หลังจากเฟิ่งหยูพูดคุยธุระกับเม้งหวู่จ๋าเสร็จก็ออกมาจากสมาคมมังกรดำ เขาเดินทอดน่องต่อไปเรื่อย ๆ พลันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ในโลกนี้คนที่มีจิตใจงดงามส่วนใหญ่มักจะอ่อนแอไม่มีวิชา พวกเขาหวาดกลัวและหวาดระแวงพวกเขาต้องทำตัวไม่ให้เป็นที่สะดุดตาของพวกนักเลงอันธพาล คงไม่มีใครลืมว่าโลกนี้ถูกสร้างมาได้อย่างไรเจ็ดอาณาจักรเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ดังนั้นในเมืองจินเฟิ่งนี้เฟิ่งหยูจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะให้พวกเขาอยู่กันอย่างสงบสุข
ในขณะที่เฟิ่งหยูกำลังเดินอุ้มเจ้าแมวน้อยอยู่นั้นก็มีรถม้ามาขวาหน้าเขา ภายในรถม้าเผยให้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งใบหน้าขาว อายุราว ๆยี่สิบปี สายตาของเขาจ้องมองแมวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเฟิ่งหยู
“แมวน้อยตัวนี้ช่างสวยงามยิ่งนักยกมันให้ข้าซะ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน”
แม้ว่าจะได้ยินแบบนั้นเฟิ่งหยูก็ไม่ได้สนใจบุคคลคนนี้ ทั้งยังรู้สึกดูแคลนเขาอีกด้วย
ชายหนุ่มที่อยู่บนรถม้าขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าไม่กลัวตายงั้นรึ?”
เฟิ่งหยูยักไหล่“เจ้าอยากจะลองดูไหมเล่า?”
“เพื่อแมวตัวเดียวเจ้าคิดว่ามันคุ้มแล้วหรือ?”
“ก็แมวตัวนี้เป็นของข้า”
“มันเป็นของเจ้าแต่คนรักของข้าต้องการมัน เจ้าก็แค่มอบให้ข้าแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าขอเตือนเจ้าก่อนว่า ข้าไม่ใช่คนที่ชอบพูดเรื่องเหตุผลสักเท่าไหร่เจ้าลองกล้าปฏิเสธข้าดูอีกครั้งสิ”
“แมวตัวนี้เป็นของข้าฉะนั้นเจ้าอย่าบังอาจมาพูดว่าต้องการมันอีก แม้ว่าเจ้าอยากจะได้ข้าก็ไม่มีทางตกลงอะไรกับเจ้า” เฟิ่งหยูตอบกลับ
ชายหนุ่มอึ้งไปครู่หนึ่ง“เจ้ายังกล้าปากดีนักนะ ดูจากเสื้อผ้าของเจ้า คงแทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า”เฟิ่งหยูตอบกลับพร้อมกับกำลังจะเดินจากไปก่อนจะเดินจากไปเฟิ่งหยูกล่าวประโยคหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกคนตระกูลเซียวว่าง ๆ เดี๋ยวข้าจะไปหาพวกเจ้าเอง พวกเจ้าไม่ต้องเสียเวลามาตามหาข้าหรอก”
คนในรถม้ารู้สึกฉงนใจเหตุใดมันจึงรู้ว่าคนเป็นคนของตระกูลเซียวได้ เฟิ่งหยูไม่ได้แปลกใจอะไรที่เขารู้ว่าเป็นคนของตระกูลเซียวเพราะเป็นตระกูลเดียวที่หาเรื่องกับเขามาทั้งวันแล้ว
เฟิ่งหยูเดินกลับมาที่ตำหนักพร้อมกับเรียกจ้าวหยวนเข้าพบ
“เจ้ารู้เรื่องของตระกูลเซียวมากเท่าไหร่ช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม”
