บทที่ 46 โม่ไป๋โหยว โม่ชิงเย่ และโม่หงเหลียน 2
“อย่าทำตัวหยาบคาย!”
เมื่อเห็นท่าทางของน้องสาวทั้งสองโม่หงเหลียนก็ตำหนิด้วยความไม่พอใจ
ใบหน้าของโม่ชิงเย่และโม่ไป๋โหยวมีความคับข้องใจเล็กน้อยจากนั้นพวกนางก็แสดงความเคารพเย่อู๋เชวียตามธรรมเนียมก่อนหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว
“ต้องขอบคุณคุณชายทั้งสองที่ให้ความช่วยเหลืออีกครั้งข้าชื่อโม่หงเหลียน น้องสาวคนที่สองของข้าโม่ชิงเย่และน้องสาวคนสุดท้องโม่ไป๋โหยวโชคชะตานำพวกเราให้มาพบกันไม่ต้องพูดถึงเรื่องอิงหลัวที่ถือเป็นพี่น้องของเราตั้งแต่แรกดังนั้นพวกเราทั้งสองกลุ่มจึงไม่ใช่คนอื่นคนไกล”
น้ำเสียงของโม่หงเหลียนนุ่มนวลแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและสง่างามราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก
“ไป๋โหยว ชิงเย่ และหงเหลียนช่างเป็นชื่อที่ไพเราะเหลือเกิน” ซือหม่าอ๋าวรีบตอบรับด้วยรอยยิ้มทันที
เย่อู๋เชวียก็แสดงความเคารพและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“ยินดีที่ได้พบพี่สาวโม่ อย่างที่ซือหม่าอ๋าวกล่าวสหายของหลินอิงหลัวก็ถือเป็นสหายของข้าและในฐานะสหายพวกเราควรช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”
โม่หงเหลียนคนนี้ดูอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปีและมีอายุมากกว่าเย่อู๋เชวียพอสมควรดังนั้นเย่อู๋เชวียจึงไม่รังเกียจที่จะเรียกนางว่าพี่สาวโม่
แม้ว่าก่อนหน้านี้โม่หงเหลียนจะล้มเหลวในการทะลวงอาณาจักรบ่มเพาะแต่กลิ่นอายของนางยังคงทรงพลังและดูเหมือนจะมาถึงจุดสูงสุดของอาณาจักรหลอมรวมวิญญาณแล้ว
“เพ้ย! เจ้าแค่ยืนอยู่เฉยๆโดยไม่ได้ช่วยเหลืออะไร แต่ยังมีหน้ามาแอบอ้างความชอบอีก ไร้ยางอายจริงๆ!”
จมูกเล็กๆ ของโม่ไป๋โหยวย่นเล็กน้อยและดวงตากลมโตของนางก็จับจ้องไปยังเย่อู๋เชวียอย่างดูถูกเหยียดหยามแต่ก่อนที่นางจะมีโอกาสได้พูดอะไรโม่หงเหลียนก็ส่งสายตาตำหนิอีกครั้งและทำให้โม่ไป๋โหยวต้องหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านี้
“คุณชายเย่โปรดอย่าถือสาความไร้มารยาทของไป๋โหยวเด็กคนนี้ถูกตามใจตั้งแต่เล็กเลยขาดการอบรมสั่งสอนไปบ้าง ขอคุณชายให้อภัยด้วย”
โม่หงเหลียนรู้สึกอับอายกับมารยาทของน้องสาวและนางก็รีบขอโทษเย่อู๋เชวียทันที
เย่อู๋เชวียไม่สนใจเรื่องนี้เขาคิดว่าท่าทางของโม่ไป๋โหยวก็น่ารักสดใสดีดังนั้นเขาจึงเพียงยิ้มเพื่อเป็นการตอบรับโดยไม่พูดอะไร
หลังจากสนทนากันอยู่พักหนึ่งเย่อู๋เชวียก็ได้ทราบว่าสามพี่น้องตระกูลโม่เป็นผู้เข้าแข่งขันจากเมืองจิงเหลียนเมื่อไม่นานมานี้ในตอนที่พวกนางออกท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์หญิงสาวทั้งสามก็มีโอกาสได้พบหลินอิงหลัวโดยบังเอิญพวกนางทั้งสี่เป็นหญิงสาวที่มีอายุไล่เลี่ยกันดังนั้นหลินอิงหลัวจึงสนิทสนมกับสามพี่น้องในเวลาอันรวดเร็ว
เย่อู๋เชวียมีความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์ของหลินอิงหลัวเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยนางเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวและไม่มีสหายในตระกูลแม้แต่คนเดียวดังนั้นเมื่อนางกลายเป็นสหายของหญิงสาวทั้งสามหลินอิงหลัวจึงให้ความสำคัญกับมิตรภาพครั้งนี้มาก
แม้ว่าโม่หงเหลียนจะพูดคุยหัวเราะกับหลินอิงหลัวแต่สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังปฏิกิริยาท่าทางของเย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวอยู่บ่อยครั้งไม่นานนางก็ตระหนักว่าเย่อู๋เชวียดูเหมือนจะได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำของกลุ่มอย่างจริงใจ
โม่หงเหลียนรู้สึกประหลาดใจกับการค้นพบนี้มากและในขณะเดียวกันนางก็เริ่มมีความสงสัยต่อชายหนุ่มชุดดำคนนี้เล็กน้อยเพราะนางรู้นิสัยของหลินอิงหลัวเป็นอย่างดีหลินอิงหลัวเป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมันไม่มีทางที่นางจะยอมรับนับถือคนรุ่นเดียวกันเป็นผู้นำอย่างจริงใจได้
ในระหว่างการสนทนาหญิงสาวทั้งสามยิ่งเกิดความตกใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าตราประทับร้อยเมืองของกลุ่มเย่อู๋เชวียเลื่อนระดับเป็นสีฟ้าแล้วหญิงสาวทั้งสามแอบชื่นชมอยู่ในใจเพราะพวกนางรู้ดีว่าการจะทำให้ตราประทับเปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีฟ้านั้นยากลำบากมากแค่ไหน
“ยอดเยี่ยมไปเลย ตอนนี้เมื่อพี่อิงหลัวและพี่ซือหม่ามาถึงเราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวพวกอันธพาลจากเมืองฉีตูอีกต่อไปพวกเขาปล้นถ้ำฮั่วเซียงจากเราได้ก็เพราะมีคนมากกว่าเท่านั้นหากพวกเราได้สมบัติในถ้ำฮั่วเซียงมา ป่านนี้พี่ใหญ่คงทะลวงอาณาจักรบ่มเพาะไปแล้ว!”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของโม่ไป๋โหยวทำให้ทุกคนเงียบสนิทในขณะเดียวกันเย่อู๋เชวียก็เริ่มปะติดปะต่อข้อมูลจากถ้อยคำเหล่านี้
ใบหน้าของโม่หงเหลียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของโม่ไป๋โหยวและเมื่อนางมองไปเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหลินอิงหลัวซือหม่าอ๋าวและเย่อู๋เชวีย นางก็ทำได้เพียงบอกเล่าตามความจริงเท่านั้น
“ถ้ำฮั่วเซียงเป็นสถานที่ลึกลับในสมรภูมิร้อยเมือง!”
