“เหล่าอาจารย์มากันแล้ว...”
เสียงอันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวังสะท้อนไปทั่วลานเจ็ดดาว สายตาของทุกผู้ทุกนามหันไปจับจ้องที่กลางลานเป็นตาเดียว
ทันใดนั้นเอง อาจารย์สามสิบกว่าคนก็เดินตรงเข้ามาทางนี้
เบื้องหลังของพวกเขายังมีศิษย์เก่าที่มารอชมความสนุกด้วยอีกไม่น้อยเลย
บรรยากาศรอบลานเอะอะมะเทิ่งไม่เบา สายตาทุกคู่มองหาอะไรบางอย่าง
“อาจารย์ซีหลานเล่า? นางมาหรือยัง?”
“ไม่เห็นนะ! นางไม่ได้มาด้วย!”
“ข้าเดาไว้อยู่แล้วว่าอาจารย์ซีหลานต้องไม่มาเสียงข่าวว่าปีที่แล้วก็เป็นเช่นนี้ อาจารย์อู๋อิ่งเล่า? อาจารย์อู๋อิ่งคือคนไหน?”
“อาจารย์อู๋อิ่งก็เหมือนจะไม่มาด้วยเหมือนกัน”
“เอาเถิด! ไม่แน่ว่านางอาจจะไปดื่มจนเมาแอ๋อยู่ที่ไหนสักแห่งว่ากันว่านางเป็นเช่นนี้เสมอ”
...
สองอาจารย์ผู้เลื่องชื่อที่สุดในสำนักดาราสวรรค์ไม่ได้ปรากฏกายทั้งคู่ ดลให้เหล่าศิษย์ใหม่ที่เดิมตื่นเต้นฮึกเหิมเต็มที่ต่างทอดถอนใจด้วยความผิดหวัง
เหล่าศิษย์เก่าที่มารอชมความสนุกด้วยโดยรอบต่างก็ยิ้มพิลึกออกมา
คนส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนเด็กใหม่เหล่านี้ ที่มายังสำนักดาราสวรรค์เพื่อเป้าหมายเดียวกันแต่อีกสักครู่ก็จะเข้าใจ และจะยังต้องพบเรื่องน่าสะเทือนใจมากยิ่งกว่านี้ในภายหลัง
ไม่นานนักอาจารย์สำนักดาราสวรรค์สามสิบกว่าคนก็ไปยืนอยู่บนแท่นสูงใจกลางลาน
ฉู่เหินกลับเห็นร่างของซ่งเฉิงเลี่ยในนั้นมิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังดูเหมือนจะเป็นกลุ่มผู้นำอีกด้วย
เฉกเช่นเดียวกัน ซ่งเฉิงเลี่ยเองก็เห็นฉู่เหินในหมู่ชน
สองตาประสานกัน ซ่งเฉิงเลี่ยคลี่ยิ้มอ่อนโยน
...
“จริงสิ เจ้ามาสำนักดาราสวรรค์เพื่ออันใดกัน?” มู่เฟิงเกิดนึกคำถามนี้ขึ้นมาได้กะทันหัน
ฉู่เหินเพ่งสายตา ตอบนิ่งๆ “สำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายในนครหลวงล้วนแล้วแต่ไม่ต้องการข้าข้าถึงมาอยู่ที่นี่”
“ไม่กระมัง? ไม่มีสักสำนักเลยหรือที่ต้องการเจ้า?”มู่เฟิงไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ถูกต้อง”
“อัจฉริยะ!” มู่เฟิงตบบ่าฉู่เหินส่ายหน้าปลอบโยนเขาว่า “พี่น้องข้า ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะพบพานประสบการณ์น่าอเนจอนาถถึงขั้นนี้อย่าเศร้าใจไปเลย ต่อจากนี้สุดหล่อเฟิงจะคอยคุ้มครองเจ้าเอง”
ฉู่เหินหน้ามืด เขาว่าอย่างไม่สบอารมณ์“เจ้าต่างหากอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ รบกวนเจ้าถอยห่างจากข้าหน่อยจะได้ไหม?”
“เข้าใจแล้ว!”
มู่เฟิงรีบชักแขนข้างที่วางลงบนไหล่ฉู่เหินกลับไปแล้วถอยไปด้านข้างให้ได้ระยะห่างพอเหมาะ
...