“ตระกูลเซียวเป็นตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดมีกำลังพลประมาณห้าหมื่นคน ระดับพลังส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับนภา ระดับสวรรค์มีประมาณสิบคนเท่านั้น รายได้ส่วนใหญ่ของตระกูลเซียวมาจากการค้าสินค้าที่ขายส่วนใหญ่คือสินแร่ พวกเขามีเหมืองแร่อยู่สามแห่งด้วยกันส่วนใหญ่แล้วล้วนอยู่บนภูเขากิจการค้ารองที่เป็นรายได้คือการจำหน่ายโอสถแต่กิจการนี้เริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่สมาคมมังกรดำเริ่มเปิดตัวโอสถใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนทำให้กิจการจำหน่ายโอสถใกล้ที่จะไปไม่รอดแล้วคาดว่าหากสมาคมโอสถเปิดตัวโอสถบำรุงจิตอีกตัวเดียวกิจการโอสถของพวกเขาก็คงอยู่ไม่ได้อีกต่อไปส่วนกิจการอื่น ๆ นั้นแทบไม่มีรายได้เข้ามา หลัก ๆก็เป็นเหมืองแร่ที่ทำให้ตระกูลเซียวร่ำรวยอยู่จวบจนทุกวันนี้”จ้าวหยวนรายงานอย่างระเอียดให้กับเฟิ่งหยูฟัง
เฟิ่งหยูนิ่งคิดสักครู่หนึ่งจึงบอกให้จ้าวหยวนส่งคนไปรายงานเม้งหวู่จ๋าว่าให้เปิดตัวโอสถบำรุงจิต อีกสามวันข้างหน้าโดยพรุ่งนี้ให้คนมารับโอสถจากเมืองจินเฟิงได้เลย
“แล้วก่อนไปสมาคมมังกรดำเจ้าอย่าลืมไปบอกผู้อาวุโสจินหงให้เหล่าศิษย์สำนักเทพดาราผลิตโอสถบำรุงจิตในวันพรุ่งนี้ด้วยให้เน้นที่ความบริสุทธิ์ระดับ 7 ก็พอ” เฟิ่งหยูสั่งการให้จ้าวหยวนจ้าวหยวนรู้ดีแล้วว่าตระกูลเซียวเตะใส่แผ่นเหล็กเข้าให้แล้วเล่นกับใครไม่เล่นดันมาเล่นกับเจ้าเมืองจินเฟิงคนนี้ กล่าวเสร็จจึงนำเรือเล็กออกมา
“เจ้านำทางข้าไปดูเหมืองแร่ของตระกูลเซียวหน่อย”
เฟิ่งหยูพร้อมกับจ้าวหยวนเดินทางไม่นานก็เดินทางมาถึงเหมืองแร่ของตระกูลเซียว มันเป็นภูเขาสูง ใหญ่เฟิ่งหยูขอให้มังกรน้อยแอบลอบเข้าไปสำรวจแร่ในเหมืองว่าอยู่ลึกหรือไม่ไม่นานมังกรน้อยก็กลับมาพร้อมกับบอกว่า เหมืองแร่แห่งนี้มีแร่อยู่มากส่วนมากอยู่บนภูเขา ซึ่งมีขนาดใหญ่โต แต่ไม่ได้อยู่ลึกลงไปใต้ดินเหมือนเหมืองแร่ของพวกเขา
เฟิ่งหยูเดินทางไปเหมืองแร่อีกสองแห่งซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกันเป็นเหมืองแร่ที่อยู่บนภูเขาสูงใหญ่ ทั้งหมด แต่ไม่ได้อยู่ลึกลงไปใต้ดินที่ตระกูลเซียวยังสามารถขุดแร่ได้มาจนถึงวันนี้เพราะภูเขานั้นมีขนาดใหญ่โตมากและยังขุดได้ยากลำบากอีกด้วย
เฟิ่งหยูและจ้าวหยวนสำรวจเหมืองแร่เสร็จ
“เราไปตระกูลเจียงกัน”
จ้าวหยวนไม่ถามอะไรมากเขารีบนำทางเฟิ่งหยูไปตระกูลเจียงทันที เมื่อถึงตระกูลเจียงจ้าวหยวนแจ้งคนเฝ้าประตูให้ไปแจ้งผู้นำตระกูลเจียงว่าเจ้าเมืองมาพบ
ณ ห้องโถงอันกว้างใหญ่ของตระกูลเจียงเนืองแน่นไปด้วยผู้อาวุโสน้อยใหญ่หลายร้อยคนระดับพลังบ่มเพาะของพวกเขาก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับตระกูลเซียวซึ่งมีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดเพราะวันนี้เป็นวันประชุมประจำเดือนของตระกูลเจียงพอดีการเรียกประชุมในครั้งนี้ของผู้นำตระกูลนับเป็นเรื่องปกติของผู้คนในตระกูลเจียงซึ่งจะจัดประชุมทุก ๆ เดือน ซึ่งการประชุมของพวกเขาก็เสร็จพอดีซึ่งตอนนั้นพวกเขากำลังจะจัดงานเลี้ยงสังสรรต่อเหมือนเช่นทุกครั้งจึงทำให้เสียงพูดคุยสนุกสนานดังไปทั่วทั้งห้องโถง
