หมิงจูผู้นี้ไม่ขอเป็นหมากของใคร

    บทที่ 32 คุณหนูใหญ่ผู้ใส่ใจ

    บรรดาฮูหยินและคุณหนูที่กำลังพูดคุยกันอยู่ในโถงต่างหยุดชะงัก แล้วหันไปมองฮูหยินบ้านรองสกุลกัวกับกู้หมิงจู


    ใบหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวราวกับทำถังสีย้อมผ้าหกใส่ เดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว ทั้งโกรธแค้นและอับอาย ร่างกายเกร็งแน่นราวกับพร้อมจะกระโจนเข้าไปฉีกร่างกู้หมิงจูในวินาทีถัดไป


    ก็ไม่แปลกที่นางจะโกรธ จะมีใครพูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้บ้าง ต่อให้ระวังว่าคนอื่นจะลอบลงมือ ก็ไม่ควรพูดออกมาโต้ง ๆ อย่างไม่ปิดบังเช่นนี้ แบบนี้ต่อให้มีใครอยากจะเล่นตุกติกก็หมดสิทธิ์ลงมือแล้ว


    ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากตวาด กู้หมิงจูก็พูดต่อ "ฮูหยินอย่าได้เข้าใจผิด เป็นเพราะสุขภาพข้าอ่อนแอจริง ๆ ก่อนหน้านี้หมอหลวงจัดยาต้มให้ข้า แล้วยังกำชับเป็นพิเศษว่าให้งดอาหารบางอย่าง เกรงว่าจะไปทำลายฤทธิ์ยา"


    นางกวักมือเรียก อาปี้กับเสี่ยวขุยที่อยู่ด้านหลังจึงเดินเข้ามาพร้อมกล่องใส่อาหารหลายใบ เปิดออกแล้วหยิบอาหารหน้าตาน่ารับประทานทีละจานมาวางตรงหน้ากู้หมิงจู


    กู้หมิงจูเงยหน้าขึ้น มองฮูหยินบ้านรองสกุลกัวด้วยรอยยิ้ม "ข้าไม่อยากสร้างความลำบากให้จวนของท่าน จึงให้คนเตรียมมาพร้อมแล้ว ฮูหยินจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงดูแลข้า"


    นี่มันฉีกหน้ากันชัด ๆ ไม่ไว้หน้าฮูหยินบ้านรองสกุลกัวเลยแม้แต่น้อย


    สีหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวยิ่งเขียวคล้ำ แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาอยู่รอมร่อ นางดูออกแล้วว่ากู้หมิงจูไม่ได้ป่วยอะไรเลย ชัดเจนว่าจงใจมาหาเรื่องต่างหาก


    นางกัดฟันกรอดพลางเอ่ย "เจ้าช่างใส่ใจจริง ๆ ถึงกับเตรียมอาหารมาเองเลย"


    ที่กู้หมิงจูอ้างว่ากลัวจะทำลายฤทธิ์ยา บรรดาฮูหยินและคุณหนูในงานต่างรู้ดีว่าแท้จริงแล้วนางกำลังป้องกันสกุลกัวต่างหาก


    ทำกันชัดเจนขนาดนี้ ทว่ากลับทำให้ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวหาข้อตำหนิไม่ได้เลย


    ถึงอย่างไรกู้หมิงจูก็เป็น ‘คนป่วย’ ทั้งยังใส่ใจรอบคอบ อ้างว่ากลัวจะรบกวนสกุลกัวจึงเตรียมอาหารมาเอง


    ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวทำได้เพียงข่มความโกรธที่พุ่งขึ้นถึงกระหม่อมลงไป ดึงสายตากลับมาอย่างไม่สบอารมณ์และไม่มองกู้หมิงจูอีก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองโกรธจนอาละวาดกลางงาน


    สีหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวดูไม่ได้เลย ทว่าฮูหยินคนอื่น ๆ กลับแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่