รอจนบรรยากาศบนลานได้ที่ ซ่งเฉิงเลี่ยก็ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า
“ผู้ต่ำต้อยนามว่าซ่งเฉิงเลี่ย ก่อนอื่นต้องขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่สำนักดาราสวรรค์ของเราจากใจจริง!”
อึง!
สิ้นคำ เสียงปรบมือยินดีก็ดังอื้ออึงไปทั้งลาน
“อาจารย์เฉิงเลี่ย มาเป็นอาจารย์ของข้าจะได้หรือเปล่าขอรับ?”
“ใช่แล้วขอรับ! อาจารย์เฉิงเลี่ยข้ามายังสำนักดาราสวรรค์นี่ก็เพื่อท่านโดยเฉพาะ”
...
“เฮอะๆ ทุกท่าน เงียบกันก่อนเถิด!”
ซ่งเฉิงเลี่ยปัดป่ายมือ เผยยิ้มรู้สึกผิด “ข้าขอโทษทุกคนจริงๆด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ข้าจึงมิอาจรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหลักของศิษย์ใหม่ได้อีกนับแต่ปีนี้ไปแต่ว่า ขอทุกท่านโปรดเชื่อใจพวกเรา อาจารย์สำนักของเราทุกคนล้วนแล้วแต่จะอบรมบ่มเพาะพวกท่านให้ดีที่สุดเอง”
“ต่อจากนี้เป็นการเริ่มเลือกอาจารย์สอนหลัก”
สิ้นเสียง หนุ่มสาวเยาว์วัยรัศมีไม่สามัญจำนวนหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมหนึ่งของลาน
ผู้นำกลุ่มนั้นคือบุรุษหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี สวมอาภรณ์สีน้ำเงินร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าเคร่งขรึม อวลกลิ่นอายความองอาจ
“กรี๊ด! ศิษย์พี่เหอชิงหยวนนี่นา หล่อจัง!” เสียงเด็กสาวกรีดร้องเคลิบเคลิ้ม
“ศิษย์พี่ชิงหยวนเป็นหนึ่งในศิษย์ของอาจารย์ซีหลานว่ากันว่าถึงระดับเชื่อมหยวนขั้นเก้าไปแล้วห่างจากระดับสร้างเมล็ดพันธุ์แค่ก้าวเดียวเท่านั้นเอง”
“เยี่ยมยุทธดีเหลือเกิน”
...
ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่โดยรอบแล้วฉู่เหินก็อดสำรวจดูเหอชิงหยวนผู้นั้นเล็กน้อยไม่ได้ เขาแขวนดวงตราดาวห้าเหลี่ยมสีทองไว้ที่อกเสื้อด้วย
หรือก็คือ เหอชิงหยวนผู้นี้มีคะแนนดาวรวมกันเกินสองหมื่นคะแนนแล้ว
ฉู่เหินพยักหน้าอย่างลับๆสำนักดาราสวรรค์เองก็มีอัจฉริยะที่พรสวรรค์เหนือคนอยู่เหมือนกัน
“เขาหล่อมากนักหรือ?” มู่เฟิงข้างกันเหล่ถาม
“ไม่หล่อเท่าเจ้าแล้วกัน!” ฉู่เหินตอบไม่ยี่หระ
“แฮะๆ ข้าล่ะชอบคนพูดความจริงเช่นเจ้านัก ตั้งแต่เจ้าเอ่ยคำนี้ออกจากปากสุดหล่อเฟิงคนนี้ก็ตัดสินใจแล้ว ข้านับเจ้าเป็นพี่น้องอย่างจริงแท้”
...
พวกเหอชิงหยวนเดินมาถึงเบื้องหน้าแท่นสูง
ซ่งเฉิงเลี่ยพยักหน้าเล็กน้อยเป็นนัยๆ
“ผู้น้อยเหอชิงหยวน วันนี้ข้าจะเลือกศิษย์ใหม่ให้อาจารย์ซีหลานเอง”
อะไรนะ?
ให้เหอชิงหยวนเป็นผู้เลือกหรือ?