ตึก ตึก ตึกตึก........ เสียงวิ่งของคนเฝ้าประตูมารายงานตรงหน้าผู้นำตระกูล
“ท่านผู้นำท่านเจ้าเมืองจินเฟิงขอเข้าพบ”
เมื่อได้ยินเสียงรายงานทุกคนในห้องพลันเงียบกริบผู้นำตระกูลนิ่งเงียบไปสักครู่ก่อนจะเอ่ย
“ไปเชิญท่านเจ้าเมืองเข้ามาเถอะ”
“ตลอดสามเดือนที่ผ่านมานั้นบรรยากาศในเมืองจินเฟิงนับว่าแปลกประหลาดยิ่งทหารยามที่ยืนประจำการอยู่ก็มีมากขึ้น อีกทั้งการเก็บภาษีก็ลดลง ทำให้บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ต่างไม่พอใจเกิดการชุมนุมคัดค้าขึ้น เจ้าเมืองสั่งการให้จับกุมขุนนางเหล่านั้นทั้งหมด เหล่าขุนนางเก่าแก่ที่เคยต่อต้านก็มีน้อยคนลงเรื่อยๆ แถมการค้าในเมืองกลับเจริญขึ้นมากสินค้าต่าง ๆ มีคุณภาพที่ยอดเยี่ยมและมีผู้คนมากมายที่เดินทางมาเมืองจินเฟิงแห่งนี้ ชาวบ้านธรรมดากลับมีงานทำ ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ที่เจ้าเมืองคนนี้ปกครอง ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองจินเฟิงของเราแทบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว”ผู้นำตระกูลเจียงกล่าวชมออกมาไม่รู้ว่าการมาของเจ้าเมืองในครั้งนี้จะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
ไม่นานเฟิ่งหยูและจ้าวหยวนก็เดินเข้ามาภายในห้องโถง
“เชิญ เชิญ เชิญท่านเจ้าเมือง เชิญนั่งก่อน” ผู้นำตระกูลเจียงรีบเชื้อเชิญเฟิ่งหยูนั่งโต๊ะเดียงกับเขาพร้อมด้วยจ้าวหยวน จ้าวหยวนหันไปมองเฟิ่งหยูนิดหนึ่ง เฟิ่งหยูพยักหน้า ให้จ้าวหยวนนั่งใกล้ๆกับเฟิ่งหยู นับเป็นครั้งแรกที่จ้าวหยวนมีโอกาสแบบนี้ โอกาสที่เขาได้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้ที่เป็นผู้นำระดับสูง จ้าวหยวนประหม่าเล็กน้อย ก่อนนั่งลงใกล้ ๆเฟิ่งหยู
“เกรงใจท่านผู้นำตระกูลเจียงข้าน้อยเฟิ่งหยู ครั้งนี้มาไม่ได้นัดหมาย ขออภัยท่านผู้นำตระกลูเจียงด้วย”เฟิ่งหยูเป็นฝ่ายกล่าวทักทายก่อน
“มิเป็นไร มิเป็นไรแค่ท่านเจ้าเมืองให้เกียรติกับตระกูลเจียงของเราก็นับว่าเป็นเกียรติของตระกูลเราแล้วข้าเจียงจ้าวเหว่ย ผู้นำตระกูลเจียงขอต้อนรับท่านเจ้าเมืองและผู้ติดตาม”ผู้นำตระกูลเจียงกล่าวกับเฟิ่งหยู
“เชิญเชิญท่านทานอาหาร งานเลี้ยงของตระกูลเราขาดคนนอกมาร่วมงานนานแล้ว วันนี้เป็นโอกาสที่ดี เชิญท่านเจ้าเมือง”
หลังจากดื่มกินกันได้สักพัก
“ท่านผู้นำตระกูล ที่เรามาในวันนี้เพื่อชักชวนให้ท่านเข้าร่วมกับเมืองจินเฟิง”
“ทุกวันนี้ตระกูลเจียงก็เข้าร่วมกับเมืองจินเฟิงอยู่แล้ว”ผู้นำตระกูลกล่าวตอบเฟิ่งหยู
“ข้ามิได้หมายถึงเข้าร่วมเพียงผิวเผินเท่านั้นข้าอยากชวนตระกูลเจียงเข้าร่วมกับเมืองจินเฟิงแบบไม่มีข้อแม้ให้อธิบายความหมายง่าย ๆ คือ มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ไม่ทรยศต่อกันและกัน”