    หลายปีมานี้สกุลกัวอาศัยอำนาจของราชครูกัวหวาย วางอำนาจบาตรใหญ่ในหมู่จวนขุนนางชั้นสูงของฉางอันมาตลอด คอยสนับสนุนพรรคพวกและกีดกันคนที่ไม่เห็นด้วย บรรดาฮูหยินจากจวนขุนนางชั้นสูงเหล่านี้ต่างโกรธเกลียดคนสกุลกัวมานานแต่ไม่กล้าพูด คาดไม่ถึงว่าสกุลกัวจะมีวันที่ต้องเสียหน้าเช่นนี้


    เมื่อเห็นกู้หมิงจูยั่วโมโหจนฮูหยินบ้านรองสกุลกัวหน้าเขียวคล้ำ พวกนางก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง


    ฮูหยินเซินรู้สึกขัดเคืองฮูหยินบ้านรองสกุลกัวมาพักใหญ่แล้ว ตอนนี้รู้สึกราวกับได้ระบายความอึดอัดใจ จึงยิ้มแย้มกล่าวกับกู้หมิงจูว่า "เป็นคุณหนูใหญ่กู้ที่ใส่ใจ เข้าใจถึงงานมงคลใหญ่ของจวนราชครูในวันนี้ ถึงกับเตรียมอาหารมาเอง"


    กู้หมิงจูยิ้มรับ พยักหน้าเบา ๆ ยกชามกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลกับตะเกียบหุ้มเงินที่อาปี้ส่งให้ขึ้นมา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เดิมทีข้าไม่ควรมาหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ฮูหยินบ้านรองเชิญด้วยความเต็มใจ ฮูหยินของข้าก็สนับสนุนให้มา ข้ากลัวว่าจะเอาไข้ไปติดผู้อื่น จึงต้องเตรียมของพวกนี้มาเอง"


    ช่างป้องกันได้รัดกุมไร้ช่องโหว่ ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวจุกจนแทบกระอักเลือด จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก อึดอัดจนแทบขาดใจตาย


    งานเลี้ยงขอบคุณที่ควรจะดำเนินไปได้ด้วยดี กลับถูกกู้หมิงจูทำให้ทุกคนหมดอารมณ์จะชมการแสดงร่ายรำ ทุกคนต่างลอบมองสีหน้าแข็งทื่อสุดจะทนของฮูหยินบ้านรองสกุลกัว สลับกับกู้หมิงจูที่กำลังคีบอาหารซึ่งเตรียมมาเองเข้าปากด้วยท่าทีสบาย ๆ


    "รถม้าจากวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้เข้ามารายงาน


    ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวตกใจ ลุกพรวดขึ้นถามสาวใช้ "องค์รัชทายาทเสด็จมาด้วยหรือไม่"


    สาวใช้ส่ายหน้า "ผู้ที่มารับคือหัวหน้าขุนนางตำหนักบูรพา ไม่เห็นองค์รัชทายาทเสด็จมาด้วยเจ้าค่ะ"


    ใบหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวซีดเผือดลงทันทีราวกับกระดาษขาวบาง ริมฝีปากสั่นระริก แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบกลับลงไปนั่งบนเบาะ ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังลุกไม่ขึ้น


    การที่กัวอวี้ซิ่วต้องเข้าวังไปเป็นชายารองก็นับว่าน่าเจ็บใจมากพอแล้ว ด้วยฐานะของนาง ต่อให้เป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทก็ยังคู่ควร


    ทว่าจากเรื่องในงานเลี้ยงฉวี่เจียง ฮองเฮาทรงกริ้วหนัก ถึงได้มีราชโองการให้กัวอวี้ซิ่วเข้าวังในฐานะเหลียงหยวนขั้นสอง ไม่ใช่แม้แต่เหลียงตี้ขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ สกุลกัวไม่กล้าขัดขืน ได้แต่จำใจส่งกัวอวี้ซิ่วเข้าวังไปอย่างกล้ำกลืนฝืนทน


    แต่หากองค์รัชทายาทให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้ และยินดีจะยกย่องกัวอวี้ซิ่ว ก็จะเสด็จมารับด้วยพระองค์เอง มอบเกียรติยศประดุจพระชายาเอกให้แก่นาง เช่นนั้นต่อให้เข้าวังไปเป็นชายารอง ก็จะไม่มีใครกล้าดูแคลนนาง อีกทั้งยังถือเป็นการปลอบประโลมสกุลกัวด้วย