ทุกคนตาเป็นประกาย ต่างคนต่างมองเขาด้วยแววตาวาดหวัง
เหอชิงหยวนสีหน้าเคร่งขรึม กวาดตามองทุกคนตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่ง แล้วเอื้อนเอ่ยว่า“ผู้อยากเป็นศิษย์อาจารย์ซีหลาน โปรดยืนทางซ้าย”
สิ้นเสียง คนจำนวนมากก็แห่แหนกันไปทางซ้าย
ต่างคนต่างลนลานกลัวจะแย่งตำแหน่งไม่ทันหรือพลาดอะไรไป
“แฮะๆ พวกเราเองก็ไปบ้างสิ!” มู่เฟิงชวน
ฉู่เหินครุ่นคิดเล็กน้อยก็พยักหน้ารับ
ว่ากันตามจริง ได้ยินมู่เฟิงบรรยายสรรพคุณตั้งมากมายเมื่อครู่ผนวกกับดูการแสดงออกของคนทั้งหลายแล้ว ฉู่เหินก็ชักเริ่มสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาหลายส่วน
เพียงชั่วพริบตา ศิษย์ใหม่หลายร้อยคนก็ไปยืนยังฝั่งเดียวกันทั้งหมด
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังอยู่กับที่ และทั้งหมดเป็นศิษย์หญิง
ซ่งเฉิงเลี่ยและอาจารย์บนแท่นสูงทุกคนส่ายหน้ายิ้มขมขื่นพวกเขาเห็นฉากเช่นนี้บ่อยจนชินตาเสียแล้ว
“ก่อนหน้านั้น ข้าจำต้องเตือนพวกท่านให้รู้ไว้ก่อน”เหอชิงหยวนเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “มีรายชื่อเพียงสามคนเท่านั้น หรือก็คือในบรรดาพวกเจ้า มีเพียงสามคนที่จะเป็นศิษย์ของอาจารย์ซีหลานได้”
แซ่ด!
ศิษย์ใหม่เอะอะมะเทิ่งขึ้นมาทันที
“สามคน? อะไรกันนี่!”
“พับผ่า บิดามันเถอะ ต้องเลือกคนที่แกร่งที่สุดสามคนแน่”
“ไม่มีโอกาสแล้ว”
...
หลายคนเริ่มสาปแช่งด่าทอในใจแต่อันดับหนึ่งของศิษย์ใหม่ปีนี้อย่างหลินเทากลับใช้สองมือกอดอกปากยกเป็นยิ้มไม่ไยดีหลายส่วน ท่าทางมั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ฮึ พวกไร้น้ำยาเอ๊ย เสียเวลาเปล่าๆ”
หลินเทาหัวเราะเยาะเย้ยเต็มที่ พวกเขาได้แต่โกรธไม่กล้าตอบโต้
หลินเทาพลังระดับไหนแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหนึ่งในสามคนที่ว่าต้องเป็นเขาแน่
“หากไม่มีคำถามอันใดกัน ก็เริ่มการทดสอบง่ายๆ กันเลย!”
ระหว่างเหอชิงหยวนพูด ดรุณีสะสวยข้างกันก็เดินขึ้นมาหยิบหมากล้อมออกมากล่องหนึ่ง หมากล้อมที่เป็นสีขาวทั้งยวง
“ทุกท่านโปรดหยิบชิ้นหมากไปคนละตัว” เหอชิงหยวนกล่าว
ทุกคนเริ่มเข้าแถวหยิบตัวหมากสีขาวในกล่องมากันคนละตัว
ซ่งเฉิงเลี่ยและเหล่าอาจารย์บนเวทีคอยดูอยู่ด้านข้างอย่างสงบไม่ได้ร้อนรนหรือไม่พอใจอันใด มาตรแม้นวันนี้ต้องเสียเวลากับตรงนี้ทั้งวันก็ไม่มีผู้ใดคิดเห็นเป็นอื่น
ไม่ว่าผู้ใดมองมา ต่างก็คิดว่าซีหลานคือบุคคลศูนย์รวมอาจารย์แห่งสำนักดาราสวรรค์ทั้งนั้น
ไม่นานนัก ศิษย์ใหม่ก็มีตัวหมากสีขาวอยู่ในมือกันคนละตัว
ฉู่เหินคลางแคลงใจเล็กๆ ตัวหมากเหมือนจะไม่ใช่หมากธรรมดาเขาสัมผัสได้ถึงพลังอ่อนจางเป็นสายเส้น
“เจ้าคนนี้ทำอะไรของเขานะ?” มู่เฟิงจับตัวหมากมามองซ้ายทีขวาทีหน้าตาสับสน
...
