“นี่เลยท่านลุง ต้นมันเป็นแบบนี้ หัวมันอยู่ใต้ดิน ต้องขุดดูก่อนว่าใช่เผือกไหม ถ้าใช่นะท่านลุง ตรงนี้ขึ้นเป็นดงเลย ข้าว่าพอจะกินไปได้เป็นเดือนแน่นอนเลยเจ้าค่ะ”
ท่านลุงที่เอาเสียมมา เริ่มลงมือขุด ขุดไปสักพักก็เจอหัวเผือกขนาดใหญ่ ฮุ่ยเหมยดีใจมาก บอกให้คนอื่นๆ เอาผลไม้กลับไปเก็บแล้วเอาเสียมมาช่วยกันขุดหัวเผือก และให้หาตะกร้ามาเพิ่มให้มากที่สุด
หลังจากทุกคนกลับมาพร้อมเสียมและตะกร้า ต่างก็ช่วยกันขุดหัวเผือกด้วยความตั้งใจ จนตอนนี้ได้หัวเผือกสามกองใหญ่ ทำให้ต้องใช้เวลาขนกลับกันหลายรอบ
ส่วนฮุ่ยเหมยนั้นพี่หยุ่นอี้ลากตัวกลับบ้าน ตั้งแต่พวกท่านลุงเริ่มขนหัวเผือกรอบแรกแล้ว กลับถึงบ้านเจอเสี่ยวหยาง นั่งคัดตัวอักษรรออยู่ที่ในห้องโถง
พี่หยุ่นอี้พาน้องสาวมาส่งถึวบ้าน ส่วนตนเองก็กลับไปช่วยชาวบ้านแบ่งผลไม้และหัวเผือก โดยแบ่งตามจำนวนคนในครอบครัว
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อชาวบ้านไม่มีใครมีความสามารถเอาเผือกมาประกอบอาหารได้ เพราะถ้าทำไม่เป็นมันจะคัน เลยต้องส่งตัวแทนมาเรียนทำอาหารกับฮุ่ยเหมย
ฮุ่ยเหมยฝึกให้ท่านป้าทั้งสามคนที่เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ที่มาเรียนทำอาหารกับฮุ่ยเหมย เริ่มตั้งแต่การใช้เผือกทำอาหาร ตั้งแต่การเผา ทอดและนึ่งซึ่งเป็นวิธีง่ายที่สุด
ต่อไปก็เป็นการทำให้เผือกไม่คันเมื่อเอามาทำอาหาร ทั้งเอามาต้ม แกง ทำขนม จนถึงการทำเป็นของหวาน ข้อเสียของแต่ละครอบครัวคือไม่มีเครื่องปรุงหรือน้ำตาลเลย ฮุ่ยเหมยจึงแบ่งให้ไปจำนวนมาก
ป้าๆ พากันขอบคุณฮุ่ยเหมยด้วยความจริงใจ เพราะหากไม่ได้ฮุ่ยเหมย แต่ละครอบครัวคงอยู่อย่างอดอยากท่ามกลางความหนาวเย็นแน่นอน
เมื่อแก้ปัญหาเรื่องอาหารให้ชาวบ้านเป็นการชั่วคราวแล้ว พี่หยุ่นอี้ก็กลับมากินข้าวที่บ้านโดยฮุ่ยเหมยเป็นคนทำอาหารรอ เมื่อกินข้าวอิ่ม คุยกันอีกสักพัก สามพี่น้องก็พากันเข้านอนอย่างสบายใจ
อีกหลายวันต่อมาพี่หยุ่นอี้ไม่ได้ออกไปไหนอีก ครอบครัวฮุ่ยเหมยก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านทั้งวันอย่างมีความสุข ผ้าพันคอของพี่หยุ่นอี้ฮุ่ยเหมยก็ถักเสร็จแล้ว
พี่หยุ่นอี้ลองสวมดู ก็รู้สึกชอบมากเพราะทั้งสวยและอุ่น ตอนนี้ฮุ่ยเหมยกำลังถักให้เสี่ยวหยาง ซึ่งน้องชายของเธอถามตลอดว่าเมื่อไหร่จะถักเสร็จ
