตนเองล้วนมีช่วงเวลาที่เหือดแห้ง เหมือนกับตอนที่แบกร่างเจียวซินหลบหนีจากหลวนคุน คนหมดสิ้นเรี่ยวแรงไม่สามารถฝืนเดินทางต่อไปได้ แต่เมื่อได้มาฝึกวิชาที่ธารน้ำตกและได้วิ่งขึ้นยอดเขาต้าซานหลายวัน เขาค้นพบว่าตนเองสามารถใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายในท่วงท่าที่ประหยัดพลังลมปราณ มีการสูญเสียพลังลมปราณลดน้อยลงเมื่อเคลื่อนที่ด้วยท่าทางนั้น รวมไปถึงค้นพบวิธีควบคุมการใช้ลมปราณในปริมาณที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เหมือนการเติมฟืนไฟเข้าเตาในปริมาณที่เหมาะสม ที่ผ่านมาเขาอาศัยหลักเติมฟืนไฟเต็มอัตรามาตลอด ทำให้สูญเสียท่อนฟืนโดยเปล่าประโยชน์ไปไม่น้อย ซึ่งฟืนไฟก็เปรียบเสมือนพลังลมปราณในร่างกายนั่นเอง
ชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาที่เพิ่งค้นพบได้ไม่นานในการพุ่งทะยานเลียบขอบแม่น้ำไป ในทุ่งหญ้าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้ การเดินทางเลียบริมน้ำเช่นนี้ถือเป็นการเดินทางที่การันตีได้ว่าจะไม่หลงทาง อย่างน้อยก็พบเจอกับหมู่บ้านของผู้คน ชนเผ่าที่อาศัยตามทุ่งหญ้ามักจะสร้างที่อยู่อาศัยไม่ห่างจากแหล่งน้ำ เมื่อเดินทางผ่านไปได้ประมาณสองเค่อ คนก็เริ่มรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา ชายหนุ่มไม่อยากแตะต้องน้ำในถุงหนังของตนเอง จึงกระโดดลงไปยังริมน้ำ เดินผ่านหาดทรายที่น้อยครั้งจะพบเจอในที่แบบนี้ มีรอยเท้าสัตว์เลี้ยงจำพวกแพะแกะเต็มไปหมด เขาเสาะหาแหล่งน้ำที่สงบนิ่งและคิดว่าสะอาดที่สุด ใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาดื่มกินอย่างกระหาย ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างกำลังลอยขึ้นมาจากในน้ำ เมื่อเขาสำรวจให้ชัดเจนอีกรอบหนึ่ง ต้องผงะถอยหลังร่ำร้องออกมาอย่างลืมตัว นั่นเป็นศพของมนุษย์ที่กำลังลอยอืดอยู่ในน้ำ
เอี้ยนเฟยซารีบกระโดดขึ้นไปบนฝั่ง สอดส่ายสายตามองไปจนทั่วแหล่งน้ำ ก็พบว่ามีซากศพนับสิบกำลังลอยอืดอยู่ในแหล่งน้ำแห่งนี้ เขาต้องก้มตัวลงอาเจียนออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตั้งสติกลับมาได้ รีบลงน้ำไปสำรวจดูซากศพเหล่านั้นอีกครั้ง สำรวจทุกซากศพที่ลอยอยู่ในแหล่งน้ำแห่งนี้
“ดูจากการแต่งกายแล้ว คงเป็นคนเลี้ยงสัตว์บนทุ่งหญ้าแห่งนี้ ร่องรอยบาดแผลสมควรเกิดจากอาวุธมีคมประเภทดาบกระบี่ ตายมาแล้วไม่ต่ำกว่าหกชั่วยาม ทุกคนล้วนถูกฟาดฟันตายในกระบวนท่าเดียว แสดงว่าคนที่ลงมือสมควรเป็นยอดฝีมือในการใช้ดาบกระบี่ นี่เป็นฝีมือของผู้ใดกันแน่ หรือว่าจะเป็นเหล่าโจรร้ายออกปล้นฆ่าชิงทรัพย์ นางบอกว่าได้กำจัดไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?”