“แล้วมีเหตุผลใดที่ตระกูลเจียงของพวกเราต้องเข้าร่วมกับเมืองจินเฟิงพวกเราต้องยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกท่านด้วย” ผู้นำตระกูลเจียงกล่าวถามเฟิ่งหยู
“ก็ไม่มีอะไรมากมายหรอกที่ข้ามาชวนพวกท่านเพราะ พวกท่านไม่เคยสร้างเรื่องเดือดร้อนให้เราและยังเป็นตระกูลเก่าแก่ ก็แค่นั้นเหละ” เฟิ่งหยูตอบผู้นำตระกูลเจียงไปแบบไปที
“ท่านคิดว่าเราเกรงกลัวพวกท่านหรือท่านเจ้าเมือง”เสียงของผู้อาวุโสของตระกูลเจียงนามว่า เจียงฉินกล่าวขึ้นมา
“อ๋อข้ามิได้สนใจหรอกว่าพวกท่านจะเกรงกลัวเราหรือไม่เพียงแต่เราเกรงใจพวกท่านและไม่อยากเป็นศัตรูกับคนที่ไม่เคยหาเรื่องเรา แถมยังเป็นตระกูลเก่าแก่เพียงตระกูลเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองจินเฟิงก็เท่านั้นแต่หากพวกท่านไม่อยากเข้าร่วมกับเมืองจินเฟิงของเราก็ไม่เป็นหรอกข้าไม่อยากบังคับใคร”
“ฮ่า ๆๆๆๆๆตระกูลเดียวท่านเจ้าเมืองเข้าใจผิดไปแล้วกระมังเมืองจินเฟิงมิได้มีตระกูลเดียวที่เป็นตระกูลเก่าแก่หรอกนะยังมีตระกูลเซียวอีกตระกูลที่อยู่มานานกว่าตระกูลเจียงของพวกเราอีกแม้แต่เจ้าเมืองคนเก่ายังไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย”เจียงฉินกล่าว
“เหรอ ข้ามิเคยรู้มาก่อนแต่ข้าก็มิได้สนใจมดปลวกตัวเล็ก ๆ อย่างตระกูลเซียวอยู่ในสายตาของข้าเลย เฮ้อออวันนี้ข้าคงมาเสียเที่ยวแล้วหละ ยังไงข้าก็ยังรอคำตอบของท่านนะท่านผู้นำวันนี้ข้าคงขอตัวก่อน รบกวนพวกท่านมาเยอะแล้ว” เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นพร้อมกับจ้าวหยวนโดยไม่หันมามองพวกตระกูลเจียงเลยแม้แต่น้อย
เฟิ่งหยูและจ้าวหยวนนั่งเรือเล็กออกจากตรกูลเจียงไป
“ฮ่า ๆๆๆๆๆคิดว่าตนเองแน่หรืออย่างไร อยู่ ๆ มาชวนพวกเราเข้าร่วมแต่มิได้มีผลประโยชน์ใดๆให้พวกเราเลย”เจียงฉินกล่าวด้วยสายตาที่เหยียดหยามเฟิ่งหยูและจ้าวหยวน
“ข้าว่าเจ้าเมืองคงคิดว่าเราอ่อนแอกระมังแม้กระทั่งตระกูลเซียงเขายังมิได้สนใจ” เจียงสุ่ยกล่าวขึ้นมา เพื่อเอาใจเจียงฉิน
“ข้าคิดว่าเจ้าเมืองต้องการจะเตือนอะไรเราสักอย่างหรือไม่อย่างนั้นก็คงอยากชวนเราเข้าร่วมจริง ๆ นั่นแหละ” เจียงจ้าวเหว่ยผู่นำตระกูลเจียงกล่าว
“ท่านผู้นำคิดมากไปแล้วไอ่เด็กเหลือขอคนนี้จะมีอะไรให้เราเกรงกลัวกำลังของตระกูลเจียงของเราก็มิได้น้อยกว่าตระกูลเจียงและเมืองจินเฟิงเลยแม้แต่น้อย”
“พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือเมืองจินเฟิงประกาศรับสมัครทหารจำนวนมากไปถึงสองรอบเชียวนะ”
“สองรอบ ท่านผู้นำท่านกังวลมากไปหรือเปล่าพวกเราก็มิได้เห็นพวกทหารที่สมัครจะมากไปกว่าเดิมเลยนะท่านผู้นำถึงแม้เมืองจะเจริญขึ้นส่วนมาก็มาจากสมาคมมังกรดำ ที่ทำการค้าได้ดี จนผู้คนมากมายมาอาศัยอยู่เมืองของเรา” เจียงฉินกล่าว
“แล้วที่ว่าเหลือเพียงตระกูลเจียงตระกูลเดียวที่เป็นตระกูลเก่าแก่หละ”ผู้นำตระกูลเอ่ยถามเหล่าผู้อาวุโส