    แต่ตอนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เสด็จมา แสดงว่าไม่ได้เห็นสกุลกัวและกัวอวี้ซิ่วอยู่ในสายตาเลย กัวอวี้ซิ่วเข้าตำหนักบูรพาไปในสภาพเช่นนี้ จะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร


    วันหน้าหากตำหนักบูรพามีพระชายาเอก นางที่เป็นเพียงเหลียงหยวนก็คงต้องใช้ชีวิตโดยคอยดูสีหน้าผู้อื่นแล้ว!


    กู้หมิงจูไม่ได้ปรายตามองฮูหยินบ้านรองสกุลกัวที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้น นางตักลูกชิ้นหลากสีมาลิ้มรสคำเล็ก ๆ ช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยกับอาปี้อย่างไม่ค่อยพอใจนัก "ลูกชิ้นนี่ไฟแรงไปหน่อย กินแล้วเนื้อกระด้างไปหมด กลับไปบอกคนในครัวว่าคราวหน้าห้ามสะเพร่าแบบนี้อีก"


    ในงานเลี้ยงแห่งนี้ คงมีเพียงนางที่รู้ว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมารับด้วยพระองค์เองได้อย่างไร ป่านนี้คงยังเมามายอยู่ในตำหนักบูรพากระมัง เรื่องเล็กน้อยอย่างการรับเหลียงหยวนเข้าตำหนัก เขาคงลืมไปตั้งนานแล้ว


    เหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิด กู้หมิงจูถูกบังคับให้เปลี่ยนชุดนางใน ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้องและไม่ยอมเข้าวัง


    ตอนนั้นกู้ชิงยังไม่ทันกลับมา ฮูหยินผู้เฒ่ากู้กับฮูหยินหลัวก็ทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งข่มขู่ ไม่สนว่านางจะหวาดกลัวและสิ้นหวังเพียงใด สั่งให้คนจับนางยัดใส่รถม้าจากวัง ส่งตัวไปที่ตำหนักบูรพา


    คำพูดของฮูหยินหลัวยังคงดังก้องอยู่ในหู "...สุดท้ายก็เป็นเจ้าเองที่ทำเรื่องงามหน้า ฮองเฮาทรงมีพระเมตตา ยังประทานตำแหน่งชายารองให้ ไม่ได้สั่งให้เจ้าไปบวชชีที่อารามจิ้งซินก็นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแล้ว"


    "เจ้าดูสิ องค์รัชทายาทยังไม่ยอมเสด็จมารับเจ้าเลย ต่อให้เจ้าเป็นคุณหนูใหญ่กู้ เป็นธิดาขององค์หญิงใหญ่แล้วอย่างไรเล่า ถึงที่สุดแล้วก็ยังลงเอยเช่นนี้" ใบหน้าที่เคยเป็นมิตรและอ่อนโยนของฮูหยินหลัวเปลี่ยนเป็นเย็นชา "หากเจ้ารู้จักผิดชอบชั่วดี ก็จงสงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าวังไปเสีย อย่าได้ทำให้จวนและน้องสาวของเจ้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย!"


    นางถูกปิดปากและถูกยัดเข้าไปในรถม้า ส่งเข้าตำหนักบูรพา ไปยังสถานที่ที่เหมือนนรกขุมนั้น มีชีวิตอยู่อย่างอดสูได้เพียงปีกว่าก็สิ้นใจอยู่ที่นั่น


    เกรงว่าสกุลกัวคงยังไม่รู้ว่า การเข้าไปอยู่ในตำหนักบูรพานั้น ความตายยังดีกว่าการมีชีวิตอยู่เสียอีก


    มุมปากของกู้หมิงจูยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ อีกไม่นานกัวอวี้ซิ่วก็จะได้รู้ซึ้ง


    .


    .


    .


    คล้ายกับเรื่องหมิงจูผู้นี้ไม่ขอเป็นหมากของใคร ที่คุณอ่าน