เอี้ยนเฟยซารีบขึ้นมาจากน้ำ หยิบถุงหนังบรรจุน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย จากนั้นก็ออกวิ่งต่อไปตามแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว สายตาก็คอยค้นหาสัญลักษณ์ของจวงซูเม่ย แต่วิ่งมาได้ครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่เจอสัญลักษณ์อันใดในระหว่างทาง จึงหยุดเท้าพักผ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง อาศัยร่มเงาของมันในการพักผ่อนฟื้นฟูลมปราณ เมื่อใช้สายตาเงยหน้ามองขึ้นไปตามลำต้น ก็ค้นพบรอยกระบี่แกะสลักลูกศรชี้ไปทางทิศใต้รอยหนึ่ง เพียงดูจากร่องรอยกระบี่ที่ดูหนักแน่นมั่นคง ก็มั่นใจว่าเป็นรอยกระบี่ของจวงซูเม่ยอย่างแน่นอน เขาทำการพักผ่อนเพียงเค่อเดียวก็มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ยิ่งเดินหน้าต่อไปก็ยิ่งออกห่างจากแม่น้ำมากขึ้นเรื่อย ๆในที่สุดก็ไม่พบเห็นแม่น้ำอีกเลย
เอี้ยนเฟยซาวิ่งต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ผ่านไปสองเค่อเขาได้ขึ้นเนินแห่งหนึ่ง ยังไม่ทันจะถึงบนเนินดี กลิ่นคาวโลหิตพุ่งเข้าใส่จมูกของเขาอย่างต่อเนื่อง เมื่อขึ้นจนถึงบนเนินก็พบเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มแทบจะหยุดเต้น มันเป็นภาพที่สยดสยองที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา ซากศพไร้ศีรษะนับร้อยนอนเกลื่อนกลาดระเนระนาดอยู่บนพื้น ที่น่าสยดสยองคือศีรษะของพวกมันถูกตัดทิ้งทุกศพ เมื่อกวาดตามองไปโดยรอบก็พบศีรษะของร่างเหล่านั้น มันถูกบรรจุไว้ในกรงสัตว์ขนาดใหญ่ กรงที่เคยขังแพะแกะเพื่อนำไปขาย แต่ตอนนี้มันได้บรรจุศีรษะมนุษย์นับร้อยจนเต็มล้นออกมา ดวงตาของพวกมันเบิกโพลนด้วยตื่นตระหนก คล้ายกับว่าพบเห็นสิ่งที่น่ากลัวก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ เมื่อทำการตรวจสอบดูแล้ว ศพพวกนี้สมควรถูกกำจัดไปเมื่อสองชั่วยามที่แล้วนี่เอง เขาสังเกตเห็นศพ ๆหนึ่งถูกพาดไว้บนก้อนหินใหญ่ที่เด่นชัดสะดุดตา จึงเดินเข้าไปดูศพนั้น ร่างที่ถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้าท่อนบนออกไป ที่กลางหลังสลักอักษรด้วยกระบี่ชุดหนึ่ง ความว่า ‘ไปทางทิศตะวันตก ระวังฝูงสุนัขแตกตื่น’
เอี้ยนเฟยซาไม่รอช้ารีบพุ่งตัวลงจากเนินเขา ไปยังทิศตะวันตกด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด เขารีบตั้งสติควบคุมลมปราณภายในร่าง ผสานจิตใจเข้ากับธรรมชาติรอบกาย ดึงดูดลมปราณจากธรรมชาติเข้ามาทดแทนส่วนที่ถูกใช้ไปก่อนหน้านี้ นี่เป็นข้อดีของการสำเร็จขั้นลมปราณ
ธรรมชาติแรกเริ่ม ผู้ใช้สามารถดูดซึมธาตุธรรมชาติอันบริสุทธิ์เข้ามาในร่าง แล้วแปรเปลี่ยนเป็นลมปราณของตนเองได้ตลอดเวลา ในการเดินทางที่ไม่รู้จุดหมายปลายทางเช่นนี้ ชายหนุ่มจึงสามารถสงบจิตใจ เชื่อมต่อกับธรรมชาติที่ผ่านพบได้
เอี้ยนเฟยซาได้ยินเสียงเป่าแตรดังขึ้นจากทิศที่กำลังมุ่งไป จึงผ่อนฝีเท้าลงกลายเป็นย่องเงียบอย่างระมัดระวัง เขาไต่ขึ้นเนินเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้แห่งหนึ่ง มองลงไปยังทุ่งหญ้าเบื้องล่างที่ตัดผ่านกลางด้วยแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง ปรากฏกระโจมนับพันตั้งเรียงรายเป็นรูปสี่เหลี่ยม ล้อมสัตว์เลี้ยงนับหมื่นตัวไว้ข้างใน มีผู้คนมากมายกำลังวุ่นวายกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น รวมไปถึงเหล่าเวรยามที่เดินสำรวจรอบค่ายตลอดเวลา เขาพยายามสอดส่ายสายตาควานหาตัวจวงซูเม่ยกับม้าโชงหมิง แต่ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยแมกไม้มากมายเช่นนี้ ยากที่จะค้นหาเจอ จึงใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวไปยังต้นไม้ทีละต้น ๆด้วยความระมัดระวัง เพื่อค้นหาสัญลักษณ์ที่นางทิ้งเอาไว้ แต่ค้นหาเป็นเวลาหลายชั่วยามก็ยังไม่พบเจอ จนตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดในยามรัตติกาลก็มาเยือน