“ทุกคนคงได้ตัวหมากกันครบแล้วกระมัง!”เหอชิงหยวนเปรยนิ่ง “ต่อจากนี้ก็วางมันไว้ที่ฝ่ามือขวาของพวกท่านด้วย”
วางไว้ที่ฝ่ามือขวา!
พวกเขาทำตามนั้น
“กำมือขวาให้แน่น แล้วเคลื่อนพลังหยวนแท้ของพวกท่าน!”
ศิษย์ใหม่ทำตามขั้นตอนต่อมาอย่างสมบูรณ์
เมื่อเคลื่อนพลังหยวนแท้ได้ไม่ถึงห้าวินาที เหอชิงหยวนก็ตะโกนทุ้มต่ำ“หยุด!”
หยุด!
เมื่อได้ยินคำนั้น เสียง ‘กร๊อบ’ แผ่วเบาของบางสิ่งที่แตกสลายก็ดังขึ้น
“พอได้แล้ว!” เหอชิงหยวนสรุป
ต่างคนต่างหันซ้ายแลขวา การทดสอบจบสิ้นแล้วหรือ?
เหอชิงหยวนกวาดตามองทุกคนเบื้องหน้าแววตาสงบนิ่ง กล่าวต่อว่า“ผู้ที่ตัวหมากสมบูรณ์ไม่เสียหาย ออกจากตรงนี้ได้”
พริบตาต่อมา เสียงถอนหายใจดังขึ้นทั่วทั้งลาน
ศิษย์กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเดินคอตกไปยืนอยู่อีกด้านหนึ่งแค่เสี้ยววินาทีก็เหลืออยู่แค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น
ฉู่เหินและมู่เฟิงก็อยู่ในนั้นด้วย
เห็นภาพเช่นนี้แล้ว ฉู่เหินก็ตะลึงเป็นอันมากเป็นวิธีการเลือกศิษย์ที่พิเศษดีจริง
แต่ยังเหลืออีกยี่สิบกว่าคน จะเลือกเฟ้นเช่นไรกันต่อเล่า?
...
เหอชิงหยวนผงกหัวเล็กน้อย เดินมาหายี่สิบกว่าคนที่เหลือเป็นจังหวะหนักแน่น
“แบมือออก!”เหอชิงหยวนบอกกับเด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาดูใจดีคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มแบมือออก เห็นตัวหมากสีขาวนั้นไม่ได้แหลกเป็นผุยผง แต่มีรอยร้าวรอยร้าวเป็นเส้นตรงพอดิบพอดีอย่างยิ่ง
เหอชิงหยวนใบหน้าไร้อารมณ์ เดินไปยังคนข้างๆ กันอย่างเงียบงันไม่พูดไม่จา
อีกฝ่ายรู้ใจ จึงแบมือให้อีกฝ่ายสำรวจตัวหมากชัดๆ
ตรวจดูสิบกว่าคนเข้าไปแล้ว เหอชิงหยวนก็ยังไร้คลื่นอารมณ์ใดพวกเขาเริ่มหวั่นใจ ต้องมากเพียงไหนจึงจะผ่านเกณฑ์?
“ถึงตาหลินเทาแล้ว...”
เมื่อบรรดาศิษย์อารมณ์พลุ่งพล่าน เหอชิงหยวนก็มาถึงเบื้องหน้าหลินเทาเป็นถึงราชันแห่งเด็กใหม่สำนักดาราสวรรค์ปีนี้ทั้งที ไม่ว่ายามใดหลินเทาก็เป็นจุดสำคัญที่ต้องชุบเลี้ยงไว้ให้ดี
หลินเทายืดอกเชิดหน้า หน้าตามั่นใจและทระนงตนเสียเต็มประดา
เห็นหลินเทาเอียงมือเป็นมุมเก้าสิบองศา ค่อยๆ คลายฝ่ามือออกผงสีขาวเล็กละเอียดร่วงหล่นตามมา
“เฮือก...”
“นี่มัน?”
เพียงเห็นภาพนั้น ผู้คนก็แทบลืมหายใจ หลินเทาบีบตัวหมากแหลกละเอียดไปแล้วต้องมีแรงมือเช่นไรจึงจะทำถึงขั้นนี้ได้?
“หลินเทาเก่งฉกาจเหมือนที่คิด!”
“หากเจ้านี่ไม่ได้รับเลือก บัญญัติฟ้าคงไม่ปรานีแน่”
………………………..