“ข้าคิดว่าคงเป็นเพราะเจ้าเมืองคนนี้ยังอ่อนเยาว์จึงไม่รู้ว่ายังมีตระกูลเซียวอีกตระกูลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตระกูลของพวกเรา”เจียงฉินกล่าว
“แต่ข้าไม่คิดแบบนั้นตระกูลเซียวมีเรื่องกับท่านเจ้าเมืองตั้งแต่เริ่มแรกที่มาหากเจ้าเมืองมิได้สืบความเป็นมาคงเป็นไปไม่ได้” เจียงจ้าวเหว่ยพูดขึ้นมา
“แต่ข้าคิดว่าเป็นเพราะเจ้าเมืองคนนี้ยังเยาว์นักอ่อนประสบการณ์มากกว่า”ผู้อาวุโสตระกูลเจียงคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเอาไว้เราค่อยพูดเรื่องนี้อีกทีก็แล้วกัน”
หลังจากเฟิ่งหยูออกจากตระกูลเจียง
“พวกเราไปเก็บสินแร่กันเถอะ”เฟิ่งหยูกล่าวกลับจ้าวหยวนจ้าวหยวนงงเป็นอย่างมากแต่ก็มิได้ถามอะไรเพียงแต่ตอบรับเฟิ่งหยูแล้วรอลุ้นว่าเจ้าเมืองของเขาจะทำอะไรต่อไป
เฟิ่งหยูมาถึงเหมืองแร่ที่อยู่ใกล้ที่สุดของตระกูลเซียวจากนั้นเขาก็ปล่อยให้อสูรลิงยักษ์เข้าก่อกวน เมื่ออสูรลิงยักษ์เผยตัวต่อหน้าคนของตระกูลเซียวแต่ละคนต่างรีบกันเผ่นหนี เพราะอสูรลิงยักษ์ตนนี้อยู่ในระดับห้าขั้นสูงสุดแล้วพวกเขารีบแจ้งข่าวไปยังตะกูลเซียวอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่คนของตระกูลเซียวหนีอสูรลิงยักษ์ไปไกลแล้วเฟิ่งหยูจัดการเก็บภูเขาแร่ที่ตระกูลเซียวทำเหมืองแร่อยู่เข้าไปไว้ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์โดยทันที จากนั้นเฟิ่งหยูและจ้าวหยวนพร้อมอสูรลิงยักษ์ก็จากไปทันทีเฟิ่งหยูจัดการเก็บภูเขาแร่ของตระกูลเซียวทั้งสามแห่งภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วยามจากนั้นพากันกลับไปเมืองจินเฟิง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อกลับมาถึงเมืองจินเฟิงจ้าวหยวยตกตะลึงกับการกระทำของเจ้าเมืองตัวน้อยของตนยังไม่หายยังมีอะไรที่เจ้าเมืองคนนี้ทำไม่ได้อีก หากตระกูลเซียวไม่มีเหมืองแร่แล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไรคำถามที่อยู่ในหัวของจ้าวหยวนมากมายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมา โชคดีของเมืองจินเฟิงที่มีเจ้าเมืองแบบเฟิ่งหยูหากเฟิ่งหยูเป็นศัตรูคงพินาศภายในค่ำคืนเป็นแน่แท้ จ้าวหยวนคิดอยู่ภายในใจ
ทางด้านตระกูลเซียวหลังจากที่ได้รับแจ้งว่ามีสัตว์อสูรบุกเหมืองแร่ของพวกเขาต่างพากันระดมกำลังคนเพื่อมากำจัดสัตว์อสูรระดับห้าตนนี้ แต่เมื่อพวกเขามาถึงก็พบกับความว่างเปล่าทั้งสัตว์อสูรทั้งภูเขาเหมืองแร่ของพวกเขาหายไปจนสิ้น พวกตระกูลเซียวกลับตระกูลเซียว พวกเขารีบประชุมกันที่ห้องโถงตระกูลอย่างเร่งด่วนต่างคนต่างถกเถียงกันไม่หยุด จนเวลาไม่นาน เหมืองที่สองเหมืองที่สามต่างเข้ามารายงานเหมือน ๆ กันทั้งหมด ก่อให้เกิดความวุ่นวายภายในตระกูลเซียวในคืนนั้นทั้งคืนเหล่าผู้อาวุโสและผู้นำต่าง ๆ มิได้หลับ มิได้นอนกันเลยตั้งแต่เหมืองแร่ที่แรกหายไปจนฟ้าสว่างของวันถัดมา