ในขณะที่เอี้ยนเฟยซาที่ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรต่อ ก็พบเห็นเงาหลังจวงซูเม่ยพุ่งตัวไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้กับค่ายกระโจม จึงรีบติดตามไป เมื่อมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ก็พบเห็นโชงหมิงกำลังนั่งอยู่ที่นั่น มีเสียงผิวปากดังขึ้นจากเบื้องบน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบเห็นเทพสตรีเดียวดายอยู่บนนั้น ชายหนุ่มรีบกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ นั่งลงข้างนางงามด้วยความระมัดระวัง แสงจากจันทราสาดส่องเล็ดลอดมาถึงที่นี่ แต่เวรยามไม่มีทางมองเห็นพวกเขาที่แอบซ่อนลึกเข้าไปในดงไม้ได้
“พวกมันเป็นใคร ทำไมถึงมีจำนวนมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้”
จวงซูเม่ยใช้สายตาเพ่งมองดูเข้าไปในค่ายกระโจม ภายใต้แสงจันทร์ที่ฉาบไล้ใบหน้าขาวสะอาดนั้น นางช่างงดงามน่าดูนัก หล่อนหันมายิ้มให้เขาคราหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า
“พวกมันเป็นโจรกลุ่มใหญ่ที่สุดของแผ่นดินนี้”
“โจรกลุ่มใหญ่ แล้วทำไมท่านไม่บุกตะลุยเข้าไปสังหารพวกมันให้สิ้นซากไปเลย”
“เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ จับโจรต้องจับหัวหน้า ดังนั้นการบุกทะลวงเข้าไปเข่นฆ่าผู้คนรังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น เมื่อมีการต่อสู้วุ่นวาย อาจทำให้สัตว์เลี้ยงวิ่งหนีแตกกระเจิง นั่นจะเป็นการทำร้ายคนเร่ร่อนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงตัวจริง หากไม่มีสัตว์เลี้ยงพวกนี้ คนพวกนี้จะไม่สามารถผ่านฤดูหนาวอันแสนสาหัสที่กำลังจะมาถึงได้”
เอี้ยนเฟยซาพยักหน้าตอบรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมา ย่อมสร้างความโกลาหลวุ่นวาย ถึงตอนนั้นเหล่าสัตว์เลี้ยงไม่แตกตื่นวุ่นวายก็แปลกไปแล้ว หากสัตว์เลี้ยงแตกตื่นวิ่งไปคนละทิศคนละทาง จะตามกลับมาให้ได้ทั้งหมดก็คงยาก แถมส่วนหนึ่งต้องกลายเป็นอาหารของฝูงหมาป่าในทุ่งหญ้าอย่างแน่นอน
“แล้วพวกมันเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงออกมาปล้นชิงสัตว์เลี้ยงถึงที่นี่?”
“พวกนี้เป็นคนของพรรคมาร ข้าจดจำระดับผู้นำขบวนได้หลายคน พวกมันไม่ได้ปล้นชิงแค่สัตว์เลี้ยง ยังปล้นเอาเสบียงและบุรุษฉกรรจ์ไปด้วย คล้ายกับกำลังรวบรวมเสบียงและแรงงานเพื่อที่จะทำการรบครั้งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงยังไม่วู่วามทำการใดให้มันตื่นตัว ต้องการสืบสาวเรื่องราวให้กระจ่างชัดก่อน”
“พวกมารอีกแล้วเหรอ?”
จวงซูเม่ยหันยิ้มให้กับชายหนุ่มคราหนึ่ง นางรู้ว่าคนผู้นี้มีความแค้นกับพรรคมารอย่างลึกล้ำ และครั้งนี้โอกาสแก้แค้นมาถึงแล้วด้วย
“ข้าได้เข้าไปสำรวจในค่ายแล้วรอบหนึ่ง หนึ่งในผู้นำโจรปล้นชิงขบวนนี้มีสหายเก่าของเจ้าอยู่ด้วย หากไม่มีอะไรยุ่งยาก ข้าจะเปิดโอกาสให้เจ้าได้ทักทายมันสักครา”
“สหายเก่า?”
“ใช่แล้ว สหายเก่าที่กำนัลหนึ่งฝ่ามือให้กับเจ้า”
“เจี่ยจงเฉิง?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากจวงซูเม่ย แต่แน่นอนว่าคำตอบคือใช่อย่างแน่นอน มีฝ่ามือเดียวที่เคยทำร้ายเขาบาดเจ็บสาหัส ฝ่ามือโลกันตร์ที่เคยทำร้ายเขาเกือบสิ้นลมหายใจ หากจะให้แค้นคนผู้หนึ่งจับใจ ย่อมต้องเป็นคนจากพรรคมารผู้นี้ ตอนนี้วรยุทธ์ของตนเองพัฒนาไปไกลมากแล้ว จึงไม่รู้สึกเกรงกลัวมันอีก
เอี้ยนเฟยซากำด้ามดาบแนบแน่นจนเหงื่อไหลออกตามง่ามมือ ตอนนี้เขาต้องการต่อสู้กับเจี่ยจงเฉิงมากกว่าสิ่งใด ความแค้นต้องได้รับการสะสาง