หลายอาทิตย์ผ่านไปบรรยากาศในบ้านตอนนี้คือพี่หยุ่นอี้ทำอาหาร ฮุ่ยเหมยถักผ้าพันคอสำหรับตนเอง เพราะของเสี่ยวหยางถักเสร็จแล้ว
เสี่ยวหยางฝึกคัดตัวอักษรในห้องโถงอันอบอุ่น ส่วนอากาศด้านนอกยังหนาวเย็น ถึงไม่มีหิมะตกอีกแล้ว แต่ลมหนาวยังพัดแรงอยู่ ชาวบ้านหลายคนเริ่มขึ้นเขาไปล่าสัตว์เพื่อจะได้นำมาเป็นอาหารในครอบครัวบ้าง
หากอากาศอุ่นกว่านี้ หิมะก็จะเริ่มละลาย ความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะดีขึ้นเพราะสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้
เป็นเวลาเดือนกว่าที่หมู่บ้านซานแห่งนี้ ต้องอยู่ท่ามกลางความเหน็บหนาวและอดอยาก กว่าแต่ละครอบครัวจะอดทนฝ่าวิกฤติมาได้ก็แทบเอาตัวไม่รอดทั้งสิ้น ทุกคนในหมู่บ้านซานแห่งนี้ก็ได้แต่ขอบคุณครอบครัวของฮุ่ยเหมยที่ช่วยให้มีอาหารกินในช่วงที่ขึ้นเขาไม่ได้
เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นฮุ่ยเหมยก็ให้พี่หยุ่นอี้ไปบ้านท่านลุงหลี่ เพื่อให้ท่านลุงหลี่หาคนงานมาขุดทางน้ำ จากลำธารให้เข้ามาในสระที่ขุดไว้ จะได้เอาปลามาเลี้ยง
ส่วนดินที่เตรียมปลูกผักนั้นไม่น่ากังวลอะไร เพราะฮุ่ยเหมยเริ่มเพาะต้นอ่อนของผักแต่ละชนิดที่มีอยู่ หากต้นแข็งแรงพอก็จะพาพี่หยุ่นอี้กับเสี่ยวหยางช่วยกันปลูกลงดิน
ตอนนี้มีชาวบ้านมารับจ้างขุดทางน้ำจนสามารถปล่อยน้ำลงสระทั้งสองเรียบร้อย ส่วนหน้าที่หาปลามาปล่อยในสระก็คือพี่หยุ่นอี้กับเสี่ยวหยาง ซึ่งฮุ่ยเหมยได้สอนวิธีทำอุปกรณ์ดักปลา และพาไปจับปลาแค่ครั้งเดียวทั้งสองคนก็สามารถจับปลาเป็นๆ มาลงสระได้แล้ว
แถมได้ปลาตัวใหญ่เอามาให้ฮุ่ยเหมยทำอาหารให้กินด้วย โดยหลังจากได้กินปลาครั้งแรก พี่ชายน้องชายของเธอก็ยังคงไปจับปลามาเรื่อยๆ เพราะอาหารที่ฮุ่ยเหมยทำจากปลานั้นอร่อยทุกอย่าง
ส่วนฮุ่ยเหมยเธอทำหน้าที่ดูแลต้นอ่อนผัก ซึ่งตอนนี้เริ่มโตพอจะเอาลงปลูกในแปลงได้แล้ว การปลูกผักไม่ได้ยากเกินกว่าคนในครอบครัวจะช่วยกันได้
แต่ฮุ่ยเหมยก็ตัดสินใจจ้างคนงานมาช่วยปลูก ซึ่งเป็นครอบครัวท่านลุงคัง ที่มีบ้านอยู่ใกล้กับครอบครัวของฮุ่ยเหมยที่สุด เหตุผลของฮุ่ยเหมยคือเมื่อท่านลุงคังสามารถปลูกพืชผักได้ จนเกิดการเรียนรู้แล้วสามารถถ่ายทอดความรู้ในการปลูกผักให้คนอื่นในหมู่บ้านได้
โดยฮุ่ยเหมยไม่ต้องลำบากสอนใครคนอื่นอีก ดังนั้นสอนคนแค่คนเดียวก็เหมือนได้สอนคนทั้งหมู่บ้าน