ตามคำอธิบายของโม่หงเหลียนเย่อู๋เชวียก็เข้าใจรายละเอียดมากขึ้น
เมื่อสามพี่น้องตระกูลโม่เข้าสู่สมรภูมิร้อยเมืองพวกนางถูกสุ่มเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแอ่งน้ำหลังจากออกล่าสัตว์อสูรตลอดทั้งวันในที่สุดพวกนางก็เดินไปถึงถ้ำที่มีชื่อว่าฮั่วเซียงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่
สามพี่น้องตระกูลโม่เป็นหญิงสาวที่เฉลียวฉลาดดังนั้นพวกนางจึงตระหนักได้ทันทีว่านี่คือโอกาสครั้งใหญ่ดังนั้นทั้งสามคนจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปสำรวจถ้ำด้วยความตื่นเต้น
แต่โอกาสของพวกนางก็จบลงอย่างรวดเร็วเพราะหลังจากเข้าไปสำรวจถ้ำได้ไม่นานก็มีคนกลุ่มอื่นปรากฏตัวขึ้น
คนเหล่านี้ไม่เพียงต้องการครอบครองถ้ำฮั่วเซียงเท่านั้นพวกเขายังต้องการแย่งชิงตราประทับร้อยเมืองของหญิงสาวทั้งสามอีกด้วยหากไม่ใช่ว่าพวกเขาคำนึงถึงผลประโยชน์ในถ้ำฮั่วเซียงมากกว่ามันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่สามพี่น้องตระกูลโม่จะหลบหนีออกจากถ้ำฮั่วเซียงได้
เพื่อรักษาตราประทับร้อยเมืองของตัวเองโม่หงเหลียนจึงตัดสินใจนำยาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่มีมาใช้ในการทะลวงอาณาจักรบ่มเพาะโดยไม่มีความลังเลแต่ไม่คาดคิดว่าในขณะที่นางกำลังข้ามผ่านอาณาจักรอยู่นั้นกลับมีผู้เข้าแข่งขันอีกกลุ่มบุกเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
“พี่โม่เจ้าหมายความว่าในถ้ำฮั่วเซียงมีกับดักอยู่ถึงสามชั้น?”
หลินอิงหลัวได้ยินคำบรรยายของโม่หงเหลียนและแววตาของนางก็ปรากฏร่องรอยของความโกรธเล็กน้อย
“ถูกต้อง แต่ด้วยความสามารถของเราสามพี่น้องเพียงทำลายได้แค่ชั้นแรกเท่านั้นและต่อให้ระดมสติปัญญารวมถึงพละกำลังทั้งหมด เราก็ไม่มีทางทำลายชั้นที่สองได้”
โม่หงเหลียนชำเลืองมองเย่อู๋เชวียเล็กน้อยแน่นอนว่าในตอนนี้นางต้องการฟังความเห็นเย่อู๋เชวียซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเมืองหลงกวง
“หากเป็นอย่างที่เจ้าว่าข้าก็ขอไปดูด้วยตาของตัวเองก่อน”
เย่อู๋เชวียยืนขึ้นดวงตาของเขาลุกเป็นไฟด้วยความปรารถนา
สมบัติแห่งสวรรค์พิภพที่สืบทอดกันมาหลายปีจะยิ่งใหญ่มากแค่ไหนเป็นที่ทราบได้หากปล่อยให้คนอื่นฉกฉวยไปก่อนรับรองว่ามันจะกลายเป็นหายนะสำหรับพวกเขาอย่างแน่นอน!
หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวก็เห็นด้วยเช่นกันดวงตาของสามสาวพี่น้องตระกูลโม่ก็มีความสดใสมากยิ่งขึ้นหากรวมกลุ่มกับพวกเย่อู๋เชวียมันก็มีโอกาสสูงที่พวกนางจะสามารถแย่งชิงถ้ำฮั่วเซียงกลับมาได้
จากนั้นทั้งหกคนก็ไม่มีความลังเลอีกต่อไปพวกเขาติดตามโม่หงเหลียนไปยังสถานที่ที่ถ้ำฮั่วเซียงตั้งอยู่ในทันที!
...........